Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

เผยตัวจริงของ 'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์' ปริศนา 137 ปี คนร้ายตัวจริงคือ 'อารอน คอสมินสกี'

(17 ก.พ. 68) หนึ่งในคดีฆาตกรรมที่มืดดำมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกอย่างคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญของ 'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์' ที่ทำให้กรุงลอนดอนหวาดกลัวมากว่า 137 ปี อาจถูกไขกระจ่างแล้ว หลังจากมีความคืบหน้าครั้งใหญ่ในคดีนี้ 

'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์' คือฆาตรกรต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนและฆาตกรรมหญิงอย่างน้อย 5 คน ซึ่งถูกเรียกว่า 'Canonical Five' แต่มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจก่อเหตุเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 6 คดี เหยื่อทั้ง 5 ราย ได้แก่ แมรี นิโคลส์ (43 ปี), แอนนี แชปแมน (47 ปี), อลิซาเบธ สไตรด์ (44 ปี), แคทเธอรีน เอดโดวส์ (46 ปี) และแมรี เจน เคลลี (25 ปี) ซึ่งถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ปี 1888

สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นปริศนามายาวนานคือ ลักษณะอำมหิตของฆาตกร ซึ่งในบางกรณีได้ผ่าตัดเอาอวัยวะภายในของเหยื่อออกไป นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า ฆาตกรอาจมีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์หรือศัลยกรรม การค้นหาตัวตนของอาชญากรที่โหดร้ายรายนี้เป็นปริศนาที่ทำให้ตำรวจ นักประวัติศาสตร์ และนักสืบอาชญากรรมต่างพยายามไขคำตอบมาโดยตลอด

แต่ล่าสุด นักวิจัยด้าน 'Ripperology' และนักเขียนชาวอังกฤษ รัสเซลล์ เอ็ดเวิร์ดส์ อ้างว่าเขาสามารถเปิดเผยตัวจริงของฆาตกรรายนี้ได้แล้ว โดยอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากผ้าคลุมไหล่ที่เป็นของแคทเธอรีน เอดโดวส์ หนึ่งในเหยื่อของ 'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์' ซึ่งเขาซื้อมาในปี 2007 ผ้าชิ้นนี้มีคราบเลือดและคราบอสุจิติดอยู่ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และพบดีเอ็นเอจากสองบุคคลที่แตกต่างกัน

ดีเอ็นเอหนึ่งตรงกับทายาทของเหยื่อหญิง ส่วนอีกดีเอ็นเอหนึ่งตรงกับทายาทของผู้อพยพชาวโปแลนด์ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุราว 23 ปี เมื่อทราบชื่อนี้ เอ็ดเวิร์ดส์จึงสามารถระบุตัวตนของฆาตกรได้ว่าเป็น 'อารอน คอสมินสกี' ช่างตัดผมผู้อพยพชาวโปแลนด์ที่อาศัยอยู่ในย่านไวท์แชปเพล ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยจากก่อนหน้านี้

"เมื่อพิจารณาว่าดีเอ็นเอของเขาอยู่บนผ้าคลุมไหล่ที่พบในที่เกิดเหตุ และเขาถูกระบุชื่อมาก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยคิดว่าใครคนอื่นจะเป็นแจ็ค เดอะ ริปเปอร์เลย" เอ็ดเวิร์ดส์กล่าวกับ news.com.au

เขายังเผยว่ากระบวนการตรวจสอบดีเอ็นเอใช้เวลานานถึง 4 ปี โดยต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย รวมถึงการปนเปื้อนของหลักฐาน อย่างไรก็ตาม เมื่อพบว่าดีเอ็นเอบนผ้าคลุมไหล่ตรงกับทายาทของผู้ต้องสงสัย เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด

"มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของผม เมื่อดีเอ็นเอจากเลือดบนผ้าคลุมไหล่ตรงกับทายาทสายตรงของเหยื่อ และเมื่อเราตรวจสอบคราบอสุจิแล้วพบว่าตรงกับผู้ต้องสงสัย ผมแทบไม่อยากเชื่อว่าเราได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของ 'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์' แล้ว"

