Thursday, 30 July 2026
TheStatesTimes

‘พุทธิพงษ์’ เผย ‘ภท.’ แบ่งพื้นที่กทม. 4 กลุ่ม แก้ปัญหาตรงจุด มั่นใจ 8 ส.ส.แชมป์เก่า พร้อมดึง ‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ ร่วมทัพ

‘พุทธิพงษ์’ ชี้ นโยบาย กทม.พรรคภูมิใจไทย แบ่งกลุ่ม 4 พื้นที่แก้ปัญหาเฉพาะที่ ตรงจุด ถ้าคิดและทำแบบเดิม ก็ได้เหมือนเดิม มั่นใจ 8 ส.ส.แชมป์เก่าครองใจคนกรุงเทพฯ ได้ เพราะพูดแล้วทำทุกนโยบาย ดึง “เอก สายไหมต้องรอด” ร่วมทัพ
(19 มี.ค.66) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครกว้างใหญ่ เป็นเมืองหลวงและเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ ถ้าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ก็ได้แบบเดิม หากจะพัฒนากรุงเทพฯ ไปข้างหน้า พรรคภูมิใจไทยจึงขอแบ่งพื้นที่กรุงเทพฯเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ โดยมองจากสภาพแวดล้อมและปัญหา มีกรุงเทพฯชั้นใน, กรุงเทพฯเหนือ, กรุงเทพฯตะวันออก และกรุงเทพฯฝั่งธน เพื่อเอื้อต่อการแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์และความต้องการของพี่น้องประชาชน

ซึ่งจากการลงไปติดตาม รวมรวบรับฟังปัญหาจากพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน โดยต้องมีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันด้วยนโยบาย ซึ่งพรรคเตรียมพร้อมไว้แล้ว พร้อมระบุด้วยว่า พรรคภูมิใจไทย คัดเลือกคนทำงานจริงมาจากในพื้นที่ ที่สำคัญมีอดีต ส.ส.กทม.ถึง 8 เขต พร้อมจะทำงานให้คนกรุงเทพฯอย่างจริงจังต่อเนื่อง และทั้ง 33 ว่าที่ผู้สมัครล้วนเป็นคนที่พร้อม คิด พูดและลงมือทำจริง ทุกนโยบาย

‘กรณ์’ นำ ‘นที’ ลุยพญาไท ชูผลงาน ‘กล้าปลดหนี้’ ชี้!! คุณสมบัติครบ อ้อนขอโอกาสให้คนรุ่นใหม่

‘กรณ์’ ฟิตลงพื้นที่ ‘พญาไท’ ช่วย ‘นที ศิริธรรมวัฒน์’ ขวัญใจชุมชน หลังทำโครงการกล้าปลดหนี้ มีผลงานชัด อ้อนฝากคนรุ่นใหม่ 

(19 มี.ค.66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่พญาไท เพื่อช่วยนายนที ศิริธรรมวัฒน์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หาเสียง โดยมีนายธาม สมุทรานนท์ และนางสาววิเวียน จุลมนต์ ร่วมให้กำลังใจ โดยในวันนี้ นายกรณ์ และทีมงานได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ชุมชนวัดไผ่ตันและเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดไผ่ตัน  

นายกรณ์ กล่าวว่า อีกไม่ถึง 2 เดือน ประชาชนก็จะได้ใช้สิทธิของตัวเองเลือกผู้แทนราษฎรแล้ว วันนี้ยังมีเวลาศึกษาเพื่อตัดสินใจว่า วันที่เราเข้าคูหา เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจะเลือกคนแบบไหน พรรคไหน แล้วตัวเราจะได้อะไร บางคนอาจจะมีครบทุกอย่างแล้ว แต่สิ่งที่อยากได้คือ สิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้ที่ดีที่สามารถเป็นผู้แทนไปเจรจากับผู้นำต่างประเทศแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้า เรามั่นใจว่าเรามีนโยบายที่ดีที่จะตอบโจทย์ความต้องการ และว่าที่ผู้สมัครของเรามีคุณสมบัติครบที่จะทำให้ทุกท่านภาคภูมิใจ อยากให้ทุกท่านให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ของพรรคชาติพัฒนากล้า  

นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังได้นำเสนอนโยบาย ช่วยเหลือแม่และเด็กตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ขวบ โดยมองเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการพัฒนาการทางสมอง แม่และเด็กควรได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และมีงบประมาณที่เพียงพอในการใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจะจัดงบประมาณส่วนนี้เพิ่มจาก 600 บาท เป็น 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน นอกจากนี้ยังจะจัดสรรงบประมาณ 500 บาทต่อหัวเด็ก สำหรับศูนย์เด็กเล็กที่รับดูแลเด็กเล็กจนถึง 2 ขวบครึ่ง ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ พรรคชาติพัฒนากล้า ได้คิดและคำนวณอย่างละเอียด จนเป็นนโยบายแล้วว่าเราจะหาเงินจากไหน 

‘อนุทิน’ แจงทานข้าว ‘ลุงป้อม’ ปัดขอช่วยเหลือคดี ‘ศักดิ์สยาม’ รับดัล ‘ภท.-พปชร.’ ลงตัว หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง

หัวหน้าภท.ปัดกินข้าว ‘บิ๊กป้อม’ ขอช่วยคดี ‘ศักดิ์สยาม’ รับคุยการเมือง ปิดดีลจับขั้ว ‘ภท.-พปชร.’ หากไม่มีอุบัติเหตุการณ์การเมือง ย้ำพร้อมนั่งนายกฯ ในฐานะพรรค 70 บวก

วันนี้ (19 มี.ค.66) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารรสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการชั่วโมงข่าวเสาร์อาทิตย์ ทางไทยพีบีเอส โดยยอมรับว่า วงรับประทานอาหารระหว่างแกนนำพรคภูมิใจไทย และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นการนัดหมายเพื่อพบปะพูดคุยในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ประสานขอเข้าพบพลเอกประวิตร

โดยในวงอาหาร ได้มีการพูดคุยและประเมินสถานการณ์การเมืองร่วมกัน และอาจจะเรียกได้ว่า ดีลระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐลงตัวแล้ว เพราะการทำงานร่วมกันมาตลอด 4 ปี ไม่มีปัญหาใด ๆ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ภูมิใจไทย กับ พลังประชารัฐ ทำงานร่วมกันมา 4 ปี ถ้าไม่มีอุบัติเหตุ หรือ เหตุจำเป็นยิ่งยวด เราไม่มีปัญหา สิ่งใดไม่เข้าใจก็เคลียร์กันครบทุกเรื่อง” นายอนุทิน กล่าว

ผู้ดำเนินรายการ ถามถึงความสัมพันธ์กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังมีข้อสังเกตความไม่ลงรอย จากการสั่งพักโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม นายอนุทิน ยืนยันว่า ความสัมพันธ์กับพลเอกประยุทธ์ยังคงเดิม ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีความแข็งแรง มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

‘มิลลิ’ โพสต์ถึงความเหลื่อมล้ำ ยกเคสเก็บเงินเที่ยวตปท. ทำ‘ชาวโซเชียล’ เสียงแตก!! ย้อนถาม “ใช้ตรรกะอะไร”

มิลลิโพสต์ความเหลื่อมล้ำ เทียบความลำบาก เก็บเงินเที่ยวตปท. ของคนเราไม่เท่ากัน ทำชาวเน็ตเสียงแตก

เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา มิลลิ หรือ ดนุภา คณาธีรกุล หนึ่งในศิลปินผู้ออกมา ‘Call Out’ เสมอได้ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทย

สาวมิลลิ โพสต์ในทวิตเตอร์ @millimdk ระบุข้อความว่า “เข้าใจคำว่า แกไปจะไปเที่ยวตปท บินเลยวันพรุ่งนี้ได้ทันที กับฉันที่ต้องเก็บตังค์ให้พอดีเพื่อไปเที่ยวป่ะ ความเหลื่อมล้ำที่แกไม่เคยมองเห็นมันอ่ะ แกช่วยเข้าใจทีเตง”

แต่ทว่างานนี้ ทำชาวเน็ตแตกออกมาเป็นหลายมุมมองพากันโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อน บางคนเผยว่า ความเหลื่อมล้ำมันไม่ใช่เรื่องของฐานะทางการเงิน แต่ความเหลื่อมล้ำมันคือการที่ปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเข้าถึงได้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน

บางคนเผยว่า การได้ไปเที่ยวต่างประเทศวัดความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ชาวต่างชาติหลาย ๆ ประเทศก็ต้องมีการวางแผนการเก็บเงินเดินทางทั้งนั้น ต่อให้เศรษฐกิจดี พื้นฐานการใช้ชีวิตหรือพื้นฐานทางการเงินของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอยู่ดี

โฆษก ตร.แจ้งกฎหมายใหม่ พ.ร.ก.อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ

