Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

'พงศ์พรหม' ห่วง!! บางสื่อโซเชียลชี้คนนิยมหรูเพื่ออวด ก่อวัฒนธรรมเกินตัว!! ลงเอย 'ปล้น-โกง-เครียด-ฆ่าตัวตาย'

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat ระบุว่า...

มีคนรู้จักมาบ่นเรื่องญาติออกรถ G-class รุ่นใหม่ สีดำ ให้ฟังครับ ประเด็นคือเป็นครอบครัว 4 คน ฐานะกลางๆ ค่อนไปทางน้อย แต่ไม่ได้ลำบากอะไร

3-4 ปีมานี้หัวหน้าครอบครัวเสพติดโซเชียลมากขึ้น ตามแนวทาง 'ของมันต้องมี' และ 'ใครๆ เค้าก็มีกัน'

เมื่อต้นปีไปขายที่ดินที่มีอยู่ผืนเดียวในราคา 10 กว่าล้านบาท เอามาซื้อรถราคาเกือบ 10 ล้านบาท คือ G-class รุ่นนี้ สีดำ

แต่ที่ญาติๆ ห่วงคือ ยังให้ลูกเรียนโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน ชีวิตนี้ลูกไม่เคยได้รู้จักคำว่าพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ไม่สนใจในการลงทุนพัฒนาตัวเอง หรือลูกๆ ไม่มีการคิดว่าจะเอาเงิน 10 กว่าล้านนั้น ไปสร้างคุณภาพชีวิตให้ครอบครัว หรือเก็บออมเพื่ออนาคตการศึกษา หรือยามเจ็บป่วยอย่างไร

แถมยังบอกว่า บ้านอื่น ๆ ตามท้องไร่ท้องนา ก็ขายที่ดินออก Alphard กันตั้งเยอะ

จริงครับ เพื่อนผมขายรถ ปัจจุบัน Alphard กลายเป็นขวัญใจคนภูธรไปเรียบร้อย ต่อจาก Fortuner 

ปัญหาขายที่ดินมาออกรถ เอาเงินอนาคตมาแต่งกระบะบ้าง รถยนต์บ้าง อยากมีของแพง ๆ เหมือนคนอื่นบ้าง กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยครับ

ปัญหานี้หลาย ๆ คนเรียกว่าการขาด Financial Literacy

10 ล้านไม่ใช่เงินเยอะ ถ้าจะมอง 'ครอบครัว' เป็นตัวตั้ง

ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ และคนในประเทศที่เจริญแล้วในโลกนั้น...

1. ต่อให้มีเงินไม่ถึงแสน เค้าจะคิดถึงการศึกษาก่อน
เพราะการศึกษาสามารถหาเงินได้มากกว่า 10 ล้านบาท

2. ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ จะแบ่งเงินเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในอนาคต

3. นำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนบ้าง แล้วค่อยนำผลนั้นมาใช้

4. และเอาเงินส่วนนึง มาซื้อการเรียนรู้ในโลก เช่นไปผจญภัยตามป่าเขา หรือศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์อะไรแล้วตามแต่

ส่วนเงินซื้อของฟุ่มเฟือย จะเอามาจาก 'ผลของเงินต้น' เช่น...

เอาเงิน 8 ล้านบาท มาซื้อพันธบัตรคุณภาพดี เอาซัก B+ ก็ได้ เพื่อรับ yield ซัก 4% นั่นคือเงินฟรี ๆ ปีละ 320,000 บาท ที่จะเอาไปเผาทิ้งก็ไม่มีใครว่า

‘นายกฯ’ พอใจ เศรษฐกิจไทยขยายดีตัวทุกภาค รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น คาดปีหน้า ศก.โต 3.5 - 4%

‘นายกฯ’ พอใจ เศรษฐกิจภูมิภาคขยับดี หวังปี 66 โตขึ้น 3.5-4% ชี้ เป็นผลจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง มั่นใจปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค

