Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

อย่าปล่อยภาษาชาติตน ถูก 'ทำลาย-ทดแทน' ด้วยภาษาชาติอื่น เพราะนี่คือยุทธศาสตร์ทำลายรากเหง้าของความเป็นชาติ

ถือเป็นอีกเรื่องชวนคิด หลังจากก่อนหน้านี้ นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pat Hemasuk' ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับภาษาไทย ภาษาแห่งชาติ ดังนี้...

ในอดีตนั้นการทำลายรากเหง้า วัฒนธรรม เอกลักษณ์ของชาติ ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดนั้นคือการทำลายภาษานั้นทิ้งครับ เพราะภาษานั้นเป็นสิ่งที่ใช้สืบทอดรากเหง้าของชาตินั้นจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ศาสนา เอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ จะโดนทำลายไปทั้งหมดภายในสองชั่วรุ่นคน เพราะเมื่อไรที่ไม่เหลือคนที่สามารถอ่านจารึกของบรรพชนได้ ทุกอย่างที่ผ่านมาในอดีตของชนชาตินั้นก็สูญสิ้นไปหมด

วัฒนธรรมของอียิปต์โบราณนั้นสูญหายไปนับพันปีหลังจากที่โรมันเข้าไปยึดครองและยกเลิกไปเสียทุกอย่างแม้กระทั่งภาษาอียิปต์ ทำให้อักษรเฮียโรกลีฟิคไม่มีใครอ่านได้นับพันปี จนกระทั่งมีการเทียบอักษรกับภาษาอื่นบนโรเซตต้าสโตนถึงจะปลุกให้คนรุ่นหลังสามารถอ่านและรู้ถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของอียิปต์โบราณได้อีกครั้ง เทพเจ้าของอียิปต์และฟาโรห์พระองค์ต่าง ๆ ก็ฟื้นจากการถูกลืมกลับมามีชีวิตเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

ทิเบตก็เช่นกัน เวลานี้เป็นรุ่นคนที่สองแล้วที่จีนบังคับให้ใช้ภาษาจีนแทนภาษาของตัวเอง และเวลานี้คนรุ่นใหม่ก็อ่านจารึกของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป และเวลาอีกไม่กี่ปีที่จะถึงนี้คนที่ยังสามารถอ่านจารึกเก่า ๆ ได้ตายไปหมด คนทิเบตก็จะกลายเป็นคนจีนกลุ่มน้อยไปอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต่างกับชนกลุ่มน้อยของจีนกลุ่มต่าง ๆ ทางทิศตะวันตก เช่นกลุ่มชาวอุยกรู์ที่เวลานี้อ่านภาษาดั่งเดิมของตัวเองไม่ได้แล้ว

ชาวบาสก์ ชนกลุ่มน้อยที่ชายแดน สเปน-ฝรั่งเศส เองก็โดนทำลายรากเหง้าของตัวเองจากสเปนในสมัยนายพลฟรังโก โดยสิ่งแรกนั้นคือยกเลิกการใช้และสอนภาษาของตัวเองแล้วให้ใช้ภาษาสเปนแทน ซึ่งเวลานี้ก็เกือบจะไม่มีใครอ่านและเขียนภาษาบาสก์ได้แล้ว เพราะการทำลายภาษานั้นรุนแรงมากระดับเผาทำลายหนังสือจนหมดสิ้น จนเวลานี้ชาวบาสก์เกือบจะหมดรากเหง้าของตัวเองในการสืบต่อไปให้ลูกหลาน

จงภูมิใจที่เรายังมีภาษาไทยเถอะครับ และรักษาสิ่งนี้สืบทอดให้ลูกหลานของเรา ผมนั้นเคยคุยกับเพื่อนชาติที่ไม่มีอักษรภาษาของตัวเอง เช่น เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ที่ต้องใช้ชุดอักษรโรมันในการเขียนที่พัฒนาขึ้นในยุคอาณานิคม เมื่อพวกเขาเห็นผมเขียนอักษรไทย พวกเขาต่างก็บอกผมคล้าย ๆ กันว่าพวกเขาอิจฉาคนไทยที่มีอักษรของตัวเอง และเขียนแล้วดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครในสายตาของพวกเขา

เราอาจจะไม่เห็นความสำคัญของภาษาไทย เพราะเรานั้นเคยชินกับอักษรไทยและภาษาไทยทุกวัน แต่เชื่อเถอะครับว่ากวีและนักเขียนในประเทศอื่นที่ไม่มีอักษรของตัวเองนั้นโหยหาอยู่ในใจลึก ๆ เมื่อเห็นอักษรไทยหรืออักษรของชาติอื่น ๆ ที่มีเป็นของตัวเอง เพราะสิ่งนี้เป็นหลักประกันตัวตนของเราคนไทยที่สืบทอดลงไปสู่รุ่นลูกหลานว่าเราจะไม่มีทางลืมโคตรเหง้าของเราไม่ว่าจะอีกนานเท่าไรก็ตาม

**พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง...เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้า...กูต่อช้างด้วยขุนสามชน...ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึ่งขึ้นชื่อกูชื่อพระรามคำแหง...เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า**

สิ่งนี้จะอยู่ต่อไป ลูกหลานภายหน้ายังคงรู้ประโยคในประวัติศาสตร์เหล่านี้ต่อไป ถ้าตราบใดที่เรายังมีภาษาไทยสืบต่อให้ลูกหลานอยู่ครับ

‘น้องมิย่า’ ลูกสาว ‘พีท ทองเจือ’ ประสบอุบัติเหตุกลางงานแข่งรถ พุ่งชนเข้ากับกำแพงที่กั้น โชคดีไม่เป็นอะไร เหตุมีอุปกรณ์เซฟตี้ดี

(8 ส.ค. 66) เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับแพระเอกรุ่นใหญ่ โดยทางด้าน ‘พีท ทองเจือ’ นั้นมีผลงานอย่างมากมายอยู่ในวงการบันเทิงเรียกได้ว่านับไม่ถ้วนเลยก็ว่าได้ และนอกเหนือจากการเป็นนักแสดง ทางด้าน ‘พีท ทองเจือ’ นั้นยังมีดีกรีเป็นนักแข่งรถมืออาชีพอีกด้วย

ด้านชีวิตส่วนตัวทางด้าน ‘พีท ทองเจือ’ ได้แต่งงานกับภรรยา ‘เจ็ง วิไลลักษณ์ ตระการรุ่งโรจน์’ มีลูกทั้งหมด 3 คนได้แก่  น้องเซย่า, น้องมิย่า และ น้องโรเตอร์ ซึ่งต้องบอกเลยว่าลูก ๆ ทั้ง 3 คนนั้นสนิทกับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ๆ เลยก็ว่าได้

และต้องบอกเลยว่าทางด้าน ‘น้องมิย่า’ ได้เดินตามรอยคุณพ่อเข้าวงการ ทั้งร้องเพลง พรีเซนเตอร์ต่าง ๆ ถ่ายแบบ และไม่เพียงเท่านั้น เพราะทางด้าน ‘น้องมิย่า’ ก็ได้ไปเป็นนักแข่งรถ ถือเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยทีเดียว

ล่าสุด ‘น้องมิย่า’ ลูกสาว ‘พีท ทองเจือ’ ประสบอุบัติเหตุขณะแข่งรถในงาน Toyota gazoo racing 2023 โดยหน้ารถนั้นพังยับเพราะพุ่งชนเข้ากับกำแพงที่กั้นอย่างจัง ซึ่งทำเอาทางด้านคุณพ่อรีบวิ่งเข้าไปดูลูกสาวทันที พร้อมกับถามไถ่อาการว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทางด้าน 'น้องมิย่า' ก็ยังโอเค ตอบกลับมาว่า ไม่เป็นอะไร เนื่องจากมีอุปกรณ์เซฟตี้ที่ดี

‘พี่สาวธนาธร’ เปิดใจ ‘น้องชาย’ ทิ้งไทยซัมมิท ทุ่มการเมือง สถานภาพปัจจุบันเหลือแค่ผู้ถือหุ้นและสมาชิกครอบครัว

ไม่นานมานี้ ช่อง TikTok ‘Khunkoii.Tiva’ ได้โพสต์คลิปที่ ‘นางชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ’ พี่สาวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไว้ว่า…

