Wednesday, 29 July 2026
TheStatesTimes

5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนนายร้อย

วันนี้ในอดีต 5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานกำเนิด ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’ ต่อมาคือ โรงเรียนนายร้อย จปร.

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กับ(กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์) โดยเริ่มจากการจัดตั้งทหารมหาดเล็กเด็กที่เรียกว่า ‘ทหารมหาดเล็กไล่กา’ จำนวน 12 คน ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้ขยายกำลังขึ้นโดยฝึกข้าหลวงเดิมให้เป็นทหารมหาดเล็กสมทบกับพวกมหาดเล็กไล่การวม 24 คน จึงเรียกทหารในชุดนี้ว่า ‘ทหาร 2 โหล’ และต่อมาได้เพิ่มจำนวนทหารมหาดเล็กเป็น 72 คน แต่งตั้งเป็นกองทหารมหาดเล็กสำหรับรักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด

พ.ศ. 2414 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายกองทหารมหาดเล็กออกเป็นกองร้อย เรียกว่า ‘กอมปานี’ (Company) ถึง 6 กองร้อย จัดตั้งเป็น ‘กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์’

พ.ศ. 2415 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานที่สอนวิชาการและระเบียบการขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก รวมทั้งให้มีการสอนวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย เรียกสถานศึกษาว่า ‘คะเด็ตทหารมหาดเล็ก’ ส่วนนักเรียนเรียกว่า ‘คะเด็ต’ (Cadet)

พ.ศ. 2423 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารหน้าขึ้น (ซึ่งต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นกรมยุทธนาธิการ) จึงกำเนิด ‘คะเด็ตทหารหน้า’ ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ได้เร่งปรับปรุงกิจการทหารโดยลำดับ เมื่อเจริญกว้างขวางและเป็นแบบแผนขึ้นบ้างแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาทหารสำหรับทหารบกทั่วไปขึ้น โดยให้ใช้พื้นที่บริเวณหลังพระราชวังสราญรมย์เป็นสถานที่ตั้ง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมแผนที่ทหาร) โดยรวมคะเด็ตทหารมหาดเล็ก คะเด็ตทหารหน้า นักเรียนแผนที่ และส่วนที่เป็นทหารสก๊อตเข้าด้วยกัน ใช้ชื่อรวมว่า ‘คะเด็ตสกูล’ สำหรับนักเรียนเรียกว่า ‘คะเด็ต’ มีนายพันเอกนิคาล วอลเกอร์ (Nical Walger) เป็นผู้บังคับการคนแรก

5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนคะเด็ตสกูล

14 มกราคม พ.ศ. 2431 ได้ตราข้อบังคับขนานนามโรงเรียนคะเด็ตสกูลเสียใหม่ว่า ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’

6 ตุลาคม พ.ศ. 2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองโรงเรียนนายสิบมาสมทบด้วย เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนสอนวิชาทหารบก’

25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนทหารบก’ เปิดโอกาสให้รับบุคคลสามัญที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยได้ต่อมามีผู้สนใจเข้ารับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนนายสิบไปสังกัดกองพลทหารบกตามเดิม และ เมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ‘โรงเรียนนายร้อยทหารบก’ เปิดการสอนใน 2 แผนก คือ โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม

5 ปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าสถานที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกคับแคบไปแล้วไม่เพียงพอแก่การที่จะผลิตนักเรียนเพิ่มขึ้นทันกับความต้องการของสถานการณ์ในเวลานั้น ซึ่งขาดแคลนนายทหาร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินติดถนนราชดำเนินนอก เป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม (ส่วนโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐมยังคงอยู่ ณ โรงเรียนทหารสราญรมย์เดิม) เสร็จแล้วพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดโรงเรียนเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2452

โรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม และโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยมได้ดำเนินการมาด้วยดี ต่อมาเศรษฐกิจของชาติตกต่ำ กระทรวงกลาโหมจึงให้รวมโรงเรียนนายร้อยทั้งสองนี้เข้าด้วยกันเรียกชื่อว่า ‘โรงเรียนนายร้อยทหารบก’ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมยุทธศึกษาทหารบก

26 มีนาคม พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาพระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยทหารบกที่จบการศึกษาชั้นสูงสุดเป็นครั้งแรก และจากนั้นเป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกระบี่แก่นักเรียนนายร้อยที่จบการศึกษาขั้นสูงสุดทุกปี

พ.ศ. 2477 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนเทคนิคทหารบกขึ้นในกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อผลิตนายทหารบางเหล่าที่เป็นเหล่าสายเทคนิค

2 ธันวาคม พ.ศ. 2485 - 14 มกราคม พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยหญิงขึ้น 1 รุ่นจำนวน 28 คนและมีรุ่นเดียว

14 เมษายน พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2487 ได้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยสำรองขึ้น 3 รุ่น และได้เปิดหลักสูตรอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ 30 เมษายน พ.ศ. 2499 อีก 6 รุ่น รวม 9 รุ่น