(30 พ.ย. 65) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พอใจรายงานตัวเลขภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนต.ค. 2565 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เศรษฐกิจภูมิภาคได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจภาคใต้ มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาคงที่ขยายตัวร้อยละ 22.8 ต่อปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 42.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 40.7 และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 92.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.1 ภาคเหนือ มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัวร้อยละ 23.3 ต่อปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 47.0 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 75.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 76.1

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัวร้อยละ 24.5 ต่อปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 87.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.4

‘กลุ่มนาโต้’ สัญญาจัดหาอาวุธส่งให้ยูเครน ด้านรัสเซีย เตือน ถ้าส่ง ‘แพทริออต’ ได้เจอดีแน่

ในวันอังคาร (29 พ.ย.) พันธมิตรนาโต้สัญญาจัดหาอาวุธเพิ่มเติมและอุปกรณ์ สำหรับช่วยกู้ไฟฟ้าและความร้อนแก่ยูเครน หลังโครงข่ายทางพลังงานได้รับความเสียหายร้ายแรงจากปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซีย ท่ามกลางเสียงร้องขอของเคียฟเกี่ยวกับระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออต อย่างไรก็ตามมันกระตุ้นเสียงเตือนจากมอสโก ที่บอกว่าเหล่านั้นจะกลายเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรมของพวกเขาในทันที

เสียงไซเรนเตือนการถูกโจมตีทางอากาศดังระงมทั่วยูเครนเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ กระตุ้นให้ประชาชนหลบหนีออกจากท้องถนนไปหาที่กำบัง ทั้งนี้ แม้ต่อมาได้มีการยกเลิกคำเตือนและปิดเสียงไซเรนทั่วประเทศ แต่มีรายงานว่าในแคว้นโดเนตส์ก ทางภาคตะวันออก กองกำลังรัสเซียได้ยิงถล่มเป้าหมายต่างๆ ของยูเครนด้วยปืนใหญ่ ปืนครกและรถถัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศจากพันธมิตรนาโต้ ในนั้นรวมถึง แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เริ่มการประชุม 2 วันในบูคาเรสต์ ในความพยายามหาหนทางช่วยมอบความปลอดภัยและความอบอุ่นแก่ประชาชนชาวยูเครน รวมไปถึงสนับสนุนกองทัพเคียฟ ให้ผ่านพ้นสงครามฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน

ดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน บอกกับผู้สื่อข่าวรอบนอกการประชุมนาโต้ พาดพิงถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศต่างๆ ของตะวันตก "เราต้องการการป้องกันภัยทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็น ไอริส ฮอว์ก และแพทริออต และเราต้องการหม้อแปลงสำหรับความจำเป็นทางพลังงานของเรา" เขากล่าว "โดยสรุปแล้ว แพทริออตและหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการมากที่สุด"

คำขอดังกล่าวกระตุ้นเสียงตอบโต้จาก ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ออกมาเตือนนาโต้ต่อการมอบระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตแก่ยูเครน และตำหนิพันธมิตรทหารข้ามแอตแลนติกแห่งนี้ว่าเป็น ‘องค์กรอาชญากรรม’ สำหรับป้อนอาวุธแก่สิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ยูเครนผู้บ้าคลั่ง’

"ตามที่ เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต้ พูดเป็นนัย ถ้านาโต้มอบระบบแพทริออตแก่ยูเครนผู้บ้าคลั่ง เช่นเดียวกับบุคลากรของนาโต้ พวกมันจะกลายเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรมสำหรับกองกำลังของเราในทันที" เมดเวเดฟเขียนบนเทเลแกรม

สโตลเทนเบิร์ก กล่าวก่อนหน้านี้ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ‘กำลังพยายามใช้อากาศอันหนาวเหน็บเป็นอาวุธแห่งสงคราม’ หลังจากกองทัพรัสเซียประสบความปราชัยในสมรภูมิรบ

