Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

‘พิมพ์ภัทรา’ สั่ง ‘ก.อุตฯ’ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่ง ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ บรรเทาทุกข์ประชาชน 

(23 พ.ย. 66) ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ภาคใต้ ขานรับข้อสั่งการ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ จึงได้สั่งการไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็ว 

ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับรายงานเบื้องต้น พบว่า มีบางพื้นที่ประสานขอความช่วยเหลือ ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อาทิ พื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี  พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังการรั่วไหลของสารเคมีอันตราย และกากอุตสาหกรรม จัดเตรียมแผนรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงการให้บริการการตรวจประเมิน และคำปรึกษาแนะนำการบริหารจัดการในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งแบบลงพื้นที่ (Onsite) และระบบทางไกล (Remote Assessment)

พร้อมจัดตั้งให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ภาคใต้ ทำหน้าที่รวบรวมและกระจายความช่วยเหลือไปยัง 14 จังหวัดภาคใต้ สำหรับส่วนกลางให้สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นศูนย์รวบรวมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน และบริหารจัดการเพื่อส่งมอบไปยังพื้นที่ประสบภัยอื่น ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ 

ดร.ณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนชาวไทย โดยโครงการ ‘อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย’ ปีที่ 2 โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคเอกชน ผ่านอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม นำสิ่งของอุปโภค บริโภค และของใช้ที่จำเป็นแพ็กเป็น ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ผ่านมารวมระยะเวลากว่า 1 เดือน  ซึ่งได้ส่งมอบไปยังพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ราชบุรี พิจิตร ขอนแก่น มหาสารคาม ชุมพร ระนอง และนครศรีธรรมราช ส่งมอบถุงยังชีพไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไปแล้วกว่า 7,000 ราย

‘อิหร่าน’ กร้าว!! พร้อมหนุนทุกการตัดสินใจของ ‘กลุ่มฮามาส’ ชี้!! ถ้า ‘อิสราเอล’ ผิดข้อตกลงหยุดยิง สงครามลุกลามแน่นอน

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 66 ‘ฮอสเซน อามีร์-อับดอลลาเฮียน’ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาเตือนในการให้สัมภาษณ์ ขณะเดินทางเยือนกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ว่า ขอบเขตสงครามกาซาอาจลุกลามบานปลาย จนกว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง ‘อิสราเอล’ และ ‘ฮามาส’ จะมีความยั่งยืน

“ถ้าข้อตกลงหยุดยิงเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย. 66) ทว่าหากมันไม่เดินหน้าต่อ เงื่อนไขต่างๆ ในภูมิภาคจะไม่เหมือนกับตอนก่อนหน้ามีข้อตกลงหยุดยิง และขอบเขตของสงครามจะขยายวงกว้างขึ้น” อามีร์-อับดอลลาเฮียน บอกกับสถานีโทรทัศน์อัล-มายาดีน ของเลบานอน อ้างอิงรายงานข่าวจากสำนักข่าวฟาร์สนิวส์ของอิหร่าน

“เราไม่ได้หาทางขยายขอบเขตของสงคราม” เขากล่าว “แต่หากความรุนแรงของสงครามหนักหน่วงขึ้น มีทุกความเป็นไปได้ที่ขอบเขตของสงครามที่จะลุกลามขยายวงกว้าง”

อิสราเอลกับฮามาสตกลงหยุดยิง 4 วันในสงครามกาซา แลกกับการปล่อยตัวประกันอย่างน้อย 50 คน ที่ถูกจับตัวไปในเหตุฮามาสโจมตีนองเลือดเล่นงานอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน อิสราเอลจะปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ 150 คนเป็นการตอบแทน ตลอดจนถึงการอนุญาตให้จัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา หลังจากที่ทำการทิ้งบอมบ์ถล่มแหลก มีการสู้รบกันอย่างหนักหน่วง และปิดล้อมดินแดนชายฝั่งทะเลแห่งนี้ มานานกว่า 6 สัปดาห์

อามีร์-อับดอลลาเฮียน บอกว่า “อิหร่านมองเห็น 2 ทางเลือก อย่างแรก คือ การหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมที่เเปลี่ยนเป็นการหยุดยิงอย่างถาวร ส่วนแนวทางที่ 2 คือ คุกคามประชาชนปาเลสไตน์ และเมื่อนั้นประชาชนปาเลสไตน์จะตัดสินใจด้วยตนเอง” เขากล่าว พร้อมระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล “คงไม่อาจเติมเต็มความฝันทำลายพวกนักรบฮามาสได้”

“เราจะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของฮามาส” เขากล่าว

‘สุทิน’ ยัน!! ‘ทหาร’ จะเป็นไม้สองแก้ปัญหาเด็กตีกัน พร้อมช่วยปลูกฝังจิตสำนึก หากเกินกำลังของตำรวจ

(23 พ.ย.66) ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์การแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทว่า มีกลไกระดับล่างที่แก้ไขปัญหากันอยู่ ทั้งระดับกระทรวงและตำรวจ แต่ถ้าเกินกำลังเชื่อว่าทางทหารอาจจะใช้กลไกในเรื่องของกำลังสำรอง หรือนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ถือเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้ หากเกินกว่ากำลังตำรวจ ทหารก็รับเหตุได้อยู่แล้ว

‘สส.ก้าวไกล จันทบุรี’ รับ!! แต่งตั้งสามีเป็นผู้ช่วย สส. จริง หลัง ‘เพจดัง’ แฉ!! ผู้ช่วย สส. ถึงเนื้อถึงตัวเด็กเอ็นฯ เกินงาม

(23 พ.ย. 66) น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี​ เขต 3 พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร แฉว่า ผู้ช่วย สส.ญาณธิชา หรือ เล็กก้าวไกล รับงานเอนเตอร์เทน และจัดหาเด็กชงเหล้าปาร์ตี้ชาย-หญิง ส่งแถวภาคตะวันออกว่า ขออนุญาตชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกรอบค่ะ

‘เรื่องการแต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. เล็กแต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. จริงค่ะ’ ให้เขาช่วยขับรถไปประชุมสภา ขับรถไปลงพื้นที่ทำงานด้านสื่อ ถ่ายรูป (รูปทุกรูปที่นำมาลงในเพจ เป็นรูปที่เขาถ่าย) ทำกราฟฟิก ทำคลิป ต่าง ๆ ลงในเพจ รวมถึงการประสานงานในพื้นที่ด้วย มีหน้าที่ชัดเจนค่ะ

ดิฉันยืนยันว่าไม่มีเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและธุรกิจสีเทาอย่างที่เพจพยายามจะโยงแน่นอนค่ะ

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า “ทุกคนคะ หนูไม่ได้ต่อต้านงานเอนเตอร์เทนหรืองานชงเหล้า เพื่อนหนูก็ทำ แต่มันก็สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย และการล่วงละเมิดทางเพศนะคะ”

“หนูควรตกใจเรื่องไหนก่อนดีคะ พี่เล็ก (ญาณธิชา บัวเผื่อน) แต่งตั้ง สามีพี่ เป็น ผู้ช่วย สส.
ผช.สส. (สามี) ถึงเนื้อถึงตัวเด็กเอน เกินไปมั๊ย หรือ พี่เล็กใจกว้างร้องเพลงไป ผช.สส. ก็นัวเด็กเอนไป
ถ้ามี สส.และผู้ช่วย สส. ไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจเทา ๆ เหมาะสมหรือคะ”

‘การบินไทย’ จับมือ ‘จิม ทอมป์สัน’ ผุด ‘Amenity Kit’ กระเป๋ารักษ์โลก ลายพิมพ์พิเศษ ย่อยสลายได้เอง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม-ส่งเสริมความเป็นไทย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 66 ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ และ ‘จิม ทอมป์สัน’ (Jim Thompson) ร่วมจับมือเปิดตัวกระเป๋าพร้อมชุดสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenity kit) แบบใหม่ในคอนเซ็ปต์ ‘รักษ์โลก’ ภายในบรรจุสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบความผ่อนคลายเหนือระดับตลอดเที่ยวบิน สำหรับผู้โดยสายชั้นธุรกิจบนเครื่องบินของการบินไทย

