Friday, 17 July 2026
TheStatesTimes

‘มังกรฟ้า’ แจ้งยุติให้บริการ ‘ซื้อ-ขาย’ ลอตเตอรี่ออนไลน์ ดีเดย์งวดสุดท้าย 30 ธ.ค.นี้ แย้ม!! ฝากติดตามโปรเจกต์ต่อไป

(22 ธ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘มังกรฟ้า’ ออกหนังสือประกาศ ยุติการให้บริการ ‘ระบบซื้อ-ขายลอตเตอรี่ออนไลน์’ โดยจะเปิดให้บริการในส่วนของระบบซื้อ-ขายลอตเตอรี่ออนไลน์งวดวันที่ 30 ธันวาคม 2566 เป็นงวดสุดท้าย โดยระบุว่า…

“เรียน ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มมังกรฟ้าลอตเตอรี่ออนไลน์ทุกท่าน

เรื่อง ประกาศยุติการให้บริการระบบซื้อ-ขายลอตเตอรี่ออนไลน์

เนื่องในวันสิ้นปีนี้ มังกรฟ้าขอถือโอกาสประกาศแจ้งให้ทุกท่านที่คอยสนับสนุนกันเสมอมา ให้ทราบโดยทั่วกัน ว่า ในระยะเวลาเส้นทาง 3 ปีที่ผ่านมา กับโปรเจกต์การเริ่มนำความสุขจากสลากกินแบ่งรัฐบาลมาสู่โลกออนไลน์ ให้เข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้นตามยุคดิจิทัล จนเกิดคำว่า ‘ลอตเตอรี่ออนไลน์’ ที่ทุกคนรู้จักอย่างทั่วถึงในทุกวันนี้ มังกรฟ้าได้เริ่มสร้าง สอนการเรียนรู้ให้ผู้ใช้งาน และพัฒนามาอย่างเต็มที่ จนลอตเตอรี่ออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงวงการสลากกินแบ่งรัฐบาลไทยมาแล้ว

จนกระทั่งวันนี้ มังกรฟ้าขอประกาศแจ้งว่า ถึงเวลาแล้วที่มังกรฟ้าจะปิดระบบซื้อ-ขายลอตเตอรี่ออนไลน์ และส่งต่อการพัฒนาต่างๆ ในสินค้าที่เป็นของรัฐบาล ให้ดำเนินการโดยรัฐบาล และถูกควบคุมโดยรัฐบาลอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง ที่จะได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างสะดวก ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ในราคาที่ควรจะเป็นมาอย่างช้านาน โดยจะเปิดให้บริการในส่วนของระบบซื้อ-ขายลอตเตอรี่ออนไลน์ งวด 30 ธันวาคม 2566 เป็นงวดสุดท้าย

หลังจากนี้ มังกรฟ้าจะมุ่งหน้าสร้างสรรค์และพัฒนาความหวัง ความสุข ความสนุก ผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม และสร้างรายได้ให้ผู้คนอีกมากมาย มังกรฟ้าขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางอยู่ในเส้นทางตำนานโปรเจกต์ ‘ลอตเตอรี่ออนไลน์’ ของมังกรฟ้า ส่วนเส้นทางแห่งความหวังและความสุขในโปรเจกต์ต่อไปของมังกรฟ้าจะเป็นอะไรนั้น จะประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันเร็วๆ นี้ ขอให้ทุกท่านโปรดติดตามด้วยนะครับ

ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ขอให้ปีใหม่ปี 2567 นี้ นำพาความหวังใหม่ โอกาสใหม่ และความสำเร็จมาให้แก่ทุกท่านด้วยเทอญ

ประกาศ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2566
(นายพชรล์ เมสสิยาห์พร)
กรรมการบริษัท มังกรฟ้า ลอตเตอรี่ จำกัด”

23 ธันวาคม พ.ศ. 2491 ‘โตโจ ฮิเดกิ’ อดีตนายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่น ถูกประหารชีวิต ในฐานะอาชญากรสงคราม