ในห้วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ประเทศไทยได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรไมตรีกับฝ่ายญี่ปุ่น เมื่อ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในปี พ.ศ. 2486 ฝ่ายพันธมิตรได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อที่หมายในกรุงเทพมหานครอย่างหนัก ทางราชการจึงคิดแผนการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ในเขต จ.เพชรบูรณ์ ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2487 นักเรียนนายร้อยทุกหลักสูตรและทุกคน จึงได้ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน ไปลงที่สถานีรถไฟตะพานหิน จ.พิจิตร จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีก 112 ก.ม. เข้าสู่หมู่บ้านป่าแดง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เปิดทำการสอนนักเรียนนายร้อยอยู่ไม่นาน พอต้นปี พ.ศ. 2488 ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งสงครามสงบในเดือน กันยายน พ.ศ. 2488 โรงเรียนนายร้อยจึงได้กลับมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งเดิม

พ.ศ. 2489 กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อย เป็นหลักสูตรการศึกษา 5 ปีตามแบบอย่างโรงเรียนนายร้อยทหารบกของสหรัฐอเมริกา

1 มกราคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนนายร้อยแทนชื่อเดิมว่า ‘โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’

ต่อมาโรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า ณ ถนนราชดำเนินนอกอยู่ในสภาพแออัด ด้วยมีจำนวนนักเรียนนายร้อยเพิ่มขึ้น สถานที่ฝึกศึกษา เล่นกีฬา และสถานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับการเป็นโรงเรียนนายร้อยหลักของประเทศ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีสถานที่ตั้งแห่งใหม่ ณ บริเวณเขาชะโงก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ได้กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2524 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพลเอกหญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ขณะดำรงพระยศพันเอก) ได้เสด็จฯ มากระทำพิธี

5 สิงหาคม พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ถือเป็นการเปิดโรงเรียนนายร้อยแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ และได้ดำเนินการสอนมาจนถึงปัจจุบัน

‘บิ๊กตู่’ ลงพื้นที่เยี่ยมเหยื่อโกดังพลุระเบิด สั่งเยียวยาดูแล ปชช. ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติสุขโดยเร็ว

(4 ส.ค.66) เพจ ‘ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี - PMOC’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ ณ พื้นที่เกิดเหตุโกดังพลุระเบิด ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบเหตุในทุก ๆ ด้าน

ลงพื้นที่วันนี้ เพื่อไปดูว่าจะเยียวยากันอย่างไร โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งมีงบในส่วนของราชการส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นงบกองทุนบริจาคที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้มีการปรับแก้ว่า จะเพิ่มเติมตรงไหนได้บ้าง

นอกจากนี้ต้องดูแลในส่วนโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาดำรงชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

‘อดิศร’ แนะส่องไฟตรงที่นั่ง ปธ.สภาฯ ให้สว่าง ด้าน ‘วันนอร์’ บอก “สว่างแล้ว กลัวแก่”

(4 ส.ค. 66) ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 272 เรื่องการตัดอำนาจ สว.เลือกนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อถึงเวลาประชุม ยังไม่สามารถเปิดประชุมได้ จึงเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาต่าง ๆ โดยนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ลุกหารือว่า ตนเห็นว่าตรงที่นั่งประธานรัฐสภาและรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีมุมมืดดำไม่เด่นเป็นสง่า มองออกมาแล้ว ประธานฯ น่าจะเด่นชัด สุขสกาวให้สมกับห้องประชุมที่ตนไม่ชอบซึ่งชื่อว่าสุริยัน ต้องมีแสงสว่าง ไม่ใช่มองประธานฯ อยู่ไหน มันมืดจริง ๆ แสงแห่งความหวังของประชาธิปไตย อยู่ที่ที่ประธานฯ ตนอยากให้ฝ่ายเทคนิคไฟส่องสว่างให้สมศักดิ์ศรีหมื่นกว่าล้าน ท่านรองประธานรัฐสภา ก็เป็นตุลาการมาก่อน หน้าตาก็หล่อ แต่มองไปไม่เห็น ท่านประธานรัฐสภา น่าจะหนุ่มกว่านี้ นั่งอยู่ตรงนั้นไม่หนุ่มเลย จึงอยากให้ทางสภาฯ ปรับปรุงเพื่อให้สภาฯ ของเรามีประธานและรูปด้านหลังเด่นเป็นสง่า เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทางประชาธิปไตย 

ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวติดตลกว่า “กลัวว่าสว่างแล้วจะแก่” ซึ่งเมื่อนายวันมูหะมัดนอร์พูดจบ ก็เรียกเสียงหัวเราะจากสมาชิกในห้องประชุม

‘ปั้นจั่น ปรมะ’ ประกาศล้างมือในอ่างทองคำ พร้อมถอดเขี้ยวเล็บ เพื่อดูแลรักครั้งใหม่ให้ดีที่สุด

(4 ส.ค. 66) หลังจากเป็นโสดมาพักใหญ่ ล่าสุด ‘ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย’ นักแสดง นักร้อง นายแบบ พิธีกรชาวไทย ประกาศพร้อมรอยยิ้มว่า “ไม่โสดแล้วครับ”

นักแสดงหนุ่มซึ่งไปร่วมงานบวงสรวงละครเรื่อง ‘บุหงาส่าหรี’ ที่ช่องวัน 31 จัดขึ้นในวันนี้ (4 ส.ค. 66) ที่อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ บอกด้วยว่า “กับรักครั้งนี้ก็เหมือนก่อนๆ ที่อยากให้ออกมาดี และครั้งนี้ดูจะดีที่สุดแล้ว เพราะเราพร้อม หมดสภาพแล้ว (หัวเราะ) ถ้าหลุดคนดีๆ ไปอีกก็คงไม่มีแล้วแหละ”