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับจิม ทอมป์สัน ในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอชุดสิ่งอำนวยความสะดวกแบบใหม่ สำหรับให้บริการผู้โดยสารชั้นธุรกิจ (Royal Silk) ในเที่ยวบินระหว่างประเทศของการบินไทยที่ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงขึ้นไป ยกเว้นเส้นทางโดยเครื่องบินแบบแอร์บัส A320 เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่อันน่าประทับใจแก่ผู้โดยสาร โดยเป็นแพ็กเกจกระเป๋าผ้าของ จิม ทอมป์สัน ที่ผลิตจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยลายพิมพ์สุดพิเศษ 6 ลาย ที่ได้รับการออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปวัฒนธรรมไทย และความงามตามธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากขึ้น อาทิ แปรงสีฟันที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ถุงเท้ารักษ์โลก ลูกกลิ้งน้ำมันหอมระเหย ลิปบาล์ม โลชั่นทามือ ยาสีฟัน และผ้าปิดตา

มิตเตอร์แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไทย จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการยกระดับความเป็นไทยสู่สากล ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษารากฐานวัฒนธรรมความเป็นไทย

‘จงจื่อ’ ธนาคารเงาเบอร์ต้นของจีน ส่อล้มละลาย หลังเผชิญปัญหาหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ 2 เท่า

(23 พ.ย.66) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานโดยอ้างอิงเอกสารลับของทางการวันนี้ว่า ธนาคารเงาขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของจีนมีโอกาสล้มละลายอย่างสูงเนื่องจากมีปริมาณหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์มากกว่าสองเท่า

ท่ามกลางสัญญาณความปั่นป่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ล่าสุด จงจื่อ เอนเตอร์ไพรส์ (Zhongzhi Enterprise Group Co.) ยักษ์ใหญ่อันดับต้นของจีนเปิดเผยกับนักลงทุนว่า บริษัทฯ มีหนี้สินประมาณ 4.2 แสนล้านหยวน หรือ ประมาณ 5.87 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) ถึง 4.6 แสนล้านหยวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ 2 แสนล้านหยวน

"การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการดําเนินธุรกิจให้ยั่งยืนต่อไปได้และบริษัทไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะชําระหนี้ในระยะสั้น โดยความพยายามก่อนหน้านี้ใน ‘การช่วยเหลือตนเอง’ ก็ล้มเหลวโดยไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์”

ทั้งนี้ จงจื่อคือหนึ่งในผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Managers) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและยังเป็นยักษ์ใหญ่ทางการเงินรายล่าสุดที่ประสบปัญหาท่ามกลางวิกฤตที่อยู่อาศัยและการเติบโตที่ซบเซาในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

โดยจงจือซึ่งจัดการสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านล้านหยวนได้รับความสนใจจากนักลงทุนและสื่อจำนวนมากในเดือนส.ค. หลังจากหนึ่งในบริษัทในเครือของบริษัททรัสต์ผิดนัดชําระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ไม่ตอบสนองการขอสัมภาษณ์ของบลูมเบิร์ก

ท้ายที่สุดเพื่อบรรเทาความปั่นป่วนของเศรษฐกิจ จีนอยู่ในช่วงออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานกํากับดูแลอยู่ในช่วงร่างรายชื่อนักพัฒนา 50 รายที่มีสิทธิ์ได้รับเงินทุนในการฟื้นฟูกิจการ 

ขณะที่นโยบายก่อนหน้านี้รวมถึงการผ่อนปรนการจํานองสําหรับผู้ซื้อบ้าน การลดเงินดาวน์ เงินคืนภาษีเงินได้และที่ปรับราคาบ้านให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น ทว่ามาตรการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถยับยั้งปัญหาในประเทศได้

เชียงใหม่-เตรียมจัดงานโครงการหลวง 2566 เฉลิมพระเกียรติ ทศมมหาราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ

มูลนิธิโครงการหลวง แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “โครงการหลวง 2566” ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง 1-7 ธันวาคม นี้ ภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ จากชุนเขา สู่ ชาวเรา และชาวโลก” เตรียมพบกับการแสดงผลงานของโครงการหลวง และสินค้าคุณภาพกว่า 800 รายการ

เมื่อวันที่22 พ.ย. 66 ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่  พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง  พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ และ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมความพร้อมก่อนการจัดงาน “โครงการหลวง 2566”  ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2566 ที่จะถึงนี้ รวม 7 วัน ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ 

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า มูลนิธิโครงการหลวงได้กำหนดจัดงานโครงการหลวงประจำปี 2566 ที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนาพื้นที่สูงย่างเข้าสู่ปีที่ 55  

โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ จากชุนเขา สู่ ชาวเรา และชาวโลก”  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการจัดงานบนพื้นที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ แสดงผลสำเร็จเชิงประจักษ์ ที่สร้างความสุข ความเจริญ เกิดแก่ราษฎรบนขุนเขา นำมาสู่การเรียนรู้ เพื่อสร้างประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีอาหารจากครัวโครงการหลวงต่าง ๆ และอาหารท้องถิ่นในบรรยากาศกาดหมั้ว มากกว่า 50 รายการ งานครั้งนี้ จึงมากมายไปด้วยผลิตผล และผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และดีต่อเกษตรกรชาวเขาผู้ผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 มีกิจกรรมการเสวนาพิเศษจากผู้ที่เคยถวายงาน และนำแนวทางพระราชทานมาใช้ในการดำเนินชีวิต ณ ข่วงกิจกรรมสวนไผ่ พร้อมรำลึกในพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ 9 บทเพลง

ด้าน ดร. อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานมากมาย อาทิ การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ”  ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลลัพธ์ของการพัฒนาตามแนวทางพระราชทาน ในการแก้ปัญหาฝิ่น ความยากจน และปัญหาสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ ยังมีงานวิชาการหลากหลายเรื่องราว ที่ให้ทั้งสาระ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน

รวมทั้งการแสดงดนตรีในสวน การแสดงของเยาวชนชนเผ่าต่างๆ ในบรรยากาศจำลองชุมชนพื้นที่สูง พันธุ์พืชใหม่ที่นำมาจัดแสดงในปีนี้ อาทิ กุหลาบและเบญจมาศสายพันธุ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์กัญชงจากเส้นใยผสม รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ชุดชา 72 เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา และการจำหน่ายผลิตผล ผลิตภัณฑ์โครงการหลวง รวมกว่า 800 รายการ

สินค้าใหม่แนะนำในปีนี้ คือ ชุดผลิตภัณฑ์ชาโครงการหลวง เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สำหรับเป็นของฝากของขวัญเนื่องในโอกาสต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมี ข้าวโพดหวาน 2 สี พิเศษ ฝักขนาดใหญ่ เมล็ดมีสองสี คือ สีขาวและเหลือง รสชาติมีความหวานและหอมกว่าข้าวโพดทั่วไป มะเขือเทศเชอร์รีเหลืองหวาน สามารถรับประทานสด ผิวมันวาว เนื้อกรอบ รสชาติหวานไม่ฉ่ำน้ำ เมล็ดน้อย ไม่มีกลิ่นฉุนของมะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ไลโคปีน แคโรทีนอยด์ และสารเบต้า-แคโรทีน สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ผลขนาดใหญ่ สีแดงเข้ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นหอม เนื้อผลแน่น ทนทานต่อการขนส่งฯลฯโดยสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของมูลนิธิโครงการหลวง

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว  มาร่วมชมและเลือกซื้อผลผลิตของโครงการหลวง พร้อมเที่ยวชมและสัมผัสกับคุณค่าของงานโครงการหลวงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีกระจายอยู่ในทุกอำเภอ

โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “โครงการหลวง 2566” สามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

กบฏ ร.ศ.๑๓๐ คณะก่อการจากนายทหารหนุ่มหัวก้าวหน้า ผู้ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น 'ระบอบประชาธิปไตย'

กบฏ ร.ศ.๑๓๐ คณะก่อการผู้ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น ‘ระบอบประชาธิปไตย’

เดือนพฤศจิกายนมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายเหตุการณ์ หนึ่งในนั้นคือ ‘การพระราชทานอภัยโทษ’ กบฏ ร.ศ.๑๓๐ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงครองสิริราชสมบัติมาถึงปีที่ ๑๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวเป็นอิสระทุกคน รวมเวลาที่ถูกคุมขังจริงรวม ๑๓ ปี