โตโจ ฮิเดกิ (Tojo Hideki) คือนักการทหารและนักบริหารที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ เขาได้รับการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1 ในปี 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปราบกลุ่มกบฏ “ยังเติร์ก” ในปี 1936 (พ.ศ. 2479) ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่กองทัพญี่ปุ่นในแมนจูเรียในปีต่อมา

ตำแหน่งหน้าที่ของ โตโจ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา ในปี 1938 (พ.ศ. 2481) เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม และเขาก็ได้เป็นหัวแรงสำคัญที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าเป็นภาคีของกลุ่มอักษะสำเร็จในปี 1940 (พ.ศ. 2483) ปีเดียวกันกับที่เข้าได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสงครามเต็มตัว จากนั้นอีกเพียงหนึ่งปี เขาก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก ฟูมิมาโระ โคโนเอะ โดยยังยึดเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่อไป

โตโจ นอกจากจะเป็นข้าราชการที่ได้ชื่อเรื่องการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เขายังเป็นนักการทหารที่มีนโยบายก้าวร้าวที่สุดในบรรดาผู้นำญี่ปุ่น เขาคือผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามกับสหรัฐฯ ด้วยการบุกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันที่ 7 ธันวาคม 1941 (พ.ศ. 2484) ซึ่งเบื้องต้นได้ทำให้ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกตะวันตก

ในปี 1944 (พ.ศ. 2487) โตโจ ก้าวขึ้นมาดูแลกิจการของกองทัพทั้งหมดโดยตรงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิหมู่เกาะมาเรียนา (Mariana Islands) เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 16 กรกฎาคม 1944 ก่อนที่เขาและรัฐมนตรีทั้งคณะจะประกาศลาออกในอีกสองวันถัดมา และถูกกันไม่ให้เข้ามามีส่วนในการใช้อำนาจบริหารประเทศอีก

หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการ โตโจพยายามใช้ปืนยิงตัวตายในวันที่ 11 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) แต่ไม่สำเร็จ เขาได้รับการรักษาและมีชีวิตรอดมาได้

ปีถัดมา โตโจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงคราม โดยศาลทหารระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกล (International Military Tribunal for the Far East) หรือศาลอาชญากรสงคราม กรุงโตเกียว ซึ่งศาลได้ตัดสินว่าเขามีความผิดให้ต้องโทษประหารชีวิต

วันที่ 23 ธันวาคม 1948 (พ.ศ. 2491) ฮิเดกิ โตโจ ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และแม้ว่าเขาจะถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงคราม และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่เห็นว่าเขาคือผู้ที่นำหายนะมาให้ญี่ปุ่น แต่ชื่อของเขาก็ยังได้รับการยกย่องในฐานะนายทหารที่สละชีพเพื่อพระจักรพรรดิ ในศาลเจ้ายาสุกุนิ

ไชยาให้คำมั่นพาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอีสานฝ่าวิกฤติหมูเถื่อน

ไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาการเลี้ยงหมูหรือสุกร ปัญหาการลักลอบนำหมูเถื่อนเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ และแนะแนวทางแก้ไขต้นทุนการเลี้ยงสุกรในปัจจุบันและในอนาคต

วันที่ 22 ธันวาคม 2566 ที่ห้องประชุมโรงแรมเพชรรัตน์การ์เดนท์ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่รับฟังปัญหาการเลี้ยงสุกร ของเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน โดยมีนายไพโรจน์ จิตจักร ปลัดจ.ร้อยเอ็ด นายเดือนเพ็ญ ยิ้มแย้ม ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคอีสาน และเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูร่วมงาน และร่วมเสนอปัญหา ที่กลุ่มผู้เลี้ยงสุกร กำลังประสบ โดยเฉพาะเนื้อหมูเถื่อนตีตลาด แย่งลูกค้า และต้นทุนการผลิตด้านอาหารสุกร ที่สูงขึ้น