แม้จะมีการเปิดเผยนี้ แต่การไขปริศนา 'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์' ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางดีเอ็นเอนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดในการค้นหาความจริงของหนึ่งในคดีฆาตกรรมที่ลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์อาชญากรรมโลก

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ส่งต่อความรู้ให้น้อง ๆ มทร. ธัญบุรี ปูทางสู่ผู้ประกอบการด้าน Agro-food Innovation

เมื่อวันที่ (8 ก.พ. 68) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้บรรยายหัวข้อ การสร้าง Digital branding และการเป็น Content creator ให้กับน้อง ๆ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมแนวคิดด้านการสร้างแผนธุรกิจ เพื่อเป็นผู้ประกอบการ Agro-food Innovation หน้าใหม่ 

สำหรับ นายจิตรเทพ นับเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการบริหารธุรกิจและการลงทุน โดยก่อนหน้านี้ เคยเป็นที่ปรึกษาเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, เลขานุการประจําคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุปเปอร์ ดีล เมคเกอร์ จำกัด  และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางจิน อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด

สส.รีพับลิกันดันวันเกิด 'โดนัลด์ ทรัมป์' เป็นวันหยุดราชการ อ้างยิ่งใหญ่เท่า 'จอร์จ วอชิงตัน'

(17 ก.พ. 68) คลอเดีย เทนนีย์ สส.พรรครีพับลิกัน จากรัฐนิวยอร์ก ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่ชื่อว่า “Trump’s Birthday and Flag Day Holiday Establishment Act” เพื่อให้วันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเกิดวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ได้รับการประกาศเป็นวันหยุดราชการถาวร โดยวันที่ 14 มิถุนายนนี้ยังตรงกับวันธงชาติสหรัฐฯ ซึ่งระลึกถึงการรับเอาธงชาติอเมริกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1777 อีกด้วย

ในข่าวแถลงการณ์ เทนนีย์ระบุว่า “ไม่มีประธานาธิบดีสมัยใหม่คนไหนที่มีผลกระทบต่อประเทศเรามากไปกว่าโดนัลด์ ทรัมป์” เธอย้ำว่าในฐานะที่ทรัมป์เป็นทั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 ของสหรัฐฯ เขาได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับความวุ่นวายทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาสัญญาสันติภาพอับราฮัมอคคอร์ด หรือการผลักดันมาตรการลดภาษีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

นอกจากนี้ เทนนีย์ยังเปรียบเทียบทรัมป์กับจอร์จ วอชิงตัน โดยชี้ให้เห็นว่าทรัมป์ควรได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ที่มีวันคล้ายวันเกิดได้รับการเฉลิมฉลองในฐานะวันหยุดราชการ โดยที่วันคล้ายวันเกิดของวอชิงตัน ซึ่งรู้จักกันในนาม Presidents’ Day ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

“ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ประเทศของเรากำลังจะฉลองครบรอบ 250 ปี เราควรสร้างวันหยุดราชการใหม่เพื่อยกย่องธงชาติอเมริกันและคุณค่าที่มันเป็นตัวแทน ด้วยการกำหนดวันเกิดทรัมป์และวันธงชาติเป็นวันหยุดราชการ เราจะสามารถจารึกผลงานอันยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดีทรัมป์และความสำคัญของธงชาติไว้ในกฎหมายอย่างถาวร” เทนนีย์กล่าวสรุป

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกปรากฎในรหัส H.R. 1395 บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาต่อไป

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (13) : การใช้ ‘NET METERING’ ไม่ได้สร้างความเป็นธรรม - เท่าเทียมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม

(17 ก.พ. 68) หนึ่งในเรื่องกล่าวอ้างของ  นักวิชาการ และ NGO บางคน กับสื่อบางสำนัก ซึ่งบอกว่า “หากรัฐยอมให้มีการใช้ระบบ ‘NET METERING’” จะทำให้ประชาชนชาวไทยผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จ่าย ‘ค่าไฟฟ้า’ ถูกลง แต่กลับไม่ได้สร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร ขอเล่าอธิบายในบทความนี้ 

