Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

'เลิศศักดิ์' ยกทีม กมธ.ปปง.บุกคุกพบนักโทษสางปมคดี 'STARK หุ้นเทวดา'

'เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล' ประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนฯ ยกทีมบุกเรือนจำพิเศษกรุงเทพ พบนักโทษคนสำคัญคดีหุ้น 'STARK' ประกอบการพิจารณาติดตามการทำงานของ DSI หลังมีผู้เสียหายเดินหน้ายื่นเรื่องให้ตรวจสอบการทำงานของ 'DSI' กรณี นายชินวัฒน์ อัศวโภคี อดีตกรรมการ STARK หลุดจากความผิดไปตั้งแต่ชั้นสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด พร้อมด้วยนายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและศึกษาคดีฉ้อโกง บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย กมธ.ปปง.ได้เข้าศึกษาดูงานยังเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีนายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง โดยรายงานปัญหาอุปสรรค์ในการทำงานเรือนจำ และรับทราบข้อเสนอแนะ

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด พร้อมด้วยนายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและศึกษาคดีฉ้อโกง บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอพบนายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ นักโทษในคดี STARK อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ที่ออกมารับสารภาพว่ากรณีคดีหุ้น STARK มีการตกแต่งบัญชีจนเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ป.กมธ.ปปง. กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนายศรัทธาพบว่า ข้อเท็จจริงที่ได้รับจากนักโทษศรัทธา กับการแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI  ยังมีความแตกต่างกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของนายวนรัตน์ ตั้งคารวคุณ ซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ STARK และนายชินวัฒน์ อัศวโภคี อดีตกรรมการ STARK ที่ DSI จะกันไว้เป็นพยาน ข้อมูลที่ได้ถือว่ามีประโยชน์ และจะนำมาพิจารณาในที่ประชุม กมธ.ปปง. เพื่อเชิญ DSI มาซักถามเพื่อความกระจ่างอีกครั้ง 

“การพูดคุยได้ข้อมูลหลายอย่าง นายศรัทธายืนยันว่า คำให้การที่ได้ให้ไว้กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI ในสำนวนการสอบสวนของ DSI ยังไม่ได้นำไปประกอบการพิจารณา อีกทั้งกรณีนี้ ผู้เสียหาย STARK ได้เข้ามายื่นให้ กมธ.ปปง. ดำเนินการติดตามขอความเป็นธรรมจากการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงอัยการ กรณีเรื่องการฟ้องผู้ต้องหาเพื่อขอให้  กมธ.ปปง. ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและ ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด“

นายเลิศศักดิ์กล่าวต่อว่า ความน่าสนใจในคดีนี้ กมธ.ปปง. สนใจกรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ยังไม่เสนอสั่งฟ้องผู้ต้องหาคนสำคัญอีก 3 คน ประกอบด้วยนายวนรัตน์ , นายชินวัฒน์ และโดยเฉพาะ นายชนินทร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STARK ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว กมธ.ปปง.ยืนยันว่าเรื่องนี้จะติดตามให้ถึงที่สุด เนื่องจากคดีนี้ถือเป็นการตกแต่งบัญชีและงบการเงิน ผ่องถ่ายเงิน เป็นคดีฉ้อโกงประชาชน ที่สังคมยังมีคำถามคาใจ เพราะตัวการใหญ่ยังลอยนวล ที่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนผู้ลงทุนจำนวนหลายหมื่นคน ที่ยังเหลือติดค้างถือหุ้นอยู่กว่า 9,000 ราย ที่ทุกคนหมดตัวที่มีมูลค่าความเสียหายกว่าเก้าพันล้านบาท

‘ผู้ประกอบการจีน’ บุกตลาดต่างประเทศ ทำธุรกิจนอกประเทศจีน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

(6 ก.พ.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรดาผู้ประกอบการของจีนเดินทางออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศเป็นจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้สื่อมวลชนตะวันตกบางส่วนรายงานข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนในเชิงลบ

เมื่อวันอาทิตย์ (4 ก.พ.) ย่าโจว โจวคาน (Yazhou Zhoukan) สื่อมวลชนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน รายงานว่ากลุ่มผู้ประกอบการของจีนเดินทางออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้สหรัฐฯ กำหนดภาษีศุลกากรระดับสูงและการคว่ำบาตรต่างๆ

