Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

‘ญี่ปุ่น’ จัดพิธีรำลึก 78 ปี สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิมา พร้อมสนับสนุนให้โลกปราศจากภัยคุกคาม-อาวุธนิวเคลียร์

(6 ส.ค. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดพิธีครบรอบ 78 ปี เหตุการณ์ที่สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา ซึ่งเป็นการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกของโลก โดยนายคาซึมิ มัตสึอิ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมาได้กล่าววิงวอนให้มีการยกเลิกการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวโจมตีภัยคุกคามจากรัสเซียถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์

‘ระฆังสันติภาพ’ ถูกตีในพิธีที่ถูกจัดขึ้น ณ สวนสันติภาพ เมืองฮิโรชิมา เมื่อเวลา 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการทิ้งระเบิดปรมาณูชื่อ ‘ลิตเติ้ลบอย’ ที่ฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.4 แสนราย โดยในพิธีรำลึกดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมถึง 5 หมื่นราย หลายคนเป็นผู้รอดชีวิต ครอบครัวของเหยื่อ และผู้แทนต่างชาติจาก 111 ประเทศ ต่างมารวมตัวกัน เพื่อสวดมนต์ไว้อาลัยแก่ทุกชีวิตที่ดับสูญไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ประเทศรัสเซียและเบลารุสไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันเนื่องจากวิกฤตสงครามในประเทศยูเครน นายกรัฐมนตรีคิชิดะของญี่ปุ่นซึ่งครอบครัวของเขามาจากเมืองฮิโรชิมา ขึ้นกล่าวในพิธีว่า “ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในช่วงสงคราม ประเทศญี่ปุ่นจะยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์”

คิชิดะกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นก็ตามเส้นทางข้างหน้าที่จะนำไปสู่จุดนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความแตกแยกที่มากขึ้นในหมู่ประชาคมโลก เกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์และภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากรัสเซีย ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าคือ การทำให้แรงผลักดันของโลกนำไปสู่โลกที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ และการทำลายล้างจากอาวุธนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากินั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำ

ขณะที่นายมัตสึอิ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา ขึ้นกล่าวในพิธีว่า “ผู้นำประเทศทั่วโลกต้องยอมรับกับความจริงที่ว่า ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ในขณะนี้ ที่ถูกพูดถึงโดยผู้กำหนดนโยบายบางคนนั้น เผยให้เห็นความโง่เขลาของทฤษฎีการป้องปรามทางนิวเคลียร์”

ด้านนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา เรียกร้องให้ประชาคมโลกส่งเสียงออกมาเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากบางประเทศในโลก ว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

หลังจากการทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาเพียง 3 วัน สหรัฐก็ได้ทำการทิ้งระเบิดปรมาณูชื่อ แฟตแมน ที่เมืองนางาซากิ ในวันที่ 9 สิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7.4 หมื่นราย ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 สิงหาคม 1945

‘จ๊ะ นงผณี’ ซึ้ง!! แฟนเพลงแห่ให้กำลังใจ ปมดรามา ‘ตั๊กแตน’  พร้อมร้องไห้กลางเวที ลั่นคำพูดสั้นๆ แต่ทำเอาซู๊ดปาก

(6 ส.ค. 66) เรียกว่าเป็นมหากาพย์ดรามาสะเทือนวงการ เมื่อนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่าง ‘ตั๊กแตน ชลดา’ ออกมาโพสต์ฟาดเดือด เรื่องการแทรกคิวของนักร้องสาวรุ่นน้อง ‘จ๊ะ นงผณี’ กระทั่งต่อมาทีมจ้างงานในวันนั้น ได้ออกมาโพสต์ถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมยอมรับว่าเกิดจากความผิดพลาดของการประสานงานที่ไม่เคลียร์ จึงทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น แม้ว่าทุกอย่างจะคลี่คลายลงแล้ว ทว่าดรามาเกาเหลาระหว่างสองนักร้องชื่อดัง ยังคงไม่จบง่ายๆ เพราะด้านสาวจ๊ะเองถึงกับลั่นไว้เลยว่า หากเจอตั๊กแตนจะไม่ขอไหว้ เพราะเลิกนับถือแล้วนั่นเอง

ล่าสุด มีผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า ‘icy_poo’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอในงานคอนเสิร์ตของสาวจ๊ะ ซึ่งเป็นช่วงพูดคุย ที่นักร้องดังถึงกับหลั่งน้ำตากลางเวที เนื่องด้วยได้รับกำลังใจจากแฟนเพลงอย่างท่วมท้น โดยเธอกล่าวว่า…