จัดหนักเอาผิดบัญชีม้าจำคุกไม่เกิน 3 ปี ส่วนคนจัดหาจำคุก 2-5 ปี พร้อมให้อำนาจสถานบันการเงินอายัด แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทันที  กำชับพนักงานสอบสวนทั่วประเทศรับคดี ไม่ว่าเหตุเกิดที่ใด ส่วนระบบแจ้งความออนไลน์พร้อมเปิดระบบ 20 มี.ค. 66

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.66 พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. กล่าวว่า “ตามที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแผ่ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีผลบังคับไปแล้วเมื่อ 17มี.ค.66  โดยกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จากการถูกหลอกหลวงฉ้อโกงออนไลน์ ตามดำริของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.สั่งการตำรวจทั่วประเทศ ในฐานะหน่วยหลักการบังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว พร้อมกับแจ้งข้อกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติให้ประชาชนรับทราบ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ แจ้งให้ประชาชนรับทราบ เข้าใจหลักการตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ดังนี้
1) อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คดีออนไลน์เพื่อฉ้อโกง กรรโชก และรีดเอาทรัพย์ ถือเป็นคดีที่ต้องอยู่บังคับของกฎหมายฉบับนี้ 

2) กรณีเพื่อการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ มีเหตุสงสัยว่าอาจจะมีการทำผิดทางเทคโนโลยี สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจ มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าผ่านระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยไม่ถือว่าบัญชีม้าเป็นข้อมูลที่ได้รับรองตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ดังนั้นข้อมูลบัญชีม้า จะถูกธนาคารและเจ้าหน้าที่ส่งต่อให้กัน เพื่อระงับช่องทางการทำธุรกรรมและอายัดบัญชีด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยระงับความเสียหายของผู้เสียหายได้

3) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเข้าถึงข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนได้

4) ผู้เสียหายสามารถแจ้งข้อมูลไปยังสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจเพื่อแจ้งให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่รับโอนระงับการทำธุรกรรมไว้ทันทีเป็นการชั่วคราว จากนั้นให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในเวลา 72 ชั่วโมง โดยมีการระบุขั้นตอนในการระงับการทำธุรกรรม ไว้ชัดเจน และรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายทำธุรกรรมได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน และเมื่อผู้เสียหายไปร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนจะพิจารณาดำเนินการกับบัญชีธนาคารดังกล่าวภายใน 7 วัน        

5) มีการเพิ่มช่องทางการแจ้งเหตุ โดยกำหนดให้ผู้เสียหายแจ้งข้อมูลโดยง่ายและเร็ว สามารถแจ้งข้อมูลหรือหลักฐาน ทางโทรศัพท์หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์กับสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจได้

6) ผู้เสียหาย สามารถแจ้งความร้องทุกข์กับ พงส.ที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องถามว่าเหตุเกิดที่ใดในประเทศไทย หรือแจ้งผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ถือว่าเป็นการร้องทุกข์ และ พงส.นั้นมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ อาญา 

ซึ่ง ตร.ได้มีวิทยุสั่งการไปยังพนักงานสอบสวนทั่วประเทศให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ จากพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยถือว่าเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าเหตุจะเกิดที่ไหน ต้องอำนวยความสะดวกผู้เสียหาย เร่งช่วยเหลือ

7) มีบทลงโทษเครือข่ายอาจจะทำที่รุนแรงขึ้นทั้งบัญชีม้า คนจัดหาบัญชีม้า  
7.1 ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดบัญชี บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตน และห้ามไม่ให้ผู้ใดยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้ซิมโทรศัพท์ของตนในทั้งที่รู้หรือควรจะรู้ ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในการทุจริตหรือทำผิดกฎหมาย  ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (บัญชีม้า) 

7.2 ห้ามไม่ให้ผู้ใดเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายบัญชี บัตรอิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือซิมโทรศัพท์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกระทำความผิดอาญา ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,0000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (คนจัดหาบัญชีม้า) “ 

โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า “ ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำ กำชับหน่วยในการปฏิบัติตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566  เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากอาชญากรรมคดีออนไลน์

นราธิวาส-ศานติ สานต่อ "เจาะไอร้อง" เป็น "เจาะไอรัก" เชื่อมสัมพันธ์ผ่านกีฬา ต้อนรับเดือนรอมฎอนแห่งสันติสุข ฮ.ศ1444 