ในถ้อยแถลงฉบับหนึ่ง บรรดารัฐมนตรีของนาโต้ประณามรัสเซียต่อการโจมตีอย่างไม่ลดละและไร้สามัญสำนึก เล็งเป้าเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนและพลังงานของยูเครน และยืนยันการตัดสินใจในปี 2008 ที่ว่า ท้ายที่สุดแล้วยูเครนจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของพันธมิตรทหารแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ระบุถึงมาตรการที่เป็นรูปเป็นร่างหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนใดๆ

พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยุโรปเผยว่าบรรดารัฐมนตรีนาโต้ จะมุ่งเน้นพูดคุยกันในเรื่องความช่วยเหลือที่ไม่ใช่อาวุธสังหาร เช่น ด้านเชื้อเพลิง เสบียงทางการแทพย์และอุปกรณ์สำหรับใช้ในฤดูหนาว เช่นเดียวกับความช่วยเหลือด้านการทหาร ในขณะที่วอชิงตัน ระบุว่าจะมอบเงิน 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับซื้ออุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า

รัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนีย เรียกร้องให้สมาชิกนาโต้ ตัดสินใจทางการเมือง จัดหารถถังประจัญบานทันสมัยแก่เคียฟ เพื่อความได้เปรียบด้านการทหารเหนือกองกำลังรัสเซีย แต่ดูเหมือนมหาอำนาจตะวันตกลังเลที่จะทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ด้วยความกังวลว่ามันอาจโหมกระพือความขัดแย้งโดยตรงกับรัสเซีย

รัสเซียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่เล็งเป้าหมายถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและความร้อนของยูเครน เกือบทุกสัปดาห์มาตั้งแต่เดือนตุลาคม ในสิ่งที่เคียฟและพันธมิตรบอกว่า เป็นการโจมตีที่จงใจทำร้ายพลเรือน ซึ่งเท่ากับเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม

มอสโกอ้างว่าพวกเขาไม่ได้เล็งเป้าหมายเล่นงานพลเรือน แต่ระบุความทุกข์ทรมานของประชาชนจะจบลงก็ต่อเมื่อเคียฟยอมรับข้อเรียกร้องของพวกเขา ซึ่งไม่ได้บอกว่าคืออะไร ทั้งนี้ แม้เคียฟสอยร่วงขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามาได้เป็นส่วนใหญ่ แต่มันก่อความเสียหายสะสมและผลกระทบของการโจมตีแต่ละครั้งก็หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ยูเนสโก้ขึ้นทะเบียน มวยโบกาตอ ชี้เป็นต้นกำเนิดมวยไทย-มวยลาว

(30 พ.ย. 65) เพจ Vaccine ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ยูเนสโก้ขึ้นทะเบียน มวยโบกาตอ
ชี้เป็นต้นกำเนิดมวยไทย-มวยลาว

เพื่อนบ้านชาวเคลมเฮ ยูเนสโกขึ้นทะเบียน มวยโบกาตอ หรือ 'ลบ๊อกกาตอ' สำเร็จ

ดูในเอกสาร แล้วหวั่นใจอีกหน่อยคงจะเคลมว่ามวยไทยไม่ใช่ของไทย

คือเขมรไม่ใช่ขอม....ขอมคือยุคอังกอร์ ที่ครอบคลุมภูมิภาคนี้จนเป็นต้นกำเนิดหลายอย่าง

วอนกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงต่างประเทศ อย่านิ่งเฉย

ไทยเองเคยประกาศขึ้นทะเบียน 'มวยไทย' เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อปี2553 และ ครม. มีมติเมื่อปี 2554 เห็นชอบให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันมวยไทย

เปิดตัว ธ.ค. นี้ !! TESLA Thailand x Siam Paragon โชว์รูมแห่งแรกในไทย พร้อมสถานี Supercharger

