Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 4/67 มุ่งหวังสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ

น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา , ข้าราชการ , ครูฝึก และครูหมวดวิชา เข้าร่วมพิธี ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กองทัพเรือ โดยกรมยุทธศึกษาทหารเรือ มอบหมายให้ ศฝท.ยศ.ทร. รับการรายตัวทหารใหม่ ผลัดที่ 4/67  ระหว่างวันที่ 1 - 2 ก.พ.68  เพื่อเข้าสู่การฝึกอบรมฯ เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ นั้น บัดนี้ทหารใหม่ จำนวน 2,894 นาย ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เพื่อหล่อหลอมให้เป็นทหารกองประจำการที่เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ , วิชาการอาวุธ , วิชาข้อบังคับ , วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้นจึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 4/67 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้การฝึกฯ ของ ศฝท.ยศ.ทร. มีการเตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ 'Navy-Safety 2025'

เวียดนามคิกออฟ ลดข้าราชการ 100,000 ตำแหน่ง ยุบกระทรวงหลายแห่ง ลดภาระคลัง หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

(18 ก.พ.68) สภาเวียดนามได้ลงมติเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมีเป้าหมายในการลดขนาดกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐลงประมาณ 20% เพื่อลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ สู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย

ตามรายงานของบลูมเบิร์ก การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ระหว่างการประชุมสมัยวิสามัญของสมัชชาแห่งชาติ ณ กรุงฮานอย โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะส่งผลให้ข้าราชการราว 100,000 คนต้องถูกลดตำแหน่ง ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจในทศวรรษ 2520

แผนการนี้รวมถึงการยุบกระทรวง 5 แห่ง และการควบรวมกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงการคลังเข้ากับกระทรวงการวางแผนและการลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะปิดสถานีโทรทัศน์ของรัฐหลายช่องและยกเลิกหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางฉบับเพื่อลดช่องทางการเผยแพร่ข้อมูล

การปฏิรูปครั้งนี้ได้รับการผลักดันโดย โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งกำลังเตรียมตัวสำหรับการปรับเปลี่ยนผู้นำในปีหน้า และมุ่งหวังที่จะสร้างผลงานสำคัญในช่วงที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในระดับ 8% ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับเลขสองหลักในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปนี้มาพร้อมกับความท้าทาย เนื่องจากมีการลดตำแหน่งงานของข้าราชการหลายพันคน ซึ่งรัฐบาลเตรียมเงินชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ แต่หลายคนยังคงกังวลเกี่ยวกับการหางานใหม่ในสถานการณ์ที่ภาครัฐกำลังลดขนาดและแรงงานจำนวนมากเคลื่อนย้ายไปยังภาคเอกชน

แม่ทัพภาค 2 เผยเคลียร์ใจเขมรแล้ว ย้ำต้องเลี่ยงขัดแย้งหลังเหตุทหารกัมพูชาบุกร้องเพลงปลุกใจที่ปราสาทตาเมือนธม

(18 ก.พ. 68) แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ไทยและกัมพูชาต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หลังเกิดเหตุคณะชาวกัมพูชาร้องเพลงปลุกใจที่ปราสาทตาเมือนธม ระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำความเข้าใจกันแล้ว แต่ขอให้เหตุการณ์เช่นนี้อย่าเกิดขึ้นอีก หวั่นกระทบความสัมพันธ์และเสถียรภาพตามแนวชายแดน

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ คณะสตรีชาวกัมพูชาจำนวน 25 คน ได้เดินทางมายังปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และร้องเพลงปลุกใจเป็นภาษากัมพูชาเพื่อให้กำลังใจทหารของตนที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ ทหารไทยที่เฝ้าพื้นที่ดังกล่าวจึงเข้าไปขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว เพราะถือเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมตามข้อตกลงของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอและเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ล่าสุด 18 กุมภาพันธ์ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยระบุว่า การขึ้นมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปราสาทตาเมือนธมเป็นกิจกรรมที่ทางไทยอนุโลมให้ชาวกัมพูชาสามารถทำได้ในช่วงเวลา 09.00-15.00 น. ตามข้อตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การร้องเพลงปลุกใจดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องเข้าระงับเหตุ