“วันนี้ทุกคนมากอดจ๊ะ แล้วพูดกับจ๊ะว่าเป็นกำลังใจให้จ๊ะ จ๊ะขอบคุณทุกคนมากๆ และจ๊ะก็มีคำพูดอยู่คำเดียวว่า “ใครทำอะไร ขอให้มันได้อย่างนั้น” ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจไปให้กับเอมด้วย ยืนยันคำเดียวใครทำยังไง ขอให้ได้อย่างนั้น แค่นั้นพอวันนี้เพลงชื่อว่าโอเคนะคะ แต่ไม่โอเคเลย ทำเอาเหล่าแดนเซอร์และแฟนๆ ต้องปลอบใจนักร้องสาวกันยกใหญ่”

‘บิ๊กป้อม’ ปลื้ม!! เพื่อนเตรียมทหาร-จปร. ร่วมจัดงานวันเกิดในวัย 78 ปี ด้านเจ้าตัวขอบคุณ พร้อมขอให้ทุกคนรักใคร่กันไว้เป็นของขวัญวันเกิด

(6 ส.ค. 66) เฟซบุ๊ก ‘fc ลุงป้อม’ ได้เผยแพร่คลิปและภาพบรรยากาศงานฉลองวันเกิดครบรอบ 78 ปี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยงานดังกล่าวได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่ง พล.อ.ประวิตรได้นัดพบปะสังสรรค์นักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 6 (ปี 2508) และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 17 ‘รุ่นฝนแรก’ (มีที่มาจากการที่ถูกลงโทษช่วงหน้าฝน)

โดยภายในงาน มีการเลี้ยงอาหารและตัดเค้กวันเกิด มี พล.อ.ประวิตรเป็นประธานตัดเค้กที่มีข้อความว่า “สุขสันต์วันเกิดรุ่นฝนแรก เดือนสิงหาคม 66” โดยเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 และคนใกล้ชิดของ พล.อ.ประวิตร เดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมรับมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจและคำอวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้ พล.อ.ประวิตรอย่างอบอุ่น (พล.อ.ประวิตร เกิดวันที่ 11 สิงหาคม อายุครบ 78 ปี)

โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ปีนี้อายุ 78 ปีเต็ม ย่าง 79 ปีแล้ว ฉะนั้น กิจกรรมบางอย่างของผู้สูงอายุ นอนอาจจะไม่ตื่นก็ได้ในวันพรุ่งนี้ ใครจะไปรู้ ฉะนั้นขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ และรักใคร่กันไว้อย่างนี้ ขอบคุณเพื่อนๆและหลานๆ ทุกคนที่มาอวยพรวันเกิด ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และขอขอบคุณครับ”

จากนั้น พล.อ.ประวิตรก็ได้เดินไปตัดเค้ก ขณะเดียวกันก็มีการเปิดเพลงบ้านเกิดเมืองนอน หรือที่รู้จักกันดี คือ ‘รักกันไว้เถิด’

ทั้งนี้ ระหว่างการตัดเค้กมีการเปิดเพลงรักกันไว้เถิด ซึ่ง พล.อ.ประวิตรได้ร่วมร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี

‘ตร.’ แยกสอบ 2 ผัวเมียเจ้าของโกดังพลุระเบิด จ.นราฯ เผย ทั้งคู่มีอาการวิตกกังวล ทั้งยอมรับทั้งปฏิเสธ

(6 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี นายสมปอง และ น.ส.ปิยุนุช สามีภรรยา เจ้าของโกดังเก็บดอกไม้ไฟ หมู่ 1 ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้เกิดระเบิดขึ้นสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนของประชาน รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 คนถูกจับกุมตัวได้ที่ด่านสะเอดา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังหนีไปประเทศมาเลเซีย ก่อนนำตัวมาสอบปากคำ

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.สุธน สุขวิเศษ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส และพนักงานสอบสวน ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.ต.ต.อนุรุธ อิ่มอาบ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ได้เบิกตัว 2 สามีภรรยา แยกกับสอบปากคำ โดยมีทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งนั่งร่วมสังเกตการการสอบปากคำ 2 สามีภรรยาอย่างใกล้ชิด

ซึ่งคำให้การของ 2 สามีภรรยา โดยภาพรวมยอมรับในบางข้อกล่าวหา และปฏิเสธไม่รู้เห็นในบางข้อกล่าวหา ซึ่งทั้ง 2 คน อยู่ในอาการวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และการสอบสวนในครั้งนี้หากยังไม่ครบถ้วนกระบวนการภายใน 48 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จะส่งตัวผลัดฟ้องฝากขัง