สิ่งนี้บ่งชี้ความสามารถทางนวัตกรรมอันทรงพลังและการรับรู้ความเสี่ยงของจีน พร้อมกับสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่และสะท้อนความสามารถทางการแข่งขันระดับชาติอันแข็งแกร่งของจีน

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคชาวต่างชาติ โดยความสามารถในการจัดการทางดิจิทัลและห่วงโซ่อุตสาหกรรมอันสมบูรณ์ของจีนสามารถลดต้นทุนด้วยการไม่ต้องมีพ่อค้าคนกลาง ทำให้ราคาสินค้าไม่แพง

กระบวนการทางดิจิทัลนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตของจีนขยายตัวและปรากฏอยู่ในทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้ประกอบการของจีนที่เดินทางออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศมีข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

รายงานข่าวยกตัวอย่างจากกลุ่มบริษัทจัดเลี้ยงของจีน ซึ่งพึ่งพาเทคนิคทางดิจิทัลตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานจนถึงการบริการส่วนหน้าในการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน โดยบริษัทเหล่านี้บางส่วนได้เข้าสู่ตลาดไฮเอนด์ในยุโรปและสหรัฐฯ แล้วด้วย

‘ทักษิณ’ พลิกเกม!! ข้ามคดี ม.112 พร้อมกู่ก้อง ‘พักโทษกรณีพิเศษ’

ต้องขอบคุณ อ.วิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปปท.) ที่ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าคดีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหามีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีไปจ้อที่เกาหลีใต้...และมีคนร้องเอาผิดว่า ‘หมิ่นฯ’ จนกลายเป็นคดีนอกราชอาณาจักร และอัยการสูงสุด (อสส.) ต้องรับผิดชอบ...

ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อสส. ในขณะนั้นมีความเห็นเมื่อ 19 ก.ย.ว่า ‘ควรสั่งฟ้อง’ ตามที่พนักงานสอบสวนเสนอมา...แต่ช่วงนั้นอย่างที่รู้ ๆ กันว่าทักษิณกำลังหนีคดีทัวร์เที่ยวโลก ทาง อสส. จึงให้พนักงานสอบสวนออกหมายจับ โดยคดีจะหมดอายุความ 21 พ.ค. 2567

นั่นแหละ!! อ.วิรังรอง จึงต้องทำหนังสือสอบถามทั้งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี คือ กองบังคับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และสำนักงานอัยการสูงสุด...

และวันนี้ (6 ก.พ. 67) ประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดมือโปร จึงนำทีมมาแถลงข่าวเรื่องนี้…โดยสรุปสาระสำคัญที่สุดได้ว่า...หลังจากทักษิณเดินทางกลับไทยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อ 22 ส.ค. 67 แล้ว เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 67 ทางสำนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา-พฤติการณ์คดีให้ทักษิณรับทราบพร้อมบันทึกคำให้การ ซึ่งนายทักษิณได้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรม...

ที่สุดของที่สุดจึงต้องรวบรวมเรื่องราวเสนอให้ อสส. พิจารณาเพื่อฟันธงอีกครั้ง ซึ่งการฟันธงมีความเป็นไปได้ 3 ทางคือ 

1) สั่งสอบเพิ่ม 
2) สั่งฟ้อง 
3) สั่งไม่ฟ้อง

โดยที่ระหว่างนี้หากวันที่ 18 หรือ 22 ก.พ. 67 หากทักษิณได้รับการพักโทษ ก็อยู่ที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างไร...ต้องดูด้วยว่าการดำเนินรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อร้องเรียนต่าง ๆ ของทางอัยการเรียบร้อยหรือยัง...

ครับ...นั่นคือสาระจากด้านอัยการ แต่อีกด้านหนึ่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์...นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ ให้สัมภาษณ์ยอมรับแล้วว่าคนชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เข้าข่ายหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษคือ อายุเกิน 70 ปี ป่วย และรับโทษครบ 6 เดือน เพียงแต่ นายสหการณ์ เขินอายที่จะบอกว่าผู้ที่ได้รับการพักโทษในเดือนนี้มีชื่อทักษิณหรือไม่ แต่ยอมรับว่าเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการพิจารณาผู้ได้รับการพักโทษได้จบสิ้นไปแล้ว...

ถึงบรรทัดนี้ก็ต้องขมวดลงตรงประเด็นสรุปว่า...จะด้วยความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกโกงความยุติธรรมหรือเพราะเหตุผลกลใดก็ตาม...มีแนวโน้มสูงยิ่งที่ ‘ทักษิณ’ จะได้รับการพักโทษโดยไม่ต้องไปตัดผมสั้น หรือต้องนุ่งกางเกงขาสั้นชุดนักโทษในเรือนจำ...ขณะที่คดี ม.112 ก็ยังคาราคาซัง คาสำนักงานอัยการต่อไป...

