Monday, 27 July 2026
TheStatesTimes

'นายกฯ' หารือ 'ทูตไอร์แลนด์' กระชับความสัมพันธ์ พร้อมหนุน ศก. ส่งเสริมการศึกษา-วัฒนธรรม

(8 ก.พ. 66) เวลา 09.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแพทริก เบิร์น (H.E. Mr. Patrick Bourne) เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับหน้าที่ และพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเอกอัครราชทูตฯ อย่างเต็มที่ ยินดีกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน พร้อมกล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์เยือนไทยในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และหวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ไอร์แลนด์ ในอีก 2 ปีข้างหน้า

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีกับการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ลีโอ วรัทการ์ เชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสให้ไทยและไอร์แลนด์ร่วมกันผลักดันความร่วมมือทวิภาคีในสาขาต่าง ๆ ให้เกิดผล เป็นรูปธรรมต่อไป

ด้านเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ฯ กล่าวยินดีที่ได้มาดำรงตำแหน่งที่ประเทศไทย ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง และเชื่อมั่นว่ามีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก พร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ และทุกมิติ

จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นต่าง ๆ โดยเห็นพ้องว่า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและไอร์แลนด์ยังมีศักยภาพอีกมาก โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จึงหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมได้กล่าวเชิญไอร์แลนด์เข้ามาลงทุนเพิ่มในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในอุตสาหกรรม ที่ไอร์แลนด์มีความเชี่ยวชาญสูง และเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

ซึ่งเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเดินหน้าไปอย่างดี โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนไอร์แลนด์เข้ามามีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น จึงหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ในด้านนี้ระหว่างให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

8 ปี 'ลุงตู่' มุ่งมั่นภารกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต 'คนกรุงเทพ'

ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเข้ามาบริหารประเทศ เกิดการพัฒนาทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งการปฎิรูปโครงสร้างพื้นฐาน การปฎิรูปคุณภาพชีวิตในชุมชน 

'บิ๊กป้อม' ปลื้ม!! 'คิวบา' หนุนเด็กไทยเรียนแพทย์ 1,000 โควตา เพาะต้นกล้าใหม่ เติม สธ.ไทย ในวาระฉลองมิตร 65 ปี

(8 ก.พ. 66) เวลา 10.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายเอกเตอร์ กอนเด อัลเมย์ดา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคิวบา เข้าเยี่ยมคำนับ โดยทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมความสัมพันธ์ และความก้าวหน้าของความร่วมมือทั้งสองประเทศด้านต่าง ๆ เช่น สาธารณสุขและการวิจัยทางการแพทย์, กีฬา, วิชาการ โดยเฉพาะเฉพาะมิติด้านสาธารณสุข และเห็นพ้องร่วมกันที่จะสานต่อและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้ใกล้ชิด และครอบคลุมหลายมิติมากขึ้น

พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อเนื่องที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กและเยาวชน ขาดโอกาสทางด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแก้ปัญหาดังกล่าวต่อเนื่องมา และยินดีอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลคิวบาโดย สถาบัน อิก-ร่า เข้ามาร่วมพิจารณาสนับสนุนทุนการศึกษาด้านการแพทย์แก่นักเรียนไทยที่เรียนดีทั่วประเทศ จำนวน 3,000 ทุน โดยเร่งนำร่องกับเด็กเรียนดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 5 จังหวัด รวม 1,000 ทุน เพื่อให้มีแพทย์ประจำโรงพยาบาลตำบลในพื้นที่

TNN ชี้แจง กรณีพนักงานทำงานหนัก จนเสียชีวิต ไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด วอนเพจดังลบโพสต์

คำชี้แจงจากทาง TNN กรณีที่มีคนทำงานสื่อเสียชีวิตในระหว่างการทำงานเนื่องจากทำงานหนักเกินไปเผยบางอย่างที่รายงานออกไปไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด พร้อมทั้งขอให้แอดมินเพจดัง ลบโพสต์ 'พนักงานทำงานหนัก จนฟุบเสียชีวิต' ยันชดเชยเต็มที่-ร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพ

เมื่อวันที่ (7 ก.พ. 66) สถานีข่าว TNN บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ออกหนังสือ เรื่องขอให้นำข้อมูลอันเป็นเท็จของเพจจอดับ กรณีพนักงานเสียชีวิต ออกจากระบบอินเทอร์เน็ต เนื่องจากนำมาซึ่งความเสียหายต่อองค์กร