“ที่จริงตอนนี้ชีวิตมันเป็นปกติแล้ว ซ้อมกีฬา ถ่ายละคร กลับบ้าน อยู่กับครอบครัว มีแค่นี้ ไม่ได้หวือหวาอะไรแล้ว มีไปเจอเพื่อนนิดหน่อย”

เรียกว่าครั้งนี้ล้างมือในอ่างทองคำเลยไหม? คำถามนี้เจ้าตัวบอก “ล้างมือในอ่างทองคำแล้ว แต่ถ้าใครไปเจอนั่นไม่ใช่ตัวจริง” พูดแล้วก็ยิ้ม

เมื่อถามถึงเขี้ยวเล็บต่างๆ ปั้นจั่นตอบ “ถอดแล้วแหละ แต่มนุษย์เนอะ อาจจะมีพลาดบ้างก็ได้ แต่ไม่พลาดดีที่สุด”

เมื่อถามถึงความรักครั้งนี้ ปั้นจั่นเล่าว่าเจอกับ ‘โจมิ’ ที่สนามกอล์ฟ “ตอนแรกก็เห็นผ่านๆ รู้จักกัน แต่ไม่ได้คุย” ปั้นจั่น กล่าว พร้อมเล่าว่าที่ผ่าน ๆ มา เขาจะเป็นประเภทเริ่มต้นด้วยการชอบมาก ๆ จาก 100 แล้วก็ค่อยๆ ลด ด้วยความไม่เข้ากัน ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง

เมื่อถามว่า หากครั้งนี้แตกต่าง?

“ครั้งนี้เริ่มจากคนที่เคยเห็นกันมาก่อน และรู้จักกันจากคนรอบ ๆ และก็เริ่มคุย แต่เขาเป็นคนน่ารักอยู่แล้ว เจอครั้งแรกเขาก็ดูน่ารัก ดูดี สวย พอรู้จักไปเรื่อย ๆ มันก็ค่อย ๆ เติม และเขามีน้ำใจกับผมมาก คอยดูแล ใส่ใจความรู้สึกมากๆ เราก็พยายามปรับตัวเข้าหากัน เพราะเราก็มาจากความไม่เพอร์เฟ็คต์ทั้งคู่ในเรื่องของความรู้สึก ทุกคนมีเรื่องราวที่ผ่านมา ผมเองก็อยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นอยู่แล้ว ก็มาคุยกันแบบเปิดอก แบบผู้ใหญ่ มีข้อเสียแบบนี้นะ ถ้าอะไรผิดพลาดไปก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปนะ แต่เราจะไม่ปล่อยมือกันนะ” ปั้นจั่น กล่าว

“ผมว่าเราถามหาความเพอร์เฟกต์จากความรักไม่ได้หรอก แต่มันคือการเรียนรู้กันไปทุก ๆ วัน และทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าวันนึงความรักมันลดลง พอมันไม่เท่ากัน ปล่อยมือกัน ก็ต้องตามนั้น”

ปั้นจั่นยังบอกด้วยว่า สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกว่าโจมิน่ารักมาก คือการไม่ตัดสินเขาจากข่าว

“เขาไม่ได้ตัดสินผม จากเรื่องราวที่ผ่านมา และผมก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างแฟร์ และเป็นการให้ผมพิสูจน์ตัวเอง จริง ๆ เราไม่ได้พิสูจน์ฝ่ายเดียว มันต้องพิสูจน์กันและกัน”

ความสัมพันธ์ครั้งนี้ ปั้นจั่นบอกว่า คบเกือบจะ 1 ปีแล้ว อย่างไรก็ดีรู้จักกันมาก่อนหน้านั้น

ปั้นจั่นยังบอกอีกว่า ตอนนี้เขาอายุ 30 กว่าแล้ว ขณะที่ฝ่ายหญิงอ่อนกว่าเขา 5-6 ปี โดยส่วนตัวเขาจึงมองเรื่องอนาคตไว้เหมือนกัน พร้อมกล่าว่า เรื่องผู้หญิงนั้น หลัง ๆ เขาตั้งใจจะไม่ระบุสเปกที่ชอบ

“ก็พยายามไม่มีแนวนะ แต่สุดท้ายก็มาตายสาวหมวย ก็น่ารัก คนอื่นผมไม่รู้นะ แต่สำหรับผมคิดว่าสวย” ปั้นจั่น กล่าว

ขณะที่ฝั่งโจมิถูกใจเขาตรงไหน ปั้นจั่นก็ว่า “ส่วนใหญ่คนที่เคยคุยมาจะบอกว่าคบคนในวงการมันยาก ไม่อยากคบคนในวงการหรอก แต่ของแบบนี้พอมันเดินเข้ามา ก็ห้ามไม่ได้ พอเจอกัน แล้วถูกใจ คุยกันรู้เรื่องก็ห้ามไม่ได้ แต่ผมว่าผมก็พยายามเป็นพี่ที่จะดีขึ้น นิ่งขึ้น เพราะเราอายุเยอะกว่าเขา” ความรักครั้งนี้ในความรู้สึกเขาจึงเป็นเรื่งราวดีๆ