วันปล่อยตัวทักษิณ...ก็ไม่น่าจะมีใครได้เห็นหน้าเห็นตา...อีกต่างหาก

สวัสดีประเทศไทย

‘คิงชาร์ลส์ที่ 3’ แห่งอังกฤษ ถูกวินิจฉัยป่วยเป็น ‘มะเร็ง’ หลังแพทย์ตรวจพบระหว่างรักษาต่อมลูกหมากโต

(6 ก.พ.67) สำนักพระราชวังบักกิงแฮมของอังกฤษ ออกแถลงการณ์ว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็ง หลังจากที่แพทย์ตรวจพบความผิดปกติระหว่างทรงเข้ารับการรักษาโรคต่อมลูกหมากโตเมื่อไม่นานมานี้

อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังบักกิงแฮมไม่ได้ระบุว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ระบุแค่เพียงว่า วันนี้ (6 ก.พ.) พระองค์ทรงเริ่มเข้ารับการรักษาตามปกติ ในระหว่างนี้ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้เลื่อนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ออกไปก่อน แต่สามารถทรงงานกิจการของรัฐและงานเอกสารราชการได้ตามปกติ

“พระองค์ทรงเลือกที่จะแบ่งปันผลการวินิจฉัยของพระองค์เพื่อป้องกันการคาดเดา และหวังว่าจะช่วยให้สาธารณชนเข้าใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งทั่วโลก” สำนักพระราชวังบักกิงแฮม ระบุในแถลงการณ์

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. สำนักพระราชวังบักกิงแฮม เปิดเผยว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ได้เสด็จออกจากโรงพยาบาลลอนดอน คลินิก แล้วหลังจากประทับมาตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. เพื่อรักษาพระอาการต่อมลูกหมากโต

รายงานข่าวระบุว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พระชนมายุ 75 พรรษา กลับมามีพระพลานามัยแข็งแรงอีกครั้งหลังจากรับการรักษา โดยสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จเยี่ยมพระสวามีทุกวัน และอยู่เคียงข้างพระองค์ในวันที่เสด็จออกจากโรงพยาบาล

‘แผ่นดินของเรา’ (Alexandra) บทเพลงแห่งความรัก โอบอุ้มหัวใจคนไทยให้กลับมารักและโอบกอดประเทศของเรา

เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก เป็นเดือนที่ผมมักจะหลับตาแล้วเห็นสีชมพูหรือไม่ก็สีฟ้าน้ำทะเล สำคัญที่สุดคือจะเป็นเดือนที่มีเสียงเพลงดังในหูและก้องในใจ อย่างไพเราะตลอดทั้งเดือน พร้อม ๆ ไปกับเพลงสำคัญที่ผมมักจะนึกถึงขั้นมาในบัดดล เพราะปลื้มและหลงรักมากเพลงหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว 

อ้อ!! ขอบอกก่อนว่า เพลงนี้ยังเป็นบทเพลงที่ทำให้ตัวผมรู้สึกรักในแผ่นดินไทยของเรามากที่สุดด้วยครับ...ว่าแล้วผมก็ขอนำมาเขียนเล่าให้ท่านๆ ได้อ่านกันเพลิน ๆ 

เพลงสำคัญที่ผมรักมากเพลงนี้ คือเพลง ‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 34 ของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เนื่องในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนต์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ในปี พ.ศ. 2502 

เพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้มีความอัศจรรย์ในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ช่วงเวลาแห่งการประพันธ์เพลง ท่วงทำนองที่เกิดขึ้น พร้อมด้วยเนื้อหาทั้งไทยและอังกฤษ เมื่อทุกความอัศจรรย์มาประกอบกัน ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์ ไพเราะ ลึกซึ้ง เหนือกาลเวลา 

สำหรับผมเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ เป็นเพลงที่ผมตกหลุมรักและฟังได้ไม้รู้จักเบื่อตั้งแต่โน้ตตัวแรกไปจนถึงตัวสุดท้าย  