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ นับตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ได้ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกวาดล้าง จับกุมเนื้อหมูเถื่อนทั่วประเทศ หลายแห่ง หลายราย ควบคู่กับการหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยตลอดมา

นายไชยากล่าวอีกว่า ปัญหาเนื้อหมูเถื่อน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศพัง เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย ต้องแบกรับปัญหานานัปการ ทั้งนี้  รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาทั้งระยะสั้น และระยะยาวต่อไป โดยหาเงินชดเชย และด้านการผลิตอาหารสุกรต้นทุนต่ำ มีคุณภาพ ยืนยันว่าจะนำพาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยภาคอีสานและทั่วประเทศ เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในเร็ว ๆ นี้

‘พีระพันธุ์’ เอาจริง!! คุมค่าไฟฟ้า-ตรึงราคาน้ำมัน 10 วัน พร้อมลดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 กับทุกห้างที่ร่วม

(22 ธ.ค.66) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาของขวัญปีใหม่เพิ่มเติมให้แก่ประชาชน หลังจากที่ได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว โดยมีทั้งราคาค่าไฟงวดใหม่ (ม.ค. - เม.ย.67) สำหรับกลุ่มเปราะบางหรือครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ไว้ที่ 3.99 บาท/หน่วย และครัวเรือนทั่วไป ไม่เกิน 4.20 บาท/หน่วย, การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้มไม่เกิน 423 บาท/ถัง 15 กก.

นอกจากนี้ ในช่วงของการเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยว บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จะไม่ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ตลอด 10 วัน ในช่วงระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.66 - 3 ม.ค.67 หากราคาตลาดโลกลดลง จะปรับราคาในประเทศลงด้วย

ขณะเดียวกันประชาชนสามารถนำรถยนต์เข้าตรวจสภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายก่อนการเดินทางในช่วงปีใหม่ที่สถานีบริการ FIT Auto จำนวน 35 รายการ พร้อมให้บริการเติมลมยางไนโตรเจนและปะยางฟรี อีกทั้งยังจัดส่วนลดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าติดฉลากเบอร์ 5 ใหม่ ได้ส่วนลด 200 - 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับราคาสินค้า) รวม 15,000 สิทธิ ณ ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ

“เป็นความตั้งใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่อยากจะมีของขวัญปีใหม่ให้มากที่สุด เพื่อมอบให้กับประชาชน เพื่อเป็นการลดรายจ่าย และซื้อสินค้าได้ในราคาถูกและเป็นสินค้าคุณภาพ” รัดเกล้า กล่าว

‘อ.เจษฎา’ ชี้!! ไฮเปอร์ลูป ยังเดินหน้า หลายบริษัทยังพัฒนาระบบกันต่อเนื่อง แม้ ‘ไฮเปอร์ลูปวัน’ จะโบกมือลา หลังจากประสบปัญหาทางธุรกิจ

(22 ธ.ค. 66) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีบริษัทไฮเปอร์ลูปวัน ล้มเหลวทางธุรกิจ ไว้ว่า…

“น่าเสียดายว่า บริษัทไฮเปอร์ลูปวัน ล้มเหลวทางธุรกิจ… แต่โครงการวิจัยพัฒนาระบบไฮเปอร์ลูปของทีมอื่นๆ ยังดำเนินต่อไปครับ”

สำหรับท่านที่สนใจติดตามข่าวความคืบหน้าของการพัฒนาระบบ ‘ไฮเปอร์ลูป hyperloop’ ที่จะเป็นนวัตกรรมใหม่ในการใช้ยานขนส่งระบบลอยตัวด้วยแม่เหล็ก ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงมากๆ ในท่อลดความดันให้ใกล้สุญญากาศ ซึ่งจะช่วยลดกระแสลมต้านทานทางอากาศพลศาสตร์ลง และทำให้รถมีความเร็วสูงขึ้นมาก…