“มันทำให้ผมรู้สึกว่าการที่เราอยากจะดีจากตัวเอง แต่การมีคนข้างๆ คอยปรึกษา เทคแคร์ ดูแลกัน คอยไว้ให้ระบาย บ่น ส่วนใหญ่ก็เรื่องง่าย ๆ รถติด ฝนตก อากาศร้อน เม้าท์กัน คุยเรื่องชีวิตประจำวัน แค่นี้ก็สนุกแล้ว” ปั้นจั่น กล่าวทิ้งท้าย

'ARIT' พา 2 เด็กไทยสร้างชื่อ คว้ารางวัลบนเวทีระดับโลก ศึกชิงแชมป์โลกด้านไอที ที่สหรัฐอเมริกา

(4 ส.ค. 66) นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอที จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ในฐานะเป็นผู้ดำเนินการจัด และคัดเลือกตัวแทนเยาวชนไทย ไปแข่งขันบนเวที Microsoft Office Specialist World Championship และเวที Adobe Certified Professional World Championship ณ เมือง Orlando, รัฐ Florida, ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2566 - วันที่ 2 สิงหาคม 2566 โดยการแข่งขันดังกล่าวเป็นกิจกรรมการแข่งขันทักษะการใช้ Microsoft Office และ โปรแกรม Adobe ที่มีเยาวชนมากความสามารถจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมชิงชัยในครั้งนี้ สำหรับในปีนี้มีตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย จำนวน 4 คน ที่เข้าร่วมชิงชัย แบ่งเป็น 

ตัวแทนเวที Microsoft Office Specialist World Championship มี 3 คน ได้แก่ 
1. ตัวแทน Microsoft Excel Version 2019
นายทรงกลด เพชรจำรัส จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

2. ตัวแทน Microsoft PowerPoint Version 2019
นายนพณัฐ ฉลวย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

3. ตัวแทน Microsoft PowerPoint Version 2016
นางสาวสุรางค์ ศิริโต จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี    

ตัวแทนเวที Adobe Certified Professional World Championship มี 1 คน ได้แก่
1. นายพงศธร ทองมาเอง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ซึ่งผลการแข่งขันเยาวชนไทยสามารถคว้ามาได้ 2 รางวัลได้ดังนี้ 
เวที Microsoft Office Specialist World Championship 2023
1. นายนพณัฐ ฉลวย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โปรแกรม Microsoft PowerPoint  Version 2016

2. นายทรงกลด เพชรจำรัส จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โปรแกรม Microsoft Excel Version Office365 & 2019

สำหรับกิจกรรมการแข่งขันโปรแกรม Microsoft Office และ Adobe เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีประเทศต่าง ๆ จากทั่วโลก คัดเลือกเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีระดับโลกเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนประเทศเข้าแข่งขันเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี 

นายวรเทพ กล่าวย้ำว่า “ในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินการจัด และคัดเลือกตัวแทนเยาวชนไทยไปแข่งขันในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงความสามารถของเด็กไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะอย่างทักษะทางด้านไอที ในยุคดิจิทัลแบบนี้ถือเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่สามารถต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ของเยาวชนได้ จึงมองว่าเวทีนี้คือเวทีแห่งโอกาสที่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ จึงอยากเชิญชวนไปยัง นักเรียน นักศึกษา คณะครูอาจารย์ สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันผลักดันเวทีการแข่งขังนี้ ในปีต่อ ๆ ไป ให้ได้เป็นพื้นที่ให้เยาวชนไทย ได้แสดงออกทางความสามารถได้อย่างสร้างสรรค์ อันจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติต่อไปได้” 

สำหรับการแข่งขันในปีหน้า ทาง บริษัท เออาร์ไอที มีกำหนดจัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยขึ้นอีกครั้งช่วงต้นปี 2567 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ www.arit.co.th

‘ทรัมป์’ ยืนกรานในศาล ปฏิเสธข้อหา ‘ล้มผลเลือกตั้ง ปี 2020’ ยัน ตนไม่มีความผิด ชี้!! นี่คือแผนกลั่นแกล้งทางการเมือง

(4 ก.ค. 66) อดีตประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ แห่งสหรัฐฯ ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาล้มผลเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ระหว่างเดินทางไปขึ้นศาลที่วอชิงตันเมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) พร้อมอ้างว่าทั้งหมดเป็นแผนกลั่นแกล้งทางการเมือง

‘อัยการสหรัฐฯ’ ชี้ว่า คดีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจาก ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ ในขณะนั้นกลับกระทำการอันบั่นทอนเสาหลักของระบอบประชาธิปไตยอเมริกันเสียเอง

การไต่สวนซึ่งกินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงมีขึ้นที่ศาลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 1 กิโลเมตรจากอาคารรัฐสภา ซึ่ง ทรัมป์ เคยปลุกปั่นให้ผู้สนับสนุนบุกเข้าไปก่อความวุ่นวายขัดขวางการรับรองชัยชนะของ ‘โจ ไบเดน’ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ปี 2021

อดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ถูกยื่นฟ้องคดีอาญาเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือน และมรสุมทางกฎหมายเหล่านี้ก็คาดว่าจะเป็นทั้งปัจจัยฉุดรั้งและตัวเรียกคะแนนสงสารให้ ทรัมป์ ซึ่งเป็นตัวเต็งชิงประธานาธิบดีที่ยังคงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในสายรีพับลิกัน

ทรัมป์ วัย 77 ปี ถูกตั้งข้อหารวมทั้งสิ้น 4 กระทง ได้แก่ สมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงสหรัฐฯ สมรู้ร่วมคิดขัดขวางกระบวนการของรัฐ กระทำการขัดขวางกระบวนการของรัฐ และกระทำการขัดขวางสิทธิในการโหวตของพลเมืองอเมริกัน ซึ่งความผิดที่ร้ายแรงที่สุดนั้นมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี

ทรัมป์ ยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อหา โดยกล่าวต่อผู้พิพากษาศาลแขวง โมซิลา อุปัทยายา (Moxila A. Upadhyaya) ว่าตนเอง “ไม่มีความผิด” (not guilty)

ในเอกสารคำฟ้องความยาว 45 หน้ากระดาษ อัยการพิเศษ แจ็ค สมิธ กล่าวหา ทรัมป์ และพวกพ้องว่าจงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จใส่ร้ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม กดดันเจ้าหน้าที่ทั้งระดับท้องถิ่นและรัฐบาลกลางให้เปลี่ยนแปลงผลการนับคะแนน และยังสร้างคณะผู้เลือกตั้ง (electors) ปลอมขึ้นมาเพื่อหวังชิงคะแนนเสียงไปจากโจ ไบเดน

ศาลได้อนุญาตปล่อยตัว ทรัมป์ และให้อิสระในการเดินทางตามปกติ โดยตั้งเงื่อนไขเพียง 1 ข้อก็คือห้ามไม่ให้ติดต่อพูดคุยกับพยานโดยไม่มีทนายความอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการในศาล อดีตผู้นำสหรัฐฯ ก็ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับไปยังสนามกอล์ฟที่เมืองเบดมินสเตอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ทันที

ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า การฟ้องร้องเอาผิดเขาฐานล้มผลเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของแผน ‘ล่าแม่มด’ ที่หวังสกัดไม่ให้เขากลับไปครองเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวได้อีกครั้งในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

“มันเป็นวันที่น่าเศร้าอย่างยิ่งสำหรับอเมริกา” ทรัมป์ กล่าว พร้อมระบุว่า “นี่คือการเล่นงานศัตรูทางการเมือง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ได้ถูกอัยการพิเศษยื่นฟ้องรวมทั้งสิ้น 37 กระทง ฐานจัดการเอกสารชั้นความลับสุดยอดอย่างผิดกฎหมาย โดยขนเอาเอกสารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์ส่วนตัวในรัฐฟลอริดาหลังพ้นตำแหน่ง และพยายามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งติดตามทวงคืนเอกสารเหล่านั้น

อดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ยังถูกอัยการแมนฮัตตันยื่นฟ้องดำเนินคดีฐานจ่ายเงินปิดปาก “สตอร์มมี แดเนียลส์” ดาราหนังโป๊ ไม่ให้ออกมาเปิดเผยความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ในช่วงก่อนศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2016

ทรัมป์ ยังคงยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาในทั้ง 2 คดี และเร็วๆ นี้ก็คาดว่าจะโดนข้อหาเพิ่มอีก เนื่องจากอัยการของรัฐจอร์เจียอยู่ระหว่างสอบสวนความพยายามของ ทรัมป์ ที่จะล้มผลเลือกตั้งที่นั่น และคาดว่าจะมีคำสั่งฟ้องออกมาภายในกลางเดือน ส.ค.

‘เมย์ พิชญ์นาฏ’ เล่าโมเมนต์ตอนถูกขอแต่งงาน พร้อมเผยแผนงานวิวาห์และอนาคตครอบครัว

(4 ส.ค. 66) หลังจากร่วมงานบวงสรวงละครเรื่อง ‘บุหงาส่าหรี’ ของช่องวัน 31 ที่อาคารจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ วันนี้ (4 ส.ค. 66) แล้วทุกคนก็บอก ‘เมย์ พิชญ์นาฏ สาขากร’ เป็นเสียงเดียวว่า “ดูมีออร่ามาก” ซึ่งพอได้ยินเจ้าตัวก็ย้อนถาม “จริงหรอคะ?” พร้อมกล่าวว่า “ก็คงเป็นแบบนั้น มีความสุขค่ะ” บอกพลางยิ้มกว้าง

ทั้งนี้ สาวเมย์ พิชญ์นาฏ ยังได้เล่าอีกว่า ตอนที่ถูกขอแต่งงาน เธอไม่รู้จะบอกกับทุกคนอย่างไรดี เพราะคู่ของเธอไม่ได้มีโมเมนต์แบบฝ่ายชายคุกเข่าขอ พร้อมสวมแหวนเพชร