จากเดิมที่มีบทลงโทษ โดยคณะตุลาการศาลทหารตัดสินลงโทษให้จำคุกและประหารชีวิต โดยมี โทษประหารชีวิตหัวหน้าผู้ก่อการจำนวน ๓ คน คือ ร้อยเอก เหล็ง ศรีจันทร์, ร้อยโท จรูญ ณ บางช้าง และ ร้อยตรี เจือ ศิลาอาสน์ และโทษจำคุกแบ่งเป็นตลอดชีวิต ๒๐ คน จำคุกยี่สิบปี ๓๒ คน จำคุกสิบสองปี ๓๐ คน และจำคุกสิบห้าปี ๖ คน แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้มีพระบรมราชวินิจฉัย และได้มีพระบรมราชโองการพระราชทาน ‘อภัยโทษ ละเว้นโทษประหารชีวิต ด้วยทรงเห็นว่า ทรงไม่มีจิตพยาบาทต่อผู้คิดประทุษร้ายแก่พระองค์’

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป จากคำบอกเล่าและบันทึกของผู้ก่อการว่า กบฏ ร.ศ.๑๓๐ เป็นการรวมตัวกันของนายทหารหนุ่มหัวก้าวหน้า ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่มาถูกจับได้เสียก่อน จึงกลายเป็น ‘กบฏ’ ตรงนี้ให้สังเกตตรงความต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ ‘ระบอบประชาธิปไตย’ นะครับ

การรวมตัวกันของคณะนายทหารหนุ่มนี้นำโดย ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) และคณะอีกหลายต่อหลายท่าน โดยมีเหตุเริ่มต้นตามบันทึกจากข้อเขียนใน ‘หมอเหล็งรําลึก ภาคปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.๑๓๐’ อนุสรณ์ในงานศพ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อวันอังคารที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๓ โดยพุ่งเป้าไปที่รัชกาลที่ ๖ ขณะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สรุปความว่า 

“ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีนายทหารต้องถูกเฆี่ยนหลังด้วยเหตุไม่สมควรประกอบด้วย ร้อยเอก โสม พร้อมด้วยนายร้อย นายดาบ และ นายสิบพลทหาร รวม ๕ คน กลางสนามหญ้าภายในกระทรวงกลาโหม เนื่องจากไปมีเหตุวิวาทเรื่องผู้หญิงกับมหาดเล็กของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งการเฆี่ยนตามจารีตนครบาลนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงไม่ยอม ทูลฯ ฟ้องในหลวงรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้ลงโทษให้ได้ จนเกิดเป็นวาทกรรมที่ว่า ‘สมเด็จพระยุพราชทรงยืนกรานจะให้เฆี่ยนหลังเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง’” 

แต่เชื่อไหมครับว่าความเป็นจริงที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการมันช่างขัดแย้งกับบันทึกนี้!!! 

ความขัดประการแรกขัดกับ ‘ประกาศกระแสพระราชดําริห์ในเรื่อง เป็นลูกผู้ชาย’ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศไว้เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ร.ศ.๑๒๘ โดยมีความตอนหนึ่งระบุว่า “การที่จะลงพระราชอาญาด้วยอาการใดๆ มีตีและขังเป็นต้น ก็ทรงพระราชดําริห์ว่าน่าจะไม่เป็นประโยชน์ เพราะลูกผู้ดีไม่ใช่สัตว์เดียรฉานที่จะบังคับบัญชาได้ด้วยอาญา” ซึ่งความตอนนี้ก็สอดคล้องกับที่ทรงพระราชบันทึกไว้ใน ‘ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖’

ความขัดแย้งประการต่อมาจาก ‘หนังสือยุทธโกษ’ ซึ่งเป็นหนังสือของทหาร และ ‘ประกาศถอดยศนายทหาร ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา’ ทั้งสองฉบับนี้ต่างระบุตรงกันว่า ‘ทหาร’ เป็นฝ่ายทำร้ายมหาดเล็ก ไม่ใช่มหาดเล็กทำร้ายทหารตามที่คณะกบฏ ร.ศ.๑๓๐ อ้าง 

ข้อขัดแย้งต่อมาคือ ผู้ที่ทูลฯ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตการ ‘เฆี่ยน’ นั้นไม่ใช่ ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ’ (รัชกาลที่๖) แต่เป็น ‘พลเอก พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช’ ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ โดยเป็นการลงโทษตาม ‘กฎว่าด้วยอํานาจลงอาญาทหารบก’ ที่มีโทษอยู่ ๗ ประการคือ 

