Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

'นายกฯ' เผยข่าวดี บิ๊กธุรกิจบันเทิงต่างชาติตบเท้าเข้าไทย ปักหมุดเดือนสอง!! จอง 'สมุย-ภูเก็ต-กรุงเทพ' ถ่ายทำหนัง

(24 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เผยว่า วันนี้คณะผู้บริหาร HBO, warner bros และคณะผู้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง White Lotus ได้เข้ามาพูดคุยถึงแผนในการถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองไทย ที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทั้งที่เกาะสมุย ภูเก็ต และกรุงเทพ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองไทย โดยทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ

'INTERLINK COMPANY VISIT' ต้อนรับกลุ่มผู้ลงทุน และนักวิเคราะห์ เจาะลึกกลยุทธ์ และแผนธุรกิจ ปี 2567

โชว์ศักยภาพ ! บริษัทแม่ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่อีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง พบปะกลุ่มนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เผยแผนธุรกิจ พร้อมร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจ พร้อมความเชื่อมั่น ให้เห็นภาพชัดในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพ หนุนร่วมสร้างโอกาสแห่งการลงทุนที่ดีต่อไปในอนาคต

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้า และค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ ที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี ตามอุดมการณ์ที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ โดยปัจจุบันเรียกเป็น กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ (The Group of Interlink) ซึ่งมีบริษัทฯในเครืออีก 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business), ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business), ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) และเนื่องจากมีทั้งบริษัทลูก และบริษัทย่อย ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเสริมประโยชน์ซึ่งกันและกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ และพันธกิจ เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน ยังได้ก่อตั้งมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยการระดมจิตอาสาไปพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอีกด้วย

โดยมี คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ นำทีมคณะผู้บริหาร พนักงาน บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่แห่งปี 2567 จัดกิจกรรม 2 วันเต็ม ต้อนรับปีมังกร ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม กิจกรรม 'INTERLINK Communication Company Visit and Analyst Meeting' หรือ พบปะนักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อรับฟังข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2566 และทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2567

พร้อมพาเยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้าใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จ และระบบ Logistics พร้อมห้อง LAB (R&D Center) ณ ถนนกาญจนาภิเษก แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักขนาดใหญ่ และพึ่งสร้างขึ้นใหม่อีก 1 อาคารของกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Center) ที่มีบริการส่งฟรีทั่วไทย และนโยบาย 'คุณสั่ง เราส่ง' เป็นบริการที่ครอบคลุม และรวดเร็วส่งให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมกับพาชมห้องปฏิบัติการทดลอง LAB เป็นห้องทำ Research เกี่ยวกับงานด้านโครงข่ายสายสัญญาณไว้สำหรับรองรับเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งได้พาชม ศูนย์สำรองข้อมูล อินเตอร์ลิ้งค์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (DATA Center) ของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้า เซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) ซึ่งบริษัทฯ ได้ต่อยอดธุรกิจนำเอาประโยชน์ของการมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่ได้วางโครงข่ายไว้ทั่วประเทศไทยมาเป็นจุดขาย และเป็นศูนย์สำรองข้อมูลฯ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยที่รัดกุม ตามมาตรฐาน Tier 3 Standard ให้บริการร่วมกับผู้ออกแบบศูนย์ข้อมูลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อให้ ดาต้า เซ็นเตอร์ มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งานสูงสุด

นับเป็นการจัดงานร่วมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของปี 2566 พร้อมทั้งร่วมพูดคุย เล่าประสบการณ์ และกางแผนกลยุทธ์ถึงทิศทางการขับเคลื่อนทุกกลุ่มธุรกิจในปี 2567 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพร้อม ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และการพัฒนาศักยภาพอย่างมีคุณภาพที่ครอบคลุมทุกรอบด้าน ทุกมิติขององค์กร ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจ ตามปฏิญญาที่ว่า 'เติบโต ต่อเนื่อง อย่างยั่งยืน' กว่า 37 ปี และปีที่ผ่านมาได้ทำสถิติ New High อีกด้วย