ทีนี้ขอมาเริ่มต้นความอัศจรรย์ของเพลงนี้ ด้วยเรื่องราวของ ช่วง ‘เวลา’ ของการประพันธ์เพลง ซึ่งหลายๆ ท่านคงได้ทราบกันแล้วว่าเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการ ‘รอเครื่องบินลง’ โดยเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อไปรับเจ้าหญิงอเล็กซานดราด้วยพระองค์เองนั้น ในช่วงเวลาที่ทรงรอเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานราวๆ 10 นาที (อาจจะหย่อนไปกว่านี้เล็กน้อย) ทำนองเพลงจำนวน 16 ห้องเพื่อใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะอันลุ่มลึกเพลงนี้ก็เกิดขึ้น...ซึ่งนี่คือเรื่องน่าเหลือเชื่อลำดับแรกของเพลงนี้ 

ความอัศจรรย์ต่อมาคือ ท่วงทำนองของบทเพลง โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทางดนตรีอะไรนักหนา แต่ด้วยความเป็นนักฟัง ซึ่งพอจะมีความรู้ที่เกิดจากการฟังเป็นใหญ่ เมื่อฟังแล้วจึงรู้สึกได้ว่าคอร์ดตั้งต้นนั้นช่างดูง่าย ฟังง่าย แต่พอฟังลึก ๆ แล้ว จะมีความยากของการเดินคอร์ดอยู่ค่อนข้างมาก 

เอาจริง ๆ !! ใครเป็นนักดนตรีต้องทำการบ้านกับเพลงนี้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะฮาร์โมนีของคอร์ด ซึ่งเป็นโน้ตที่ยาก เพราะบางครั้งห่างกันแค่ครึ่งเสียง บางครั้งห่างกันแค่นิดเดียวแบบนิดเดียวจริง ๆ 

‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ ไม่ใช่เพลงที่มีความหนัก เบา แบบขาดจากกัน แต่มีความเกาะเกี่ยวยึดโยงในแต่ละโน้ต เพื่อให้เพลงพาผู้ฟังไปในหลาย ๆ มิติ ไม่ใช่เพลงที่แค่แต่งมาแล้ว ‘เพราะ’ เฉย ๆ แต่เป็นเพลงที่ ‘เพราะจนถึงอารมณ์’ ซึ่งแสดงถึงความสามารถของคนแต่ง ที่ต้องบอกว่าเก่งแบบสุด ๆ นี่แหละพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงรัชกาลที่ 9 

ต่อกันที่ อัศจรรย์แห่งเนื้อเพลง เมื่อในหลวง ร.9 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง ‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ ตามทำนองที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ 16 ห้องเพลง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ 

มรว.เสนีย์ ปราโมช ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่เก่งในเรื่องภาษา สามารถแต่งโคลงกลอนได้คล่องแคล่วทั้งภาษาอังกฤษและไทยได้รับสนองพระบรมราชโองการ ด้วยการเขียนเนื้อเพลงเบื้องต้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนที่เครื่องบินพระที่นั่งของเจ้าหญิง จะลงจอดได้อย่างเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน โดยเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมีดังนี้... 

Alexandra
Welcome to thee
Here in this land of sunshine and of flowers.
May ye be blessed by the blessing.
That has made our country happy.

แปลโดยรวมก็คือ “เราขอต้อนรับเจ้าหญิงอเล็กซานดราสู่เมืองไทย แผ่นดินแห่งแส่งพระอาทิตย์อันอบอุ่นและเต็มไปด้วยดอกไม้อันสวยงาม เมื่อมาถึง ณ ที่แห่งนี้แล้วก็ขอให้ทุกพรอันประเสริฐจงมีแด่ท่าน ซึ่งนั่นทำให้ประเทศของพวกเรามีความสุข (แปลโดยผู้เขียน) ซึ่งก็เป็นเนื้อเพลงสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี ทั้งยังแสดงถึงความเป็นประเทศไทยที่มีรอยยิ้มไว้ต้อนรับมิตรจากต่างแดนอย่างอบอุ่นราวกับแสงพระอาทิตย์ยามเช้า เพราะนี่คือประเทศไทยดินแดนแห่งความสุขของคนไทย”

ทีนี้มาถึงเนื้อเพลงไทยกันบ้าง แต่ผมต้องขอเล่าย้อนก่อนว่า เนื้อเพลงเวอร์ชันภาษาไทยนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งสภาพแวดล้อมทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ในประเทศก็กลัวในเรื่องของเผด็จการ เรื่องของคอมมิวนิสต์ ประหัตประหารกัน ภายนอกประเทศก็ระแวดระวังภัยจากสงครามความเชื่อจากรอบด้าน ทั้งยังมีบางส่วนที่เข้ามาประชิดติดชายแดนไทย ด้วยเหตุนี้ การสร้างขวัญ กำลังใจและความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ ซึ่งการใช้บทเพลงที่มีเนื้อหาหลอมรวมใจให้คนไทยได้ภูมิใจและรักแผ่นดินของตนเองจึงเป็นเครื่องมือที่มีนัยยะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 

จากเหตุดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริว่า ท่วงทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra ไพเราะ และน่าจะใส่คำร้องภาษาไทยได้ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิง มณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทย ซึ่งในหลวง ร.9 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียง 16 ห้องเพลง โดยเพิ่มท่อนกลาง และท่อนท้าย จนครบ 32 ห้องเพลง 

อนึ่ง ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นอีกหนึ่งท่านที่มีความสามารถในเชิงการประพันธ์ค่อนข้างสูง โดยท่านได้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ไว้หลายบทเพลง อาทิ ความฝันอันสูงสุด เกาะในฝัน ไร้เดือน และเพลงแผ่นดินของเรานี้ ท่านก็สะท้อนภาพบ้านเมืองของเราออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังไม่ทิ้งเนื้อในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ทั้งยังนำมาขยายความได้อย่างสวยงาม ดังนี้...

ถึงอยู่แคว้นใด ไม่สุขสำราญ เหมือนอยู่บ้านเรา ชื่นฉ่ำค่ำเช้าสุขทวี
ทรัพย์จากผืนดิน สินจากนที มีสิทธิ์เสรี สันติครองเมือง
เรามีป่าไม้อยู่สมบูรณ์ ไร่นาสดใสใต้ฟ้าเรือง
โบราณสถานส่งนามประเทือง เกียรติเมืองไทยขจรไปทั่วแดนไกล
รักชาติของเรา ไว้เถิดผองไทย ผืนแผ่นแหลมทอง รวมพี่รวมน้องด้วยกัน
รักเกียรติรักวงศ์ เสริมส่งสัมพันธ์ ทูนเทิดเมืองไทยนั้น ให้ยืนยง

ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ท่านได้เขียนเรื่องราวของเพลงนี้ไว้ใน www.rspg.org ความว่า...

“กี่ปีมาแล้วที่ความนึกคิดนี้ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกลอน ข้าพเจ้าอยากระบายความรู้สึกให้เป็นที่รู้กันว่า ความบันดาลใจในเรื่องนี้มีที่มาจากการสังเกตของข้าพเจ้า ได้รู้เห็นพระราชอัธยาศัย พระราชจริยาวัตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประพฤติปฏิบัติ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่เสื่อมคลาย”

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พิมพ์บทกลอนนี้ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็ก ๆ พระราชทานข้าราชการ ทหาร พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี เพราะบ้านเมืองขณะนั้นยุ่งอลเวง น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติ” 

มาถึงวันนี้ในห้วงเดือนแห่งความรัก เพลง ‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ ช่วยเติมเต็มความรักของคนไทยอย่างผมให้นึกถึงความงดงามและน่าภาคภูมิใจของประเทศไทยของเรา จึงไม่แปลกใจที่ใครต่อใครก็อยากจะเข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศของเรา ไม่แปลกใจที่คนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลหลายต่อหลายคนก็อยากกลับมาแผ่นดินแห่งนี้ 

ผมอยากชวนให้เรามากอดประเทศไทยด้วยความรัก พร้อมกับฟังเพลงพระราชนิพนธ์ที่ผมรักมากๆ เพลงนี้ มาภูมิใจที่เราได้เกิดและอยู่ในประเทศไทย แผ่นดินที่งดงามและอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้แผ่นดินไหนๆ แผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงรักและเมตตาประชาชนของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง 

แผ่นดินที่เราเรียกว่าบ้าน ‘แผ่นดินของเรา’ ครับ

‘รมว.ปุ้ย’ หนุน 'เอสเอ็มอีไทย' เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ชูโครงการ ‘หลักทรัพย์ไม่มี ดีพร้อมค้ำประกันให้’ เข้าช่วย

(6 ก.พ.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อเข้าถึงหลักประกันและแหล่งเงินทุน ระหว่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่ง เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกสนับสนุน SMEs ให้มีโอกาสได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินผ่านการช่วยค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