“เขาพาเราไปทานข้าวย้อนหลังวันเกิด แล้วอยู่ดีๆ ก็ถามคำถามมากมาย ว่าชอบของขวัญชิ้นไหน ตอนคบกันชอบไปเที่ยวไหน ถามเยอะมาก เราก็ว่าวันนี้ทำไมถามเยอะ แล้วคำถามสุดท้ายพร้อมแต่งงานหรือยัง อยากแต่งหรือยัง เขาพร้อมแล้ว อะไรแบบนี้ แล้วเขาก็บอกว่ายังไม่มีแหวนนะ จะถามว่าอยากไปเลือกด้วยกันไหม หรืออยากให้เขาเลือกมาเลย เพราะเขากลัวไม่ถูกใจ เราก็งงนิดนึง ว่านี่คือขอแต่งงานหรืออะไร เลยบอกว่าให้เขาไปเลือกเลยละกัน แหวนอะไรก็ได้ แล้วเดี๋ยวเรากลับไปถามที่บ้านก่อน ว่าโอเคกับเธอไหม แล้วเธอกลับไปถามพ่อแม่เธอก่อน ว่าโอเคกับเราไหม แล้วเอาพ่อแม่มาเจอกัน ก็ผ่านไปแบบเร็วมาก เรียบง่ายมาก” เมย์ เล่า

พร้อมเล่าอีกว่า หลังเวลาผ่านไปสักระยะ จึงตัดสินใจบอกผ่านอินสตาแกรมโดยใช้รูปที่ถ่ายด้วยกันตอนวันวาเลนไทน์มาลง

ส่วนเรื่องการคุกเข่าขอแต่งนั้น เมย์ เล่าว่า “ตอนนั้นอยากมีนะ คือแบบ เฮ้ย!! นี่ขอแล้วเหรอ แล้วจะมีเซอร์ไพรส์อีกไหม ก็เอ๊ะ… หรือเราจะเก็บเป็นความลับก่อน เดี๋ยวเขามีเซอร์ไพรส์ แต่ก็ได้ฤกษ์มาแล้ว ก็รู้สึกว่าเราต้องรีบเตรียมงาน มานั่งรอแล้วแหวนยังไม่มี กลัวทำอะไรไม่ทัน ก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกไหม หรือไม่มีแล้ว ก็ไม่เป็นอะไร ก็จะแต่งแล้วแหละ” เมย์ กล่าวพร้อมยิ้ม

สำหรับฤกษ์แต่ง เมย์บอก ว่าเป็นช่วงเดือนธันวาคมนี้

ด้านเรื่องความรักของตัวเอง เมย์ตอบว่า “เมย์รู้สึกว่าเมย์อยู่ในวงการนี้มานาน แล้วก็เป็นข่าวเรื่องความรักเยอะ ทุกครั้งที่เมย์อกหักหรือโสดก็จะมีคนให้กำลังใจ ทุกคนดูแบบเอาใจช่วยเรามาตลอด ขอบคุณมากๆ นะคะ ขอบคุณทุกข้อความ เมย์ได้อ่านหมดเลย ซาบซึ้งจริงๆ แล้วก็อยากให้ทุกคนหายห่วง ว่าวันนี้เมย์ได้เจอคนที่เขาพร้อมที่จะจับมือกับเราไปในทุกช่วง” พร้อมเล่าอีกว่าเพื่อนๆ ก็ดีใจกับข่าวดีข่าวนี้ของเธอ

“ทุกคนดีใจมากๆ เป้ยนี่คือเสียงสั่นเลย เหมือนจะร้องไห้ เพื่อนสนิทบางคนที่เราแอบบอกก่อนจะโพสต์ข้อความ ก็กรี๊ดแล้วบอกว่าดีใจมาก ดีใจกว่าตอนที่เขากำลังจะแต่งงานเองอีก เขาอยากให้เรามีความสุข พี่อั้ม พี่หนิง กระแต ทุกคนคือดีใจ” เมย์ กล่าว

ในส่วนงานแต่ง เมย์บอกว่าเพิ่งเตรียมไปได้ราว 30% เพราะติดถ่ายละคร โดยงานตั้งใจจะให้ออกแนวอบอุ่น เป็นกันเอง ไม่ได้หรูหราอะไรมาก ทุกคนมาแบบสบายๆ แล้วก็มีความสุข

สำหรับเพื่อนเจ้าสาว เมย์บอกปนอาการหัวเราะๆ ว่า “คัดแล้วคัดอีก 22 คน คือเรามีเพื่อนดารา 12 คนที่มีสตอรี่ว่าผ่านอะไรกันมาบ้าง อีก 10 คนเป็นเพื่อนตอนเด็กๆ ที่อยู่ในทุกช่วงเวลา ก็อยากให้เขาได้อยู่กับเราด้วย เพื่อนเจ้าบ่าวมี 18 คน ก็เป็นวันเกิดเขา เขาเกิด 18 เมย์ เกิด 22 ก็เลยเป็นแบบนี้”

เรื่องทายาท เมย์บอกได้ฝากไข่ไว้ 5-6 ปีแล้ว และคิดว่าจะรีบใช้หลังจากแต่ง

“เพราะเราเกิดปีไก่ และแฟนเกิดปีมังกร เขาอยากจะให้ลูกเกิดปีมังกร ก็คือปีหน้า ตอนนี้ก็รีบเตรียมสุขภาพไว้ก่อน พอหลังแต่งก็รีบทำให้ทัน คงไม่ไปมู ไปหาหมอน่าจะดีกว่า ใช้วิทยาศาสตร์ช่วยเลย เพราะว่าเราก็แก่แล้ว” เมย์ที่ปัจจุบันอายุ 42 ปีบอก