การที่คุณธนาธรเขาตั้งพรรคการเมืองนั้น ต้องขอบอกก่อนว่าไม่มีใครในครอบครัวรู้นะคะ เรียกว่าเป็นความคิดแบบ ‘ปัจเจกบุคคล’ โดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเล่าออกสื่อมาก่อนเลยนะคะ ก็คือว่า ตอนนั้นที่ข่าวการตั้งพรรคของคุณธนาธรออกข่าวครั้งแรกทาง BBC ไทย น้องสาวเป็นคนโทรศัพท์มาบอก เพราะปกติเขาจะสนิทกัน น้องสาวเขาโทรมาบอกว่า “แจ้ เอกเขาไปทําอะไร?” เราก็เลยถามกลับไปว่า “เขาทําอะไรคืออะไร?” น้องก็บอกว่า “ที่เขาไปตั้งพรรคการเมือง” ตอนนั้นเราก็ทํางานอยู่ ยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ได้ดูอะไรเลย หลังจากนั้นมีคนส่งคลิปมาให้ดู

ตอนนั้นคุณแม่กำลังเที่ยวอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น คุณแม่ท่านก็ร้อนใจมาก จึงรีบกลับมา แล้วก็มีการประชุมครอบครัวกันในเรื่องนี้ เพราะแกไม่ได้บอกใครก่อนเลยนะคะ จําได้ว่าประชุมตั้งแต่ 9 โมงกว่า ก็มีการทะเลาะกันกับคุณแม่ เพราะท่านไม่อยากให้ทำ

มีคําถามนึงของคุณแม่ที่ถามคุณเอกว่า “ไทยซัมมิทกับประเทศชาติ เธอจะเลือกอะไร?” คุณเอกตอบว่า “เลือกประเทศชาติ” คุณแม่ถามกลับว่า “แล้วประเทศชาติไปเกี่ยวอะไรกับเธอ? ทําไมถึงไม่เลือกธุรกิจของบ้านเรา” คุณเอกแกไม่เลือกธรุกิจของบ้าน

คุณแม่เลยยื่นคำขาดไปว่า “ถ้าเธอจะไป เธอต้องไปเลย และห้ามกลับมายุ่งกับธุรกิจที่บ้านอีก เพราะฉะนั้น เธอต้องลาออกจากการเป็นกรรมการของทุกบริษัทให้หมด จะไม่ได้หลุดเข้ามาในธุรกิจของที่บ้านอัก และถ้าเธอออกไปทําการเมืองแล้วไม่สําเร็จ เธอจะกลับเข้ามาไม่ได้ทำธุรกิจของที่บ้านอีกแล้ว”

คือก็คล้ายๆ กับลองใจ คงน่าจะเหมือนกับบีบบังคับกลายๆ เพราะท่านไม่อยากให้ลูกชายไปทำการเมืองด้วยแหละ แต่สุดท้ายคุณเอกแกก็เลือกที่จะไป คือแกก็ลาออกจากคณะกรรมการทุกอย่างเลย แกจะมีฐานะเป็นแค่ผู้ถือหุ้น ซึ่งถ้ากลับมาหาครอบครัว คุณธนาธรก็จะยังเป็น ‘สมาชิกครอบครัว’ แต่ไม่ได้ทํางานในครอบครัว เพราะฉะนั้น รายได้ เงินเดือน อะไรก็ตามทุกอย่าง คุณธนาธรก็จะไม่มีเลย”

‘บิ๊กป้อม’ ต้อนรับ ‘สวี่ กานลู่’ รมช.ความมั่นคงฯ จีน หารือแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ยาเสพติด-ค้ามนุษย์

(8 ส.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ นาย สวี่ กานลู่ รมช.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะและผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะฯ ณ ห้องรับรอง รอง นรม. ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร ได้แสดงความยินดีและให้การต้อนรับ นายสวี่ กานลู่ (H.E. Mr. Xu Ganlu) ที่ได้เดินทางมาเข้าพบและเป็นการเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งไทย-จีน มีความสัมพันธ์อันดี และมีพัฒนาการที่ดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงกลับมาเป็นปกติ ภายหลังสถานการณ์ โควิด-19 คลี่คลาย

ในขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ยังได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศจีน เนื่องจากพายุฝนที่กรุงปักกิ่งและมณฑลเหอเป่ย เชื่อมันว่าภายใต้การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลจีน จะสามารถช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ยินดีที่ทั้งสองประเทศ มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิด ซึ่งไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งปัญหาคอลเซ็นเตอร์, การพนันออนไลน์, ยาเสพติดและการค้ามนุษย์ โดยไทยยินดีให้ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ต่อไป

ทางด้านนาย สวี่ กานลู่ ได้กล่าวขอบคุณ พล.อ.ประวิตรที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่จีนที่ผ่านมาด้วยดี และยินดีที่จะสนับสนุนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาคอลเซ็นเตอร์, การพนันออนไลน์, ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ซึ่งจีนให้ความสำคัญมาโดยตลอด รวมถึงความร่วมมือกับไทยในการป้องกันด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ด้วย ซึ่งจะเป็นการส่งสริมความสัมพันธ์อันดี ‘ไทย-จีน’ ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ต่อไป

YONA Beach Club โอเอซิสสุดสวย กลางทะเลภูเก็ต  เปิดให้บริการแล้ว ราคาเริ่มต้นท่านละ 3,000 บาท

YONA Beach Club เรือหรูสุดสวย ยกระดับการท่องเที่ยวของคุณให้ชิลไปอีกขั้น สุดปังด้วยมุมถ่ายภาพสวยๆ ที่มีอยู่ทั่วเรือ พร้อมทั้งสระว่ายน้ำให้ได้ผ่อนคลายกัน ที่ตรงกลางของเรือ พร้อมห้องอาหารที่พร้อมบริการให้แก่นักท่องเที่ยวทุกท่าน จะเลือกมาพักผ่อน หรือจะมารับประทานอาหาร บนเรือสุดสวยลำนี้ ที่มีวิวทะเลปังๆ รอบด้านแบบ 360 องศา ก็รับรองว่าเพลิดเพลินกันอย่างแน่นอน

Yona Beach Club เปิดให้บริการในวันนี้ ( 8 สิงหาคม 2566) เป็นวันแรก โดยจะเปิดให้บริการทุกวัน อังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 12.00 - 19.00 น. จุดขึ้นเรืออยู่ที่ท่าเรือรอยัล ภูเก็ต มารีน่า มีเรือรับส่งให้บริการทุก ๆ 20 นาทีเพื่อพานักท่องเที่ยวไปยังโยน่า บีช คลับ ใครอยากมาเที่ยวเช็คอิน มาสัมผัสประสบการณ์สุดปังแบบนี้ รีบสำรองที่นั่งกันได้เลย

สำหรับราคาในการซื้อทริป YONA Beach Club มีดังนี้
• ราคาเริ่มต้น Day Pass เพียงท่านละ 3,000 บาท
พร้อมรับเครดิตมูลค่า 1,500 บาท สำหรับทานอาหาร เครื่องดื่ม บนเรือ
• ที่นั่งแบบ Sea Bed 12,000 บาท สำหรับ 3 ท่าน
พร้อมรับเครดิตมูลค่า 7,500 บาท เพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มบนเรือ
• ที่นั่งแบบ Pool Bed 13,500 บาท สำหรับ 3 ท่าน
พร้อมรับเครดิตมูลค่า 9,000 บาท เพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มบนเรือ
• ที่นั่งแบบ Small Cabana 16,000 บาท สำหรับ 4 ท่าน
พร้อมรับเครดิตมูลค่า 10,000 บาท เพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มบนเรือ
• ที่นั่งแบบ Medium Cabana 24,000 บาท สำหรับ 6 ท่าน
พร้อมรับเครดิตมูลค่า 15,000 บาท เพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มบนเรือ
• ที่นั่งแบบ Maxi Cabana 32,000 บาท สำหรับ 8 ท่าน
พร้อมรับเครดิตมูลค่า 20,000 บาท เพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มบนเรือ

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ สำรองที่นั่ง สามารถติดต่อได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Facebook Messenger : m.me/THESEANERY
Line Official : https://lin.ee/WKzbilW
Whatsapps : https://wa.me/66924796565