วันนี้มีข่าวน่าเสียดาย ที่หนึ่งในบริษัทที่แข่งขันกันพัฒนาระบบนี้ กำลังจะปิดตัวเองลงครับ ด้วยความล้มเหลวทางธุรกิจ (แต่ทีมวิจัยอื่นๆ ทั่วโลก ก็ยังคงแข่งขันกันทำอยู่ต่อไปครับ)

บริษัทดังกล่าวคือ ‘บริษัท Hyperloop One ไฮเปอร์ลูป’ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในการสนับสนุนของเครือ เวอร์จิ้นกรุ๊ป (Virgin Group) ของมหาเศรษฐี ‘Richard Branson’ กำลังจะหยุดประกอบการในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ตามรายงานของสำนักข่าว  Bloomberg (ดู >> https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-12-21/hyperloop-one-to-shut-down-after-raising-millions-to-reinvent-transit) โดยรายงานข่าว ระบุว่าทางบริษัท Hyperloop One
ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Los Angeles จะปลดคนงานทั้งหมดออก และขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มี

ระบบไฮเปอร์ลูป เป็นไอเดียที่มหาเศรษฐี ‘Elon Musk’ ซีอีโอของบริษัท Tesla และ SpaceX  ได้เคยเสนอแนวทางเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013  และหลังจากนั้น บริษัท Hyperloop One ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2014 และระดมทุนได้ถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และลงทุนไปแล้วหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บริษัทนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายบริษัทและองค์กรของรัฐบาลทั่วโลก ที่พยายามพัฒนาระบบขนส่งคนและสินค้า ที่อาศัยยานขนส่งซึ่งอยู่ในท่อลดความดันจนใกล้สุญญากาศ และจะทำความเร็วได้ถึง700 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ในปลายปี ค.ศ. 2020 บริษัท Hyperloop One ประสบความสำเร็จในการวิ่งทดสอบครั้งแรกพร้อมกับมีผู้โดยสารอยู่ในรางทดสอบด้วย และทำความเร็วได้ที่ 172 กม/ชม. แต่หลังจากนั้น สาธารณชนเริ่มเห็นปัญหาทางธุรกิจของบริษัท เมื่อบริษัทได้ลดจำนวนคนงานลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และประกาศเปลี่ยนเป้าหมายจากการขนส่งคน ไปเน้นที่ขนส่งสินค้าแทน และในปลายปี 2022 ก็มีข่าวว่าชื่อ ‘Virgin’ ได้ถูกนำออกจากชื่อของบริษัท

จริงๆ แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงวุ่นวายเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้ว กับบริษัท Hyperloop One เช่น การฟ้องร้องกันเองระหว่างเหล่าผู้ก่อตั้งบริษัท จนบริษัทมาอยู่ในมือของ Richard Branson ในปี ค.ศ. 2017 และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Virgin Hyperloop One’

และเมื่อ Richard Branson ไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศซาอุดีอาราเบีย จากกรณีการฆาตกรรม ‘นาย Jamal Khashoggi’ ในปี ค.ศ. 2018 ทางราชวงศ์ของซาอุดีอาราเบียก็ได้แสดงความไม่พอใจโดยออกมายื้อโครงการเอาไว้ และทำให้ Richard Branson ต้องออกจากตำแหน่งประธานบริษัทไป 