สำหรับในปี 2567 นี้ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงมีเป้าหมายของการเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่อง ตั้งเป้าเรือธง เน้นย้ำถึงการประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ใน ซีรีย์ Super-S (Super-S-Series) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์กับยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้ และโครงการ LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE รวมถึงนับเป็นปีแห่งการต้อนรับการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเนื่องร่วมกับบริษัทฯ มีสินค้ามากพอ สำหรับรองรับการขยายตัวเพิ่มของเศรษฐกิจ ทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อนำสู่การทำรายได้เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ และสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมต่อไป

โดยความสำเร็จทั้ง 3 ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้งนี้ จากทุก ๆ กลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงสามารถขับเคลื่อน พร้อมดำเนินงาน สร้างยอดขาย และทำกำไรเติบโตแตะจุดสูงสุดในทุกไตรมาสได้อย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดีเสมอมา เป็นผลจากการพัฒนา และมุ่งเน้นย้ำการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตามแบบแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ให้สอดรับกับความก้าวล้ำของเทคโนโลยีในทุกยุคทุกสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตลอดจนยังช่วยส่งเสริมร่วมสร้างมูลค่าให้กับทุกกลุ่มธุรกิจในเครืออีกด้วย ที่สามารถครองตลาดด้านเทคโนโลยีขึ้นแท่นเป็น The No. 1 ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางกลยุทธ์ ที่ปักหมุดความสำเร็จไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี และทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป อีกทั้ง นับเป็นโอกาสอันดีของการพบปะ นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อหนุนนำสู่การเป็นพันธมิตรที่ดีแก่กันในอนาคต นำพาองค์กรให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ

พบแร่ลิเทียมในสวนปาล์ม อ.ตะกั่วทุ่ง คนแห่คึกคัก!! ติดต่อขอซื้อ-เช่าที่ดิน

(24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากมีการนำเสนอข่าวเรื่องการพบแหล่งแร่ลิเทียม ในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และมีบางสื่อได้นำเสนอว่ามีปริมาณของแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากของชาวจังหวัดพังงาและประชาชนทั้งประเทศ 

ซึ่งล่าสุดทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลเรื่องผลการสำรวจแหล่งลิเทียมในประเทศไทย คำว่า Mineral Resource มีความหมายถึงปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Lithium Resource ซึ่งหมายถึงปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม 

ดังนั้นการนำข้อมูลปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ไปเปรียบเทียบกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียมของต่างประเทศ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ เป็นแร่เลพิโดไลต์ (lepidolte) ที่พบในหินเพกมาไทต์ (pegnatite) และมีความสมบูรณ์ของลิเทียมหรือเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.459 แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมากแต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ดังกล่าวได้คุ้มค่า

ล่าสุดผู้สื่อข่าวพร้อมด้วยนายสุเทพ ทองวล ประธานสภา อบต.ถ้ำ ลงพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของนายสุชาติ ขันภักดี บ้านบางทราย ม.2 ต.ถ้ำ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งอยู่ในพื้นที่แหล่งแร่ลิเทียมบางอีตำ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขุดเจาะเก็บตัวอย่างใต้ดินออกมาเป็นแท่งทรงกระบอก ส่งต่อให้ทางนักธรณีวิทยาวิเคราะห์หาปริมาณของแร่ลิเทียม เนื่องจากทางบริษัทได้รับอนุญาตให้เจาะสำรวจได้ถึงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2567 นี้

นายสุชาติ ขันภักดี บอกว่า รู้สึกดีใจที่ในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของตนเองเจอแร่ลิเทียมในชั้นใต้ดิน ส่วนในประเด็นที่ว่าต่อไปจะมีการทำเหมืองหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งต้องว่าด้วยกฎหมายเป็นหลัก และหากจะมีการทำเหมืองในพื้นที่ของตัวเองก็ไม่ขัดข้องแต่จะต้องมีการชดเชยที่น่าพอใจ ส่วนในการทำเหมืองจะมีการฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องผลดี ผลเสียในทุก ๆ ด้าน ในขณะที่หลุมที่เจาะเสร็จแล้วและที่เจอตาน้ำบาดาลดี ตนก็เก็บไว้เตรียมไว้ใช้ในหน้าแล้ง