ร้านจัดพิธีศพใน ‘เอลซัลวาดอร์’ ปิ้งไอเดียทำ ‘โลงศพบาร์บี้’ สุดปัง!! ขายดีจนต้องผลิตเพิ่ม แถมมีคนสั่งซื้อไว้ล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 66 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า กระแส ‘บาร์บี้ฟีเวอร์’ ของภาพยนตร์เรื่องดัง ‘บาร์บี้’ 
ผลงานกำกับของ ‘เกรตา เกอร์วิก’ ผู้กำกับชาวอเมริกันวัย 39 ปี ที่นั่งแท่นผู้กำกับหญิงเจ้าของผลงานทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 34,700 ล้านบาท ทำให้โลกเต็มไปด้วยสีชมพู แม้แต่โลกแห่งความตาย ที่มีเจ้าของร้านจัดพิธีศพในสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ ทำโลงศพบาร์บี้สีชมพู ภายในบุด้วยผ้ารูปตุ๊กตาบาร์บี้ ออกมาให้เลือกซื้อ

‘ไอแซค วิลเลกาส’ เจ้าของร้านอัลฟา แอนด์ โอเมกา ฟิวเนอรัล โฮม ร้านรับจัดพิธีศพในเมืองอาวาชาปัง เล่าว่า ที่จริงร้านของตนเริ่มทำโลงศพสีชมพูออกขายก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องบาร์บี้จะเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่หลังจากเห็นความสำเร็จของกระแสบาร์บี้ฟีเวอร์ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา วิลเลกาสจึงตัดสินใจทำโลงศพสีชมพู ภายในบุผ้ารูปภาพตุ๊กตาบาร์บี้ และประดับด้วยดาวสีขาวดวงเล็กๆ

“ตอนนั้นผมบอกเลยว่า เราต้องกระโจนตามเทรนด์แล้วมันก็ประสบความสำเร็จ” วิลเลกาสเล่าว่า ทางร้านได้ทำโปรโมชั่นโลงศพบาร์บี้ ซึ่งขายได้แล้ว 10 โลง แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 10 คนที่สั่งซื้อ ได้ถูกฝังอยู่ในโลงศพบาร์บี้แล้ว เนื่องจากมีคนมากมายในเอลซัลวาดอร์ที่จ่ายเงินซื้อแพคเกตทำพิธีศพไว้ล่วงหน้า

เจ้าของร้านอัลฟา แอนด์ โอเมกา ฟิวเนอรัล โฮม เล่าว่า ก่อนหน้านี้ โลงศพในเอลซัลวาดอร์จะมีสีดำ สีน้ำตาล สีขาว สีเทาตามประเพณีนิยม แต่ย้อนไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว วิลเลกาสเคยขายโลงศพสีชมพูโลงแรกให้ครอบครัวหนึ่งที่ต้องการให้ญาติซึ่งเป็นคนนิสัยร่าเริง มีความสุขถูกฝังในโลงศพสีสันสดใส

วิลเลกาสบอกว่า ทุกวันนี้ที่ร้านของตนยังทำโลงศพสีทึมๆ ออกขาย แต่ผลิตโลงศพสีชมพูมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีผู้คนมาถามหามากขึ้น

ที้งนี้ กระแสบาร์บี้ฟีเวอร์ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ร้อนแรงถึงขนาดมีทาโก้สีชมพู ขนมอบสีชมพู สายการบินพาณิชย์ที่มีโลโก้ตุ๊กตาบาร์บี้ แม้แต่โฆษณาทางการเมือง และการประท้วงก็มีการใช้ธีมบาร์บี้ด้วย

‘วัชรเรศร วิวัชรวงศ์’ ผู้ก่อตั้งกองทุนศึกษา Thai Heritage Scholarship Fund of New York  เพื่อเด็กนักเรียนไทย 'เกิด-ศึกษาต่างแดน' ได้ระลึกและทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