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยว่าหลังเกิดเหตุการณ์ กองกำลังสุรนารีได้ทำหนังสือประท้วงไปยังผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา โดยเน้นย้ำว่าการกระทำดังกล่าวไม่สมควรเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย ด้านกัมพูชาเองก็ยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม และได้มีการโทรศัพท์ขอโทษแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ทำความเข้าใจกันดี แต่ไทยขอให้มั่นใจว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ฝากถึงประชาชนไทยว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชายังคงเป็นไปในทางที่ดี ผู้นำทหารของทั้งสองฝ่ายพยายามพูดคุยและรักษาความสงบเรียบร้อยเสมอ พร้อมย้ำว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงหรืออาวุธต่อกัน เพราะจะส่งผลเสียต่อทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ความขัดแย้งอาจกระทบต่อการค้าขายตามแนวชายแดน ซึ่งประชาชนทั้งสองฝ่ายอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

ท้ายที่สุด กองกำลังทหารของทั้งสองประเทศจะใช้ความอดทนอดกลั้น และเลือกใช้แนวทางการพูดคุยเจรจาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อให้ทั้งไทยและกัมพูชามีสันติสุขร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ผบ.ตร.เยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจทุ่งลุง สงขลา เน้นย้ำประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ เข้าถึงประชาชนสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา

(18 ก.พ. 68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า วานนี้ เวลา 16.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ สภ.ทุ่งลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช.ภ.9/รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. , พล.ต.ต.สาธิต พลพินิจ รอง ผบช ภ.9 และ พ.ต.อ.เอกชัย พราหมณกุล หน.อกส.ศปก.ตร.สน. โดยมี พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ผกก.สภ.ทุ่งลุง และข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.ทุ่งลุง ให้การต้อนรับ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ สภ.ทุ่งลุง และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่กำลังพล เน้นย้ำปกป้อง เทิดทูน และพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมกำชับการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม บำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้กับประชาชน และต้องปฏิบัติด้วยความถูกต้องรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด  อีกทั้งยังต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ทุกมิติของการปฏิบัติงาน รวมทั้งให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลทุกข์สุขและสวัสดิการของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี และเหมาะสม

พร้อมกันนี้ขอให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชน ปรับปรุงการให้บริการ การอำนวยความสะดวกในหน้าที่ของตำรวจทุกด้าน พัฒนางานสถานีตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา และขอให้สามัคคี ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชนและสังคมโดยรวม

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำชับการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพล ตามนโยบายการบริหารราชการที่ให้ไว้ เน้นย้ำการเปลี่ยนแนวคิด (MINDSET) ปรับองค์กร เร่งปราบปรามอาชญากรรม เพิ่มขีดความสามารถสถานีตำรวจ ดูแลสวัสดิการตำรวจและครอบครัว สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับพี่น้องประชาชน

Mixue ผงาด!! ครองเชนร้านเครื่องดื่มใหญ่สุดในโลก สาขาแซงหน้ายักษ์ McDonald’s – Starbucks

(18 ก.พ.68) Mixue (มี่เสวี่ย) แบรนด์ชานมไข่มุกและไอศกรีมจากจีน กลายเป็นเชนร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในโลก โดยมีร้านมากถึง 45,300 แห่งทั่วโลก แซงหน้า McDonald’s และ Starbucks ตามข้อมูลที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ Mixue เตรียมเปิดขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในอนาคต

จากข้อมูลของMcDonald’s พบว่า ณ วันที่ 1 มกราคม มีสาขาทั่วโลกราว 43,000 สาขา ส่วน Starbucks มี 40,200 สาขา โดยตามมาด้วย Subway และ KFC ตามรายงานของ Momentum Works บริษัทวิเคราะห์ตลาดจากสิงคโปร์ 

จำนวน 70% ของสาขาทั้ง 45,300 ของ Mixue ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของแบรนด์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนร้านค้ามากที่สุด แต่ Mixue ยังอยู่อันดับที่ 4 ของโลกในแง่ของมูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ที่ 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Starbucks นำมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 55.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วย Inspire Brands ซึ่งเป็นเจ้าของ Dunkin' Donuts ที่ 14.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Tim Hortons ที่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุว่าในปี 2024 Mixue วางแผนระดมทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขายหุ้น IPO และเตรียมเปิดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงต้นเดือนหน้า 

บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.5 พันล้านหยวน (479 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2023 เพิ่มขึ้น 42.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยอ้างว่าในแต่ละวันสามารถขายเครื่องดื่มได้ถึง 5.8 พันล้านแก้ว