ด้านนางวารุณี สงวนนาม เจ้าของร้านเจ้น้อง อาหารพื้นเมืองพังงา กล่าวว่า ในฐานะคนตำบลกะไหลก็รู้สึกดีใจที่เจอแร่ลิเทียมในพื้นที่ตำบลกะไหล เรื่องแรกก็ทำให้บ้านกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ หลังจากมีกระแสสำรวจเจอแร่ลิเทียมในพื้นที่ ก็ทำให้ราคาที่ดินในตำบลกะไหลคึกคักขึ้น มีคนติดต่อจะขอซื้อและขอเช่ากันเป็นจำนวนมาก ในส่วนที่ว่าถ้าหากจะมีการทำเหมืองแร่ลิเทียมก็จะต้องรับฟังความคิดเห็นกันทุกฝ่ายทั้งในเรื่องของผลดี ผลเสีย โดยเฉพาะผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะจากที่ได้ยินมานั้นทุกคนต่างก็เป็นห่วงในเรื่องของมลภาวะสิ่งแวดล้อมหากมีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่

25 มกราคม พ.ศ. 2510 วันก่อตั้ง ‘วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก’ จุดกำเนิด ‘มหาวิทยาลัยนเรศวร’ ในปัจจุบัน

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2510 ตรงกับวันก่อตั้ง ‘วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก’ โดยสาเหตุของการก่อตั้งเกิดจาก วงการการศึกษาได้ประสบปัญหาเข้ามาอีกทั้งภาวะการขาดแคลนครูเป็นอันมากและวุฒิการศึกษาครูสูงที่สุดคือ วุฒิ ป.ม. (ประกาศนียบัตรประโยคครูมัธยม) ซึ่งเทียบเท่ากับอนุปริญญาเท่านั้น ทำให้เกิดความล้าหลังในอาชีพครู

อีกทั้งครู ป.ม. บางคนเมื่อศึกษาเพิ่มเติมสูงขึ้นได้ปริญญาทางด้านอื่นแล้วต่างลาออกไปประกอบอาชีพใหม่ที่เข้าใจว่ามีความก้าวหน้ามากกว่า ผู้บริหารในวงการศึกษาจึงได้มีการปรึกษาหารือและดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตามลำดับ

โดย 'ดร. สาโรช บัวศรี' ถือเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เข้าชี้แจงให้คณะรัฐบาลเข้าใจถึงเหตุและผลที่จะดำเนินการและสิ่งที่เกิดขึ้น หากให้สามารถเปิดสอนครูถึงระดับปริญญา และสามารถชี้แจงจนเข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งในที่สุดที่ประชุมจึงได้มีมติยอมรับ และในที่สุดก็ผ่านพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้ในปี พ.ศ. 2497

และได้มีการขยายวิทยาเขตไปสู่ภาคต่างๆ ทุกภาค โดยได้เปิดสอนแห่งเดียวในแต่ละภาค คือ ภาคเหนือเปิดที่พิษณุโลก (25 มกราคม พ.ศ. 2510) ภาคใต้ที่สงขลา (1 ตุลาคม พ.ศ. 2511) ภาคตะวันออกที่ชลบุรี (8 กรกฎาคม พ.ศ. 2498) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาสารคาม และกรุงเทพมหานครที่บางเขน (27 มีนาคม พ.ศ. 2512)

หลังจากนั้นในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการรวมวิทยาลัยเขตทั้งหมด เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโอนสถานะไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกนั้น จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

โดยมีวิทยาเขตประสานมิตรเป็นศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับวิทยาลัยวิชาการการศึกษาอื่นๆ อีก 8 แห่ง การจัดการเรียนการสอนในสมัยนั้นเปิดสอนเพียง 5 คณะ คือ คณะศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย โดยสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลกยังคงใช้สถานที่เดิมของวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก

และในช่วงปี พ.ศ. 2527-2531 ทางวิทยาเขตได้เตรียมแผนสำหรับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ และในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 400 ปี ของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รัฐบาลในสมัยของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีมติให้ยกฐานะวิทยาเขตพิษณุโลก ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามมหาวิทยาลัยใหม่แห่งนี้ว่า ‘มหาวิทยาลัยนเรศวร’ ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย

ภายหลังจากการยกฐานะของมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้ว ทางมหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งอาคาร สถานที่และบุคลากร โดยมุ่งหวังที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) จึงมีการจัดตั้งคณะ วิทยาลัยต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกสาขาวิชา และจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพในด้านการเรียนการสอน และการทำวิจัย 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ทางมหาวิทยาลัยมีมติจัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดพะเยา โดยปัจจุบันได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยพะเยา และในปี พ.ศ. 2548 ได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเป็นโรงเรียนตัวอย่างในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศในระดับมัธยมให้กับนักเรียนในเขตภาคเหนือตอนล่าง

'นักวิชาการอิสระ' รับ!! กระทรวงอุตฯ คอยสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เข้ม 'มาตรฐานอุตสาหกรรม' ก่อนคนไทยหลงซื้อของห่วย-ใช้แล้วไฟไหม้บ้าน

(24 ม.ค.67) นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ขณะที่รัฐบาลกำลังตีข่าวเรื่องการดึงนักลงทุนจีนเข้ามาภายในประเทศโดยมีสิ่งล่อใจจากภาครัฐโน่นนี่นั่น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลรู้หรือไม่ว่าข้อมูลทางการค้าในปีที่ผ่านมาเราขาดดุลการค้ากับจีนถึง 1.3 ล้านล้านบาท (แต่ผมคิดว่ามากกว่านั้น)

เพราะสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่นั่นคือการฆ่า SME ของไทยอย่างเลือดเย็น เราแข่งราคากับจีนไม่ได้หรอกครับ เขาต้นทุนต่ำกว่าจากการสนับสนุนของรัฐบาลจีน แต่ของเราเองได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้สู้ราคากับจีนได้ไหม ทั้งที่สินค้าไทยไม่มีค่าขนส่งมาไกลเหมือนจีน เอาแค่ผักสดของเรายังสู้ราคาผักสดจากจีนที่เข้ามาจากท่าเรือแม่น้ำโขงยังไม่ได้เลย ผลไม้บางอย่างที่เคยเป็นของแพงเพราะเราผลิตเองไม่ได้ ก็ราคาถูกลงจนกลายเป็นคู่แข่งของผลไม้ไทย เราเหลือแค่ทุเรียนอย่างเดียวที่จีนยังต้องเอามาจากไทยและเรายังได้ดุลอยู่ ส่วนลำไยที่เราเคยส่งออกจีนได้มากมายแต่วันนี้เราเสียตลาดไปเรียบร้อยหลายปีแล้ว

ผมไม่ได้เกลียดจีนหรอกนะครับ ผมเองก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีน แต่นโยบายของรัฐบาลต้องปกป้องธุรกิจภายในประเทศของเราก่อนที่จะคิดถึงแต่ตัวเลขการลงทุนที่เข้ามาจากจีน สิ่งนี้ไม่ยั่งยืนหรอกครับ พอจีนมีที่อื่นลดต้นทุนได้หรือมีข้อเสนอทางภาษีมากกว่าไทย จีนก็พร้อมจะย้ายออกไปไม่ต่างกับตั๊กแตนย้ายไปไร่อื่นที่มีอาหารมากกว่า แต่ธุรกิจ SME ของไทยเราเองต้องอยู่ได้ไม่โดนจีนถล่มตลาดจนต้องปิดตัวลง