ผลที่ตามมาคือ ในช่วงต้นปี ค.ศ.2022 บริษัท DP World ที่เป็นบริษัทบริหารจัดการท่าเรือดูไบ ได้เข้ามาควบคุมดูแลบริษัท Virgin Hyperloop One นี้แทน และเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาโครงการไฮเปอร์ลูป จากที่จะใช้ขนส่งคน มาเป็นขนส่งสินค้าแทน พร้อมกับลดจำนวนสตาฟลงครึ่งหนึ่งและเอาชื่อ Virgin ออกจากชื่อบริษัท 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บริษัท DP World จะรวบรวมเอาทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท Hyperloop One ไปดูแลเอง ขณะที่ทรัพย์สินที่เหลือที่เป็นวัสดุสิ่งของที่เหลือ ซึ่งรวมถึง ‘รางทดสอบ’ ที่เมือง Las Vegas และเครื่องจักรอื่นๆ ก็จะถูกขายทิ้งไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความฝันของบริษัท Hyperloop One จะจบลงพร้อมกับความล้มเหลวทางธุรกิจ แต่ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่กำลังพัฒนาระบบไฮเปอร์ลูป เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ของแนวคิดนี้

ดังเช่นที่ผมเคยโพสต์เรื่อง ‘ความคืบหน้าล่าสุด ของระบบ hyperloop ไฮเปอร์ลูป ของประเทศจีน ไว้แล้ว โดยทวีตของ China Science ได้ระบุว่า ประเทศจีนกำลังเข้าใกล้สู่ความสำเร็จในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนแบบล้ำยุค ที่ประกอบไปด้วยรถไฟฟ้าแบบลอยตัวด้วยแม่เหล็ก (หรือแม็กเลฟ) ที่มีความเร็วสูงถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยวิ่งอยู่ในอุโมงค์ความดันต่ำใกล้สุญญากาศ ล่าสุดได้สร้างท่ออุโมงค์ทดสอบ ขนาดเท่าของจริง (full scale) ที่มีความยาวถึง 2 กิโลเมตรสำเร็จแล้ว ที่มณฑลซานซี (Shanxi) และถือว่ามีขนาดยาวที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีการสร้างกันมาทั่วโลก (ดู ภาพและข้อมูลจาก >> https://twitter.com/ChinaScience/status/1727552557793620192)

นอกจากนี้ อีกบริษัทหนึ่งที่ค่อนข้างมีความคืบหน้าไปมาก คือ ‘บริษัท TransPod’ ของประเทศแคนาดา ตั้งอยู่ที่เมือง Toronto ซึ่งเมื่อต้นปี 2023 บริษัท TransPod ได้กลายเป็นบริษัทไฮเปอร์ลูปรายแรกของโลก ที่ยืนยันถึงการก่อสร้างอินฟราสตรักเจอร์ของโครงการขนส่งมวลชนทั้งหมด ด้วยงบประมาณรวมกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งในนั้นมีการยืนยันที่จะใช้เงินกว่า 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการสร้างระบบไฮเปอร์ลูประหว่างเมือง Edmonton และเมือง Calgary และจะทำให้การเดินทางระหว่างสองเมืองนี้ ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น

ตามที่บริษัท TransPod แถลงไว้ เทคโนโลยีไฮเปอร์ลูปของพวกเขาถูกออกแบบมาให้มีความเร็วสูงถึง 1,000 กม/ชม. และเคลมว่าระบบขนส่งมวลชนในท่อของพวกเขานั้น จะมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่ำกว่ารถไฟความเร็วสูง และสามารถรองรับการขนส่งได้เท่าเทียมหรือยิ่งกว่ารถไฟความเร็วสูงด้วย (ดู >> https://dailyhive.com/calgary/transpod-tube-edmonton-calgary-five-stops)

#ความเห็นทิ้งท้าย ก็เข้าใจนะครับว่าหลายคนมองเรื่อง ‘ไฮเปอร์ลูป’ เป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องความเกลียดชังหมั่นไส้ธนาธรและอนาคตใหม่ (ผมก็ไม่คิดว่าเราจะสร้างไฮเปอร์ลูปในประเทศไทยเราได้หรอก… เอาแค่รถไฟความเร็วสูง ให้สำเร็จกันก่อนเถอะ) แต่ผมไม่สนใจประเด็นพวกนี้นะ ผมสนใจในประเด็นความท้าทายเชิงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่จะพัฒนาสิ่งที่ดูเหมือนความฝันเหล่านี้ ให้มันสำเร็จ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปีนี้ปีหน้า หรือสิบปียี่สิบปีหน้า แต่สักวันหนึ่ง ผมว่าไฮเปอร์ลูปน่าจะทำได้จริง และจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมของลูกหลานเราในอนาคตครับ

'พีระพันธุ์' ยัน!! ดรามาเติมน้ำมันได้ไม่ถึง 5 ลิตร ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ควรปรับเกณฑ์ ช่วยลดความคลาดเคลื่อน เพื่อประโยชน์ผู้บริโภค

(22 ธ.ค.66) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

จากกรณีที่มีข่าวว่าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเติมน้ำมัน 5 ลิตร แต่ได้น้ำมันไม่ถึง 5 ลิตร เจ้าหน้าที่ปั๊มตอบว่า ตามกฎกระทรวงให้สามารถทำได้กรณีน้ำมัน บวก/ลบ ไม่เกิน 50 มิลลิลิตรนั้น

ผมได้ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ครับ ในเรื่องของชั่งตวงวัด

การกำกับดูแลมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง อยู่ภายใต้ภารกิจของสำนักชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยจากกฎกระทรวงกำหนดเครื่องวัดที่อยู่ในการบังคับแห่ง พรบ.ชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 สำหรับมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง กรณีใช้ถังตวงขนาด 5 ลิตร มีอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด +/- 25 mL สำหรับการตรวจสอบเพื่อรับรอง และ +/- 50 mL สำหรับการตรวจสอบระหว่างใช้งาน 

ดังนั้น กรณีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในคลิป ซึ่งเป็นมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับใช้งาน มีอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด +/- 50 mL จึงไม่ได้ทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวตามที่ปั๊มน้ำมันอ้างจริง

อย่างไรก็ตาม ผมเองเห็นว่าในปัจจุบันความสามารถของเครื่องมือในการชั่งตวงวัดดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีความเที่ยงตรงสูงกว่าแต่ก่อน จึงสมควรมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุดเพื่อประโยชน์ผู้บริโภค

ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมจะแจ้งประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ให้พิจารณาทบทวนอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดดังกล่าวให้แคบลง และจะนำเรื่องนี้ไปรวมไว้ในการแก้ไขกฎหมายน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ และในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติด้วย ก็จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาว่าจะสามารถแก้ไขมาตรฐานของเครื่องมือชั่งตวงวัดได้อย่างไรบ้าง 

ล่าสุดประธานที่ปรึกษาของผม ท่านณอคุณ สิทธิพงศ์ ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานว่าจะสามารถดำเนินการแก้ไขเยียวยาอะไรก่อนได้บ้างหรือไม่ ก่อนที่จะมีการปรับกฎเกณฑ์ต่อไป

‘รอมแพง’ ขอโทษ ‘แดง ศัลยา-ทีมงาน’ หลังพรหมลิขิตตอนจบถูกสับเละ ลั่น!! “ตำหนิดิฉันได้เลย เขียนนิยายได้ไม่ดีพอจะเอามาทำเป็นละคร”

เปิดตัวสวย เรตติงน่าพอใจ สำหรับละคร ‘พรหมลิขิต’ ทางช่อง 3 ภาคต่อของละคร ‘บุพเพสันนิวาส’ แต่เพราะตอนจบ เหมือนรีบตัดจบ จนทำแฟนละครพากันงงและผิดหวัง วิจารณ์กันสนั่น ทำนองว่า ทำไมต้องยัดทุกเรื่องราวไว้ในตอนสุดท้าย จนทำให้ทัวร์ลงอยู่ไม่น้อย…

ล่าสุด (22 ธ.ค. 66) ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ เฟซบุ๊ก ‘อาจารย์แดง ศัลยา สุขะนิวัตติ์’ ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ ยันบทละครเหมือนนิยายทุกประการ บางข้อความคล้ายพาดพิงไปถึงคนเขียนนิยาย โดยระบุว่า…