ทั้งยังบอกทิ้งท้ายว่า “ถ้าจะมีจริงๆ จะเป็นชาย หรือหญิง หรือฝาแฝดก็ได้หมด และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมีสัก 2 คน”

'พิธา' ร่วมงาน 'มธ.' บรรยายถึง 'ปชต.ที่ถดถอย-สังคมเหลื่อมล้ำรุนแรง' ชี้!! โลกต้องการ 'พลังใหม่-คนรุ่นใหม่' ร่วมนิยามและกำหนดอนาคต

(4 ส.ค.66) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมรับเชิญเป็นผู้บรรยายพิเศษในงาน 'รับเพื่อนใหม่' ให้กับนักศึกษาเข้าใหม่ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ 'ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นธรรม : 3 เสาหลักจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ สู่การสร้างสรรค์สังคม'

โดยระหว่างที่พิธาเดินเข้าสู่หอประชุม ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากนักศึกษา ทั้งปรบมือและส่งเสียงเฮจนลั่นหอประชุม โดยระหว่างรอคิวขึ้นบรรยาย พิธายังได้ร่วมรับชมการบรรยายและกิจกรรมพิเศษจากนักศึกษากองสันธนาการอย่างเป็นกันเอง

เมื่อถึงลำดับการบรรยาย พิธาเริ่มต้นโดยระบุว่าตนยินดีที่ได้กลับมาสู่บรรยากาศและพลังงานแบบเหลืองแดงอีกครั้ง สิ่งที่ธรรมศาสตร์ได้สอนตนมา แทบจะไม่ต่างกับวิถีแบบก้าวไกล คือสิ่งที่อยู่ในตัวของตนเอง ธนาธร, ปิยบุตร, ศิริกัญญา, โรม ฯลฯ เป็นดีเอนเอที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือความยึดมั่นในประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นธรรม

ย้อนกลับไปในวันที่ตัวเองเป็นนักศึกษารหัส 41 เหมือนทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ทั่วโลกมีประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า 50% ของทั้งโลก แต่วันนี้ความเป็นประชาธิปไตยบนโลกถอยหลังลงอยู่เหลือเพียงประมาณ 20% ส่วนความเหลื่อมล้ำ ในสมัยนั้นคนที่รวยที่สุด 1% กับคน 50% ล่าง มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างกัน 8 เท่า แต่เวลานี้คือ 16 เท่า คน 1% ข้างบนสุดครองทรัพย์สิน 50% ของทั้งโลก ส่วนคน 50% ครองทรัพย์สิน 2% เท่านั้น

น่าเจ็บใจที่ผ่านไป 25 ปี ทุกอย่างกลับถดถอยลง เรากำลังอยู่ในโลกที่ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นธรรมกำลังถดถอย สิ่งเก่ากำลังล้มพังลง ขณะที่สิ่งใหม่ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นยังไม่สำเร็จ โลกใบใหม่เต็มไปด้วยความปกติใหม่ แต่เรายังคงไม่มีฉันทามติใหม่สำหรับความปกติใหม่เสียที

พิธากล่าวต่อไป ว่าเมื่อหันกลับมาดูประเทศไทย ประชาธิปไตยของไทยวันนี้คือประชาธิปไตยที่เพียงแค่ สว. ที่มาจากการลากตั้งไม่มาเป็นองค์ประชุม ก็สามารถล้มแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้ คือประชาธิปไตยที่บอกว่าคนเท่ากัน แต่อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกลับสามารถถูกคานโดยอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนได้ มีองค์กรอิสระสามารถหยุดยั้งประชาธิปไตยได้ เสรีภาพในการแสดงออก ในการกำหนดชีวิตตัวเอง แม้แต่ในการหายใจ ในการทำมาหากินถดถอยลง

นี่ยิ่งเป็นสาเหตุที่โลกและประเทศไทยต้องการคนรุ่นพวกคุณ ต้องการพลังงานอย่างพวกคุณ มากำหนดนิยามใหม่ให้กับประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นธรรม เรียนรู้อดีต กำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องช่วยกัน เป็นพลังงานของคนรุ่นใหม่ ๆ ถึงเวลาต้องคิดใหญ่ โลกใบนี้กำลังต้องการคนรุ่นใหม่ รุ่นพวกคุณขึ้นมาช่วยพวกผมในการผลักสิ่งเก่า ๆ ออกไปและนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา ช่วยกันนิยามความคิดประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นธรรมในยุคของเรา

พิธากล่าวต่อไป ว่าสำหรับคนธรรมศาสตร์ เราถูกเสมอสอนว่าที่นี่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว สอนว่าฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน สอนว่าเหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ ถ้าย้อนกลับไปได้ สิ่งที่ตนอยากจะทำให้ดีกว่านี้คือการคิดให้ใหญ่ ตนขอฝากให้ทุกคน ได้ใช้เวลา 4 ปีให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เรียนนอกห้องให้เหมือนในห้อง ฟังแต่ยังไม่ต้องเชื่อ อย่าให้ใครมาบอกว่าความสามารถของคุณมีแค่นี้ อย่าให้ใครมาบอกว่าคุณเป็นในสิ่งที่อยากเป็นไม่ได้ แม้แต่อาจารย์ของคุณ นี่คือความปกติใหม่ คุณต้องเชื่อว่าคุณสามารถเป็นในเส้นทางที่อยากเป็นได้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้ได้