๑.โบย 
๒.จําขัง 
๓.กักขัง 
๔.ยังมืด 
๕.กักยาม 
๖.ทัณฑกรรม 
๗.ภาคทัณฑ์ 

เพราะทหารเหล่านั้นมีความผิดฐานออกนอกกรมกองในเวลาวิกาล แล้วไปวิวาทกับบุคคลพลเรือน เป็นเรื่องผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนเมื่อรัชกาลที่ ๖ ทรงครองราชย์ กฎการโบยนี้ได้ถูกยกเลิกเพราะพระองค์ทรงไม่เห็นด้วยกับการโบยตีทหาร 

แต่แค่เริ่มต้นด้วยการเสียศักดิ์ศรีเพราะการ ‘เฆี่ยน’ หรือ ‘โบย’ นั้นมันน่าจะยังไม่เพียงพอ เราก็มาพออีกบันทึกหนึ่งเพื่อยืนยันความชอบธรรมในการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะกบฎ ร.ศ.๑๓๐ มาจากบทความ ‘ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจรีญของประเทศ’ (สะกดตามต้นฉบับ) เขียนโดย ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) นายทหารหัวหน้าคณะผู้ก่อการกบฏ ร.ศ.๑๓๐ ซึ่งใส่ร้ายและยัดเยียดการปกครองโดยกษัตริย์ให้เป็นสิ่งชั่วร้าย ดังระบุว่า

“… การปกครองประเทศตามวิธีนี้ เป็นวิธีที่ร้ายแรงมาก เพราะกระษัตริย์มีอำนาจเต็มที่ โดยอยู่เหนือกฎหมาย กระษัตริย์กระทำการชั่วร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดก็ทำได้ เพราะไม่มีใครขัดขวาง ...ราษฎรที่ไม่มีความผิด กระษัตริย์จะเอามาเฆี่ยนตีหรือฆ่าฟันและจองจำได้ตามความพอใจ ทรัพย์สมบัติแลที่ดินของราษฎรนั้น กระษัตริย์จะเบียดเบียนมาแลกเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวได้โดยไม่มีขีดขั้น อย่างไล่ที่ทำวังเป็นต้น …” 

รวมไปถึงการโจมตีในหลวงรัชกาลที่ ๖ ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านของการจัดการราชการ เรื่องเสือป่า เรื่องข้าราชบริพารส่วนพระองค์ จนสุดท้ายนอกจากความคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลายมาเป็นการ ‘ลอบสังหาร’ ในหลวงรัชกาลที่ ๖ เพื่อเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ โดยมือสังหารมีที่มาจากการ ‘จับสลาก’

ไหน? ว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบใหม่ ? 

จากคำให้การของคณะกบฏ ร.ศ.๑๓๐ พวกเขาอยากจะเปลี่ยนแปลงทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุปเลยว่าจะเปลี่ยนเป็นระบอบไหน จะเป็นแบบญี่ปุ่นที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญโดยมีการทหารนำ หรือจะเป็นแบบสาธารณรัฐ แบบฝรั่งเศส แต่ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นอกจากประโยชน์ที่จะเกิดกับตัวพวกคณะเอง

เนื้อหาในการประชุมที่มักจะมีแต่จะยกใครขึ้นเป็นกษัตริย์หรือเป็นประธานาธิบดี เช่น ถ้าเปลี่ยนกษัตริย์ ก็จะทูลเกล้าฯ ถวายราชบัลลังก์แก่ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ’ เพราะพระองค์เป็นทหารสามารถสร้างความเข้มแข็งที่นำโดยทหารได้แน่ (ประชาธิปไตยแบบไหน?) แต่ถ้าเป็นสาธารณรัฐ ประธานาธิบดีก็ต้องเป็น ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์’ หรือจะเอายังไง ? ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะวนอยู่เท่านี้ 

แต่ในมุมกลับกัน เรื่องการปรับเปลี่ยนการปกครองนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงศึกษาธิการ เร่งรัดจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ซึ่งมีการจัดแผนการศึกษาแห่งชาติเป็นระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา แล้วได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ให้ไปสร้างโรงเรียนประชาบาลให้ครบทุกตำบลภายใน ๑๕ ปี นับแต่ทรงครองราชย์ เพื่อที่จะให้การศึกษา ให้ความรู้ด้านการปกครอง อันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพระราชทานการปกครองท้องถิ่นให้กับราษฎร อันเป็นรากฐานไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่พระองค์เรียกว่า ‘คอนสติตูชั่น’

ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ท่านทรงเข้าพระทัยดีในเรื่องของรูปแบบการปกครองสมัยใหม่ ดังที่ปรากฎในพระราชบันทึกเรื่อง ‘คอนสติตูชั่น’ และ ‘โสเชียลิสม์’ ที่ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ หนึ่งปีก่อนจะเกิดกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ โดยความตอนหนึ่งระบุว่า 

‘คอนสติตูชั่น’ ว่า “ถ้ามีผู้ต้องการ ‘คอนสติตูชั่น’ จริงๆ และเปนไปได้จริง จะเปนคุณอย่างใดฤาไม่ แต่ถ้าแม้ต่างว่ามีคนจำพวก ๑ ซึ่งตั้งใจดีจริง มีความมุ่งดีต่อชาติจริง จะมาร้องฎีกาขึ้นโดยตรง ๆ ขอให้มีคอนสติตูชั่น เราเองจะไม่มีความแค้นเคืองเลย ตรงกันข้าม เราจะยอมพิจารณาดูว่า จะสมควรยอมตามคำขอร้องของคนนั้นฤาไม่ ถ้ามีคอนสติตูชั่นได้จะยิ่งดี...” 

นอกจากนั้นพระองค์ก็เข้าใจลักษณะการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญดังข้อความที่ว่า 

“..คุณแห่งลักษณปกครอง โดยมี ‘คอนสติตูชั่น’..นั้นเปนการตัดความไม่แน่นอนไปได้มาก เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ในมือคนๆเดียว ซึ่งแม้ว่าจะดีฤาชั่วปานใดก็เปลี่ยนไม่ได้ ประชาชนได้เสียงในการปกครองชาติบ้านเมืองของตนเอง ...และถ้าแม้จะกล่าวไปแต่โดยทางว่าเปนแบบแผนดีฤาไม่คงไม่มีใครเถียงเลย คงต้องยอมรับว่าดีทั้งนั้น” 

ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้คุณจะเห็นภาพการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการปรับเปลี่ยนการปกครองของพระมหากษัตริย์ของเรา จากรัชกาลที่ ๕ มารัชกาลที่ ๖ ไปสู่รัชกาลที่ ๗ จนเกิดการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ทุกพระองค์จะมุ่งเน้นให้เกิดการศึกษาและสร้างรากฐานเสียก่อน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น ‘เสียของ’ แต่บรรดาผู้อยากเปลี่ยนแปลงไม่เคยมองมุมนี้กันเลย คิดแต่ว่า ‘ยึดอำนาจ’ ก่อน แล้วค่อยคิดทีหลังเสมอ ๆ 

มาถึงตรงนี้ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ เราจะเห็นม่านเทา ๆ จากความไม่ชัดเจนในการก่อการ และการมีข้อมูลที่ช่างย้อนแย้ง เอาแน่เอานอนไม่ได้ จนกลายเป็นหอกทิ่มแทงคณะผู้ก่อการกันเอง แต่เผอิญว่าหอกมันทิ่มมาเร็วกว่าคณะราษฎร ๒๔๗๕ เลยกลายเป็นกบฏ 

แต่ที่พอจะยืนยันได้ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น ‘ระบอบประชาธิปไตย’ จริง ๆ หรอก 

‘TVDH’ ประกาศพร้อมบุกตลาด ทั้ง TV และ Online หลังเคลียร์หลังบ้าน - ปรับโครงสร้างธุรกิจเรียบร้อย

ทีวีดี โฮลดิ้งส์ (TVDH) เผย แผนปรับโครงสร้างองค์กรคืบหน้าอย่างมาก เตรียมกลับมาบุกตลาด ทั้ง TV และ Online หวังสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง คาดผลงานจะชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4/66 หลังบอร์ดชุดใหม่เคลียร์หลังบ้าน - วางโครงสร้างธุรกิจ พร้อมระบุ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ผู้บริหารชุดเก่า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีวีดี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (TVDH) เปิดเผยในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่2/2566 เมื่อวันที่31 ตุลาคม 2566 ว่า ภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร และโครงสร้างธุรกิจ มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 โดยมีเป้าหมายจะนำบริษัทฯ กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง และทิศทางการดำเนินธุรกิจจะเริ่มชัดเจนขึ้นภายหลังจากนี้ ภายใต้การบริหารงานของ นายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์และมีความพร้อมที่จะนำพาธุรกิจของ TVDH ไปสู่ความสำเร็จในอนาคตอันใกล้ และมีผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อไป