(30 พ.ย. 65) autolifethailand เผย ข่าวคราวล่าสุดของ TESLA Official (Thailand) ว่าเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน ต้นเดือน ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ที่ห้างสรรพสินค้า Siam Paragon ของ บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด และ น่าจะเป็นโชว์รูมแห่งแรกในประเทศไทย รวมไปถึงมีความเป็นไปได้ว่า จะติดตั้งสถานี Supercharger V3 250 kW ชาร์จไฟ DC Fast Charging ที่นี่อีกด้วย

‘บิ๊กป้อม’ เปิดงาน ‘Thailand Smart City Expo 2022’ ดันไทยก้าวสู่ ‘เมืองอัจฉริยะ’ ที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

พล.อ.ประวิตร เปิดงาน ‘Thailand Smart City Expo 2022’ ดันไทยก้าวสู่ ‘เมืองอัจฉริยะ’ พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ เติมเต็มคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริม ศก./ท่องเที่ยว ดึงรายได้เข้าประเทศ

เมื่อ (30 พ.ย. 65) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานพิธีเปิดงาน ‘นิทรรศการไทยแลนด์ เมืองอัจฉริยะ’ ประจำปี พ.ศ. 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมได้กล่าวขอบคุณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ประชาชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรนานาประเทศ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากเมืองจะได้รับการพัฒนาให้น่าอยู่อาศัย และยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สร้างรายได้เข้าประเทศ ได้อีกด้วย พร้อมอวยพรขอให้การจัดงานครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน ต่อไป

DSI ปูพรมค้น 41 จุด ก๊วนลักลอบใช้กระแสไฟฟ้า ขุดเงินดิจิทัลเลี่ยงภาษี ทำรัฐสูญรายได้กว่า 500 ลบ.

DSI เปิดยุทธการปราบโกงสายฟ้าฟาด (ปฏิบัติการ Electrical Shock) ปูพรมค้น 41 จุด ลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าและใช้เครื่องขุดเงินดิจิทัลเลี่ยงภาษีในเหมืองขุดบิตคอยท์ รัฐสูญรายได้กว่า 500 ล้านบาท

(30 พ.ย. 65) ณ หน้าอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ, นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี วรณันศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ/โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดยุทธการปราบโกงสายฟ้าฟาด หรือปฏิบัติการ ‘Electrical Shock’ โดยมีพันตำรวจโท เฉลิมชนม์ อุณหเสรี รองผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ รักษาการผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายชวภณ สินพูนภักดิ์ ผู้อำนวยการส่วนคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ 2 สนธิกำลังร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมศุลกากร การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ ‘Electrical Shock’ เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ต้องสงสัยลักกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นจุดทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล จำนวน 41 จุด ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละกว่า 500 ล้านบาท 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคำร้องเรียน การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี  มีการลักลอบตั้งเหมืองขุดเงินดิจิทัลโดยเฉพาะบิทคอยน์โดยผิดกฎหมาย มีการนำเครื่องมือที่ใช้ในการขุดบิทคอยน์มาจากต่างประเทศ และมีการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้า ทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมอบหมายให้กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบสืบสวน โดยมีการประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมทั้งกรมศุลกากร จนพบจุดต้องสงสัยมากกระจายตัวในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งการทำเหมืองขุดบิทคอยน์ดังกล่าวจะใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณมากขนาดเทียบเท่ากับโรงงานอุตสาหกรรม แต่มีการลักลอบต่อไฟตรง โดยไม่ผ่านมิเตอร์วัดไฟ อันเป็นการลักกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา และอาจมีความผิดอาญาอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายฐานความผิด ซึ่งกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ดำเนินการสืบสวนจนพบกลุ่มนายทุนที่มีพฤติการณ์จัดหาอาคารพาณิชย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลกว่า 41 แห่ง เช่าไว้เพื่อใช้เป็นจุดวางเครื่องขุดเงินดิจิทัล โดยแต่ละอาคารจะวางเครื่องขุดเงินดิจิทัล จุดละประมาณ 100 เครื่อง มีการลักลอบต่อไฟตรงเข้าตัวอาคาร โดยไม่ผ่านมิเตอร์วัดไฟ ทำให้เสียค่าไฟฟ้าต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก จากที่ต้องเสียค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 500,000 บาทต่อแห่ง แต่มีการจ่ายค่าไฟจริงเพียงแห่งละประมาณ 300 - 2,000 บาทเท่านั้น ทำให้การไฟฟ้านครหลวงเสียหายกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน หรือปีละเกือบ 300 ล้านบาท   

ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญาเพื่อเข้าค้นอาคารพาณิชย์ต้องสงสัย จำนวน 41 แห่ง เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานการลักไฟฟ้า เพื่อกล่าวโทษดำเนินคดีอาญา และร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลกว่า 2,000 ตัว มูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท ไว้เพื่อตรวจสอบ รวมทั้งตรวจสอบกับกรมศุลกากรว่ามีการนำเข้าราชอาณาจักรไทย โดยผ่านพิธีการทางศุลกากร โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษก็จะได้รับคดีดังกล่าวไว้ทำการสอบสวนต่อไป

‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ’ พระราชธิดาที่รัชกาล 5 ไม่ทรงโปรด

จากคราวที่แล้วที่ผมได้เล่าเรื่องของพระเจ้าลูกเธอที่ ‘ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5’ รักและสำคัญยิ่ง ทรงกรมเป็นถึง ‘กรมหลวง’ คือ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร’ บทความนี้ผมจะมาเล่าถึงพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ‘ที่ไม่ทรงโปรด’ หรือ ทรงโปรดน้อยกันบ้าง ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับพระองค์มีน้อยมาก แม้จะเป็นพระราชธิดาพระองค์โต แต่ก็ไม่ได้รับการยกย่องอะไรนัก พระราชธิดาพระองค์นั้นคือ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ’ 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ หรือ พระองค์เจ้าผ่อง เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ก่อนขึ้นครองราชย์) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข (มรว.แข พึ่งบุญ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2410 ขณะนั้นพระบิดาดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ ส่วนพระมารดาเป็นพระพี่เลี้ยงของพระบิดา ขณะพระบิดามีพระชนมายุเพียง 14-15 พรรษา ส่วนพระมารดามีอายุมากกว่าพระบิดาประมาณ 3 ปี 

ซึ่งความสัมพันธ์ในครั้งนั้น พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบ จนเมื่อประสูติเป็นพระธิดา เจ้าจอมมารดาเที่ยง ซึ่งเป็นเจ้าจอมที่ทรงโปรดปราน ได้อุ้มพระกุมารีขึ้นให้ทอดพระเนตรเป็นการกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อตรัสถามว่าพระกุมารีนี้เป็นธิดาของใคร เจ้าจอมมารดาเที่ยงมิได้ทูลตอบทันที กลับกราบทูลเลี่ยง ๆ ให้ทอดพระเนตรเองว่า พระกุมารีนั้นพระพักตร์เหมือนผู้ใด จึงตรัสว่า “เหมือนแม่เพย” คือสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระอัครมเหสี พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง 

'พระองค์เจ้าผ่องประไพ' ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงอาภัพมาก ๆ เพราะพระองค์อาศัยอยู่ในตำหนักเก่า ๆ ต่างจากตำหนักของเจ้าน้อง ๆ ที่มีขนาดใหญ่โตหรูหรา เล่ากันว่าพระองค์เป็นพระบรมวงศ์ศานุวงศ์เพียงพระองค์เดียวที่เก็บตัวอยู่แต่ในพระตำหนัก แทบจะไม่ได้ย่างก้าวออกจากประตูพระบรมมหาราชวังตั้งแต่วันประสูติจนถึงวันสิ้นพระชนม์เลย อย่าเพิ่งดราม่านะ!!! มาลองมาดูปัจจัยที่น่าจะทำให้ไม่ทรงโปรดกันก่อน

