Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

สกพอ. MOU กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผนึกกำลังส่งเสริมการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สู่พื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ (6 ก.พ.68) ณ North Hall มหาศาลาประชาชน สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมด้านการลงทุนสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กับ กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี และนายหวัง เหวินเทา (Mr. Wang Wentao) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐทั้งจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมงาน

ในการลงนาม MOU ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านดิจิทัล ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองฝ่าย และเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ คลังสินค้าอัจฉริยะ การแสดงสินค้าทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนอย่างเต็มที่ ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2561 – เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจจีน ให้ความสนใจในการลงทุนเป็นอย่างมาก โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มูลค่ารวม 289,951 ล้านบาท ทำให้ความร่วมมือดังกล่าวเน้นย้ำการสนับสนุนให้เกิดการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี

สองแบรนด์สหรัฐ Calvin Klein - Tommy Hilfiger ถูกขึ้นบัญชีดำ ตอบโต้นโยบายทรัมป์ อาจเสี่ยงปิดกิจการในจีน

(7 ก.พ.68) ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจขึ้นบัญชีดำ PVH Corp. บริษัทแม่ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Calvin Klein และ Tommy Hilfiger หลังถูกกล่าวหาว่าปฏิเสธการใช้ฝ้ายจากเขตซินเจียง มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของ PVH ในจีน รวมถึงความเสี่ยงในการปิดร้านค้าปลีกและโรงงานผลิตในประเทศ

ย้อนกลับไปในเดือนกันยายน 2024 กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้เริ่มสอบสวน PVH โดยกล่าวหาว่าบริษัทปฏิเสธการใช้ฝ้ายจากซินเจียง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ จนกระทั่งล่าสุด จีนได้ขึ้นบัญชีดำ PVH ภายใต้กฎหมายว่าด้วยหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ

การขึ้นบัญชีดำครั้งนี้เปิดทางให้รัฐบาลจีนสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรง อาทิ ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้า เพิกถอนใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ และ ปฏิเสธการออกวีซ่าและขับไล่พนักงานต่างชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PVH อาจต้องปิดร้านค้าปลีกและโรงงานผลิตทั้งหมดในจีน รวมถึงอาจถูกห้ามจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคชาวจีนทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกบังคับใช้ใน ฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัท

หลังจากถูกขึ้นบัญชีดำ PVH ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลจีน แต่ยืนยันว่าบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจในจีนตามปกติ

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของจีนอย่างเคร่งครัด เราหวังว่าจะสามารถหาทางออกที่เป็นบวกและร่วมมือกับทางการจีนต่อไป”

แม้ว่ายอดขายของ PVH ในจีนจะคิดเป็นเพียง 6% ของรายได้รวม แต่บริษัทต้องพึ่งพาการผลิตในจีนถึง 18% ของสินค้าทั่วโลก ทำให้การถูกคว่ำบาตรอาจสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนของแบรนด์

Neil Saunders นักวิเคราะห์จาก GlobalData มองว่า การขึ้นบัญชีดำ PVH ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะถึงแม้บริษัทสามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น แต่ปัญหาสำคัญคือ คุณภาพการผลิตที่จีนสร้างขึ้นมาอย่างยาวนาน

“คุณสามารถหาฐานการผลิตใหม่ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการรับประกันมาตรฐานคุณภาพ ซึ่งจีนมีทักษะและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ”

Sam Eide ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Asia Group วิเคราะห์ว่า จีนต้องการใช้ PVH เป็นตัวอย่าง ให้บริษัทสหรัฐฯ เห็นถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจในประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บัญชีดำของจีนมักพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมกลาโหมหรือเทคโนโลยีมากกว่า

“นี่อาจเป็นกลยุทธ์ของจีนในการกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินหน้านโยบายขึ้นภาษีสินค้าจีนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังแบรนด์อเมริกันรายอื่น เช่น Nike และ Apple ที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก”