เรียนแอดมินเพจจอดับ และผู้ที่โพสต์ข้อมูลดังกล่าว

ตามที่ เพจจอดับ ได้เสนอข้อมูลนำเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หัวข้อ “ใครว่าทำงานจนตายไม่มีจริง” เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกล่าวถึงเหตุการณ์หนุ่มใหญ่ในวงการทีวี ตายในหน้าที่บนโต๊ะทำงานในตึกน้ำผลไม้ ย่านพระราม 6 ที่ทำให้ผู้อ่านโพสต์ดังกล่าว เข้าใจได้ว่าเป็นพนักงานสถานีข่าว TNN และมีข้อมูลหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง สถานีข่าว TNN จึงขอโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

“โดนสั่งให้ทำผังรายการคนเดียวควบถึง 2 ช่อง ไม่เคยมีการหาคนมาช่วยกันแบ่งเบา” และ “คนๆ เดียว ให้เหมาทำทั้ง 2 ช่อง”

‘สนธยา’ นำทีมบ้านใหญ่ชลบุรี ซบ ‘เพื่อไทย’ มั่นใจชนะยกจังหวัด แย้ม ‘อิทธิพล’ รอสมทบ

‘สนธยา’ นำทีมบ้านใหญ่ชลบุรีซบ พท. มั่นใจชนะยกจังหวัด ประกาศชัดมติครอบครัวไม่แยกกันเดิน แย้ม ‘อิทธิพล’ หลังพ้นหน้าที่ รมว.วัฒนธรรม ตบเท้าเข้า พท. ด้าน ‘ชลน่าน’ ไม่เชื่อ ‘ประยุทธ์’ แลนด์สไลด์

(8 ก.พ. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคพท.นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รองหัวหน้าพรรค นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรค พร้อมด้วย ส.ส.กทม. ร่วมแถลงเปิดตัวผู้ซึ่งประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ชลบุรี ทั้ง 12 คน ประกอบด้วย 1.) นายสนธยา คุณปลื้ม, 2.) นางสุกุมล คุณปลื้ม, 3.) น.ส.สุภีพันธุ์ หอมหวล, 4.) นายฉัตรชัย อั้งลิ้ม, 5.) นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์, 6.) นายแมน อินทร์พิทักษ์, 7.) นายเชาวลิตร แสงอุทัย, 8.) นายพนธกร ใคร่ครวญ, 9.) นายสัมฤทธิ์ พงษ์วิรัตน์, 10.) นายเดชา จันทร์เล็ก, 11.) นายสงกรานต์ ภาชนะ และ 12.) นายชาญยุทธ เฮงตระกูล

โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ยินดีที่ได้รับสมาชิกใหม่ของเรา ซึ่งเป็นสมาชิกเก่าเราด้วย ขอบคุณนายสนธยาที่มาร่วมงานกับเรา ซึ่งเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในปี 2548 สมัยพรรคไทยรักไทย และเชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งปี 2566 ชาวชลบุรีจะเทคะแนนให้เราแลนด์สไลด์ สำหรับการเปิดตัววันนี้ จะมีสมาชิกมาร่วมงานกับเราในขณะนี้ 12 คน ทั้งบัญชีรายชื่อและเขต มั่นใจว่าผู้สมัครของเราโดยการนำของนายสนธยามีความเข้มแข็ง เข้าใจประชาชนเป็นอย่างดี ประกอบนโยบายและว่าที่นายกรัฐมนตรีของเราจะทำให้เรานำไปสู่เป้าหมายแลนด์สไลด์ได้ 

ด้าน นายสนธยา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนทีมชลบุรี มีความยินดี มีโอกาสกลับมาร่วมทำงานกับพรรค พท.อีกครั้ง เมื่อปี 2548 สมัยพรรคไทยรักไทย ครั้งนั้นได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเลือกพวกเราเข้ามาทำงาน ครั้งนี้การที่ทีมชลบุรีกลับมาร่วมงานกับพรรค พท.อีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่า นโยบายที่พรรคประกาศออกมา รับฟังจากประชาชน มีนโยบายครอบคลุมทุกความต้องการของประชาชน ทีมชลบุรีมีความหลากหลาย ตั้งแต่อายุ 20 กว่า ผู้มีประสบการณ์ ผู้ที่เคยทำงานการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง หวังว่าด้วยนโยบายของพรรคที่ตรงจุด บวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจ จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ และนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งได้ เชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแบบแลนด์สไลด์ ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่สามารถแข่งขันได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้ทีมชลบุรีตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรค พท.อีกครั้ง 

เมื่อถามว่า ทีมชลบุรีจะขอทวงคืนพื้นที่ทั้งหมด จากกลุ่มบ้านใหม่ที่ไปอยู่กับพรรคของนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เดิมจังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่บ้านใหญ่อยู่แล้ว ด้วยผลงานของทีมชลบุรีช่วงที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจการจะทวงคืนนั้น เป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะเดิมก็เป็นพื้นที่ของเรา ครั้งนี้ก็เช่นกันทีมชลบุรีจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ทั้ง 10 เขต