เอาง่ายๆ ดูที่รองเท้าเด็กนักเรียนว่านันยางเสียตลาดให้จีนไปเท่าไร ทั้งที่รองเท้าจีนคู่นั้นต้องเดินทางมาหลายพันกิโลเมตร แต่ทำไมเขาขายได้ถูกกว่าของภายในประเทศ พัดลมไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนของโรงงานภายในประเทศไทยที่มีใช้กันทุกบ้านก็โดนจีนบุกเข้ามาแย่งตลาด แม้กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐก็ยังเปิดทางให้สินค้าจีนเข้ามาแข่งกับสินค้าผลิตในประเทศได้ ถ้าเป็นแบบนี้สักวันธุรกิจ SME ของเราก็อยู่ไม่ได้ ยังไม่รวมสินค้าคอนซูมเมอร์อื่นๆ ที่เรากำลังเสียตลาดให้จีนไปเรื่อยๆ สักวันโรงงานสบู่ผงซักฟอกบะหมี่สำเร็จรูปของบ้านเราอาจจะเจ๊งก็ได้ เพราะจีนที่เอาสบู่มาจากระยะทางหลายพันกิโลเมตรแต่กลับขายได้ถูกกว่า 

นั่นคือตัวอย่างที่ผมอยากจะยกขึ้นมาให้มอง อย่างน้อยหน่วยงานที่รัฐสามารถใช้เพื่อกีดกันการบุกของสินค้าจีนได้ก็คือ 'มาตรฐานอุตสาหกรรม' ถ้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. ก็ไม่ต้องเอาเข้ามาขายให้ซื้อไปใช้แล้วไฟไหม้บ้านหรือใช้แล้วสามวันพัง สินค้าอุปโภคบริโภคบางอย่างไม่ผ่าน อย.ก็ไม่ต้องยอมให้เข้ามาขาย ตอนนี้สินค้าที่ไม่แน่ใจว่ากินแล้วตายผ่อนส่งหรือใช้แล้วเป็นอันตรายระยะยาวจากจีนเกลื่อนตลาดไปหมด อย่างที่ผมยกตัวอย่างนั่นแหละครับว่าสักวันโรงงานสบู่ผงซักฟอกรองเท้าถุงเท้าของใช้ในครัวเรือนของไทยก็ยังอยู่ไม่ได้ถ้ายังปล่อยให้ SME ของไทยเราโดนสินค้าจีนถล่มราคากันขนาดนี้ 

เรื่องนี้ผมอยากให้ดูตัวอย่างของกลุ่มสหภาพยุโรปเป็นตัวอย่าง สินค้าไม่ได้มาตรฐานก็ห้ามเอาเข้ามาขาย กำแพงตัวนี้สามารถทำให้สินค้าจีนราคาถูกแต่ไม่ได้มาตรฐานไม่สามารถเข้าไปถล่มตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่าของภายในประเทศของพวกเขาได้ อย่างที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้ SME ของไทยโดนกฎหมายบังคับต้องผลิตสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน มอก. หรือมาตรฐาน อย. แต่ต้องขายแข่งราคากับสินค้าจีนที่คุณภาพต่ำที่ไร้มาตรฐานอะไรทั้งนั้น แต่สามารถวางขายบนชั้นวางสินค้าเดียวกันได้ แล้ว SME ของเราจะอยู่รอดได้อีกสักกี่ปี 

ยังไม่รวมสินค้าที่ขายกันบนออนไลน์ที่นำเข้าซอยเป็นล็อตเล็กๆ ราคาต่ำกว่าหมื่นบาทที่เลี่ยงการเสียภาษี แต่นำเข้าหลายสิบหลายร้อยล็อตโดยมีบริษัทโลจิสติกส์ของจีนเข้ามาดำเนินการให้สินค้าพวกนี้เข้ามาได้สะดวกขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมวงเล็บไว้ข้างบนว่าน่าจะขาดดุลเกินกว่าตัวเลขทางการนั้นมาก