ส่วนกรณีเหตุการณ์คาร์บอมบ์ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เมื่อคืนที่ผ่านมา พล.ต.ต.อนุรุธ กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกดังเก็บดอกไม้ไฟระเบิด ที่มีการกล่าววิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา และการระเบิดที่เกิดขึ้นไม่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นความโชคดีที่คนร้ายได้ซุกซ่อนระเบิดไว้ในรถเก๋ง จำนวน 2 ถัง แต่เกิดระเบิดขึ้นเพียง 1 ถัง ส่วนอีก 1 ถัง กระเด็นออกมาจากตัวรถ ไม่เช่นนั้นบ้านเรือนของประชาชน โดยเฉพาะที่ตั้งฐานจุดตรวจต้องได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุระเบิดไม่ได้มีเจาะจงแต่ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จังหวัดยะลาและปัตตานี ก็มีเหตุลักษณะเดียวกันนี้เหมือนกัน

‘ยงฮวา CNBLUE’ ชิม ‘เอสเพรสโซ่เย็น’ ครั้งแรกแล้วรู้สึกติดใจ!! ถึงกับชวนทุกคนทั่วโลก ให้มาสัมผัสเสน่ห์ ‘กาแฟไทย’ ด้วยกัน

(7 ส.ค. 66) เป็นที่ทราบกันดีในหมู่แฟนคลับแดนเกาหลีว่า ‘จอง ยงฮวา’ (Jung Yong Hwa) ศิลปินชื่อดังวง CNBLUE บินลัดฟ้ามาเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยว ‘2023 Jung Young Hwa Live ALL-ROUNDER in Bangkok’ เพื่อมอบความสุขให้กับชาวบอยซ์อย่างเต็มอิ่ม ให้คุ้มค่าสมการรอคอยกันไปแล้ว

ก่อนบินกลับ ‘ยงฮวา’ ผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผัดไทย ต้มยำกุ้ง ก็ไม่พลาดที่จะใช้วันพักผ่อนไปเที่ยวกรุงเทพฯ กันสักหน่อย และยังพาทีมงานไปนั่งชิลที่คาเฟ่สุดชิคแถวย่านตลาดน้อย เพื่อลิ้มลองเมนู ‘กาแฟเอสเย็น’ (Es-Yenn) หรือ เอสเพรสโซ่เย็น กาแฟเย็นสูตรลับเฉพาะของชาวไทย

งานนี้อปป้า ‘จอง ยงฮวา’ ได้ชิมแล้วเจ้าตัวถึงกับถ่ายภาพคู่กับกาแฟเอสเพรสโซ่เย็น และอัปโหลดภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัว @jyheffect0622 บอกเล่าความประทับใจถึงกาแฟเอสเย็น พร้อมบอกอีกด้วยว่า ทุกคนต้องไปลิ้มลองกาแฟที่ประเทศไทยสักครั้ง ผ่านแคปชันสุดน่ารักว่า

“เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ลองกาแฟเอสเย็นของไทย รสชาติมันพิเศษมากแล้วก็หอมเข้มอย่างมีเอกลักษณ์มากกว่ากาแฟที่ผมเคยดื่ม ผมคิดถึงประเทศไทยมากๆ พวกคุณต้องไปลองดื่มกันดูนะครับ #AmazingThailand #EsYenn #EspressoYenn #ThaiEspresso #Thaicoffe #Thailand”

'เศรษฐา' รับ!! เสียใจทวีตในอดีตเขียนเองทั้งหมด  ยัน!! ไม่ลบทุกข้อความ ขอเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 66 จากกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์แจ้งมีผู้ไม่ประสงค์ดี แฮกทวิตเตอร์แอคเคานต์ส่วนตัว และทำการแก้ไขข้อความเดิม เพื่อปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิด โดยยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุดนั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น นายเศรษฐา ทวีตข้อบนทวิตเตอร์ ระบุว่า...