“พรหมลิขิต 2566

ยกที่หนึ่ง

พรหมลิขิตตอนจบรวบรัดเกินไป นิยายเขียนคำว่า “จบบริบูรณ์” หลังจากฉากแต่งงานของพ่อริดเและพุดตาน ต่อจากนั้น นิยายเขียนว่า “ตอนพิเศษ” ความยาว 4 หน้าหนังสือ ในเมื่อเป็นตอนพิเศษ จึงไม่เพิ่มไม่ลดไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ

บทละครจึงเหมือนนิยายทุกประการ คำว่ารวบรัดเกินไปจึงขอมอบให้ตอนพิเศษของนิยายเรื่องนี้
ยังมียกต่อๆ ไป

1. ) คาแรคเตอร์ของพ่อริด เรื่องนี้ต้องพูดกันยาว
2.) คาแรคเตอร์คนอื่นๆ : ไม่เหมือนนิยายแน่หรือ?
3.) ตัวละครหาย : คนเขียนบทหรือนิยายกันแน่ที่ทิ้งตัวละคร
4.) เหตุการณ์พุดตานถวายตัวที่ไม่มีในนิยาย : ทำไม?
5.) บทอาฆาตแค้นของจันทราวดีต่ออทิตยาที่หายไป : เพราะอะไร?
6.) ศรีปราชญ์ : ตัวละครเจ้ากรรมตั้งแต่บุพเพสันนิวาส : มีและไม่มีเพราะอะไร?
7.) การเคารพบทประพันธ์และการเคารพวิถีการเขียนบทละคร : ศาสตร์ที่แตกต่างกัน
8.) บทละครเหมือนนิยาย หรือต่อยอดจากนิยาย เป็นสัดส่วนเท่าไหร่? : ต้องคำนวณ
9) การวิพากษ์วิจารณ์รวบยอดที่รุนแรงและไม่เป็นวัตถุวิสัย

ต่อมา ‘รอมแพง’ หรือ ‘จันทร์ยวีร์ สมปรีดา’ ก็ได้เผยถึงเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า…

ตำหนิดิฉันได้เลย บอกน่าจะเป็นนิยายที่ไม่ดีพอจะทำเป็นละคร

“ขอน้อมรับความผิดพลาดของนิยายพรหมลิขิต ที่ทำได้ดีที่สุดเท่านี้ และน่าจะไม่ดีพอที่จะทำเป็นละคร จึงทำให้ทีมละครโดนวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เป็นความผิดของดิฉันเองค่ะ

หลายท่านอาจจะไม่พอใจที่ทีมทำละครโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยที่ดิฉันเหมือนลอยตัวจากการวิพากษ์นั้น จากการที่ดิฉันพิมพ์และพูดอยู่เสมอว่า หลังขายเป็นละครแล้วแทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของทีมละครเลย นอกจากจะมีการขอคำปรึกษาจากทีมงาน และต้องให้เกียรติคนทำงาน เพราะศิลปะการนำเสนอของละครกับนิยายแตกต่างกัน…

ซึ่งประโยคเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดิฉันพูดมาเป็น 10 ปี ในการไปเป็นวิทยากรทุกแห่ง จากการที่นิยายได้ทำเป็นละครมาหลายเรื่อง แน่นอนว่า ดิฉันไม่มีปัญหากับการดัดแปลงเพราะเข้าใจเป็นอย่างดีในศาสตร์ที่ต่างกัน แต่อาจจะมีความเสียดายในเนื้อหาหรือคาแรกเตอร์ที่เปลี่ยนไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่ความเสียใจที่ขายเป็นละครอย่างแน่นอน

ดังนั้น แบ่งความคิดเห็นที่ตำหนิจากความผิดหวังในสิ่งที่คาดหวังจากละครมาทางดิฉันได้เลยค่ะ เพราะถ้าไม่โดนตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์เสียบ้าง ก็จะไม่ทำให้เกิดการพัฒนาขอบคุณมากนะคะ รอมแพง”