รมว.พิมพ์ภัทรา เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ ส่งผลให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจได้อย่างเต็มกำลัง โดย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่ความยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปให้มีความเข้มแข็งภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ และความท้าทายรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่าอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญต่อการก้าวข้ามปัญหา และความท้าทายดังกล่าว คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ทำได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รัฐบาลโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ได้ออกกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกันได้รับวงเงินที่เพียงพอกับความต้องการ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่ายังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องใช้ทรัพย์สินของกิจการเพื่อค้ำประกันในสัดส่วนที่สูง เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส และทำให้เอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางการเงินมากเกินความจำเป็นจากการใช้สินเชื่อผิดประเภท

“เราได้เล็งเห็นสภาพปัญหาดังกล่าว และนำมาเป็นโจทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไข อย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เร่งหากลไกการค้ำประกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกัน ได้รับวงเงินสินเชื่อธุรกิจที่เพียงพอกับความต้องการในการต่อยอดธุรกิจ เป็นกลไกหมุนเวียนรายได้และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ จนสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ จนส่งผลให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในระดับประเทศและสากลได้”

ทั้งนี้ ด้วยเทรนด์การดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างๆ อาจมีข้อจำกัด ดังนั้น โครงการนี้ จึงหวังที่จะช่วยเอสเอ็มอีได้ยื่นขอเงินสนับสนุนได้ง่ายขึ้น เบื้องต้นคาดมีผู้ประกอบการยื่นขอรับสิทธิ์ราว 1,000 ราย วงเงินสนับสนุนขั้นต่ำระดับ 1,000-2,000 ล้านบาท อีกทั้ง ยังจะช่วยให้เอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมียอดการกู้เงินนอกระบบหลักหลายแสนล้านบาท ลดลงด้วย

ด้าน นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดีพร้อม ตอบรับข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ ให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. พัฒนากลไกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยการใช้การค้ำประกันสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้นโดยใช้หนังสือค้ำประกันแทนหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการให้คำปรึกษาทางการเงิน ผ่าน โครงการ ‘ติดปีกเอสเอ็มอี หลักทรัพย์ไม่มี ดีพร้อมค้ำประกันให้’

ทั้งนี้ มี 4 พันธมิตรสถาบันการเงิน เข้าร่วมสนับสนุนสอดรับกับนโยบาย Reshape the Future: โลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับ พร้อมรับอนาคตผ่านกลยุทธ์การปรับตัวเพิ่มการเข้าถึงโอกาส (Reshape the accessibility) ภายใต้นโยบาย DIPROM Connection เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือ สร้างโอกาสและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือระหว่าง ดีพร้อม กับหน่วยงานพันธมิตรทั้ง 5 ได้แก่ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน

โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นเรื่องผ่านดีพร้อมเพื่อขอรับการพิจารณาการค้ำประกันและส่งต่อให้กับทางสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2567 โดย ดีพร้อม และ บสย. ร่วมกันพิจารณาการค้ำประกันและสามารถแจ้งผลพิจารณาเบื้องต้นภายใน 7 วันทำการ ซึ่งคาดว่าจะมีเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท และสามารถต่อยอดการเริ่มต้นธุรกิจและสร้างโอกาสเติบโตคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

ด้าน นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้กระทรวงการคลัง รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และมั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้ บสย. โดย ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน ‘บสย. F.A. Center’ จะช่วยให้ SMEs ที่มีมากกว่า 3.2 ล้านราย โดยเฉพาะรายที่ขาดหลักประกันสินเชื่อสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ร่วมกับธนาคารพันธมิตรทั้ง 4 สถาบันการเงิน ภายใต้แนวนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม DPROM Connection เชื่อมโยงกับทิศทางการเป็น Digital SMEs Gateway ของ บสย. กับบทบาทการเป็นตัวกลางทางการเงิน (Credit Mediator) เพื่อยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อพร้อมการค้ำประกันและการให้คำปรึกษาทางการเงิน การปรับแผนธุรกิจ และการแก้หนี้ให้กับ SMEs ในลักษณะการปรับโครงสร้างหนี้ โดย บสย. F.A. Center

ทั้งนี้ บสย. ได้เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่สมัครและผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สามารถลงทะเบียน Online เข้าร่วมโครงการผ่าน LINE Official Account @tcgfirst ได้ โดยผู้ประกอบการที่สมัครภายใน 30 วันหลังจากวันที่เปิดรับสมัครและได้รับอนุมัติสินเชื่อพร้อมวงเงินค้ำประกัน 100 รายแรก จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นค่าดำเนินการค้ำประกันหรือค่าออกหนังสือค้ำประกันทันที