ณ สนามที่ว่าการอำเภอเจาะไอร้อง ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส  พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาภายใต้โครงการเจาะไอร้องเจาะไอรักคัพ ครั้งที่ 1 กีฬาสัมพันธ์ สู่รอมฎอนสันติ ประจำปี 2566 โดยชมรมเยาวชน BKM127 ร่วมกับคณะประสานงานระดับพื้นที่(สล.3) และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ส่วนราชการทุกภาคส่วนในพื้นที่ ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการต้อนรับเข้าสู่เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช1444 ที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอน เดือนอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิม

เปิดการแข่งขันฟุตบอลชาย 7 คน และการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เพื่อเตรียมสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย และห่างไกลจากยาเสพติด อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ชิงถ้วยรางวัลและเงินรางวัล จากพลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ซึ่งภายในงาน มีการแสดงปันจักสีลัตของเยาวชนจากโรงเรียนบ้านบูเก๊ะตาโมง มิตรภาพที่ 128 และการแสดงศิลปะวัฒนธรรมมโนราห์ สร้างสีสันความสนุกสนานพร้อมกับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ท่ามกลางประชาชนชาวอำเภอเจาะไอร้องที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

‘บิ๊กป้อม’ ขึ้นปราศรัย ขออาสาสร้างความเป็นหนึ่งเดียว เมินโพลไม่ติด 1 ใน 10 ‘นายกฯ ในใจ’ ยันเดินหน้าต่อ

‘บิ๊กป้อม’ ขึ้นเวทีเชียงใหม่ อ้อนเลือกพปชร. ช่วยให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียว ลั่น เป็นรัฐบาลทำทุกนโยบาย ด้านปชช. หนีฝน กลับก่อน เมินไม่ติด 1 ใน 10 อันดับนายกฯ ในใจ ยัน เดินหน้าต่อ

(19 มี.ค.66) เมื่อเวลา 17.35 น. ที่อาคารยิมเนเซียม สนามกีฬาสมโภชน์ 700 ปี จ.เชียงใหม่  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางถึงเวทีปราศรัย ภาคเหนือ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือตอนบน 6 จ. จำนวน 23 คน 

โดยบรรยากาศก่อนการปราศรัย พปชร. มีชาวบ้านเดินทางมารับฟังยิมเนเซียมตั้งแต่ช่วงเวลา 13.00 น. ขณะที่ตามกำหนดการเดิม พล.อ.ประวิตร จะขึ้นปราศรัย 17.15น.แต่ปรากฏว่า ในช่วงที่ พล.อ.ประวิตร ยังไม่มาถึง ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับ เนื่องจากมีลมแรง และเสียงฟ้าร้องดังต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงมรสุมพายุฤดูร้อน ทำให้ประชาชนบางส่วนขอเดินทางกลับก่อน จนยิมเนเซียมดูโล่ง 

ก่อนหน้านั้นร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พปชร.ในฐานะกำกับดูแลการเลือกตั้งพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวปราศรัยบนเวที ว่า ทราบว่ามีพี่น้องชาวเชียงใหม่มานั่งรอพรรคพปชร.อย่างคับคั่งเหมือนเช่นปี 62 เพื่อมารอฟังการปราศรัยของผู้บริหารพรรค ตนตั้งใจมาหาชาวเชียงใหม่ แต่วันนี้ก็มีพายุโซนร้อนเข้าที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็เข้าใจได้ที่อาจจะไม่ได้เจอกันครบทุกคน ล่าสุดตนไปปราศรัยกับพี่น้องชาวจังหวัดเชียงราย ท่ามกลางอากาศที่ร้อนมาก แต่พี่น้องยังมีใจมาให้การต้อนรับและสนับสนุนพวกเรา

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายดีทุกพรรค หากว่าเกิดประโยชน์กับประชาชน แต่ พปชร.ได้พูดเสมอว่า เราเป็นพรรคของประชาชน ชื่อพรรคบอกชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นการรวมกันของพลังของคน 2 กลุ่ม คือ การร่วมพลังของประชาชนทั้งแผ่นดินทั้ง 77 จังหวัด ภายใต้การดูแลของรัฐ ก็คือรัฐบาล

"ประเทศไทยของเรามีโครงสร้างเป็นฐานพีระมิด เริ่มจากฐานรากหญ้า ก็คือ พี่น้องประชาชน นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐ นำเสนอออกมา คือต้องการทำให้คนฐานรากมีความเข้มแข็ง อย่างเช่น บัตรประชารัฐ  ที่จะมีการเพิ่มเงินจากมูลค่า 300 เป็น 700 บาท ทันทีเมื่อพรรคพลังประชารัฐได้บริหารประเทศ"