ต่อมา รอมแพงก็ได้เข้าไปคอมเมนต์ใต้เฟซบุ๊กของแดง ศัลยา ระบุว่า “อุ้ยต้องกราบขอโทษป้าแดงด้วยนะคะ ที่นิยายของอุ้ยมีความผิดพลาดขาดพร่อง จนทำให้ป้าแดงทำงานยาก และต้องดัดแปลงจนทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขนาดนี้ รวมไปถึงความอ่อนด้อยในการตอบคำถามของพิธีกรและนักข่าว ก็ยิ่งสร้างความลำบากใจให้กับทีมละคร เป็นความผิดของอุ้ยเองค่ะ กราบขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ อุ้ย รอมแพง”

24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 ประเทศไทย ประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม

รัฐบาลไทยโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ออกประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดานานาอารยประเทศ ดังนั้นปี พ.ศ. 2483 จึงมีเพียง 9 เดือน

ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย ในสมัยโบราณมาเราถือว่า วันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ อันต้องด้วยในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเหมันตฤดูเป็นการเริ่มต้นปี และในสมัยโบราณนั้น วันขึ้นปีใหม่ ได้นับถือคติของพราหมณ์ คือใช้วันที่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ และเป็นเช่นนั้นตลอดมา จวบจนกระทั่งปี พ.ศ. 2432 แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 เมษายน ทั้งนี้ก็เนื่องจากทางราชการได้นิยมใช้หลักทางสุริยคติ แต่ก็ยังคล้องต้องตามคติพราหมณ์อยู่นั่นเอง เพราะเดือน 5 ก็ตรงกับเดือนเมษายนเรื่อยมา

ต่อมาทางราชการได้ประกาศเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ เนื่องจากมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติปฏิทิน พ.ศ.2483 และพระราชบัญญัตินั้นเริ่มใช้ได้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลจึงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นในปี พ.ศ.2483 จึงมีเพียง 9 เดือนเท่านั้น คือเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม เพื่อให้สอดคล้องกับปฏิทินของนานาประเทศ มีหนังสือประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ของ ไทยอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2483 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และการใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ จะทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก 

ทั้งนี้ประเทศไทยจึงถือเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยตั้งแต่ นั้นจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าวันที่ 1 มกราคม จะถือปฏิบัติเป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงถือว่า วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยด้วยเช่นเดียวกัน

10 อันดับ 'เส้นทางระหว่างประเทศ' ที่มีผู้โดยสารหนาแน่นมากที่สุดในโลก

✈🇹🇭กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 เส้นทางระหว่างประเทศที่หนาแน่นที่สุดในโลก 2 อันดับ

โดย OAG บริษัทให้บริการด้านข้อมูลการบินระดับโลก เปิดเผยเส้นทางระหว่างประเทศที่หนาแน่นที่สุดประจำปีนี้ โดยคิดจากจำนวนที่นั่งของทุกสายการบินรวมกัน (Capacity) มี 10 อันดับดังนี้

1. กัวลาลัมเปอร์ - สิงคโปร์ 4,891,952 ที่นั่ง
2. ไคโร - เจดดาห์ 4,795,712 ที่นั่ง
3. ฮ่องกง - ไทเป 4,568,280 ที่นั่ง
4. โซล - โอซาก้า 4,218,484 ที่นั่ง
5. โซล - โตเกียว 4,155,418 ที่นั่ง
6. ดูไบ - ริยาด 3,990,076 ที่นั่ง
7. จาการ์ตา - สิงคโปร์ 3,910,502 ที่นั่ง
8. นิวยอร์ก - ลอนดอน 3,878,590 ที่นั่ง
9. กรุงเทพ - สิงคโปร์ 3,478,474 ที่นั่ง
10. กรุงเทพ - โซล 3,362,968 ที่นั่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top