ก่อนที่จะอธิบายขยายความเรื่องนี้ ขอบอกข้อมูลเรื่องราวของ ‘NET METERING’ ก่อน ระบบนี้เป็นการวัดไฟฟ้าแบบสุทธิ โดยระบบจะคำนวณค่าไฟฟ้าแบบหักลบหน่วยไฟฟ้าระหว่างหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ กับหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากโซลาร์เซลล์ โดยนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ ลบออกจากจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง เครดิตหรือหน่วยเก็บสะสมไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินจึงอยู่ในรูปแบบของ “หน่วยไฟฟ้า” โดยสามารถหักกลบลบหน่วยได้ทันที ซึ่งทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตได้แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งาน ณ เวลานั้น มูลค่าของไฟฟ้าก็ยังจะมีค่าเทียบเท่ากับราคาไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ จึงเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม สามารถส่งไฟฟ้าที่ผลิตเกินความต้องการของตนเองเข้าสู่ระบบไฟฟ้าสาธารณะ และแลกเป็นเครดิตหรือส่วนลดค่าไฟฟ้าในรอบบิลถัดไป ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ตามจริงจากการผลิตไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์หักลบกับไฟที่ใช้จากการไฟฟ้าฯ ซึ่งผู้ใช้ไฟจะจ่ายค่าไฟตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่หักลบกันแล้ว

หลักการทำงานของ ‘NET METERING’
1.ผู้ใช้ไฟฟ้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์เซลล์
2.เมื่อระบบผลิตไฟฟ้ามากกว่าที่ใช้ ไฟฟ้าส่วนเกินจะถูกส่งเข้าสู่ระบบไฟฟ้าสาธารณะ
3.มิเตอร์ไฟฟ้าแบบสุทธิจะวัดปริมาณไฟฟ้าที่ส่งเข้าและออกจากระบบ
4.ผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับเครดิตหรือส่วนลดค่าไฟฟ้าตามปริมาณไฟฟ้าที่ส่งเข้าระบบ

ข้อดีของ ‘NET METERING’
1.ประหยัดค่าไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าที่ใช้
2.ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน Net Metering ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

ข้อจำกัดของ Net Metering
1.อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้ใช้ไฟฟ้าอาจต้องจ่ายค่าติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแบบสุทธิ และค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อระบบ
2.มีข้อจำกัดด้านปริมาณไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าอาจไม่สามารถส่งไฟฟ้าเข้าระบบได้เกินกว่าปริมาณที่ใช้   
3.นโยบาย ‘NET METERING’ ยังไม่มีความชัดเจนและแน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

การที่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)’ แล้วขายส่วนเกินให้กับการไฟฟ้าฯ นั้น สร้างประโยชน์แต่เฉพาะ ‘กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน’ เท่านั้น ทั้งนี้เพราะในเวลากลางวันของประเทศไทยความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของแต่ละวันแต่อย่างใด โดยช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak time) ของแต่ละวันนั้นจะอยู่ที่ช่วงเวลา 18.30 - 21.30 น. แต่เฉพาะฤดูร้อนช่วงดือนมีนาคม - พฤษภาคม ของทุกปี เนื่องมาจากสภาวะอากาศที่ร้อนจัด ทำให้กลางวันช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak time) จะอยู่ที่ช่วงเวลา 13.00 – 15.00 น. 