ด้านนายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TVDH กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลากว่า 2 เดือน ที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง เป็นช่วงการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับโลกธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการผ่าตัดองค์กรในหลายๆ ด้านมีความสำเร็จตามลำดับ

ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินงานที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา มี 2 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1. ตรวจสอบการทำงานของทุกแผนก และทำการปรับระบบการดำเนินงานใหม่ ให้ทุกอย่างมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งได้ระบุหาสาเหตุและทำการแก้ปัญหาได้หมดแล้ว รวมทั้งมีการส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีฟ้องร้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหายเรียบร้อยแล้ว โดยในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ จะรายงานความคืบหน้าให้ผู้ถือหุ้นให้รับทราบต่อไป

2. วิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจทั้งภายใน และภายนอก ด้วยข้อมูลทางการตลาดที่ได้ประมวลผลใหม่
ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ ธุรกิจของทีวี ไดเร็ค ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ เพื่อให้บริษัทสามารถเข้าแข่งขันกับธุรกิจที่เกิดขึ้น ทั้งช่องทาง TV และ Online ได้อย่างแข็งแกร่ง

นายวรสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับทุกภาคที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสิ่งที่ TVDH ต้องการ และศักยภาพที่บริษัทมี รวมถึงโอกาสที่จะทำธุรกิจร่วมกัน และสิ่งที่จะสร้าง Win-Win ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้บริโภค คู่ค้า และ สถานี โดยการปรับกลยุทธ์เป็นแบบ Quick Win ประกอบด้วย 

-การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นอุปสรรคไม่สามารทำให้เป็นผู้นำในตลาดได้
-การบริหารจัดการคลังสินค้า โดยการลดพื้นที่เช่าให้เหมาะสม หาโซลูชั่นใหม่ๆ ทำาให้ระบบการทำงานมีความคล่องตัว และประหยัดต้นทุน
-ปรับลดสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัด เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดยอดขายและผลกำไร หลังจากปรับกลยุทธ์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ทำให้สามารถลดรายจ่ายได้เกินครึ่งและ มีแนวโน้มยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้

“กลยุทธ์หลักของ TVDH หลังจากนี้ จะจะไม่เพียงแค่การฝากขายเท่านั้น แต่มุ่งการเป็น Strategic Partner การวางกลยุทธ์กับคู่ค้า ที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่ข้อมูลที่มีบรูณาการร่วมกัน และร่วมพัฒนาสินค้าที่เหมาะสมกับทุกช่องทางขาย พร้อมกับสร้างศักยภาพใหม่ จากจุดแข็งของพันธมิตรแต่ละราย และจากเครือข่าย ที่บริษัทฯ มี เป็นสัญญาณของความร่วมมือ ในไตรมาสที่ 3 - 4 นี้ แม้ว่าอาจจะยังไม่สามารถสร้างผลออกมาได้ชัดเจน แต่จากความตั้งใจของทีมงาน ผู้บริหารชุดใหม่ และระบบการทำงาน เชื่อมั่นว่าจะเป็นภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายนายวรสิทธิ์ กล่าว

‘อ.วีระ’ ยิ้มแย้ม!! ทดลองใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู สะดวก!! ‘สถานีลาดปลาเค้า’ อยู่ใกล้หน้าหมู่บ้าน

(23 พ.ย. 66) เพจ ‘สำนักพิมพ์โรนิน’ โพสต์ภาพ ‘วีระ ธีรภัทร’ นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน คอลัมนิสต์ และเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวไทย ที่ไปใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงสถานีลาดปลาเค้า ซึ่งเป็นสถานีใกล้บ้าน พร้อมระบุข้อความว่า…

“สายสีชมพู : เมื่อสถานีรถไฟฟ้าอยู่ใกล้หน้าหมู่บ้าน”

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีชมพู เริ่มเปิดให้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 66 - 17 ธ.ค. 66 โดยให้บริการตั้งแต่ช่วงมีนบุรี-วัดพระศรีมหาธาตุ และจะเริ่มเก็บค่าโดยสารตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. เป็นต้นไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top