ส่อง 10 อันดับ ประเทศผลิตกาแฟมากที่สุดในโลก

จากผลพวงของสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างหนักในรอบปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ปลูกกาแฟหลัก ๆ ของโลกเผชิญกับภาวะแห้งแล้งส่งผลให้ผลผลิตที่ออกมามีจำนวนลดลงอย่างมาก และทำให้ราคาของเมล็ดกาแฟพุ่งสูงสุดในรอบ 47 ปี

และหากย้อนกลับไปในอดีต ผลผลิตกาแฟส่วนใหญ่นั้นเติบโตในเอธิโอเปียและซูดาน แต่ในปัจจุบันได้กระจายพื้นที่เพาะปลูกกว่า 70 ประเทศ และมีกว่า 50 ประเทศที่มีการส่งออกกาแฟไปทั่วโลก ส่วนประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ผลิตกาแฟมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลก อัปเดตล่าสุดมีประเทศใดบ้างไปดูกันเลย

'ฮังการี' จ่อถอดตัว 'อนามัยโลก' หลังสหรัฐฯ-อาร์เจนตินานำร่อง ชี้มหาอำนาจยังเมิน

(7 ก.พ.68) หลังจากสหรัฐฯ และอาร์เจนตินาถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ล่าสุด ฮังการีอาจเป็นประเทศถัดไปที่พิจารณาก้าวออกจากองค์กรนี้  

เมื่อวันพฤหัสบดี สำนักงานของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการถอนตัวจาก WHO โดย เกร์เกย์ กุยยาช รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “หากประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกตัดสินใจออกจากองค์กรระหว่างประเทศ เราก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเดินตามแนวทางนั้นหรือไม่”  

กุยยาชระบุว่า ฮังการีอาจตัดสินใจอยู่ต่อ หรืออาจเลือกทางอื่น แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจาก “ประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกตัดสินใจออกจาก WHO ด้วยความสมัครใจ”  

ในวันเดียวกัน รองประธานสภารัสเซียก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดการถอนตัว โดย พีออตร์ ตอลสตอย สมาชิกพรรคสหรัสเซียของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เขียนบน Telegram ว่า “ถึงเวลาตรวจสอบการทำงานของ WHO ในรัสเซียอย่างละเอียด และในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ เราควรระงับสมาชิกภาพของรัสเซีย หรือทางที่ดีกว่า เราควรอำลา WHO ไปเลย”  

ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรได้วิจารณ์ WHO ว่าแทรกแซงอธิปไตยของประเทศต่างๆ ถูกจีนครอบงำ และบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 อย่างผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยกล่าวต่อที่ประชุมสมาชิกว่า WHO เป็นองค์กรที่เป็นกลางและทำงานเพื่อประโยชน์ของทุกประเทศทั่วโลก  

“เมื่อประเทศต่างๆ ขอให้ WHO ดำเนินการเกินขอบเขตหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อสนับสนุนสุขภาพโลก เราก็ต้องปฏิเสธอย่างสุภาพ” เทดรอสกล่าว

เศรษฐกิจไทย 68 โตมากสุด 3.3% อานิสงส์เงิน 1 หมื่น แนะมุ่งสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม รับศึกการค้าทรัมป์ 2.0

(7 ก.พ.68) ธนาคาร HSBC ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชียและไทยในหัวข้อ 'Asia and Thailand Economic Outlook 2025' โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ และการปรับตัวของเศรษฐกิจจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากภาคการผลิตสู่ภาคการบริโภค

เฟรดเดอริค นอยแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคเอเชียของ HSBC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2025 มีโอกาสเติบโตที่ 2.7-3.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ ได้แก่

1. การขยายตัวของภาคการส่งออก ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะเมื่อดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่า
2. ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่ยังคงเป็นจุดแข็งของไทย โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่แจกจ่ายให้ประชาชนตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และยังคงดำเนินการต่อเนื่องในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เฟรดเดอริคเตือนว่า ในปี 2026 การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสิ้นสุดลง