8 ปี ‘ประยุทธ์’ บริหารแบบไม่เอาใจประชาชน แต่ทำที่ทุกคนได้ในผลประโยชน์รวมเชิงประจักษ์

เห็นข่าว ‘บิ๊กตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใส่อารมณ์เล็กๆ ให้ชวนสงสัย กับคำพูดซึ่งได้กล่าวถึงการใช้งบประมาณสำหรับการดูแลประชาชนต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า…

“ที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณดูแลประชาชนเป็นล้านล้านบาทแล้ว ถือเป็นจำนวนไม่น้อย และเราดูแลเต็มที่แล้ว ถ้าจะเพิ่มงบไปอีก 8 แสนล้านบาทตามที่บางพรรคการเมืองเสนอ ตนไม่ได้พูดว่าพรรคไหน แต่ใครเป็นรัฐบาลไปดูเอาเองแล้วกัน ฝากดูแลเองไปหาเงินเอาเองแล้วกัน”

พลันที่คำพูดนี้เผยออกมา ก็มีการตั้งคำถามว่าพรรคไหน? หรือใครกัน? ที่คิดจะเสนอให้ปันงบก้อนนี้ออกมา ปันมาทำไม? ปันไปใช้เพื่ออะไร?

เพราะหากสะระตะกันดูเล่นๆ เงิน 8 แสนล้านบาท นี่มันก็คือตัวเลข 1 ใน 4 ของปีงบประมาณแผ่นดิน 2566 กันเลยทีเดียวเชียวนะ

แต่ก็อย่างว่าแหละ!! เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย เพราะ ณ ห้วงเวลานี้ ในช่วงใบปะพรรคการเมือง เริ่มเกลื่อนเป็นหย่อมๆ ทั่วไทยแลนด์ แสดงให้เห็นถึงการประกาศศักดาของทุกพรรคการเมืองที่พร้อมลงสู่สนามเลือกตั้ง 

โดยในใบปะเหล่านั้น มิไม่มีเพียงแค่การแนะนำตัวบุคคลหรือพรรค หากแต่เปี่ยมล้นไปด้วยถ้อยคำชวนประชาให้นิยม จากแคนดิเดตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ต่างรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “เลือกผมได้แน่” / “เลือกอิชั้นได้มากกว่า” / “เลือกพรรคเรารับรองนโยบายนี้มา” ว่อน!!!

เมื่อหยิบจับสถานการณ์มาปะติดกับคำวาทกรรมเกรี้ยวกราดของ ‘ประยุทธ์’ มันเลยไปสะดุดได้ว่า ‘ทุกผู้-ทุกพรรค’ ที่พร้อมลงหาเสียงเลือกตั้ง ต้องมีเงินถังไว้แต่งแต้มฝันให้นโยบายของตนไปล่าผู้คนในมหาศึกกลยุทธ์ล่าประชานิยมเป็นแน่แท้

ยิ่งไปกว่านั้น หากถอดข้อเขียนของ ‘ลุงเปลวสีเงิน’ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.66 ทีผ่านมา ประกบคำพูดของ ‘บิ๊กตู่’ เข้าไปอีก ก็พลันให้ร้องอ๋อ!! ได้แบบมัดแน่น ว่าเหตุใดคำตัดพ้อเช่นนั้นจึงออกจากน้องเล็กแห่ง 3ป. ให้ผู้คนสงสัย

นั่นก็เพราะ หากเหลียวไปมองนโยบายจากแต่ละพรรคที่ใช้หาเสียงกันตอนนี้ ช่างดูแล้วหนักใจ!! เนื่องจากนโยบายแต่ละพรรค ล้วนฟังดูไม่ต่างสลากสรรพคุณยา ประเภท ทาปุ๊บหายปั๊บ-กินปั๊บหายปุ๊บ, ทาผัวหอมถึงเมีย อะไรประมาณนั้น ซึ่งมันไม่ต่าง ‘ยาผีบอก’

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ‘ทุกนโยบาย-ทุกพรรค’ เอาเงิน ‘งบประมาณแผ่นดิน’ มาเป็นสัญญาว่า ‘จะแจก-จะให้’ ทั้งนั้น

ชาวบ้านตอนนี้ เลยเป็นเหมือนแมวหลงกลิ่นปลาย่างทาจมูก ด้วยการเอาเงินแผ่นดินไปตกเบ็ดชาวบ้าน เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว ทั้งๆ ที่เรารู้กันดีใช่มั้ยว่า...ภาษีที่เก็บจากชาวบ้านได้ปีละเท่าไหร่? แล้วมันพอหรือไม่?