ดังที่ได้เล่าใน “รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (12) : จริงหรือ? ที่ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ เพราะผลิตไฟฟ้าจาก ‘พลังงานหมุนเวียน’ น้อยไป” แล้วว่า “ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใช้ โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ได้เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น หากจะเก็บกักไว้ใช้ในเวลากลางคืนต้องลงทุนระบบแบตเตอรี่ ในปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่นั้นยังไม่สามารถตอบสนองต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ และเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล เพราะไฟฟ้าจากแหล่งหมุนเวียนเมื่อผลิตแล้วต้องนำมาใช้เลย ดังนั้น “การใช้ ‘NET METERING’” จึงไม่ได้แก้ปัญหา ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ เลย แทนที่ ‘กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจาก ‘โซลาร์เซลล์’ จะใช้ระบบนี้ ควรจะลงทุนในระบบแบตเตอรี่เพื่อเก็บกัก ‘ไฟฟ้า’ ในเวลาที่ ‘โซลาร์เซลล์’ ไม่ทำงาน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้มีนักวิชาการ และ NGO บางคน กับสื่อบางสำนัก ซึ่งได้ให้ข้อมูลกับสังคมว่า “การใช้ ‘NET METERING’” นั้น การไฟฟ้าฯ สามารถเก็บพลังไฟฟ้าจาก ‘ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจาก ‘โซลาร์เซลล์’ ในระบบสายส่งไฟฟ้าได้ ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงเลย เพราะการเก็บกัก ‘พลังงานไฟฟ้า’ สามารถทำได้ด้วยการเก็บพลังไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่เท่านั้น 

สำหรับ ระบบส่ง/ระบบจำหน่าย/ระบบค้าปลีก (Transmission/Distribution/Retail) สามารถนำระบบกักเก็บพลังงานมาให้บริการเสริมความมั่นคงในโครงข่ายไฟฟ้า (Ancillary Services) และการบริการด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้า (T&D Services) ในรูปแบบดังต่อไปนี้เท่านั้น
-Fast Frequency Response : การรักษาความถี่ของระบบไฟฟ้า
-Primary & Secondary Reserve : การใช้งานเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองปฐมภูมิ และทุติยภูมิ
-Operation Reserve : การใช้งานเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองด้านปฏิบัติการ
-Transmission & Distribution Investment Deferral : การเลื่อน/ลด ความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า
-Transmission Congestion Relief : การลดข้อจำกัดในระบบส่งไฟฟ้า
-Voltage Support : การควบคุมแรงดันไฟฟ้า
*ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

ซึ่งเทคโนโลยีของไทยในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า ‘ระบบส่ง/ระบบจำหน่าย/ระบบค้าปลีก’ สามารถเก็บกัก ‘พลังงานไฟฟ้า’ ได้เช่นเดียวกับแบตเตอรี่แต่อย่างใด นอกจากนั้นการซื้อ-ขายไฟฟ้าไม่สามารถทำได้ด้วยระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ตามจริงจากการผลิตไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์หักลบกับไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้าฯ ซึ่งผู้ใช้ไฟจะจ่ายค่าไฟฟ้าในยอดตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่หักลบกันแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะการซื้อและการขายไฟฟ้าจะต้องมีการชำระภาษีซื้อและภาษีขายตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

ดุสิตธานี เกียวโต คว้า 4 ดาว Forbes Travel Guide ตอกย้ำความหรูหราในปีแรกหลังเปิดให้บริการ

(18 ก.พ. 68) โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต หนึ่งในไอคอนแห่งการพักผ่อนระดับหรูในเมืองเกียวโต ภายใต้การบริหารของกลุ่มดุสิตธานี ผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ของไทย ประกาศความสำเร็จอีกขั้นด้วยการคว้ารางวัล Four-Star Award จาก Forbes Travel Guide ประจำปี 2568 เพียงหนึ่งปีหลังเปิดให้บริการ

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากโรงแรมเพิ่งได้รับรางวัล "One Michelin Key" จาก Michelin Guide 2024 ยกระดับสถานะเป็นโรงแรมระดับพรีเมียมที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต การคว้ารางวัลจากทั้งสองสถาบันระดับโลกสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับ ผสมผสานการบริการที่อบอุ่นแบบไทยเข้ากับเสน่ห์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

มร. มาโกโตะ ยามาชิตะ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต กล่าวว่า “การได้รับรางวัล Four-Star Award จาก Forbes Travel Guide ในเวลาอันสั้น เป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของทีมงานที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์บริการที่น่าประทับใจ เราจะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จเพื่อยกระดับมาตรฐานสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง”