HSBC มองว่า ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 50% เทียบกับ 10% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ EV อุปกรณ์ชิปประมวลผล (Processor) และอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่นในอาเซียน เช่น มาเลเซียในด้านเซมิคอนดักเตอร์ หรือเวียดนามในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

แม้ไทยจะมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ของภูมิภาค แต่ HSBC ชี้ว่ายังมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องแก้ไข เช่น การลดกฎเกณฑ์การกำกับดูแล การพัฒนาทักษะของบุคลากร การปรับปรุงระบบ Back Office และการสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูดแรงงานที่มีทักษะสูงจากต่างประเทศ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์

เฟรดเดอริคยังเตือนถึงความท้าทายสำคัญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นั่นคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังน่าเป็นห่วง ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

HSBC มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2025 มีโอกาสเติบโตได้ถึง 3.3% จากปัจจัยสนับสนุนทั้งภาคส่งออก การท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องแก้ไข ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพทางการเงินระดับภูมิภาคและการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

โฆษก ตร. ยืนยันสำนักงานกำลังพลยังไม่เคยได้รับหนังสือ หรือมีการประสานขอรับสมัครใจโอนตำรวจ 500 นายไปหน่วยอื่นแต่อย่างใด พร้อมฝากประชาชน การรับสมัครหรือโอนข้าราชการ ให้รับฟังติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ 

(6 ก.พ.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจ (ผบช.สกพ./โฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีโชเชียลมีเดียแชร์ข้อความมีหนังสือมาที่สำนักงานกำลังพล เพื่อคัดเลือกตำรวจ ยศสิบตำรวจตรี ถึงดาบตำรวจ (ส.ต.ต. - ด.ต.) จำนวน 500 นาย เพื่อโอนย้ายไปหน่วยอื่นนั้น  

ขอเรียนว่า ตนในฐานะ ผบช.สกพ. ที่รับผิดชอบเรื่องกำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่เคยเห็นหนังสือในลักษณะดังกล่าว หรือได้รับการประสานจากหน่วยงานใด ในการจะขอรับสมัครหรือขอโอนตำรวจ 500 นาย ยศ ส.ต.ต.-ด.ต. ไปสังกัดหน่วยอื่นแต่อย่างใด 

 พร้อมฝากพี่น้องประชาชนขอให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะทำการแชร์ หรือส่งต่อ โดยรับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง บางครั้งหากเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือข่าวปลอม แล้วเกิดความเสียหาย จะมีโทษทางอาญา

ผบ.ตร ชื่นชม 'ทีมตำรวจไทย' ที่สามารถโชว์ผลงานในการแข่งขัน UAE Swat Challenge 2025  ได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างชื่อเสียงให้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประเทศไทย 

(6 ก.พ.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งทีมปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี เข้าร่วมการแข่งขัน ชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE Swat Challenge 2025  ระหว่างวันที่ 1 - 5 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 120 ทีม จาก 50 ประเทศทั่วโลก  โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 3 ทีม แบ่งเป็น ทีมชาย 2 ทีม และทีมหญิง 1 ทีม  ซึ่งในปีนี้ ทีมตำรวจไทย ที่เข้าร่วมแข่งขันสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ติด Top 5 และ Top 10  สุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษระดับโลก

สำหรับการแข่งขัน UAE SWAT CHALLENGE 2025 ทำการแข่งขันทั้งหมด 5 สถานี ประกอบด้วย 1. การช่วยตัวประกัน (Hostage Rescue) , 2. สถานการณ์โจมตี (Assault Event) , 3. ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ (Officer Rescue) , 4. การโจมตีอาคารสูง (Tower Assault) และ 5. การผ่านอุปสรรคและสิ่งกีดกั้น (Obstacle Course) 