แหกตาดูความจริงกันบ้าง อย่าเอาแต่มุมมองสวยๆ แต่ไร้สมองทางภูมิศาสตร์การเมือง หรืออยากได้แต่ข่าวที่ออกมาแล้วดูเท่ๆ บนหน้าสื่อ 

คนที่หย่อนบัตรส่วนใหญ่เขาไม่ได้ตั้งใจเลือกพรรคของคุณเข้ามาเป็นรัฐบาลหรอกครับ คุณคือเสียงส่วนน้อยที่โชคดีเท่านั้นเอง

‘รทสช.’ เดินหน้าผลักดันนโยบาย Solar Rooftop เสรีในครัวเรือน หนุน ‘แก้ไขกฎ-ลดขั้นตอนติดตั้ง’ ช่วยปชช. เข้าถึงไฟฟ้าราคาถูก

(24 ม.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยภายหลังประชุมพรรคว่า พรรคมีมติในการสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินนโยบายโซลาร์รูฟท็อป (Solar rooftop) เสรีในส่วนของครัวเรือน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจะมีปัญหา และอุปสรรคในการขออนุญาตติดตั้ง Solar rooftop บนหลังคาบ้านเรือน เนื่องจากต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และขออนุญาตติดตั้งได้ยากมาก

ดังนั้น ทางสส.ของพรรค จึงมีมติให้นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นผู้ยื่นกระทู้ถามสดในสภาฯ ในวันที่ 25 มกราคม 2567 ที่จะถึงนี้ ถามนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงความคืบหน้าในโครงการ Solar rooftop เสรีซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงในการเข้าถึงโครงการ Solar rooftop เสรี เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน และเสริมในสิ่งที่กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการไปแล้ว คือการลดค่าไฟให้กับประชาชน 

โดยโครงการติดตั้ง Solar rooftop เสรีมีส่วนสำคัญในการลดค่าไฟให้กับประชาชน ถ้าประชาชนต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเรือน สามารถทำได้โดยง่ายไม่ต้องติดกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ยุ่งยากเหมือนในอดีต ถือเป็นการใช้พลังงานราคาถูก

นายอัครเดช กล่าวต่ออีกว่า เดิมทีการขออนุญาตติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้านเรือน มีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะต้องมีการเขียนแบบ มีการตรวจสอบ มีการติดตั้ง ซึ่งต้องเป็นไปตามนโยบายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม จากนี้ไปจะง่ายขึ้น ส่วนเรื่องความปลอดภัย ยังเหมือนเดิม เพียงแต่จะลดขั้นตอนการอนุญาตติดตั้งในระดับครัวเรือนได้เร็วขึ้น

“รายละเอียดเรื่องนี้ ขอให้ประชาชนรอฟังการชี้แจงของน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม ที่จะมาตอบกระทู้สดในสภาฯ ถือเป็นนโยบายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ตั้งใจทำงานให้กับประชาชน” โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติกล่าว

‘รมว.สุริยะ’ กร้าว!! เร่งขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมรอบทิศ ‘ระบบขนส่งราง -โลจิสติกส์ - รถไฟทางคู่ -รถไฟฟ้ากทม.’

(24 ม.ค.67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมเพื่อความอุดมสุขของประชาชน ปี 2567-2568 ว่า การสัมมนาในครั้งนี้ได้จัดทำ Action Plan ทุกหน่วยงานจะได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นตลอดช่วงเวลาของการ Workshop โดยผลักดันนโยบาย Quick Win 2567-2568 พบว่ามีโครงการสำคัญ 72 โครงการ

นอกจากนี้กระทรวงได้เร่งรัดทุกหน่วยงานพิจารณานโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะเรื่องต่าง ๆ ดังนี้…

1. นโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค 
2. บูรณาการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับจีนตอนใต้ (รถไฟไทย - สปป.ลาว - จีน) โครงการ EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับโครงการแลนด์บริดจ์ เปิดประตูการค้าสองฝั่งสมุทรทางภาคใต้