Forbes Travel Guide ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2501 และเป็นมาตรฐานการประเมินโรงแรมระดับโลกที่ได้รับความเชื่อถือ โดยใช้เกณฑ์การประเมินกว่า 900 ข้อในการตรวจสอบโรงแรมอย่างเข้มงวดผ่านผู้ตรวจสอบที่ไม่เปิดเผยตัวตน โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับสูง ด้วยบริการที่พิถีพิถันและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์

โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต เปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายน 2566 ตั้งอยู่ในย่านฮันกันจิ มอนเซนมาจิ ห่างจากสถานีรถไฟเกียวโตเพียง 900 เมตร โรงแรมออกแบบให้สะท้อนถึงความงดงามของสองวัฒนธรรมผ่านห้องพัก 147 ห้อง พร้อมประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษ เช่น ห้องอาหารโคโย (Kōyō) ที่นำเสนอเมนูโอมากาเสะตามฤดูกาล และห้องอาหารอายตนะ (Ayatana) ที่นำเสนออาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง ด้วยวัตถุดิบสดใหม่จาก Dusit Farm และไร่ชาออร์แกนิกในเกียวโต

นอกจากนี้ โรงแรมยังมีพื้นที่จัดงานหรูหรารองรับแขกได้ถึง 240 คน และศูนย์เวลเนส “เทวารัณย์” ที่ผสมผสานศาสตร์การนวดไทยโบราณกับพิธีกรรมญี่ปุ่น เพื่อมอบประสบการณ์ผ่อนคลายที่ไม่เหมือนใคร

การคว้ารางวัล Four-Star Award จาก Forbes Travel Guide ในปีนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ในการสร้างชื่อเสียงให้กับโรงแรมไทยบนเวทีโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวที่แสวงหาประสบการณ์การพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบในหัวใจเมืองประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

ด้วยความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศและการใส่ใจในรายละเอียด โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ยังคงยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมกับการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่หรูหราและน่าจดจำที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

‘ต๊ะ พลัฏฐ์’ โพสต์เฟซ ฟาด!! การศึกษาไทย ยิ่งแก้ยิ่งแย่ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทำลาย!! ชีวิตวัยรุ่นของเด็กไทย ทำให้ผู้ปกครองต้องเสียเงิน เกินเหตุ

เมื่อวานนี้ (16 ก.พ. 68) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

การศึกษาไทย ยิ่งแก้ยิ่งแย่

ผมช่วยลูก 3 คนได้เข้าเรียนที่ดีๆ

เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ

ลูกสาวคนเล็ก ที่เคยเรียนระบบสวิส อยากเรียนแพทย์ เราเลยต้องเปลี่ยนระบบมาเรียน รร. สาธิต แห่งหนึ่งที่มีการสอนเป็นภาษาอังกฤษ
ผมต้องกลับมาช่วยลูกวางแผนการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง แล้วพบว่า 

ระบบ TCAS ที่ดึงรูปแบบมาจาก UKAS ของอังกฤษ พี่ไทยเราสร้างความปั่นป่วนให้เด็กไทยเรียกว่าระบบคัดกรองเรายุ่งยากและเข้มข้นกว่าอังกฤษ 
ระบบที่ว่า ได้ทำลายชีวิตวัยรุ่นของเด็กไทย แทนที่จะมีความสุขกับการเรียน ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ และมีทักษะชีวิต เพราะมหาวิทยาลัยต่างสร้างวิธีการคัดกรองที่ยิ่งนับวันยิ่งซับซ้อน จนเด็กต้องเอาเวลาไปทำให้ตัวเองผ่านความต้องการคัดเลือกไปจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต

ถ้าคุณจะสอบเข้าแพทย์ในระบบอังกฤษ ที่เราลอกแบบเขามา สิ่งที่นักเรียนต้องทำคือ 
1.สอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์
2.ทำคะแนนวิชาที่ต้องผ่านเช่น คณิต เคมี ชีวะ และหรือ อีก 1 วิชา เป็นทางเลือกให้ดีพอ
3.ถ้าหากเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Oxford ต้องสอบอีกนิดหน่อย
4.ทำให้มหาวิทยาลัยรู้ว่า ทำไมคุณอยากเรียนแพทย์ และคุณเรียนแล้วจะไปทำอะไร