สำหรับประวัติของ Mixue ก่อตั้งโดย Zhang Hongchao นักธุรกิจชาวจีนที่เกิดในปี 1977 ซึ่งเริ่มสร้างแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21 ปี โดยต่อมา Zhang Hongfu น้องชายของเขาได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร่วม

Forbes ประเมินมูลค่าของ Mixue ที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2023 ขณะที่ในการระดมทุนรอบก่อนหน้าเมื่อมกราคม 2021 บริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สองพี่น้องตระกูล Zhang กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีของจีน

อินโดนีเซียและเวียดนามเป็นสองตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ Mixue โดยมีจำนวนร้าน 2,667 แห่งในอินโดนีเซีย และ 1,304 แห่งในเวียดนาม ในปี 2023 Mixue เผยว่ามีรายได้จากตลาดเวียดนามเกือบ 1.26 ล้านล้านดอง (49.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า จากปี 2022 ตามข้อมูลจาก Vietdata

ส่วนประเทศไทย Mixue เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2565 ภายใต้การบริหารของบริษัท มี่เสวี่ย (ประเทศไทย) จำกัด โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่ซอยรามคำแหง 53 แบรนด์ชานมและไอศกรีมสัญชาติจีนนี้ตั้งเป้าขยายสาขาในไทยให้ได้ 2,000 แห่งภายใน 3 ปี  

การเติบโตของ Mixue ในไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนพฤษภาคม 2566 มีเพียง 21 สาขา แต่ภายในเดือนมกราคม 2567 จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 200 สาขา นอกจากนี้ บริษัทมีแผนสร้าง คลังสินค้าและโรงงานแปรรูปผลไม้ ในประเทศไทย เพื่อนำผลไม้คุณภาพสูงของไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในร้าน Mixue ทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (14) : ก่อนจะมาเป็นค่า Ft อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’

หลังจาก TST ได้อธิบายถึงข้อกล่าวอ้างของนักวิชาการและ NGO บางคน กับสื่อบางสำนักไปหลายตอนแล้ว ซึ่งคนเหล่านั้นได้บอกถึงสาเหตุต่าง ๆ ของ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ ไปมากมายแล้ว (แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และครอบคลุมในทุกมิติ) อาทิ “โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นโครงสร้างกิจการไฟฟ้ารูปแบบ ‘กิจการไฟฟ้าที่มีผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียวโดยรัฐ’ จึงทำให้ ‘โครงสร้างค่าไฟฟ้าไม่มีความเป็นธรรม’ หรือ “การปล่อยให้การผลิตไฟฟ้าไปอยู่ในมือของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ” หรือ “การมี ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากจนเกินความต้องการ จนทำให้ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ สูงมาก” หรือ “การผลิตและใช้ไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)’ ยังน้อยไป” ฯลฯ และได้เคยอธิบายไปแล้วว่า สาเหตุเหล่านี้ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่แท้จริงของ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ เลย

แล้ว อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดส่วนต่าง ๆ ของการเรียกเก็บและวิธีการคิดคำนวณค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือน ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน คือ (1) ‘ค่าไฟฟ้าฐาน’ ที่คิดจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า (2) ‘ค่าบริการ’ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ กฟน. และ กฟภ. เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อเป็นต้นทุนสำหรับค่าบริการผู้ใช้ไฟฟ้า (3) ‘ค่า Ft’ (Float time) หรือค่าไฟฟ้าผันแปร ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า และ (4) ‘ภาษีมูลค่าเพิ่ม’ ที่คำนวณจาก (ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่า Ft + ค่าบริการ) x 7% แล้ว จะพบว่าส่วนที่ส่งผลทำให้ “ค่าไฟฟ้าแพง” มากที่สุด คือ (3) ‘ค่า Ft’ เพราะอัตราจะแปรเปลี่ยนไปตามต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันเชื้อเพลิงที่ถูกนำมาเป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดคือ ‘LNG’    

ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 61.33% โดยก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้ามา จาก 3 แหล่ง คือ (1) ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย (Gulf Gas) ราว 63.5% (2) ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมาจากการนำเข้า (เริ่มนำเข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554) ราว 20.5% (3) ก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากเมียนมา ราว 16% สัญญาซื้อขาย 30 ปี ซึ่งจะครบสัญญาในปี พ.ศ. 2571 และ 2574 ตามลำดับ ประเทศไทยใช้ราคาก๊าซธรรมชาติจากระบบ Pool Gas ที่ประกอบด้วยก๊าซทั้ง 3 แหล่ง ซึ่งจำหน่ายให้แก่โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก และผู้ใช้ก๊าซอื่น ๆ ประกอบด้วยก๊าซจากอ่าวไทยที่เหลือจากการจ่ายให้โรงแยกก๊าซ ก๊าซจากสหภาพพม่า (แหล่งยาดานาและแหล่งเยตากุน) ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซจากแหล่งอื่นๆ ในอนาคต  ในระยะแรก สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเป็นก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมากที่สุด ราว 70-80%  อีกส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าจากเมียนมา รวม 20% โดยที่ช่วงเวลานั้น ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยอยู่ที่เพียง 5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จนกระทั่งปี พ.ศ. 2565 มีการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงเหลือ 62% 

ปริมาณการนำก๊าซเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 38% ในจำนวนนี้เป็น LNG ถึง 22% เนื่องจากการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งเดิมผลิตได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงเหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเท่านั้น หลังจากที่แหล่งปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย "เอราวัณ-บงกช" หมดอายุสัมปทานลงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565 รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ที่รัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการซื้อขายก๊าซธรรมชาติและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผลิตได้จากแหล่งก๊าซฯ นี้ อย่างใกล้ชิด และแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน โดยรัฐบาลได้ไปเปิดประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย "เอราวัณ-บงกช" ซึ่งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ปตท.สผ.’ เป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในระบบ PSC ต่อจากเชฟรอนในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565 แต่มีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้ ‘ปตท.สผ.’ สามารถปรับปรุงกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกลับมาสู่จุดเดิมที่ผลิตได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ได้แล้วหรือยัง?

ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย นอกจากจะใช้ในการผลิตไฟฟ้าแล้วยังถูกส่งไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วยราคา Gulf Gas ซึ่งถูกกว่าราคา Pool Gas ขณะที่ไทยต้องนำเข้า LNG มากขึ้น แต่ราคาของ LNG ก็ขยับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา กอปรกับค่าเงินบาทอ่อนตัว ดังนั้น ยิ่งก๊าซ LNG ที่นำเข้ามีราคาสูงก็จะทำให้ค่าไฟฟ้ายิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้แล้ว ‘ค่า Ft’ ยังต้องผูกพันและรับผิดชอบภาระการจ่ายเพิ่มเติมจากปัจจัยด้านค่าเงินบาทและราคาต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงานที่อยู่ใน ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ อีกด้วย (เฉพาะในส่วนที่มีการผลิตโดยที่รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวและราคาต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงานที่สูงเกินกว่าที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทำไว้กับ กฟผ. เท่านั้น) 

ล่าสุด (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มองเห็นทางออกในอีกมุมว่า “การปรับลดค่าไฟสามารถทำได้จากการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟอยู่ 3 แหล่งใหญ่ ๆ คือ อ่าวไทย เมียนมา และจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่นำเข้ามาเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งมีราคาแพง และอิงราคาตลาดโลกที่ผันผวนตลอดเวลา” รองฯ พีระพันธุ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “แต่ถ้าหากสามารถปรับพอร์ต Pool Gas ให้เป็นสัดส่วนชัดเจน ระหว่างการนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรม ก็น่าจะทำให้ค่าไฟลดลงได้อีกถึงเกือบ 40 สตางค์ โดยตนจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ทันค่าไฟงวดต่อไป” ซึ่งเป็นการตอบและเริ่มต้นในการจัดการแก้ไขคำถามที่ว่า “เหตุใดคนไทยจึงไม่สามารถใช้ราคาก๊าซจากอ่าวไทย (Gulf Gas) มาคำนวณต้นทุนผลิตไฟฟ้า ทั้งที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีราคาถูกกว่า ทั้งยังเป็นทรัพยากรของคนไทยทุกคน ถ้านำราคา Gulf Gas และ Pool Gas มาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นส่วนต่างจะพบว่า หากสามารถใช้ราคา Gulf Gas ในการผลิตไฟฟ้าในแต่ละปี จะสามารถประหยัดค่าก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ทำไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงอย่างแน่นอน” การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาเป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า จะเป็นหลักการเช่นเดียวกับการขุดแร่ลิไนต์ของ กฟผ. ที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อใช้การผลิตกระแสไฟฟ้านั่นเอง 