‘ท่านชาย วัชรเรศร วิวัชรวงศ์’ หรือ ‘ท่านอ้น’ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ สุจาริณี วิวัชรวงศ์ เป็นพระเชษฐาใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อแรกประสูติ ‘ท่านอ้น’ มีพระยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ พระนามว่า หม่อมเจ้าวัชรเรศร มหิดล มีพระโสทรเชษฐาและกนิษฐา รวม 4 องค์ ได้แก่ จุฑาวัชร วิวัชรวงศ์, จักรีวัชร วิวัชรวงศ์, วัชรวีร์ วิวัชรวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ท่านอ้น ศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ จากนั้นศึกษาต่อที่โรงเรียนจิตรลดา จนกระทั่งช่วงเวลาที่บินไปพำนักที่สหรัฐอเมริกา ศึกษาต่อที่ Trinity Preparatory School ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระดับปริญญาตรี ท่านอ้นสำเร็จการศึกษาในสาขานิติศาสตร์ จาก Stetson University College of Law ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในสาขานิติศาสตร์ จาก Stetson University College of Law ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ‘ท่านอ้น’ ทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท แมนีย์ แอนด์ กอร์ดอน (Maney & Gordon, P.A., Tampa) โดยทรงพำนักอยู่กับ มารดา พี่ชาย และน้องชาย ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ท่านอ้น มีภารกิจสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สำหรับนักเรียนไทยในต่างแดน แลเป็นประธานตั้งองค์ทอดกฐิน สร้างสันติภาพสู่สันติสุขทั่วราชอาณาจักรไทย ดังนี้

- เดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ตั้งกองทุนศึกษา Thai Heritage Scholarship Fund of New York สำหรับนักเรียนไทยในนครนิวยอร์ก เพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนไทยที่เกิดหรือศึกษาต่างแดนได้ระลึกถึงประเทศบ้านของตน และทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

- วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ออกสาส์นพร้อมพระเชษฐา และพระอนุชา แสดงความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

- วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

- วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นประธานทอดกฐินสามัคคี เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี ของสมาคมรวมไทย ประเทศฮ่องกง

- วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นประธาน (ส่งผู้แทน) ตั้งองค์กฐิน และปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา เพื่อสร้างสันติภาพสู่สันติสุขทั่วไทย น้อมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

‘รองโฆษก ปชป.’ เตือนสติ ‘แก๊งทะลุวัง’ งดหยาบคาบ-รุนแรง ชี้!! ‘ภาพ-เสียง’ ว่อนออนไลน์ อาจย้อนกลับมาทำร้ายในอนาคต

(8 ส.ค. 66) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองกับผู้เห็นต่างของกลุ่มเยาวชนที่เรียกตนเองว่า ‘กลุ่มทะลุวัง’ โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ที่ทำให้สังคมส่วนใหญ่รับไม่ได้กับพฤติกรรมความหยาบคาย และมีการคุกคามผู้เห็นต่างในรูปแบบต่าง ๆ กัน รวมถึงมีการใช้ความรุนแรงในรูปแบบการปาข้าวของ กีดขวางการเดินทาง และทำลายสถานที่ราชการ

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อด้วยว่า ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิคิดต่าง แต่ต้องมีการแสดงออกอย่างเคารพสิทธิ เสรีภาพ ของผู้อื่นด้วยจึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตยโดยแท้จริง พฤติกรรมของกลุ่มทะลุวังเมื่อวานนี้ (7 ส.ค.66) ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากการคุกคาม รวมถึงสื่อมวลชนบางส่วนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รายงานสถานการณ์ไปยังสาธารณะชน

ทั้งนี้จึงอยากฝากไปถึงเยาวชนกลุ่มทะลุวังว่า พฤติกรรมการแสดงออกที่แสดงถึงความหยาบคาย คุกคาม ใช้ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เมื่อกระทำแล้วต้องยอมรับให้ได้ว่าไม่ว่าในโลกความจริงหรือโลกดิจิทัล การกระทำมีผลของมันเสมอ สิ่งต่าง ๆ ที่เยาวชนกลุ่มนี้ตัดสินใจทำลงไป ไม่ว่าจะมาจากแรงจูงใจใด หรือมีใครอยู่เบื้องหลังก็ตาม ท้ายที่สุดจะกลายเป็น Digital Footprint คือ รอยเท้าบนโลกดิจิทัลทิ้งร่องรอยไว้บนโลกโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ทั้งตนองและผู้อื่นเอาไปนำเสนอไว้ ตามมาหลอกหลอน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของตนเองในอนาคตได้

“นอกเหนือจาก Digital Footprint ที่เยาวชนกลุ่มนี้ต้องเผชิญแล้ว การกระทำบางอย่างที่ทำเกินขอบเขตของกฎหมายก็ต้องถูกเอาผิด รับโทษทัณฑ์ เสียโอกาส หมดอนาคตได้ด้วยเช่นกัน จึงอยากแนะนำว่าพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง อาจสร้างความสนใจได้แค่เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของตนเองได้ในระยะยาว” นางดรุณวรรณ กล่าวย้ำ