เริ่มจากการที่พระมารดาเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข มีปัญหากับพระบิดาโดยสาเหตุมาจากเมื่อ พระองค์เจ้าผ่องฯ  ขณะทรงพระเยาว์ประชวรหวัด พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ฯ เยี่ยมพระธิดา ตรัสถามเจ้าจอมมารดาแข ถึงพระอาการประชวรของพระธิดาถึง 3 ครั้ง เจ้าจอมมารดาแขก็มิได้ทูลตอบ จึงทรงพิโรธมิได้ตรัสด้วยอีกต่อไป และโปรดมอบพระองค์เจ้าผ่อง ฯให้ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร” หรือ “ทูลกระหม่อมแก้ว” เป็นผู้ทรงอภิบาลพระราชธิดาแทน เมื่อไม่ทรงโปรดเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข จึงน่าจะทำให้ไม่ได้ทรงมีความใกล้ชิดกับพระราชธิดาพระองค์นี้ (เรื่องนี้เกิดจากรพระมารดา แต่กระทบพระธิดานะ !!! ) 

เหตุต่อมาเมื่อพระองค์เจ้าผ่องฯ มีพระชนมายุ 6 พรรษา รัชกาลที่ 5 ทรงลาผนวช ในวันที่เสด็จออกผนวชนั้นพระราชวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการก็ต่างพากันมาหมอบเข้าเฝ้าตามธรรมเนียมชาววัง แต่รัชกาลที่5 ทรงรับสั่งให้ทุกคนยืนเข้าเฝ้าได้ตามธรรมเนียมฝรั่ง ดังนั้นบรรดาพระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการจึงพากันยืนเข้าเฝ้า แต่ทว่า พระองค์เจ้าผ่องฯ ผู้เป็นเด็กที่ยึดมั่นตามโบราณประเพณีจึงไม่ยอมยืนขึ้น ยังคงหมอบกราบอยู่ รัชกาลที่ 5 เห็นดังนั้นก็ทรงกริ้ว ถึงกับเสด็จฯ ไปดึงพระเมาลี (จุกผม) ให้ยืน แต่พระองค์เจ้าผ่องฯ ก็มิทรงยืน เหตุนี้พระพุทธเจ้าหลวงจึงน่าจะไม่โปรดพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้มากนัก ถึงแม้จะเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกก็ตาม อันนี้ว่ากันว่าคือการยึดมั่นของพระองค์ที่ทรงมีอยู่ตลอดพระชนม์ชีพ

นอกจากนี้ด้วยพระอัธยาศัยเงียบขรึมเก็บพระองค์ ไม่โปรดปรานการสังสรรค์กับผู้ใด เล่าลือกันว่าทรง “ดื้อเงียบ” หากทรงไม่พอพระทัยสิ่งใดแล้วจะไม่ทรงปฏิบัติเด็ดขาด แม้จะทรงถูกกริ้วหรือถูกลงโทษก็ทรงเงียบเฉย จึงทำให้ไม่ทรงสนิทชิดเชื้อกับผู้ใดรวมทั้งพระบรมราชชนก นอกจากพระอุปนิสัย ก็ว่ากันว่าพระองค์ไม่ได้ทรงฉลาดนัก อีกทั้งพระโฉมไม่ค่อยงาม 