ส่วนที่ประเทศไทย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยและที่เรียนเยอะมากๆ คณะแพทย์อาจจะมีน้อยหน่อย แต่ก็มีมากขึ้นเยอะมาก คณะอื่นๆหลายที่มีที่เรียนมากกว่านักเรียน เพราะเด็กเราเกิดน้อยลงเยอะมาก แต่ระบบคัดกรองยิ่งนับวันยิ่งทรมาณเด็ก

คุณต้องเรียนเยอะมากๆในหลายวิชาที่ไม่ได้ใช้ตอนโต และต้องทำเกรดเฉลี่ยให้ดี ต้องสอบแล้วสอบอีก ที่สำคัญ ต้องทำ Portfolio ที่ทำระบบผิดเพี้ยนไปจากเจตนาของการคัดกรองต้นแบบ ที่สำคัญเมื่อคุณผ่านทุกอย่างเราก็เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่อยู่ต่ำกว่า 100 ของโลก 

ถ้าหากเราใช้ระบบเดียวกัน คะแนนเท่ากันเด็กที่ส่งใบสมัครไปต่างประเทศ เชื่อไหมครับหลายคนที่พลาดหวังจากไทยจะได้เรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก และเด็กจะเหนื่อยน้อยกว่าการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยในไทย 

ขอวิงวอนให้ที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยทบทวนระบบคัดกรองใหม่ และคืนชีวิตวัยรุ่นให้เด็กไทย โตมาอย่างมีคุณภาพมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย 

ต๊ะ พลัฏฐ์

‘บอสณวัฒน์’ คว้าลิขสิทธิ์ ’มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์‘ พร้อมเปิดตัวเลขถือครอง 5 ปี มูลค่า 180 ล้าน

เมื่อวันที่ (17 ก.พ. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล - Mr.Nawat Itsaragrisil” โพสต์ภาพ นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กับป้าย MISS UNIVERSE พร้อมข้อความ MGI ผู้ถือลิขสิทธิ์ อย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวด่วนในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่า บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด “MISS UNIVERSE THAILAND” โดย คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล และ คุณแอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ จะร่วมแถลงข่าว วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ณ MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK (Show DC เดิม) พร้อมตอบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้!!

เป็นอันแน่นอนแล้วว่า ลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ในปีนี้ได้หลุดจากมือ ปุ้ย–ปิยาภรณ์ แสนโกศิก กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็น โกลบอล จำกัด มาสู่มือบอสณวัฒน์เป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ มีข้อมูลระบุว่า บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2568 ต่อตลาดหลักทัพย์ ว่า

ลักษณะการลงทุน “บริษัทเข้าซื้อลิขสิทธิ์การจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ (MUT) สำหรับปี 2568 ถึงปี 2572 รวมทั้งสิ้น 5 ปี จาก JKN Global Content Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ถือหุ้นทั้งหมดโดยบริษัท เจเคเอ็น โกลบอลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)”
มูลค่าเงินลงทุน “บริษัทจะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 180 ล้านบาท ให้กับ JKN Global Content Pte. Ltd.“

สภาพัฒน์คาดปี 2568 โตในช่วง 2.3 - 3.3% เร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านลงทุนและการส่งออก

(17 ก.พ. 68) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.2% เมื่อปรับผลฤดูกาลออกแล้ว โดยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ที่ 0.4%

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ขยายตัว 2%. การขยายตัวนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโต 4.4%, การอุปโภคภาครัฐที่ขยายตัว 2.5%, การลงทุนภาครัฐที่เติบโต 4.8%, และการส่งออกที่ขยายตัว 5.8% (ในรูปดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.3% ของ GDP

สภาพัฒน์ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวในช่วง 2.3-3.3% โดยค่ากลางอยู่ที่ 2.8%. การคาดการณ์นี้สะท้อนถึงการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโต 3.3% และ 3.2% ตามลำดับ รวมถึงการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5% โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ในช่วง 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5% ของ GDP

ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปี 2568 รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน, การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว, การปรับตัวของการลงทุนภาคเอกชน, และการขยายตัวของการส่งออกสินค้า

สภาพัฒน์ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า และการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพ รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน และการเพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) ควบคู่กับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

กลุ่มเซ็นทรัล ส่งมอบบ้าน 72 หลัง ให้กลุ่มเปราะบาง ร่วมเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

(17 ก.พ. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีรับมอบทุนสนับสนุนโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอาศัยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมทั้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ คุณปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานและกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และคุณสนธยา บุณยภูษิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องรับรอง 11 กองบัญชาการกองทัพไทย

สำหรับการจัดพิธีรับมอบทุนสนับสนุนโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอาศัยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นความร่วมมือกันระหว่าง กองทัพไทย ประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ  กองทัพอากาศ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการและกิจกรรมฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ 

โดยน้อมนำพระราชปณิธานที่ทรงมีความห่วงใยและทรงให้ความสำคัญในความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัยของราษฎร มาเป็นแนวทางในการจัดทำโครงการฯ มีกำหนดปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน จำนวน 72 หลัง ซึ่ง บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างตามโครงการฯ ให้กับ กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ นำไปซ่อมแซมบ้านเรือนช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือบุคคลไร้ที่พึ่ง ที่ได้รับความเดือดร้อนด้านบ้านพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 53 หลัง และจังหวัดนราธิวาส จำนวน 19 หลัง ที่บ้านปารีย์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ของเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยปลายปี 2566

ทหารเขมร ร้องเพลงชาติกัมพูชาบน 'แผ่นดินไทย' หวิดปะทะเดือดที่ปราสาทตาเมือนธม

(17 ก.พ. 68) สถานการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้นบริเวณปราสาทตาเมือนทม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อคณะทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งเดินทางขึ้นมายังพื้นที่ดังกล่าว พร้อมร้องเพลงชาติของตนและมีการโต้เถียงกับทหารไทยอย่างดุเดือด  

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 12.30 น. โดยมีการบันทึกคลิปวิดีโอจากฝั่งทหารไทย ขณะที่ผู้นำทหารกัมพูชาในชุดแขนยาวสีขาว กล่าวถ้อยคำในเชิงข่มขู่เป็นภาษาไทยและภาษาเขมร โดยระบุว่า "ห้ามทหารไทยเหยียบพื้นที่นี้แม้แต่ก้าวเดียว ถ้าจะยิงก็ยิง" 

ด้านทหารไทยได้ตอบกลับอย่างใจเย็นว่า "ผมมายืนตรงนี้เพราะได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา" แต่ผู้นำทหารกัมพูชาได้สวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า "เดี๋ยวกูก็จะสั่งลูกน้องกูเหมือนกัน" ก่อนจะเดินทางกลับไปยังฝั่งกัมพูชา  

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมทหารกัมพูชาจึงขึ้นมาร้องเพลงชาติบนพื้นที่ดังกล่าว และใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวต่อทหารไทย 

ขณะเดียวกันด้าน แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้แจงกรณีทหารกัมพูชาร้องเพลงชาติบนแผ่นดินไทย ยืนยันทำไม่ได้แน่นอน

พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้แจงกรณีทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งขึ้นมาร้องเพลงชาติบริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การโต้เถียงระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน ยืนยันว่าปราสาทตาเมือนธมอยู่ในเขตแดนไทย แม้จะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันแน่ชัด ทั้งนี้ ฝ่ายไทยอนุโลมให้ชาวกัมพูชาขึ้นมาสักการะได้ แต่ต้องไม่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ใดๆ  

แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การร้องเพลงชาติบนพื้นที่ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้** ฝ่ายไทยจึงเข้าไปตักเตือนและท้วงติงเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ภาพถ่ายหรือคลิปไปเป็นหลักฐานกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ประสานพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาทหารกัมพูชาผ่านช่องทางคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว และกองกำลังสุรนารีได้ดำเนินการทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top