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายดูแลผู้สูงอายุ ที่ทุกวันนี้ผู้สู่งอายุได้รับอยู่ที่ 600 ถึง 1000 บาท แต่หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐ พร้อมดูแลผู้สูงอายุ 60 ปี เอาไปเลย 3000 บาท 70 ปี 4000 บาท และ 80 ปีขึ้นไป 5000 บาท การสร้างความเข้มแข็งให้กับคนฐานรากต่อสิ่งสำคัญที่สุดที่พรรคพลังประชารัฐตั้งใจทำ เพราะเราต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเปราะบาง 

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคพลังประชารัฐ เราจะดูแลราคาพืชผลทางการเกษตรสำคัญของชาวภาคเหนือ นั่นก็คือ ราคาลำไย คือสิ่งที่ผมต่อสู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีคนที่สนับสนุนพวกเรามาตลอดก็คือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ของเรา 

ต่อมาเวลา 17.45 น. พล.อ.ประวิตร และคณะที่ในช่วงบ่ายเดินทางไปเวทีปราศรัยและเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของ พปชร.ที่ จ.เชียงรายก่อนหน้านั้น ได้เดินทางมาถึงอาคารยิมเนเซียม ทันทีที่มาถึงประชาชนที่รอฟังการปราศรัยได้ตะโกนร้องต้อนรับเสียงดังกึกก้อง

จากนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวปราศรัย ว่า รู้สึกอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่งท่ามกลางพี่น้องชาวเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดเมืองใหญ่ของไทย มีการท่องเที่ยวก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง ตนมาในวันนี้พร้อมกับผู้บริหารพรรคอีกหลายคน รวมทั้งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และสมาชิก ฝาก พปชร.ไว้กับประชาชนทุกคนด้วย เราพร้อมจะทำงานรับใช้ชาวเชียงใหม่ทุกคน ฝากทุกคนไว้ว่า ให้เลือกผู้สมัคร ส.ส.ของ พปชร.ทุกคน พปชร.ได้คัดสรรคนดี คนเก่ง คนที่ตั้งใจจริงมาเป็นผู้แทน มุ่งมั่น ร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาแก้ไขปัญหาทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนเชียงใหม่ เราต้องดการแก้ปัญหาทุกเรื่องให้คนเชียงใหม่ให้อยู่ดีกินดี ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้กับทุกคน

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สำหรับนโยบายของพรรคพปชร. ได้แก่ บัตรประชารัฐ 700 บาท จะทำทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล ลดค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส อยู่ในความคิดของ พปชร.ที่จะทำทันทีเช่นเดียวกัน การดูแลคนทุกช่วงวัย เบี้ยผู้สูงอายุ แม่และเด็ก ให้เท่าเทียมกัน ลดปัญหาความเลื่อมล้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นภารกิจของตนที่จะทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ว่าจะน้ำอุปโภค อุปโภค น้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะน้ำประปา ต้องมีความสะอาด ตนจะต้องดำเนินงานให้ทุกคนได้ใช้น้ำที่ดี นอกจากนี้ จะลด PM 2.5 ซึ่งสำคัญสำหรับคนเชียงใหม่ โดยจะแก้ทันทีเมื่อเราเข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะเดียวกัน เราจะปราบปรามยาเสพติด 

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในเรื่องการใช้ที่ดินของรัฐ ซึ่งมีปัญหาซ้อน ตนกำลังทำอยู่ โดยจะให้คนที่ถือที่ดิน ส.ป.ก. ที่ดินของรัฐ และในป่าสงวน เราพยายามให้ทุกคนมีโอกาสมาเป็นเจ้าของที่ดิน โดยการออกโฉนดให้ ฝากทุกคนว่าให้เลือก พปชร. ทุกอย่างที่ตนพูด เราจะทำให้ท่านทันที ส่วนปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมออนไลน์ ที่เป็นอันตรายต่อประเทศ ต้องแก้ปัญหาได้ทันที ซึ่งเราทำมาแล้วและจะทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะที่เรื่องการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของ จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่าจะมาต่อยอด ดำเนินการให้ จ.เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
 

‘มาดามเดียร์’ ควง ‘จักรวี’ ฝากตัวชาวเขตสวนหลวง-ประเวศ ชี้!! มีความตั้งใจ-คุณสมบัติครบ เมิน ‘ฟิล์มรัฐภูมิ’ ลงชิงด้วย 