หลังจากการแข่งขันเสร็จสิ้นผลปรากฎว่า ตำรวจไทย ทีม ROYAL THAI POLICE  A  ได้ลำดับที่ 6 , ทีม ROYAL THAI POLICE B ได้ลำดับที่ 5, ทีม ROYAL THAI POLICE C ได้ลำดับที่ 48  และเป็นที่ 1 ของทีมหญิง ที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ชื่นชม 'ทีมตำรวจไทย' นักกีฬา ผู้ฝึกซ้อม และผู้เกี่ยวข้องทุกนาย ที่ทุ่มเทฝึกซ้อม พัฒนาทักษะ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประเทศไทย ได้รับการยกย่องในเวทีระดับโลกอย่างเป็นที่ประจักษ์ โดย 'สุดยอดทีม' จะเป็นกำลังสำคัญ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการทำหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อดูแลปกป้องพี่น้องประชาชนต่อไป

กต.เชื่อตัดไฟเมียนมา ไม่สะเทือนช่วย 4 ลูกเรือไทย

(7 ก.พ.68) กระทรวงการต่างประเทศมั่นใจว่าการตัดไฟฟ้าในเมียนมา จะไม่ส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือลูกเรือประมงไทย 4 คน ที่ถูกควบคุมตัวบนเกาะสอง โดยย้ำว่าไทยยังคงเดินหน้าเจรจาเพื่อความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเต็มที่ พร้อมหารือกับเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการตัดไฟฟ้าในเมียนมาเป็นผลจากการเจรจาความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการพูดคุยกับหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น จีน และเมียนมา ซึ่งการตัดไฟครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลต่อความพยายามในการช่วยเหลือลูกเรือไทย

สำหรับความคืบหน้าในการเจรจากับทางการเมียนมา นายนิกรเดช กล่าวว่า แม้ไม่สามารถประเมินผลได้เป็นเปอร์เซ็นต์ แต่กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านการเมืองและการกงสุล โดยได้มีการพบปะกับผู้แทนระดับต่าง ๆ ของเมียนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งช่วยเหลือให้ญาติสามารถพบกับลูกเรือที่ถูกจับกุม และยืนยันการเรียกร้องให้ทางการเมียนมาปล่อยตัวลูกเรือไทยโดยเร็ว

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ เผยพบค่ายมือถือดังหันเสาไปฝั่งเมียนมา เชื่อ เป็นการลอบส่งสัญญาณเน็ตให้ประเทศเพื่อนบ้าน

(7 ก.พ. 68) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีตัดไฟ สัญญาณเน็ต บริเวณชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน ว่าปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนนั้นมีมาตลอด ไม่ใช่เริ่มทำตอนที่เป็นข่าวหรือในช่วงทางการจีนมาเยี่ยมทางการไทย โดยการปฏิบัติการเมื่อวานนี้ที่ตนได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่ไปชายแดนด่านพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ยังคงปฏิบัติการอยู่ในแนวชายแดน

ส่วนการปฏิบัติการของเมื่อวานนี้ตรวจพบสายอินเทอร์เน็ตที่มีการลักลอบเชื่อมโยง ออกจากผู้รับบริการชาวไทย ซึ่งเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านดัดแปลงสัญญาณส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยโยงสายอินเทอร์เน็ตข้ามไปชายแดน เนื่องจากว่าพื้นที่บ้านของผู้ลักลอบอยู่ติดกันกับประเทศเพื่อนบ้าน มีถนนคั่นกลางเพียง 3-4 เมตร