"สิ่งที่ผมได้ติดมาจนถึงทุกวันนี้และจะไม่มีวันจากผมไป คือจิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ ที่มีความเป็นภราดรภาพ เสรีภาพ และความพร้อมทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ให้นิยามของคำว่าประชาธิปไตยเต็มใบ ความยุติธรรมต่อหน้ากฎหมาย เสรีภาพในการกำหนดอนาคตของตัวเองและเพื่อน ๆ ในประเทศและโลกใบเดียวกันนี้ ขอให้ 4 ปีของทุกคน เป็น 4 ปีที่กล้าฝันใหญ่ คิดใหญ่ คิดให้ออกนอกกรอบ อยู่เป็นโลกไม่เปลี่ยน ความอยู่ไม่เป็นคือวิญญาณของความเป็นธรรมศาสตร์เราทุกคน" พิธากล่าว

คิกออฟ 'เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 66' กิน-ช้อป-เที่ยวแบบอันซีนที่ศูนย์สิริกิติ์ ใต้อัตลักษณ์ 5 ภูมิภาคสุดคูล ที่สายเที่ยวไม่ควรพลาด

งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2566 จัดขึ้นปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 41 ภายใต้แนวคิดนวัฒนธรรม นำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ร่วมถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ 5 ภูมิภาคในมุมมองสุดอันซีน โดยมีความพิเศษก็คือมีการย้ายสถานที่จัดงานจากสวนลุมพินี มาจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่ 2-6 สิงหาคม 2566 ข้อดีของการย้ายมาจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็คือมีสถานกว้างขวางพร้อมที่จอดรถรองรับอย่างเพียงพอ และสามารถป้องกันปัญหาฝนตกในช่วงนี้ได้ จึงทำให้เราสามารถมาเที่ยวได้แบบชิลๆ โดยไม่ต้องกลัวฝน แถมยังมาพร้อมกับคอนเทนต์น่าสนุกและของกินของขายมากมายภายในงาน 

งานนี้จัดขึ้นที่ชั้น LG ในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะมีการแบ่งโซนในงานออกเป็น 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ กระจายอยู่ทั่วพื้นที่

โดยแต่ละภาคก็จะขนเอาของดีของเด่นของแต่ละภาคมาจัดแสดงโชว์กัน ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ขึ้นชื่อ ก็จะมีการจำลองรูปแบบมาให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูป เช็กอินกันแบบเก๋ๆ เรียกได้ว่ามางานเดียวเหมือนได้ไปเที่ยวทั่วเมืองไทยเลย

ในส่วนของกินภายในงานก็ต้องบอกเลยว่าจัดเต็มอลังการมาก อาหารถิ่นของแต่ละภาคถูกนำมาวางขายตามภาคของตัวเอง อยากกินอาหารเหนือ อาหารอีสาน อาหารภาคกลาง อาหารภาคใต้ หรืออาหารภาคตะวันออก ก็สามารถไปเดินเลือกซื้อหากันภายในงานได้อย่างจุใจ แถมราคาไม่แพงด้วย มาฝากท้องกันได้ทุกวัน

นอกจากนี้ภายในงาน ก็ยังมีเวทีคอนเสิร์ตกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ พร้อมกับศิลปินนักร้องที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างความสนุกให้กับผู้ร่วมงานในทุกวันด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่ไม่ควรพลาด ต้องไปเดินเที่ยว เดินช้อป และหาของกินอร่อยๆ ว่าแล้วก็รีบไปที่ ศูนย์สิริกิติ์กันเลย

ข้อมูลเพิ่มเติม
สถานที่จัดงาน : ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 60 ถ. รัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
พิกัด : https://goo.gl/maps/Xd8vsqJpcUvuHPHD6
ระยะเวลาจัดงาน : 2-6 สิงหาคม 2566 เวลา 10.00 – 21.00 น

6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู ‘เมืองฮิโรชิมา’ คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นทันที 80,000 คน

วันนี้เมื่อ 78 ปีที่แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกยากจะลืมเลือน เมื่อสหรัฐอเมริกา ทิ้งระเบิดปรมาณู เหนือเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้มีคนตายทันที 80,000 คน

วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นอีกหนึ่งวันที่คนญี่ปุ่นไม่มีวันลืม เมื่อระเบิดปรมาณู ‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ ถูกทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน

‘ลิตเติลบอย (Little Boy)’ เป็นชื่อระเบิดปรมาณู ที่ถูกนำไปทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องบิน B-29 Superfortress (เครื่องบินลำนี้มีชื่อ Enola Gay) และระเบิดลูกนี้ ยังนับเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในการสงครามอีกด้วย

อาวุธนี้พัฒนาขึ้น ในระหว่างจัดตั้ง ‘โครงการแมนฮัตตัน’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ‘จูเลียส โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์’ ผู้ที่ได้ฉายาว่า ‘บิดาแห่งระเบิดปรมาณู’

สำหรับ ‘ลิตเติลบอย’ มีความยาว 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 71 เซนติเมตร และน้ำหนัก 4,000 กิโลกรัม บรรจุธาตุยูเรเนียมประมาณ 64 กิโลกรัม และจากเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 80,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีอีก 60,000 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top