เปิดภารกิจ WHA ใต้ธงเศรษฐกิจหมุนเวียน ต้อง ‘ใช้ซ้ำ-แบ่งปัน-แลกเปลี่ยน-ซ่อมแซม’

(6 ก.พ.67) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการสร้างนวัตกรรมบนห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่การนำวัสดุรีไซเคิลหรือพลังงานทดแทนมาใช้ในการผลิต (Circular Supplies) การออกแบบให้ง่ายต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ (Circular Design) การเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดการสูญเสียในการผลิต (Circular Manufacturing) ตลอดจนการใช้ของที่ผลิตขึ้นมาแล้วให้คุ้มค่าที่สุด ให้เกิด Utilization สูงที่สุดไม่ว่าจะเป็นการใช้ซ้ำ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน หรือซ่อมแซม (Circular Consumption)

ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายได้พัฒนาโมเดลธุรกิจจากแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าไปแทรกในแต่ละหน่วยธุรกิจได้ตลอดซัพพลายเชน รวมถึงบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ที่ได้ริเริ่มสร้างโมเดลธุรกิจที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งอยู่ในเมกะเทรนด์ของโลก 

นายไกรลักขณ์ อัศวฉัตรโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มของบริษัท ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจ WHA: WE SHAPE THE FUTURE ที่มุ่งสร้างอนาคตอันยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

WHA เรามีภารกิจ Mission to the Sun ซึ่งเป็นโครงการที่รวมยุทธศาสตร์ และโครงการที่สำคัญๆ ไว้ ซึ่งจะช่วยสร้างธุรกิจใหม่ให้กับกลุ่มบริษัท และยกระดับองค์กรสู่การเป็น Technology Company ในปี 2567 โดยมีการเริ่มโครงการ Circular Economy ภายใต้ภารกิจ Mission to the Sun ไปแล้วถึง 3 โครงการ ดังนี้

1.WHA Circular Innovation เป็นการวาง Roadmap ในการปฏิรูปทางธุรกิจ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ของกลุ่มดับบลิวเอชเอภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ของกลุ่มบริษัท

โดยเราได้แบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Circular Business คือ การสร้างธุรกิจใหม่ และกลุ่ม Circular Process ซึ่งเป็นการพัฒนากระบวนการต่างๆ ภายในของเราให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวันนี้เราได้เริ่มศึกษาและดำเนินการไปแล้วกว่า 40 Initiatives

2.WHA Waste Management เป็นโครงการที่ชนะเลิศจากการประกวด Bootcamp ซึ่งเป็นการแข่งขันสร้างโมเดลธุรกิจในกลุ่มพนักงาน เพื่อเปลี่ยน DNA องค์กร และสร้าง Tech Mindset

โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอในประเทศไทยจำนวน 12  แห่ง มีวัสดุเหลือใช้ และของเสียจากกระบวนการผลิตปีละประมาณ 500,000 ตัน ที่จำเป็นต้องบำบัดและกำจัด โดยในจำนวนของเสียทั้งหมดนี้ มีสัดส่วนถึง 65% สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น เศษโลหะ กระดาษ พลาสติก

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป จึงอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตของเสีย (Waste Generator) และผู้บริโภคของเสีย (Waste Consumer) หรือ ผู้รับบำบัดกำจัดของเสีย (Waste Processor) ซึ่งจะช่วยให้เกิดการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของโรงงานหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบของโรงงานอีกแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนได้อย่างลงตัว ทั้ง 2 ฝ่ายได้ขยะหรือวัตถุดิบที่ตัวเองต้องการ ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจที่ต้องหารือกับผู้รับบำบัดกำจัดของเสีย และตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3.WHA Emission Trading คือ โครงการสร้างแพลตฟอร์ม Emission Trading ที่มีหน่วยงานรับรองในลักษณะเดียวกับการจำหน่ายคาร์บอนเครดิต ซึ่งน่าจะเห็นความเป็นรูปธรรมได้เร็ว เนื่องจากเป็นการต่อยอดจากโครงการ Peer-to-peer Energy Trading ที่เป็นแพลตฟอร์มเทรดพลังงานที่จะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในรูปแบบโครงการแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox Project) แล้ว

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอพิจารณาให้เริ่มดำเนินโครงการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ สำหรับแพลตฟอร์ม Emission Trading คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณไตรมาส 1 ปี 2567 ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 