แต่มีข้อแม้ซีอีโอนิสสันต้องลาออก ดีลควบรวม 5.8 หมื่นล้านยังมีลุ้น

(18 ก.พ. 68) ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ฮอนด้า อาจกลับมาเจรจาควบรวมกิจการกับ นิสสัน อีกครั้ง หาก มาโกโตะ อูชิดะ ซีอีโอของนิสสัน ตัดสินใจลงจากตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ การเจรจาควบรวมระหว่าง ฮอนด้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น และ นิสสัน ผู้ผลิตอันดับสาม ต้องยุติลง ทำให้แผนสร้างบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีศักยภาพขึ้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสี่ต้องล้มไป

อุปสรรคในการควบรวมครั้งนี้ส่งผลให้ นิสสัน ตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และสะท้อนถึงความกดดันที่อุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญจากคู่แข่งจีนที่กำลังมาแรง

ตามรายงานของ FT ฮอนด้า พร้อมพิจารณากลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หาก นิสสัน มีผู้นำคนใหม่ที่สามารถจัดการปัญหาภายในได้ดีกว่าเดิม

แม้ว่าตัว อูชิดะ เองจะเคยประกาศว่าจะดำรงตำแหน่งซีอีโอไปจนถึงปี 2026 แต่แรงกดดันให้เขาก้าวลงจากตำแหน่งกลับทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคณะกรรมการบริษัทและ เรโนลต์ พันธมิตรสำคัญของนิสสัน หลังจากเขาล้มเหลวในการเจรจาควบรวมมูลค่า 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ รายงานยังระบุว่า คณะกรรมการนิสสันได้เริ่มหารือกันอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนตัวผู้นำ

22 กุมภาพันธ์ 2516 'ดำ-กาญจนา' คู่รักที่ถูกกีดกัน สร้างตำนานรักสะพานสารสิน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516 คู่รักหนุ่มสาวที่ถูกกีดกันจากครอบครัว ตัดสินใจจบชีวิตพร้อมกันโดยใช้ผ้าขาวม้ามัดร่างติดกันแล้วกระโดดลงจากสะพานสารสิน กลายเป็นตำนานรักสะเทือนใจที่ถูกเล่าขานจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวเกิดขึ้นในคืนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2516 เมื่อพ่อค้าขายไข่เต่าบริเวณสะพานสารสิน แจ้งตำรวจว่าพบชายหญิงคู่หนึ่งกอดกันแน่นก่อนกระโดดลงทะเลที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราก แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งค้นหา แต่ก็ไร้วี่แววของร่างทั้งสอง จนกระทั่งเช้าวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ศพของพวกเขาถูกพบลอยอยู่ห่างจากสะพานราว 3 กิโลเมตร โดยยังมีผ้าขาวม้าผูกตัวติดกันแน่น

ฝ่ายชายคือนายดำ แซ่ลิ้ม อายุ 23 ปี บุตรบุญธรรมของครอบครัวชาวจีนเชื้อสายภูเก็ต ประกอบอาชีพขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง ส่วนฝ่ายหญิงคือ นางสาวกาญจนา แซ่หงอ อายุ 19 ปี นักศึกษาปีที่ 2 วิทยาลัยครูภูเก็ต ทั้งคู่พบกันเมื่อดำขับรถรับส่งกาญจนาเป็นประจำ และความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นความรัก

ทว่า ครอบครัวของกาญจนาไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้ลูกสาวแต่งงานกับคนมีฐานะที่เหมาะสมกว่า เมื่อทราบว่าทั้งคู่ได้เสียกัน พ่อแม่ของเธอจึงกีดกันขั้นเด็ดขาด บังคับให้เลิกเรียนและห้ามพบกับดำอีก ด้านพ่อแม่ของดำเองก็ไม่ยอมรับกาญจนาเช่นกัน ทำให้ทั้งคู่ถูกต่อต้านจากทุกฝ่าย

คืนก่อนเกิดเหตุ ดำพากาญจนาหนีออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตน แต่กลับถูกปฏิเสธ ทำให้ทั้งสองหมดสิ้นหนทาง ตำรวจพบจดหมายลาตายที่ดำเขียนไว้ ระบุว่าพวกเขารักกันมาก แต่เมื่อถูกกีดกันจนไร้ทางออก จึงขอตายไปด้วยกัน