เรื่องความผิดปกติที่ทวิตเตอร์ของผมโดนแฮกเมื่อ 2-3 วันก่อน กำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ส่วนข้อความในอดีตทุกข้อความที่ผมเขียนเอง ทุกเรื่องมีที่มาที่ไป ต่างวาระ ต่างอารมณ์ความรู้สึก ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ผมรู้สึกเสียใจต่อข้อความในอดีตที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อ่านมาจนถึงปัจจุบัน

"ผมจะไม่ลบข้อความเหล่านั้น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าในอดีตผมมีความคิด และทัศนคติอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นครับ" นายเศรษฐา ระบุ

'ตระกูลฉายแสง' ไม่เห็นด้วย 'พท.' จับ 'รทสช.-พปชร.' 'อึดอัดใจ-นอนไม่หลับ' หาเสียงคนพื้นที่ไว้เยอะ

'ฐิติมา ฉายแสง' สส.ฉะเชิงเทรา เพื่อไทย ถึงกับ ‘อึดอัด-นอนไม่หลับ’ กับข่าวเพื่อไทยจะจับมือรวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ จัดตั้งรัฐบาล ยืนยันไม่เห็นด้วย หาเสียงไว้เยอะ คนพื้นที่อึดอัด

มาถึงเวลานี้ก็ยังไม่ชัดว่า รัฐบาลของเพื่อไทยจะประกอบด้วยพรรคไหนบ้าง ไม่เห็นร่องรอยของการทาบทาม-เจรจา จะจับมือกับรวมไทยสร้างชาติ หรือพลังประชารัฐ ก็มีวาจามัดคออยู่ 'ไม่เอาลุง'

ถ้าไม่เอาพรรค 'ลุงพี่-ลุงน้อง' จะเอาเสียงที่ไหนมาสนับสนุนให้เพียงพอ และมั่นใจว่า สว.จะโหวตให้ด้วย เพราะคร่าวๆ ต้องใช้มือจาก สว.ไม่น้อยกว่า 110 เสียง

ฝ่ายที่กำลังฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลก็คงจะยุ่งยากลำบากใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เคยลั่นวาจาไว้ว่า ในนามหัวหน้าพรรค ถ้าร่วมกับพรรคลุง "ผมลาออก"

ดูท่าทีของสองพี่น้อง 'ตระกูลฉายแสง' ทั้ง 'จาตุรนต์ ฉายแสง' และ 'ฐิติมา ฉายแสง' ก็อึดอัด กระอักกระอ่วนใจกับการจะดึงพรรคลุงมาร่วมรัฐบาล

แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือดึงมาหมดเกือบทุกพรรคแล้ว 13-14 พรรค ก็จะได้แค่ 266-267 เสียงเท่านั้น ถ้าไม่เพิ่มพรรคลุงเข้ามา ต้องอาศัยเสียง สว.มากถึง 110 เสียง เป็นอย่างน้อย

ถามว่า เวลาของเพื่อไทยเกือบเดือน 'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' หัวหน้าคณะเจรจากับ สว.ได้คุยกับใครแล้วบ้าง ได้มาแล้วกี่เสียง ซึ่งจนถึงวินาทีนี้ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ทั้งจาก 'สุริยะ' และจากน้ำเสียงของ สว.เองว่าจะโหวตให้

ที่ไม่ควรลืมคือ สว.ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีกรรมการสรรหา ที่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นประธานกรรมการสรรหา

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อเกิดขึ้นจากการชุมนุมขับไล่เครือข่ายทักษิณ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี 2543 ตั้งแต่ยุคทักษิณ ชินวัตร ยุคสมชาย วงศ์สวัสดิ์, สมัคร สุนทรเวช และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จึงถูกเฟ้นหามาจากคนที่ไม่เอาทักษิณ ไม่ชอบระบอบทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย หรือเรื่องยากที่ สว.จะยกมือสนับสนุนคนของพรรคเพื่อไทยที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าพรรคของใคร และมีเป้าหมายคือ 'เอาทักษิณกลับบ้าน'

วันนี้ 'ทักษิณ' เลื่อนกลับบ้านอย่างไม่มีกำหนด หลังการจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยยังไม่เรียบร้อย โดยอ้างว่า 'หมอนัดด่วน' จะนัดด่วนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ยืนยันไม่กลับไทยตามกำหนดเดิม 10 สิงหาคม แต่เห็นเตร็ดเตร่อยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศข้างบ้านเรา ไปโผล่ร่วมงานวันเกิดนายกฯ ฮุนเซ็น ของกัมพูชา

ทางการไทยไม่มีขยับ หรือไม่รู้ว่าทักษิณเดินทางเข้าพนมเปญ ทำไมไม่แจ้งขอความร่วมมือกัมพูชา ส่งตัว 'ผู้ร้ายทักษิณ' กลับมารับโทษ เพราะไทย-กัมพูชา มีข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันอยู่ และลงนามร่วมกันตั้งแต่ปี 2541 แล้ว