ในเวลาที่ ในหลวง ร. 5 เสด็จฯ ไปที่ใด พระราชโอรสและพระราชธิดาต่างๆ ก็จะได้รับพระบรมราชานุญาตให้ตามเสด็จอยู่เสมอๆ แต่มีเพียงพระองค์เจ้าผ่องฯ ที่ไม่เคยได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปไหนเลย อย่างคราวสร้างพระราชวังดุสิต บรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาก็ได้รับพระราชทานตำหนักใหญ่น้อยอยู่ในพระราชวังดุสิต แต่พระองค์เจ้าผ่องฯ ก็ไม่เคยได้รับพระราชทานตำหนักในพระราชวังดุสิต และพระองค์ก็พอพระทัยที่จะประทับอยู่แต่ในเขตพระราชฐานชั้นใน พระบรมมหาราชวังนั่นเอง ทำให้ห่างเหินกับพระราชบิดาจนกระทั่งสวรรคต 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการ ‘ตรัสอย่างตรงไปตรงมา’ อย่างที่เรียกกันว่า ‘ขวานผ่าซาก’ จนเป็นที่กล่าวขวัญร่ำลือกันถึงพระอัธยาศัยนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งการไป ‘ตากอากาศ’ กำลังเป็นที่นิยมของสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น พระองค์เจ้าผ่องก็มิเคยเสด็จฯ ด้วย เมื่อมีพระญาติตรัสถามว่า ไม่เสด็จไปทรงตากอากาศบ้างหรือ ? ก็จะทรงตอบว่า “ไปตากอากาศ ฉันก็เห็นพวกเธอตายกันโครมๆ” ซึ่งก็เป็นการตรัสที่มีส่วนของความจริง เพราะทรงเป็นพระราชนารีที่มีพระชนมายุยืนยาวมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ก็นะ ถามเฉยๆ อ่ะ)

ส่วนการยึดมั่นในขนบดั้งเดิมก็มีตัวอย่างที่ฟังแล้วก็อึ้งๆ เรื่องมีอยู่ว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นเวลาที่เจ้าพระยารามราฆพ (เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ราชสกุล พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ซึ่งเป็นสกุลของเจ้าจอมมารดาแข พระมารดา) ซึ่งเป็นที่โปรดปรานและมีอำนาจสูงในแผ่นดิน พระองค์เจ้าผ่องก็ไม่ทรงสนิทสนมด้วย แม้เจ้าพระยารามราฆพ จะทูลเชิญให้เสด็จเป็นเกียรติยศ ณ บ้านของท่าน ก็ทรงปฏิเสธ เพราะทรงยึดถือขนบประเพณีเก่าที่ว่าขุนนางจะต้องเป็นฝ่ายมาเฝ้าเจ้านาย การที่เจ้านายจะเสด็จไปบ้านขุนนางนั้นเป็นการไม่ควร เสื่อมเสียพระเกียรติยศ แม้ลงเอยจะยอมเสด็จ ฯ แต่นั่นก็คือเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็ไม่ยอมเสด็จฯ ไปอีก หรืออย่างพิธีถวายน้ำสงกรานต์พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ประจำปี ก็จะเสด็จฯ ไปถวายตามพระอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ ตามลำดับอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทรงคำนึงถึงความสะดวกหรือระยะทางใกล้ไกล (สุดจริงๆ) 

แต่กระนั้นแม้ว่า ร.5 จะทรงโปรดน้อย แต่เหตุการณ์ประทับใจของความเป็น พ่อ-ลูก ก็มีอยู่เล็กๆ เล่ากันว่าครั้งที่โปรดฯ พระราชทานที่ดินสวนนอกให้เจ้าจอมมารดาและพระราชธิดาบางพระองค์ไป แต่สำหรับพระองค์เจ้าผ่องฯ นั้นโปรดฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ 100 ชั่งสำหรับเป็นทุนเลี้ยงพระชนมชีพ ด้วยทรงตระหนักพระราชหฤทัยถึงพระอัธยาศัยของพระราชธิดา ประกอบกับที่ทรงมีพระราชดำริว่าพระราชธิดาไม่ทรงคุ้นเคยกับชีวิตนอกพระบรมมหาราชวังและไม่มีมารดาคอยดูแล เกรงจะทรงได้รับอันตราย (ก็คือทรงตระหนักแล้วว่าพระธิดาพระองค์นี้ไม่ออกจากพระบรมมหาราชวังแน่ๆ) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top