'เซ็นทรัลฯ' ลุยปรับโฉมร้าน Family Mart พลิกโฉมเป็น Tops Daily ยัน!! แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อร้านแล้ว แต่ 'โอเด้ง' ยังมีขายตามปกติ

เมื่อไม่นานมานี้ เซ็นทรัล รีเทล หรือ CRC ผู้บริหารเชนร้านสะดวกซื้อ Family Mart เริ่มทยอยปรับโฉมและเปลี่ยนชื่อร้าน Family Mart เป็น Tops Daily แล้ว เช่นสาขาในย่านปิ่นเกล้า ทั้งการเปลี่ยนป้ายหน้าร้าน และประโยคต้อนรับลูกค้าของบรรดาพนักงาน

อย่างไรก็ตาม สำหรับแฟนสินค้าเด่นของ Family Mart อย่าง ‘โอเด้ง’ ยังสบายใจได้ เนื่องจากพนักงานของร้านยืนยันว่า แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อร้านแล้ว แต่โอเด้งยังมีขายตามปกติ

การเปลี่ยนแปลงนี้ คาดว่าเป็นไปตามแนวทางที่ CRC ประกาศเมื่อช่วงต้นปี 2566 นี้ ว่าจะปรับกลยุทธ์ของธุรกิจค้าปลีก ด้วยการใช้แบรนด์ Tops เป็นแกนกลาง ขณะเดียวกันความต้องการของผู้บริโภคยังเปลี่ยนแปลงไปด้วย

โดยนายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล กล่าวในขณะนั้นว่า เทรนด์ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อในไทยเปลี่ยนแปลงไป ตลาดต้องการร้านที่ขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ร้าน Family Mart ซึ่งมีพื้นที่เฉลี่ย 120 ตร.ม. ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ต่างจากร้านในแบรนด์ Tops ที่มีขนาดพื้นที่ร้านประมาณ 250-300 ตารางเมตร จึงมีความหลากหลายของสินค้ามากกว่า

พร้อมกันนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังปรับยุทธศาสตร์ด้านแบรนด์ด้วยการโฟกัสการใช้แบรนด์ Tops กับธุรกิจต่าง ๆ ในกลุ่มสินค้าอาหารเพื่อสร้างการจดจำ เช่น Tops, Tops Food Hall, Tops Fine Food, Tops Club และ Top Daily

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ร้าน Family Mart ในไทยมีสาขาลดลงต่อเนื่องจากจำนวนประมาณ 1,000 สาขา เมื่อปี 2560-2561 แต่ในช่วงปี 2564 ลดเหลือ 805 สาขา และปัจจุบันข้อมูลบนเว็บไซต์ของเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า บริษัทมีร้านสะดวกซื้อ 409 สาขา

สำหรับเส้นทางธุรกิจร้าน Family Mart ในประเทศไทยนั้น Family Mart เป็นร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่น ภายใต้การบริหารของแฟมิลี่มาร์ทกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท อิโตชู จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2536 ที่พระโขนง ตามด้วยสาขา 2 ที่สีลม ต่อมาเปิดสาขาแฟรนไชส์แห่งแรกที่เสนานิเวศน์ ก่อนจะมีสาขาครบ 100 สาขา ในธันวาคม 2542 ด้วยการเปิดสาขาลาดพร้าว 35 ตามด้วยสาขาในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกในจังหวัดชลบุรี คือ สาขาพัทยาวงศ์อมาตย์

สำหรับหนึ่งในสินค้าฮิตอย่างโอเด้งนั้น เริ่มขายใน 10 สาขาเมื่อสิงหาคม 2549 จากนั้น Family Mart เดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง โดยมีสาขาครบ 500 สาขาในปี 2551 และครบ 600 สาขา ในปี 2553 จากนั้น ปี 2555 เมษายนจึงเปิดสาขาลำดับที่ 700 และเปิดสาขาลำดับที่ 800 เมื่อปี 2556

ขณะเดียวกันบริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอรร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมเซ็นสัญญาลงนามในสัญญาร่วมทุน กับ บริษัท แฟมิลี่มาร์ท จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2555 และต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัดเมื่อปี 2556