ระวังนะสักวันหนึ่ง 'ทักษิณ' อาจจะเดินทางเข้าไทย ผ่านทาง 'ช่องทางหมาลอด' หรือช่องทางธรรมชาติ ก็เป็นได้ ที่บอกว่าจะกลับมาอย่างแมนๆ เท่ห์ ผ่านสนามบินดอนเมือง อาจจะไม่จริงก็ได้ เป็นแค่ละครตบตาเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

มาถึงนาทีนี้บอกได้เลยว่า การจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยยากขึ้นทุกที ยังไม่เห็นวี่แววของความสำเร็จ มีอุปสรรคมากมาย...

- การรวมเสียง แม้จะได้เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังไม่ผ่านด่าน 367 เสียงของรัฐสภา (สส./สว.)
- เพื่อไทยยังต้องการเสียงสนับสนุนจาก สส./สว.อีกอย่างน้อย 110 เสียง
- จะดึงพรรคลุงพี่-ลุงน้อง เข้าร่วมก็มีวาทะมัดคออยู่ แถมคนในเองก็ไม่เห็นด้วย

- การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในพรรคเพื่อไทยเองก็ยังเห็นแย้ง ไม่มีความเป็นเอกภาพเช่นกัน
- จะย้อนกลับไปคืนดีกับก้าวไกล ก็มาไกลเกินไปแล้ว ไกลเกินกว่าจะกลับไปร่วมเรียงเคียงหมอนกันอีก
- ท่าทีของผู้ใหญ่บางคนในพรรคเพื่อไทย กับพรรคข้ามขั้ว ยังไม่ให้เกียรติ์กันพอ เช่น เขามาเอง เราไม่ได้เชิญ เป็นต้น

- กว่าจะถึงวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดิเดตของเพื่อไทย 'เศรษฐา ทวีสิน' น่าจะถูกตีน่วมไปก่อน ซึ่งประเดิมด้วย 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์' ผิดถูกอย่างไรไม่รู้ แต่มัวหมองไปแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็น่าจะพลั้งพรูออกมาเรื่อยๆ

บอกตามตรงว่า ถึงเวลานี้ยัง 'มืดมน' กับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย มืดมนพอๆ กับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังไม่เห็นแววว่าจะสำเร็จเมื่อไทย

จึงเริ่มมีคำถามในสื่อโซเชี่ยลว่า สามคำถาม อันไหนยากกว่ากัน อันไหนจะสำเร็จก่อน...
- จัดตั้งรัฐบาล
- ทักษิณกลับบ้าน
- เลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

โดยส่วนตัว #นายหัวไทร ไม่เชียร์ใคร ไม่หยามใคร แต่อยากให้การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จลงโดยเร็ว เพราะยิ่งช้า ประเทศชาติ และประชาชนจะเสียประโยชน์ ใครมองเห็น มองไม่เห็นผมไม่ทราบ แต่ผมมองไม่เห็นว่า ถ้ามีรัฐบาลช้า 'หายนะ' รออยู่ โดยเฉพาะหายนะด้านเศรษฐกิจ

ผมไม่ถึงกับ 'อึดอัด-นอนไม่หลับ' แต่กลุ้มใจกับภาวะที่เป็นอยู่ และไม่สบายใจกับผลที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

‘สาว’ ผวา!! เจอ ‘เบ็ดตกปลา’ พร้อมเอ็น ปนมากับผัดเผ็ดปลาดุก หลังกินไปได้คำเดียว ฟากทางร้านรับผิดชอบคืนค่าอาหารให้ 120 บาท

เมื่อวานนี้ (7 ส.ค. 66) จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง โพสต์ภาพและข้อความเตือนภัยว่า "มาแชร์ประสบการณ์เจอเบ็ดตกปลาในอาหารค่ะ สั่งอาหารจากแอปเขียว เป็นร้านอาหารใต้ กำลังจะตักเข้าปากตามองไปเห็นอะไรเป็นเส้น ๆ ตกใจมากค่ะ มันคือ เบ็ดตกปลา!! รีบโทรไปหาร้าน ได้คำตอบว่า ทางร้านก็ล้างดีแล้ว ไม่รู้หลงมาได้ไง เป็นคำตอบที่ไม่โอเคมาก ๆ ค่ะ อันตรายมาก ๆ ถ้ากินเข้าไป เตือนผู้บริโภคไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ จะกินอะไร มองกันดี ๆ ค่ะ"