นอกจากนี้ยังพบการติดตั้งเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือของค่ายโทรศัพท์มือถือเอกชน ซึ่งทำผิดข้อกำหนดของ พ.ร.บ.โทรคมนาคม ของ กสทช. โดยมีการหันเสาสัญญาณไปยังเขตประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อว่าการส่งสัญญาณลักษณะนี้ไม่ได้ส่งให้ประชาชนคนไทยตามแนวชายแดนใช้ จึงคาดการณ์เป็นการส่งสัญญาณให้กับประเทศเพื่อนบ้านใช้บริการ โดยทางเรามีการประสานกับทาง กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกทั้งพบว่ามีการลักลอบจ่ายกระแสไฟข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในส่วนนี้ทางเราก็มีการประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน โดยจุดที่ลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมถึงจ่ายกระแสไฟฟ้า ห่างกับที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพียงไม่กี่เมตร ซึ่งบริเวณดังกล่าวเมื่อเดือน พ.ย. 67 ได้มีชาวจีนและคนไทยหลบหนีออกมาจากสถานที่ดังกล่าวจำนวนหลายคน

ส่วนวันนี้ยังได้รับรายงานว่ามีจุดสงสัยเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปธ.วิปรัฐบาล รับไม่ได้พฤติกรรม ‘สส.ปูอัด’ ข่มขืน นทท.สาว ลั่น พร้อมยกมือโหวตให้ตำรวจรวบตัวไปดำเนินคดี

’ปธ.วิปรัฐบาล‘ กระทืบซ้ำ ’สส.ปูอัด‘ ซัดทำผิดซ้อน ทำประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมยกมือโหวตไฟเขียวเปิดทาง ‘ตำรวจ’ รวบตัวไปดำเนินคดี ลั่นใครจะปกป้องก็แล้วแต่ เตรียมชงเข้า ‘คกก.จริยธรรม’ เร่งด่วน ฟันดาบสอง

(7 ก.พ.68) นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีตำรวจ สภ.เชียงใหม่ ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขออนุญาตจับตัวนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. พรรคไทยก้าวหน้า หลังศาลเชียงใหม่อนุมัติหมายจับ เป็นผู้ต้องหาคดีข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวไต้หวันว่า เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะเป็นพฤติกรรมที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทราบข่าวมา เราก็ไม่ได้ไปว่าเขาผิด ครั้งที่แล้วยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ครั้งนี้ไปก่อเหตุซ้ำและยังก่อเหตุกับคนต่างชาติ ทำให้ประเทศชาติเราเสียชื่อเสียง

“ในสถานะสมาชิกรัฐสภามันรู้สึกอายเขานะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างประเทศ ยังไม่พอ ตัวเองเป็นผู้ทรงเกียรติไม่ควรทำอย่างนี้ ผมคิดว่าสภาก็น่าจะให้ตัวไปครับ หลังจากนั้นคณะกรรมการจริยธรรมอย่างพวกผมก็ต้องทำหน้าที่ต่อเลย” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ต้องเอาเข้าคณะกรรมการจริยธรรมเป็นวาระเร่งด่วน ตนเกรงว่า จะเป็นความเสียหายกับประเทศ ถ้าเขาไปโพสต์ไปว่าอะไร ประเทศชาติจะเสีย ในฐานะสภาผู้ทรงเกียรติทำแบบนี้ไม่ได้ มันซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่จบไม่สิ้น

เมื่อถามว่าจะกลายเป็นปัญหาหรือไม่เพราะยังไม่เคยมี สส.ที่สมาชิกโหวตให้ตำรวจดำเนินคดี นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เมื่อก่อนคดีที่ไปก่ออาชญากรรมเรายังรับได้ แต่เรื่องนี้หมายถึงต่างประเทศด้วย ชื่อเสียงบ้านเรา รายได้เยอะมากจากการท่องเที่ยว ถ้าผู้แทนที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย มีพฤติกรรมอย่างนี้ มันก็จะเสียหายเยอะ ตนคิดว่าเสียหายมากที่สุด

“ผมคิดว่าเป็นดุลยพินิจของ สส.แต่ละพรรค แต่ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องในประเทศ แค่คนไทยไปทำกับเขาก็เสียหายแล้ว แต่นี่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันไม่ควรทำ ด้วยจิตสำนึก ใครจะปกป้องก็แล้วแต่ ผมคนหนึ่งที่จะโหวตให้ส่งตัว” นายวิสุทธิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top