Wednesday, 10 June 2026
TheStatesTimes

อดีต สส.อรอนงค์ โพสต์เฟซบุ๊กดีใจ ได้คัมแบ็ก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ อีกครั้ง

(3 ต.ค. 68) น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย! ได้กลับบ้านแล้ว” พร้อมภาพยืนถือใบสมัครที่หน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปตั้งแต่ปลายปี 2566

โดย น.ส.อรอนงค์ ลาออกจากพรรคเพียง 2 วันหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่พรรคเดิมเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจและการทำงานของพรรคอีกครั้ง

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส. ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และร่วมผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพลังต่อบ้านเมือง

‘กองทัพเรือ’ ย้ายนายทหารเอี่ยวทุจริตน้ำมัน ออกนอกพื้นที่ จ.ตราด ยันสอบเข้ม!! ไม่ละเว้นแม้ระดับสูง

(3 ต.ค. 68) กองทัพเรือมีคำสั่งโยกย้ายนายทหารที่ถูกกล่าวหาพัวพันการลักลอบนำน้ำมันออกจากหน่วยและการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในจังหวัดตราด หลังคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลว่ามีการเบิกน้ำมันครั้งละ 1,000 ลิตร เพื่อนำไปส่งต่อให้กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง และย้ำว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดไม่ว่าระดับใดก็ตาม

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า ประเด็นการใช้พลทหารไปทำงานนอกภารกิจนั้นได้มีการตรวจสอบและลงโทษทางวินัยผู้เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนกรณีการลักลอบนำน้ำมันและการแสวงหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน พร้อมสั่งย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีความผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ด้านนายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี และนายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ทหาร ระบุว่าขณะนี้มีข้อสงสัยถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งพลทหารไปทำงานให้เอกชน การเบิกน้ำมันผิดปกติครั้งละ 1,000 ลิตร และการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายใช้ใบเสร็จเท็จ โดยยืนยันว่าต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพและผลประโยชน์ของชาติ

‘คิวบา-เวเนซุเอลา’ ประณามสหรัฐฯ จี้เคารพน่านฟ้า-หยุดสร้างความตึงเครียด

(3 ต.ค. 68) รัฐบาลคิวบาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ หลังเครื่องบินรบสหรัฐฯ ล้ำเข้าน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นภัยต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกาแคริบเบียน พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวควรเป็น “เขตแห่งสันติภาพ”

ด้าน พล.อ.วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino Lopez) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา เปิดเผยว่ากองทัพตรวจพบเครื่องบินขับไล่จำนวน 5 ลำ คาดว่าเป็นรุ่น F-35 ของสหรัฐฯ บินเข้ามาในน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยยังมีนักบินสายการบินพาณิชย์ยืนยันการพบเห็นเครื่องบินดังกล่าวบริเวณชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นการยั่วยุและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่สื่อ Semafor รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า วอชิงตันยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายบางแห่งในเวเนซุเอลา ภายใต้ภารกิจต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

หลักฐานจากหนังสือพิมพ์เก่าฝรั่งเศสยืนยัน ‘เกาะกูด’ เป็นของไทย ตามสนธิสัญญา 1907

(3 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ถึงเรื่องราวการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสิทธิของสยามเหนือเกาะกูด ทำให้เราได้พบเอกสารร่วมสมัยที่มีคุณค่ามาก ทั้งจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมและเอกสารสนธิสัญญาทางการ ซึ่งต่างก็ยืนยันในสาระเดียวกัน

เอกสารแรกที่ได้ถ่ายไว้คือ หน้าหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal Militaire, Maritime, Colonial ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นรายงานด้านทหาร–เรือ–อาณานิคม และมักจะติดตามความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสในอินโดจีน เนื้อหาที่เราพบอยู่ในหัวข้อ Le Nouveau Traité Franco-Siamois พร้อมแผนที่ที่ทำเครื่องหมายเส้นเขตแดนใหม่ แผนที่ดังกล่าวระบุชัดเจนถึงพื้นที่ที่ฝรั่งเศสได้ไปจากอนุสัญญา 1904 และพื้นที่ที่คืนให้สยามตาม พิธีสารวันที่ 29 มิถุนายน 1904 ในบรรดาพื้นที่เหล่านี้ มีการขีดเส้นล้อมหมู่เกาะในอ่าวไทยใต้ แหลมลิง (Cap Lemling) ซึ่งรวมถึง เกาะกูดและเกาะช้าง ที่ถูกยืนยันว่าเป็นของสยาม