จากโพสต์ดังกล่าว เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบผู้โพสต์คลิปดังกล่าวเพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้พบกับ น.ส.อิสรีย์ แสงอนันต์ขจร หรือ จูน อายุ 31 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ย่าน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นผู้โพสต์คลิปแจ้งเตือนภัย

คลิปจากกล้องมือถือเป็นภาพอาหารในช้อนที่ตักพร้อมรับประทาน พบเบ็ดตกปลาขนาดความยาวประมาณ 1 ซม. กว่าติดอยู่กับไส้ปลา น.ส.จูนจึงใช้มือแกะออกมาและยกให้เพื่อนอีกคนเป็นคนถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน โดยพบมีที่ตัวเบ็ดตกปลายังมีสายเอ็นเบ็ดติดมาด้วย จึงได้นำไปวางลงในชามอาหารเพื่อให้ถ่ายชัดเจนขึ้น

น.ส.อิสรีย์ แสงอนันต์ขจร หรือ จูน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงบ่ายตนได้สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเจ้าหนึ่ง โดยได้สั่งอาหารเป็นเมนูผัดเผ็ดปลาดุกใบยี่หร่าพร้อมข้าวเปล่า ส่วนของเพื่อนเป็นข้าวปลาแกะจากร้านอาหารปักษ์ใต้ร้านหนึ่ง

เมื่อตนได้รับอาหารมา แล้วนำมาแกะถุงเพื่อจะกินอาหารพร้อมกันกับเพื่อน ตนได้แกะถุงผัดเผ็ดปลาดุกใบยี่หร่าเพื่อตักแบ่งออกมาจากถุงส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้กินในมื้อเย็น ปรากฎว่าหลังจากตนตักกินไปได้ 1 คำ และกำลังจะตักคำที่สองมากินต่อ โดยเลือกตักส่วนพุงปลาเพราะตนเองชอบกินพุงปลามาก ระหว่างที่ตนตักพุงปลาพร้อมกับข้าวเพื่อกำลังจะเอาเข้าปาก มองหันไปเห็นอะไรแปลก ๆ ในช้อนข้าวตัวเองว่ามีอะไรแปลก ๆ เป็นเส้นเงา ๆ อยู่ในช้อนข้าวพอดี ซึ่งในตอนนั้นตนยังคิดในใจว่าน่าจะเป็นเครื่องในปลาหรือเส้นเลือดปลา จึงลดช้อนลงมาดู

จากนั้นจึงใช้ช้อนซ้อมเขี่ยดู จึงเห็นว่าสิ่งที่ตนเห็นเป็นเส้น ๆ นั้น สายเอ็นกับตัวตะขอเบ็ดตกปลา ซึ่งทำให้ตนตกใจมากจึงรีบบอกเพื่อนที่นั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันว่าเจอเบ็ดตกปลาในพุงปลาดุก เพื่อนก็งงว่ามาได้ยังไง

จากนั้นเพื่อความแน่ใจจึงนำเบ็ดตกปลาที่เจอ มาวางลงชามเพื่อดูให้แน่ใจอีกทีว่าใช่เบ็ดตกปลาจริง ๆ หรือไม่ จึงก็พบว่ามันคือเบ็ดตกปลาที่มาพร้อมเส้นจริง ๆ

น.ส.จูน กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นตนจึงถ่ายคลิปกับรูปไว้เป็นหลักฐาน และรีบโทรติดต่อกลับไปแจ้งทางร้านอาหารที่ตนสั่งมา ให้รับรู้ว่าตนเจอตะขอเบ็ดตกปลาในอาหารที่สั่งจากร้านเขามากิน ซึ่งทางเจ้าของร้านเองก็ตกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร พร้อมกับยืนยันว่าทางร้านได้ทำความสะอาดปลาที่นำมาทำอาหารดีแล้ว ทำให้ตนต้องถามย้ำทางร้านกลับไปว่า มั่นใจว่าได้ล้างทำความสะอาดดีหรือเปล่า ทำให้ทางร้านตอบกลับตนมาว่ายินดีที่จะทำผัดเผ็ดปลาดุกมาให้ใหม่ แต่ตนไม่สะดวกใจที่จะกินอาหารจากทางร้านอีกเพราะยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่รับอาหารชุดใหม่ ทำให้ทางร้านแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการโอนเงินคืนค่าผัดเผ็ดปลาดุกใบยี่หร่า มาให้ตนในราคา 120 บาทแทน