‘มาดามเดียร์’ ควง ‘จักรวี’ ผู้สมัคร ส.ส.เขตสวนหลวง-ประเวศ ร่วมงานดื่มน้ำชาการกุศลฯ เมิน ‘ฟิล์ม-รัฐภูมิ’ ลงชิงด้วย

(19 มี.ค.66) น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย นายจักรวี สุทธิผล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตสวนหลวง-ประเวศ(หนองบอน) พรรคปชป. ร่วมงานดื่มน้ำชาการกุศล ในงาน ‘สาธารณกุศลคนสวนหลวง’ บริเวณอาคารเอนกประสงค์ครอบครัวปานเหล็ง ซอยอ่อนนุช 39 เขตสวนหลวง พร้อมพบปะทักทายพี่น้องชาวมุสลิม

น.ส.วทันยา กล่าวว่า ตั้งแต่ได้มาลงพื้นที่ในเขตสวนหลวง-ประเวศ จะเห็นได้ว่ามีบรรยากาศที่ดี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และการต้อนรับอย่างอบอุ่นทุกครั้ง ซึ่งในเขตสวนหลวง-ประเวศนั้นจะเห็นได้ว่ามีประชาชนทั้งกลุ่มที่เป็นชาวพุทธ และชาวมุสลิม เป็นชุมชนที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม อีกทั้งจะเห็นได้ว่าในพื้นที่เขตสวนหลวงนั้นเป็นพื้นที่มีการขยายตัวของเมืองเข้ามา ทำให้ประชาชนบางส่วนอาจจะยังปรับตัวรับมือไม่ทัน

ส่วนกรณีที่ขณะนี้มีหลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในเขตสวนหลวง-ประเวศ ซึ่งมีทั้งอดีตดารานักแสดง อย่างเช่น ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นั้น น.ส.วทันยา กล่าวว่า ไม่รู้สึกหวั่นเกรง เพราะเชื่อว่าการทำงานการเมืองนั้น ชื่อเสียงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัย แต่ตนเชื่อว่าประชาชนจะมองหาคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งนายจักรวี ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคปชป.นั้นที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ทำงานให้ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นายจักรวีก็ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนจนผ่านพ้นสถานการณ์มา ดังนั้นเชื่อว่าจะเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ อีกทั้งนายจักรวียังเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงาน มีคุณสมบัติที่พร้อมทั้งคุณวุฒิ ประสบการณ์การทำงานทั้งงานการเมือง และงานนอกการเมือง

‘ทอ.’ ส่งอัลฟาเจ็ต ยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ สลาย ‘พายุลูกเห็บ’ เป็นฝน หลังถล่มลง ‘เชียงใหม่’

กองทัพอากาศเผยปฏิบัติการบิน ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในพื้นที่เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน ส่งเครื่องบินแบบอัลฟาเจ็ตเข้าสลายหยดน้ำที่กำลังจับตัวเป็นลูกเห็บ ให้ตกลงมาเป็นฝนแทน

(19 มี.ค.66) จากกรณีที่เกิดพายุลูกเห็บพัดถล่มในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (18 มี.ค.) ส่งผลทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบใน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง อำเภอแม่ริม อำเภอสันทราย และอำเภอสันกำแพง รวมทั้งสิ้น 17 ตำบล โดยอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ในเขตตำบลฟ้าฮ่าม เกิดเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่หักโค่นทับรถยนต์ของประชาชนบนถนนสายเชียงใหม่-พร้าว ได้รับความเสียหายหลายคัน รวมทั้งหักโค่นทับบ้านเรือนประชาชน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ได้รับความเสียหายประมาณ 500 หลัง 

นอกจากนี้ ในพื้นที่ตำบลสุเทพ พบความเสียหายหนักเกิดขึ้นใน 3 หมู่บ้านบนดอยสุเทพ คือ บ้านดอยสุเทพ บ้านดอยปุยและบ้านภูพิงค์ เนื่องจากมีลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงมาเป็นจำนวนมาก ทำให้หลังคาบ้านเรือนประชาชนเสียหายรวมกันเกือบ 600 หลังคาเรือนและมีพืชผลทางการเกษตรเสียหายอีกจำนวนหนึ่ง

รายงานข่าวจากกองทัพอากาศ แจ้งว่า กองทัพอากาศร่วมปฏิบัติการบินยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือตอนบน โดยได้ส่งอากาศยานแบบอัลฟาเจ็ต (Alpha Jet) จากฝูงบิน 231 กองบิน 23 วางกำลัง ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ และได้ขึ้นบินเพื่อยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บอย่างต่อเนื่อง 3 วันที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top