ในคืนสุดท้าย ดำขับรถสองแถวพากาญจนาไปที่สะพานสารสิน เขาถามคนขับรถบรรทุกน้ำมันที่จอดอยู่บริเวณนั้นว่า หากกระโดดลงไปในช่วงน้ำเชี่ยวจะเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้รับคือ "ตายแน่" จากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปที่ราวสะพาน มัดตัวเข้าด้วยกันด้วยผ้าขาวม้า ก่อนกระโจนลงสู่กระแสน้ำ ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของคนขับรถบรรทุก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

ศพของทั้งสองถูกนำมาทำพิธีร่วมกันที่วัดท่าฉัตรชัย เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ถูกขัดขวาง และเป็นอุทาหรณ์ว่าหากครอบครัวยอมรับความรักของลูกตั้งแต่แรก โศกนาฏกรรมนี้อาจไม่เกิดขึ้น

ต่อมาตำนานรักสะพานสารสินถูกถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ สะพานรักสารสิน (2529) โดยเปี๊ยกโปสเตอร์ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 ภาพยนตร์ไทยที่ควรชม และละครโทรทัศน์ในปี 2541

23 กุมภาพันธ์ 2436 ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ต้นแบบหลักสูตร-วิธีการสอนที่เผยแพร่ทั่วไทย

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ก่อตั้ง 'วิทยาลัย' ภายในวัดบวรนิเวศ โดยให้ชื่อว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์และสามเณร แยกออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ใช้สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับพระปริยัติธรรม และส่วนที่เป็นโรงเรียน ซึ่งภายหลังกลายเป็นต้นแบบของ 'โรงเรียนวัดบวรนิเวศ'

ในช่วงแรก โรงเรียนนี้ได้รับการดูแลโดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรณาณวโรรส และต่อมามีการขยายการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้การศึกษากระจายไปทั่วประเทศ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำหลักสูตรและวิธีการสอนที่ใช้ในโรงเรียนวัดบวรนิเวศไปใช้ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงเรียนวัดบวรนิเวศกลายเป็นสถาบันที่เป็นต้นแบบในการใช้หลักสูตรการศึกษาทั่วประเทศ

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของรัชกาลที่ 6 โรงเรียนวัดบวรนิเวศยังคงเป็นสถานที่สำคัญในการเสริมสร้างความรู้ โดยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ สร้างอาคาร 'มนุษยนาควิทยาทาน' ซึ่งนอกจากจะเป็นการรำลึกถึงพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรณาณวโรรส ยังเป็นสถานที่สำหรับการเรียนการสอนของนักเรียนโรงเรียนวัดบวรนิเวศและโรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศอีกด้วย

จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนวัดบวรนิเวศได้ดำเนินการเรียนการสอนมาเป็นเวลาเกือบ 132 ปี และยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศไทย

24 กุมภาพันธ์ของทุกปี วันศิลปินแห่งชาติ รำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 2 และยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปะไทย

วันศิลปินแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยพระปรีชาสามารถในหลายด้านของศิลปกรรม อาทิ กวีนิพนธ์ ดนตรี และประติมากรรม

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกับช่างประติมากรรมสมัยนั้นในการแกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งเป็นงานประติมากรรมที่ถือเป็นผลงานชั้นเยี่ยม ปัจจุบันบานประตูนี้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมที่มีคุณค่ามากมาย เช่น "อิเหนา" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 และยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกอีกถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรทอง พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และมณีพิชัย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในสาขาวรรณกรรม เพื่อแสดงถึงความสำคัญในวงการศิลปะและวรรณกรรมโลก

ด้วยพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ จึงมีการจัดตั้งวันศิลปินแห่งชาติขึ้นเพื่อเชิดชูและยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ โดยในปี พ.ศ. 2527 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งในขณะนั้นสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำ "โครงการศิลปินแห่งชาติ" เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศิลปินผู้มีผลงานดีเด่นในทุกสาขาของศิลปะ

โครงการนี้มีจุดประสงค์ในการส่งเสริมและยกย่องศิลปินที่ช่วยรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติจากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือกศิลปินที่มีผลงานทรงคุณค่า ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2527 จนถึงปัจจุบัน ได้มีศิลปินหลายท่านที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติในสาขาต่างๆ

การยกย่องศิลปินแห่งชาติไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมคุณค่าของศิลปะในปัจจุบัน แต่ยังช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้คงอยู่และเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติและศิลปะพื้นบ้านทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีศิลปินแห่งชาติสังกัดอยู่ เพื่อสร้างความตระหนักและยกย่องผลงานศิลปะที่มีคุณค่าของไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top