ต่อมาในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นของ บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ในอีก 49.00% ที่เหลืออยู่จาก แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น ทำให้แฟมิลี่มาร์ทในไทยเหลือสถานะเพียงแฟรนไชส์ของแฟมิลี่มาร์ทญี่ปุ่น

‘อุ้ม ลักขณา’ ประกาศแยกทางกับสามี ‘บอล กฤษณะ’ ต่อไปนี้ขอทำหน้าที่ ‘พ่อและแม่’ ของลูกให้ดีที่สุด

(8 ส.ค. 66) จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ ‘บอล กฤษณะ’ สามีของ ‘อุ้ม ลักขณา’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ยอมรับว่าทำผิดต่อ ภรรยาและครอบครัวว่า “ในวันที่ผมทำผิดทรยศต่อภรรยาและครอบครัว ผมรู้สึกว่าตัวเองเลวทxามที่สุด กลับมีหลาย ๆ มิตรภาพ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมยังมีค่าและยังมีความดีอยู่บ้าง ขอบคุณทุกๆ คนที่เป็นห่วงตั้งแต่วันนี้ผมจะทำเพื่อลูก ๆ ครับ”

ล่าสุด ‘อุ้ม ลักขณา’ ได้ออกมาโพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกว่า “อุ้ม ขออนุญาตใช้พื้นที่ส่วนตัวตรงนี้พูดนะคะ ตอนนี้อุ้มกับพี่บอล เราได้ตัดสินใจแยกทางกันแล้ว และเราได้เปลี่ยนสถานะจาก ‘สามีภรรยา’ มาเป็นแค่ ‘พ่อแม่’ ของน้องดิสนีย์ เพื่อทำหน้าที่แค่พ่อและแม่ของลูกให้ดีที่สุด

เมื่อทุกอย่างมันมาถึงทางตัน มันไม่สามารถไปต่อกันได้อีกและคงไม่มีภรรยาคนไหนจะรับเรื่องแบบนี้ได้ นี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เราสองคนได้พูดคุยกันตกลงกันอย่างมีความคิดเห็นตรงกันและคิดทบทวนกันอย่างดีที่สุดแล้วค่ะ โดยทั้งหมดเราได้ยึดลูกทั้ง 2 คนเป็นหลักสำคัญที่สุด *อุ้มขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดเรื่องราวภายในครอบครัว ที่สำคัญคนที่อุ้มต้องแคร์ความรู้สึกมากที่สุดคือ ‘ลูก’

และต้องขอโทษเพื่อน ๆ พี่ ๆ สื่อตรงนี้ด้วยนะคะ ที่อุ้มไม่สะดวกรับสายหรือตอบอะไรใด ๆ ในช่วงที่ผ่านมาอุ้มได้รับกำลังใจที่ดีมาก ๆ จากครอบครัว คนรอบตัว เพื่อนพี่น้อง ทั้งในและนอกวงการ เพราะอุ้มไม่อยากให้กระทบความรู้สึกของลูกทั้ง 2 คน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

หม่าหม๊าอยากให้ลูกการ์ตูนและลูกดิสนีย์รู้ไว้ว่า ไม่ว่าสถานะของหม่าหม๊ากับป๊าจะเปลี่ยนไปแล้วนั้น แต่สิ่งนึงที่มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปเลยนั้นคือความรักของ ‘แม่’ กับ ‘พ่อ’ มันจะคงอยู่ตลอดชีวิตของลูก หม๊าจะเลี้ยงดิสนีย์ให้ดีที่สุด ดูแลลูกให้ดีที่สุด ให้หนูมีความสุขที่สุด ด้วยพลังทั้งหมดที่มี ดิสนีย์และการ์ตูนจะเติบโตมาโดยมีแม่กับพ่อดูแลเสมอนะคะลูก หม่าหม๊ารักดิสนีย์ที่สุดดวงใจของหม๊า รักเจเจ๊การ์ตูนของดิสนีย์ด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจที่ให้อุ้มกับลูกนะคะ ขอบคุณครอบครัวป๊า ม๊า นิว จูเนียร์ที่เป็นพลังใจให้อุ้มมาเสมอ รักมากๆๆๆๆค่ะ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top