เอกสารชิ้นถัดมาที่ได้ถ่ายคือ ตัวบทสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม 23 มีนาคม 1907 หรือ Texte du Traité Franco-Siamois du 23 mars 1907 ซึ่งลงพิมพ์ในแถลงการณ์ทางการทูต มาตรา 2 ของสนธิสัญญาฉบับนี้ระบุข้อความสำคัญที่สุดว่า ฝรั่งเศสยอมคืนด่านซ้ายและตราดแก่สยาม “รวมถึงเกาะทั้งปวงที่อยู่ใต้แหลมลิง จนถึงและรวมทั้งเกาะกูด (Koh-Kut)” ข้อความนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เอ่ยชื่อเกาะกูดโดยตรง และเป็นการรับรองสิทธิของสยามในระดับระหว่างประเทศ

เมื่อนำเอกสารทั้งสองชุดมาเทียบกัน—ทั้ง หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ และ สนธิสัญญาทางการปี 1907—เราจะเห็นภาพต่อเนื่องที่สอดคล้องกันว่า…ตั้งแต่ปี 1904 ในพิธีสาร 29 มิถุนายน เกาะกูดอยู่ในเขตที่คืนให้สยาม

และในปี 1907 สิทธิของสยามเหนือเกาะกูดได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนอีกครั้งในตัวบทสนธิสัญญา

ดังนั้น การค้นพบและถ่ายเอกสารเหล่านี้จึงเป็นเหมือนการนำหลักฐานร่วมสมัยจาก “ปากคำของฝรั่งเศสเอง” มายืนยันว่าประเทศไทยได้รับเกาะกูดมาตั้งแต่ปี 1904 ไม่ใช่เรื่องที่อ้างฝ่ายเดียว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกลงในสื่อและกฎหมายระหว่างประเทศของฝรั่งเศสอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ปล. ขอบคุณการเก็บข้อมูลของคุณไกรฤกษ์นานาในหนังสือสยามในโลกสากล ที่ช่วยทำให้การค้นหาเป็นไปได้ง่ายขึ้น

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 ‘หัวหน้าโจเซฟ’ ชนพื้นเมืองแห่งเผ่าเนซ เพอร์ซ ประกาศยุติการต่อสู้ ยอมจำนนต่อกองทัพสหรัฐฯ

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) หัวหน้าโจเซฟ (Chief Joseph) ผู้นำเผ่าเนซ เพอร์ซ ได้ประกาศยอมจำนนต่อพล.อ. เนลสัน เอ. ไมล์ส แห่งกองทัพบกสหรัฐ หลังการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างชาวเนซ เพอร์ซกับกองทัพอเมริกัน เหตุการณ์นี้เป็นจุดสิ้นสุดของการถอยร่นที่เจ็บปวดของชนพื้นเมืองในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ

เบื้องต้น สาเหตุสำคัญมาจากคำสั่งให้อพยพชาวเนซ เพอร์ซจากหุบเขาวอลโลว่า (Wallowa Valley) ในรัฐโอเรกอน ไปยังเขตสงวนแลปไว (Lapwai) ในรัฐไอดาโฮ ระหว่างทางมีการปะทะบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีคนขาวลักขโมยวัวของชาวอินเดียน ทำให้สถานการณ์บานปลายและกองทัพส่งกำลังกดปราบอย่างรุนแรงจนชาวเนซ เพอร์ซทนไม่ไหว

เมื่อยอมจำนน หัวหน้าโจเซฟกล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังแสดงความสิ้นหวังและห่วงใยประชาชนของตน ท่อนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงคือ “ข้าเหนื่อยที่จะสู้รบต่อไป… ข้าต้องการเวลาที่จะค้นหาเด็ก ๆ ของข้า และนับดูว่าเหลือรอดกี่คน…หัวใจข้าอ่อนล้าและโศกเศร้า…ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” 

6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ครบรอบ 49 ปี เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

เชียงใหม่- พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 

กองบิน 41 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 “สืบสานภารกิจพิทักษ์น่านฟ้าและช่วยเหลือประชาชน”

(3 ต.ค. 68) กองบิน 41 ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการกองบิน 41 อย่างสมเกียรติ ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 โดย นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านเดิม ได้ส่งมอบภารกิจการบังคับบัญชาให้แก่ นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านใหม่

พิธีดังกล่าวได้จัดให้มีการบินผ่านของอากาศยานและการเดินสวนสนามของทหารกองเกียรติยศ เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาท่านเดิม และต้อนรับผู้บังคับบัญชาท่านใหม่ ซึ่งพร้อมสานต่อภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศต่อไป