ตลอดช่วงเวลากว่า 3 เดือน ที่ผมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 2 ท่านเข้ามาปฏิบัติงานที่กระทรวงคมนาคม พวกเราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกท่าน ผมจึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าผลที่ได้จากการ Workshop ในครั้งนี้ จะนำไปสู่ Action Plan ที่มีประสิทธิภาพ และ ผลักดันให้นโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ 

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหลายประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่ามีต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์คิดเป็น 9.5 -9.8 % ของจีดีพี ขณะที่ไทยมีต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์คิดเป็น 11-12 % ของจีดีพี  ซึ่งถือว่าไทยมีปริมาณต้นทุนที่สูง เนื่องจากไทยใช้ระบบถนนเป็นหลัก หากสามารถหันไปใช้ระบบขนส่งทางรางได้ จะช่วยลดต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ได้มากขึ้น เบื้องต้นได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันการใช้ระบบขนส่ง ทางราง เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ ภายใน 5-6 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 และระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล ระยะทาง 554 กม.

สำหรับการสัมมนาฯ ในวันนี้ มีความคาดหวังอยากให้ทุกหน่วยงานได้เร่งรัดและบูรณาการโครงการที่จะดำเนินงานในปี 2567 รวมทั้งร่วมกันพิจารณากำหนดโครงการใหม่ที่จะดำเนินการในปี 2568 ตามภารกิจและโหมดการขนส่งในทุกมิติ และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานได้นำเสนอกรอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการลงทุน แยกตามแหล่งเงิน ประโยชน์ที่จะประชาชนจะได้รับ และแผนการดำเนินการตั้งแต่เริ่มจนก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งเมื่อนำภาพผลงานที่ได้ดำเนินงานไปแล้วในช่วง 99 วันที่ผ่านมา มารวมกับผลลัพธ์จากการทำ Workshop ในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนได้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงทิศทางการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในอนาคต ซึ่งสามารถจับต้องได้และสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม 

'อัษฎางค์' รวบย่อไทม์ไลน์ 'พิธา' กับ 'ปมหุ้นไอทีวี' บทสรุปการ 'รอด' เพราะศาลวินิจฉัยไม่ได้ทำธุรกิจสื่อแล้ว

(24 ม.ค. 67) นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สรุปกรณี 'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' ได้ไปต่อหลังรอดปมหุ้มไอทีวี ว่า...

ศาลตัดสินคดีพิธาถือหุ้นไอทีวี

1. ถือหุ้นสื่อ 1 หุ้นก็ถือว่า ผิด
2. พิธา อ้างว่าเป็นเพียงผู้จัดการมรดก แต่ศาลวินิจฉัยว่า พิธาเป็นทั้งผู้จัดการมรดก และทายาทผู้ได้มรดกเป็นหุ้นไอทีวีด้วย
3. พิธา อ้างว่าเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ถือหุ้นสื่อ
4. แต่ พิธา ยังอ้างว่าโอนหุ้นโดยปากเปล่า ก่อนสมัคร สส. (อันนี้เป็นพฤติกรรมดิ้น เอามาอ้างไม่ได้)
5. ทำใหัศาลสงสัยว่า ถ้าพิธามั่นใจว่าไม่ได้ถือหุ้นสื่อแล้วจะโอนหุ้นทำไม
6. สรุปว่าพิธาถือหุ้นไอทีวี ในวันที่สมัคร สส.จริง
7. แต่ศาลวินิจฉัยว่า ไอทีวี ไม่ได้ประกอบธุรกิจสื่อแล้ว
8. ศาลจึงตัดสินว่า พิธา รอด

‘นายกฯ’ สั่งยกระดับ ‘ภาษาอังกฤษ’ ในระดับอุดมศึกษา สร้างความพร้อมด้าน ‘วิชาการ-วิชาชีพ-ทักษะสื่อสาร’ ยิ่งขึ้น