“ในวันนั้นโชคดีที่ตนมองไปเห็นเบ็ดตกปลาเข้าเสียก่อน ไม่อยากคิดต่อไปว่าถ้าวันนั้นตนเผลอกลืนเบ็ดตกปลาลงไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับตนบ้าง ไม่รู้ว่าเบ็ดตกปลาจะไปตกอยู่ตรงจุดไหนของร่างกาย มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เป็นตะขอมีความแหลมคม สุดท้ายคงจะต้องไปผ่าตัดเพื่อเอาออกแน่นอน ถือว่าตนโชคดีที่รอดจากเบ็ดตกปลามาได้หวุดหวิด เพราะโดยปกติแล้วระหว่างนั่งพักกินข้าว ตนก็จะเปิดโทรศัพท์ดูไปด้วยเป็นประจำ” 

“ตนก็อยากฝากไปถึงร้านอาหารต่าง ๆ ด้วยว่า ให้คำนึกถึงความสะอาดและตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารให้ลูกค้าดี ๆ เพราะลูกค้าที่ตัดสินใจสั่งซื้ออาหารก็ใช้เงินที่เขาทำงานมาแลกซื้อ เมื่อซื้ออาหารมาแล้วก็อยากจะกินอาหารแบบสบายใจ ไม่ต้องมานั่งระแวงความปลอดภัยแบบนี้ ส่วนตัวลูกค้าซึ่งผู้บริโภคเองก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังด้วย เพราะอาจมีสิ่งแปลกปลอมติดมาได้เสมอ ก็อย่าประมาท”

“ตนยอมรับว่าหลังเหตุการณ์เจอตะขอเบ็ดตกปลาในพุงปลาแล้ว ทำให้ตนกลายเป็นคนแพนิค หวาดระแวงกับอาหารที่สั่งมากิน จนทุกวันนี้ต้องเขี่ยอาหารให้กระจายออกทุกครั้งก่อนที่จะตักเข้าปาก โดยเฉพาะกับอาหารที่เป็นเมนูปลาต่าง ๆ ตนไม่กล้าสั่งมากินหรือซื้อกินอีกเลยนับตั้งแต่เจอเหตุการณ์ในวันนั้น เพราะภาพเบ็ดตกปลามันยังอยู่ในหัวตน” น.ส.จูน กล่าว

สำหรับเหตุการณืดังกล่าวคาดว่า ตะขอเบ็ดตกปลาที่พบว่าติดมากับพุงปลานั้น น่าจะเป็นเพราะปลาตัวดังกล่าว คงไปหลงกินเหยื่อที่มีคนตกปลานำมาเบ็ดมาตกไว้ แต่ปลาได้กลืนเบ็ดลงท้องไป ทำให้คนตกปลาใช้วิธีตัดสายเอ็นออกแทน ก่อนที่ปลาจะถูกจับนำมาขายแล้วทางร้านซื้อมาทำอาหารขายต่อให้กับลูกค้าอีกที

‘ดิว อริสรา’ ควักเงินซื้อคอนโดหรูใจกลางกรุงหมดทั้งชั้น ลั่น!! ไม่ได้ตั้งใจอวดรวย ชอบเพราะถูกโฉลก อยู่แล้วปัง

(7 ส.ค. 66) ชีวิตปังไม่ไหวจริง ๆ สำหรับนักแสดงสาว ‘ดิว อริสรา’ ล่าสุดได้ควักกระเป๋าซื้อคอนโดใหม่ใจกลางเมือง แต่ในครั้งนี้เธอเล่นเหมาทั้งชั้นไปเลย เพราะว่าลูกชาย ‘น้องไซลาส’ เริ่มโตแล้ว ก็เลยอยากขยับขยาย และเธอก็เพิ่งจัดพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ไปหมาด ๆ นี้เอง

ล่าสุด ‘ดิว อริสรา’ ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องซื้อคอนโดยกชั้น โดยระบุว่า ตอนนี้ยังไม่เข้าไปอยู่ แต่ฤกษ์คือต้องทำบุญขึ้นบ้านใหม่วันนั้น ตอนนี้ก็คือการรีโนเวทยังไม่ได้เข้าอยู่ ยังไม่เสร็จเลย ส่วนที่หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่ซื้อบ้านเป็นหลังอยู่ไปเลย คือเราก็ลงทุนด้วย แล้วก็ถ้าเป็นบ้านวันหนึ่งเราต้องขายดิวว่ามันง่าย แล้วก็เราชอบที่นั่นแล้วก็ถูกโฉลกเรา อยู่แล้วเฮงอยู่แล้วดีอยู่แล้วปังอะไรแบบนี้ 