ลำปาง-มทบ.32 จัดพิธีรับ-ส่ง ผบ.มทบ.32 ประกาศเจตนารมณ์ “กองทัพของประชาชน”

(3 ต.ค. 68) เวลา 09.09 น. มณฑลทหารบกที่ 32 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่และมอบการบังคับบัญชา ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 โดย พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ท่านเดิม ส่งมอบการบังคับบัญชาให้กับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ท่านใหม่ 

ทั้งนี้ได้มีพิธีสักการะศาลเจ้าพ่อดวงทิพย์ , ศาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ต่อจากนั้นเป็นพิธีสักการะ อนุสาวรีย์จอมพลมหามหาเอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี โดยการวางพวงมาลัยดอกไม้สด จุดธูปเทียนสักการะเครื่องทองน้อย เพื่อความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญกำลังใจต่อผู้บังคับ หน่วยทหารและกำลังพล, พิธีลงนามเอกสาร และพิธีรับ - ส่งหน้าที่ มอบธงประจำหน่วยอันเป็นการรับมอบการบังคับบัญชาโดยสมบูรณ์ 

โอกาสนี้ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้กล่าวรับมอบการบังคับบัญชา พร้อมแสดงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่าจะทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของมณฑลทหารบกที่ 32 ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถูกต้อง ชอบธรรม บนพื้นฐานแห่งคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปฏิบัติงานเพื่อสรรสร้างความมั่นคง ความสงบสุข และความรักความสามัคคี ตลอดไป 

นอกจากพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 แล้ว ด้านของการรับ-ส่งหน้าที่ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 32 ก็ได้ดำเนินการในคราวเดียวกันอีกด้วย

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอแนวทาง Quick Big Win การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

รัฐบาลต้องผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร เพื่อแก้หนี้ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและ SME ที่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมแก้กฎหมายล้มละลาย ให้คนรายได้น้อยมีโอกาส ไม่เอาเครดิตบูโรมาเป็นนัยยะสำคัญในการกู้ การผ่อนชำระเงินกู้ต้องตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย จากการแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา 

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ได้เสนอแนะแนวทาง Quick Big Win ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน นอกเหนือจากนโยบายคนละครึ่ง ที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่าย เพื่อประชานิยมของรัฐบาล คือการผ่อนปรนเครดิตบูโร กับทั้ง ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME 

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเข้าขั้นวิกฤต โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดเดิมๆ ออกมา ไม่ได้แก้ปัญหาจริง เพราะสร้างเงื่อนไขจนกลายเป็นกับดักหนี้ ในขณะที่วันนี้นายกรัฐมนตรี ยังคงแถลงนโยบายใช้มาตการเดิม ถือว่ายังคงเป็นการสร้างกับดักหนี้ให้ประชาชน และไม่ได้แก้ปัญหาโดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่รายได้น้อย

รายได้ไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขเครดิตบูโร รวมทั้ง ผู้ประกอบการรายย่อย  SME หมดโอกาส หนทางลืมตาอ้าปาก เช่นนั้นแล้วรัฐบาลต้องหันกลับมาให้โอกาสคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมีเพียง 25 % เท่านั้นที่มีโอกาสขอสินเชื่อได้ รัฐบาลสามารถทำได้ทันที โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร อย่างน้อย 1-2 ปี เริ่มจากธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

ขณะเดียวกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการอภิปรายเพื่อพิจารณารับร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2483 โดย สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ได้อภิปรายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายนี้ เนื่องจาก กฎหมายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไป อีกทั้งกฎหมายต้องใช้แก้ปัญหาให้กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจนที่เป็นหนี้ ที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง การแก้กฎหมายครั้งนี้ต้องไม่แก้แบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่ผ่าน ท้ายสุดได้ฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญชุดที่วุฒิสภาจะได้ตั้งขึ้นว่า ให้แก้กฎหมายการชำระหนี้เพื่อตัดวงจรหนี้โดยต้องตัดเงินต้นก่อน  ค่อยไปตัดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นจะเป็นหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินจาก ICAO ปลายปีนี้


    
เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำโดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้านกายภาพสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล    

การตรวจติดตามดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อาทิ การปิดกั้นพื้นที่หลังเคาน์เตอร์เช็กอิน การเสริมความสูงของแนวรั้วเขตการบิน และการปรับปรุงพื้นที่เฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2568

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย รองรับเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของ ICAO และ กพท. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แม้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มที่ การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top