ฉะนั้นการที่จะเอางบประมาณแผ่นดินไปทำสวัสดิการทำนองลดแลกแจกแถมชาวบ้านคนละ 3 พัน 4 พัน แถมนั่นฟรี-ฟรีนี่ / น้ำมัน-แก๊ส ก็ต้องถูก / ค่าไฟฟ้า-ค่ารถโดยสาร ก็ต้องถูก / ค่ารักษาพยาบาลก็ต้องฟรี / เฒ่าชแร-แก่ชรา ก็ต้องมีค่าขนม มันก็ยิ่งจะทำให้ไทยใกล้เป็น ‘รัฐสวัสดิการ’ เข้าไปเต็มตัวแล้ว!

คำถาม คือ แต่ละพรรค ต่างออกนโยบาย ‘สัญญาจะให้’ เห็นแล้วหนักใจ (แทนประเทศ) แต่เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไป ‘ปรนเปรอ-แจกจ่าย’ ตามสัญญา?

เลิกพูดไปเลย เรื่อง ‘พัฒนาประเทศ’ เพราะแค่เงินเดือนข้าราชการกับค่ารายจ่ายประจำ งบประมาณแต่ละปี ก็แทบไม่เหลืออยู่แล้ว แล้วนี่ ยังจะแข่งกัน ‘ปล้นเอาเงินอนาคตประเทศ’ ไปตกเบ็ดหาเสียงอีก

ดังนั้นอยากให้ย้อนกลับมามอง ‘ประเทศไทย’ ในยุค 8 ปี ‘ประยุทธ์’ ที่หลายๆ ด้านมันพัฒนา ‘เกินหน้า-เกินตา’ ประเทศเพื่อนบ้านเขาไปเร็วมา เดี๋ยวติดอันดับประเทศคนมาท่องเที่ยวมากที่สุดบ้าง เดี๋ยวเป็นประเทศน่าอยู่-น่าลงทุนที่สุดบ้างเดี๋ยวเป็นประเทศที่ค่าเงินเสถียรที่สุดบ้าง เดี๋ยวเป็นประเทศที่คนใจดี-น่ารักที่สุดบ้าง เป็นประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโทรคมนาคม สะดวก-เร็ว ที่สุดบ้าง 

มันดีจนเพื่อนบ้านในอาเซียนเขาเริ่ม ‘มองค้อน’ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดจากหัวใจนโยบายของผู้นำที่ ‘เข้าถึง-จริงใจ’ ในปรัชญาของมัน เขาจะไม่พล่ามพูด แต่งานที่เขาทำ มันจะพูดเอง

ไม่ใช่การใส่ ‘ประชานิยม’ เพื่อหวังเอาใจประชาชน แต่เลือกทำที่ประชาชนโดยส่วนรวมต้องอยากได้ และได้ในผลประโยชน์รวมเชิงประจักษ์!!

พูดง่ายๆ คือ นโยบายที่ดี บ้านเมืองต้องได้ สังคมต้องได้ ประชาชนต้องได้ และอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่เหยียบหัวแม่ตีนกัน ซึ่งนี่คือ เผด็จการ ‘ประชาธิปไตย’

ม.นราฯจัดงานครบรอบ 18 ปีแห่งการสถาปนา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน

ที่ อาคารเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังนราธิวาส ดร.จงรัก พลาศัย นายกสภามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 18 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี รศ.ดร.รสสุคนธ์ แสงมณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอเมืองนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้สืบเนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ให้มีการหลอมรวมวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส วิทยาลัยการอาชีพตาก ใบ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนราธิวาส สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์ เป็นสถาบันทางวิชาการโดยมีพันธกิจดังนี้

1.) ผลิตบัณฑิต ให้มีความรู้ มีคุณธรรม และจริยธรรม จัดการศึกษาทางด้านวิชาชีพทั้งระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา ที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของประชาชนในภูมิภาค และมีความร่วมมือทางวิชาการกับท้องถิ่นและต่างประเทศ
2.) ผลิตผลงานทางวิชาการงานวิจัย สร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ สนับสนุนงานวิชาการ นวัตกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคน ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และสังคม ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้และระดับประเทศ
3.) บริการวิชาการและวิชาชีพ โดยการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบสู่ชุมชน สังคมอย่างมีคุณภาพ
4.) ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและกีฬา สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริม และสนับสนุนการกีฬาและนันทนาการอย่างต่อเนื่อง
5.) บริหารและการจัดการ พัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารอย่างมีคุณภาพ พร้อมน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาเพื่อให้เกิดความสันติสุขและความภาคภูมิใจของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