อันนี้คือทั้งฟลอร์เลย แต่เดี๋ยวหนูโดนด่าว่าอวด มันเหมือนเพนท์เฮาส์ ส่วนสามีเขาแฮปปี้อยู่แล้วแต่คุณสามีเขาตอนนี้อยู่ในช่วงรีโนเวทก็จะค่อนข้างเหนื่อย มันยังไม่เสร็จพอทำบ้านมันก็มีรายละเอียดเยอะ

ที่นั่นก็ค่อนข้างปลอดภัย ดิวเลือกจากความถูกโฉลกกับดิวค่ะ แล้วก็ให้ซินแสมาดูแล้วเรารู้อยู่แล้ว เรารู้สึกได้ว่าเราอยู่ที่นั่นเราแฮปปี้แล้วมีแต่เรื่องดี ๆ เราเลยอยู่ที่นั่น ห้องดิวมันได้ทุกทิศทางอยู่แล้ว คือมันเป็นแม่น้ำล้อมรอบ เพราะดวงดิวถูกกับแม่น้ำ ตามฉายาเน็ตไอดอลภาคพื้นทะเล พอมีน้ำล้อมรอบที่อยู่ของดิวก็คือดี

ถามว่าอยู่แล้วปังยังไง คือตั้งแต่ดิวอยู่ที่นั่น ชีวิตดิวค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะ แล้วเราก็มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิต พอเราจะขยับขยายเราก็หาที่ ๆ มันเป็นที่เดิมก็อาจจะใหญ่ขึ้นหน่อย

‘EA’ จับมือ ‘กรมอนามัย’ หนุนการใช้รถยนต์ EV ติดตั้งสถานีชาร์จแห่งแรกในกระทรวงสาธารณสุข

บจก.พลังงานมหานคร บริษัทย่อยในกลุ่ม บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) จับมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมจัดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งแรกในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นองค์กรภาครัฐต้นแบบในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันนี้ 4 ส.ค. 66 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า “ในการเป็นประธานลงนามความร่วมมือโครงการสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าระหว่างกรมอนามัย และ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ณ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ว่า จากรายงาน Biennial update report ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปี 2565 พบว่า ก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศในประเทศไทยประมาณร้อยละ 70 มาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเฉพาะ PM2.5 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ทั้งนี้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ พร้อมสนับสนุนการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งนโยบายรถไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่สำคัญของประเทศในภาคพลังงานและขนส่ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษทางอากาศ และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว”

“กรมอนามัย จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด วางโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รวมทั้งจัดตั้งสถานีอัดชาร์จสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแห่งแรกของกระทรวงสาธารณสุข เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป ได้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ก่อนนำไปสู่การขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่อื่น ๆ รองรับการใช้งานของประชาชนในอนาคต ที่จะช่วยกันลดปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอากาศที่บริสุทธิ์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยต่อไป” กล่าวปิดท้าย

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กล่าวว่า “กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ ได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจ ‘Green Product’ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานสะอาด มากกว่า 15 ปี ทั้งด้านพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และปัจจุบัน EA ซึ่งเป็นบริษัทไทยบริษัทแรกที่มีการเริ่มต้นพัฒนานวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าด้วยฝีมือคนไทย ทั้งธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสถานีชาร์จ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบัน EA เป็นผู้นำด้านการให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ EA Anywhere มากกว่า 5 ปี เปิดให้บริการแล้วกว่า 490 สถานี รวม 2,460 หัวชาร์จ ทั้งสถานีระบบ Normal Charge และ EA ได้คิดค้นนวัตกรรมการชาร์จที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้เวลาเพียง 15 - 20 นาที ด้วยเทคโนโลยี Ultra-Fast Charge เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV ECOSYSTEM) ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับสากล

ดังนั้น โครงการดังกล่าว จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่ EA และ กรมอนามัย หน่วยงานราชการที่มีเจตนารมณ์เดียวกันกับบริษัทฯ ในการร่วมเดินหน้าส่งเสริมสถานีชาร์จสําหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าภายในพื้นที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาด  ช่วยลดปัญหามลภาวะทางอากาศ และฝุ่น PM 2.5 ให้กับชุมชนและสังคม สร้างสุขภาพอนามัยที่ดีต่อทุกคน ทั้งยังส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคได้เร็วยิ่งขึ้น สนับสนุนขับเคลื่อนให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพสิ่งแวดล้อมไทยที่ยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top