นอกจาก 3 โครงการ Circular Economy ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ภายใต้ภารกิจ Mission to the Sun ยังมีอีก 2 โครงการที่จะนำไปสู่เป้าหมายการเป็น Net Zero 2050 ได้แก่ 

1.โครงการ Green Logistics ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนการเปลี่ยนการใช้รถเชิงพาณิชย์ในการขนส่งจากรถเครื่องยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจสีเขียวในแต่ละส่วนของห่วงโซ่อุปทาน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัท มีแผนที่จะจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอโดย ดับบลิวเอชเอ  ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับโครงการ Green Logistics ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม รับทราบข้อมูลในการตัดสินใจเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าที่ประหยัด และใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใช้เวลาน้อยที่สุด

2.โครงการ Carbon Footprint Platform ซึ่งเป็นระบบ Carbon Accounting ที่มีข้อมูลว่าในแต่ละพื้นที่ปล่อยก๊าซต่างๆ ออกมาได้เท่าไรเพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่มีปริมาณการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX), ออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOX) จำนวนมาก และต้องการเข้าสู่ Zero Emission อาทิ ผู้ประกอบการด้านปิโตรเคมิคอลในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง 

นายไกรลักขณ์ มองว่า “สำหรับเป้าหมาย Net Zero 2050 มีระยะเวลานานอีก 27 ปี จึงมองว่ามีโอกาสที่ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป จะดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนได้อีกมาก และมองว่าการดำเนินการในปัจจุบันถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยดับบลิวเอชเอ ยังจะมีโครงการในลักษณะดังกล่าวเปิดตัวออกมาอีกหลายโครงการ” 

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการกำหนดมาตรการสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อาทิ CBAM, RE100, Green Supply Chain, Digital Product ภาคธุรกิจเริ่มมีข้อกำหนดถึงกระบวนการผลิตสินค้าที่ลดการปล่อยคาร์บอน ผู้นำเข้าสินค้าเพิ่มเงื่อนไขการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้าที่ไม่ลดการปล่อยคาร์บอน

ในประเทศไทยเอง เริ่มเห็นกระแสความต้องการบริการสีเขียวที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่การผลิต จากผู้ผลิตสินค้าในนิคมอุตสาหกรรมและบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลายบริษัทที่มาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องพลังงาน เช่น การผลิตพลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ซึ่งผู้ให้บริการนิคมอุตสาหกรรมในหลายประเทศยังไม่สามารถทำ RE100 ได้ แต่ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียน 100%  

ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีแผนการขยายฐานการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย อาทิ บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่มีแผนเข้ามาลงทุน Data Center ในประเทศไทย ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้เอง ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่เพียงแต่สามารถช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำมาซึ่งภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ รวมถึงสร้าง Business Model หรือรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับกิจการไปพร้อมกับการดำเนินการตามเป้าหมายความยั่งยืน 

“WHA Circular Economy จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายการเจริญเติบโตทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”

‘จุรินทร์’ ถามรัฐ หากเศรษฐกิจวิกฤตจริง “ทำไมไม่เดินหน้าเงินดิจิทัลวอลเล็ตสักที”

(6 ก.พ. 67) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลดาหน้าออกมายืนยันว่าเศรษฐกิจกำลังวิกฤตและจำเป็นจะต้องเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องเห็นตาม ปปช. ว่า…

“ถ้ารัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจวิกฤตจริง แล้วจะมัวเงื้อง่า ซื้อเวลาอยู่ทำไม และถ้าเศรษฐกิจกำลังวิกฤติจริง ยิ่งรอช้าเศรษฐกิจจะไม่ยิ่งวิกฤตหนักเข้าไปอีกหรือ ยิ่งรัฐบาลบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำตามความเห็น ปปช. เสมอไป แล้วทำไมไม่ทำเสียที เพราะประชาชนรออยู่ ทำเหมือนส่อออกอาการปากกล้าขาสั่น”

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567

อย่าคิดว่าเราเป็นคนสำคัญ
ให้ทำตนเป็นแบบปกติ ‘ธรรมดาๆ’ 
…นี่แหละ ‘ดีที่สุด’

เมื่อเราคิดว่าเราเป็นคนสำคัญแล้ว
เมื่อผู้อื่น ‘ไม่ให้ราคา’ ไม่นับถือ 
ไม่ให้ความสำคัญเราแล้ว

จิตใจเราจะเป็นทุกข์ร้อน
สับสนวุ่นวายไปตามกระแสโลกธรรม

-พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรญฺญวาสีภิกขุ-


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top