'บิ๊กป้อม' ลุย ปทุมธานี ติดตามสถานการณ์น้ำ ส่องความคืบหน้าโครงการสถานีสูบน้ำ

(8 ก.พ. 66) เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ชั้น 5 ห้องประชุมบัวหลวงปทุมธานี ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ จังหวัดปทุมธานี และมอบนโยบายให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง มีนายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ ปทุมธานี ตัวแทนส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วม อาทิ พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และส่วนราชการเกี่ยวข้อง เป็นต้น โดยพล.อ.ประวิตร ยิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายผู้ว่าปทุมฯ อย่างอารมณ์ดี

‘เพื่อไทย’ เฉ่ง ‘ส.ว.’ ลามากสุดในประวัติศาสตร์ เจตนาชัดไม่อยากถูกตัดอำนาจเลือกนายกฯ

(8 ก.พ. 66) ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทยนำโดย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย, น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่การประชุมร่วมรัฐสภานัดพิเศษล่มในวันนี้

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า เราอยู่ในการพิจารณารัฐธรรมนูญที่สำคัญ เป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข้อเรียกร้องของประชาชน ที่เราทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมถึงมาตราที่เรานำเข้าสู่สภาฯ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 159 และมาตรา 272 ล้วนเป็นมาตราที่เป็นปัญหา ทำให้ประเทศไม่สามารถเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราเองต้องการเพียงความร่วมไม้ร่วมมือกับเพื่อนสมาชิก เพื่อทำให้สภาฯ เดินหน้าต่อได้

นายสุทิน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะองค์ประชุมที่ล่มหลายครั้งจะเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญมาก แต่คราวนี้เป็นการประชุมวาระที่สำคัญที่สุด คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การล่มในวันนี้เป็นที่ทราบว่า เป็นการพยายามทำให้ล่มซึ่งทำมาแล้ว 2 ครั้ง ในครั้งที่แล้ววาระดังกล่าวก็ถูกขัดขวางจากสมาชิกวุฒิสภา ว่าเป็นการบรรจุวาระที่ไม่ถูกต้องบ้าง ไม่เชิญ ส.ว.ในการหารือบ้าง จึงทำให้เป็นเหตุให้การประชุมครั้งที่แล้วล้ม 

แต่ในคราวนี้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญวิปทั้ง 3 ฝ่ายหารือกันก่อน แต่ท้ายที่สุดก็ทำให้เห็นว่า ความพยายามที่จะทำให้การประชุมล่มก็ไม่เปลี่ยนไป ทั้งนี้มี ส.ว. อยู่ร่วมประชุมน้อยมาก ทางประธานก็รอจนถึงที่สุด แต่ก็ล่มเพราะ ส.ว. มากันน้อยมากกว่าทุกครั้ง กล่าวได้ว่า "ล้มครั้งนี้ก็เพราะ ส.ว.เป็นฝ่ายทำให้ล้ม" มองเจตนาอื่นไปไม่ได้ เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นการแก้ไขกระทบโดยตรงกับ ส.ว. จึงคิดว่า ส.ว.คงรับไม่ได้ จึงใช้วิธีนี้

ผบ.ตร.สั่งด่วน ไล่ล่าโจรโหดยิงสายตรวจ สภ.ปากช่อง ให้ได้โดยเร็ว กำชับดูแลสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ครอบครัวตำรวจกล้าเต็มที่

(8 ก.พ. 66) พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.ปากช่อง ถูกคนร้ายยิงเสียขณะปฏิบัติหน้าที่ ว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 7 ก.พ.2566 เวลาประมาณ 21.10 น. ขณะที่ ส.ต.ต.อรรถพล บุญมี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ปากช่อง จว.นครราชสีมา อายุ 29 ปี ปฏิบัติหน้าที่ออกสายตรวจ บริเวณถนนปากช่อง – หนองมะค่า (เทศบาล 5) บ้านหนองน้อย ม.12 ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงินต้องสงสัย ดัดแปลงท่อเสียงดัง จึงเรียกตรวจสอบ แต่คนร้ายไม่หยุด จึงขับไล่ติดตาม ระหว่างขับไล่ติดตามนั้นคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่บริเวณหน้า ส.ต.ต.อรรถพลฯ จนรถจักรยานยนต์สายตรวจล้มลง คนร้ายหลบหนีไป เจ้าหน้าที่พยายามปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วนำตัว ส.ต.ต.อรรถพลฯ ส่ง รพ.ปากช่องนานา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top