(25 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พ.ย 66 ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหาโครงการ หรือมาตรการต่าง ๆ ด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเร่งด่วน ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกประกาศเรื่องนโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2567 เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยกำหนดเป้าหมาย พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ รวมถึงกำหนดให้นักศึกษาทุกคน สอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้นหรือแบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยเทียบเคียงผลกับมาตรฐานสากลของสหภาพยุโรปที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษาในด้านการอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด (Common European Framework of Reference for Languages: CEFR)

นายชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานตามประกาศดังกล่าว โดยกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติตามแนวทางกำหนดนโยบายและเป้าหมายยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนิสิต นักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้ และพิจารณาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ รวมทั้งจัดทําแผนเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดและมีการประเมินผลที่ชัดเจน และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษ

พร้อมทั้งจัดสื่อการเรียนการสอนรูปแบบเอกสารหรือสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง รวมถึงตั้งแนวทางการประเมิน โดยการสอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสําเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้น หรือ แบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยกําหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะภาษาอังกฤษ เทียบเคียงผลกับเกณฑ์ CEFR ของแต่ละบุคคล ตามหลักดังนี้ 1.ระดับอนุปริญญา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B1 ขึ้นไป 2. ระดับปริญญาตรี ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B2 ขึ้นไป และ 3. ระดับบัณฑิตศึกษา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ C1 ขึ้นไป

“ด้วยการกำหนดนโยบายแบบมุ่งยกระดับทุกด้าน นายกรัฐมนตรีจึงเร่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไทยให้มีความสามารถเท่าทัน เท่าเทียมการตลาดแรงงาน เร่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อความพร้อมของนักเรียน นักศึกษา เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถ ตลอดจนยกระดับอาชีพ ให้เท่าทันสอดคล้องกับนโยบายของประเทศด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ภาคการศึกษาวิจัยต่าง ๆ” นายชัย กล่าว

ชื่นชม!! ‘คนขับรถ-กระเป๋า’ สาย 168 ช่วยเหลือ 2 แม่ลูก วิ่งเรียกทหารช่วยแบกลูกชัก-ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ส่ง รพ.ราชวิถี

(25 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 วิทยุ จส.100 รายงานว่า เวลา 09.30 น. แม่พาลูกชายที่ป่วยเป็นภูมิแพ้ตัวเอง ไป รพ.ราชวิถี โดยพาขึ้นรถเมล์สาย 168 บริเวณซอยศูนย์วิจัย ถ.พระราม 9

ระหว่างทาง ลูกที่ป่วย เกิดอาการชักบนรถเมล์ คนขับ (คุณอนิรุต วันหวัง) และกระเป๋ารถเมล์ (คุณนพรัตน์ ธนะเพชรพิบูลย์) และพลเมืองดีบนรถ ต่างให้ความช่วยเหลือ รีบขับพาไปถึงจุดที่ใกล้ รพ.ราชวิถี มากที่สุด 

แต่ในระหว่างนั้นรถติดอยู่แถวอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กระเป๋ารถเมล์จึงวิ่งลงจากรถ เพื่อไปขอความช่วยเหลือกับน้องทหารที่อยู่บริเวณนั้น 2 นาย และได้ขึ้นมาช่วยกันอุ้มผู้ป่วย วิ่งไปที่ตึกฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี ทันที

ต่อมา ทราบชื่อทหารที่ช่วยเหลือ คือ ร.ต.ปรีชา สมบัติวงศ์, ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก และพล.อส.วิทยา ชัยสมบูรณ์ (ข้าราชการ ดย.ทบ.) ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีประชาชนบนรถเมล์ สาย 168 ขอความช่วยเหลือ

ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก (ทหารที่ให้ผู้ป่วยขี่หลัง) กล่าวว่า "ช่วงนั้นได้ยินมีคนตะโกนให้ช่วย บริเวณนั้นมีทหารประมาณ 10 นาย ทางกรมฯ กำลังจะพาไปย้ายเข้ากรมดุริยางค์ทหารบก เห็นว่าอยู่ใกล้ รพ.ราชวิถี จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที พยายามไปให้ถึงรพ.ราชวิถี ให้เร็วที่สุด"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top