Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

'อนุสรณ์' ชี้ นโยบายพรรคการเมือง แค่พูดแล้วทำไม่พอ แต่ต้องทำอย่างถูกต้องด้วย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. ... ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ช่วงหลังการประชุมเอเปก ว่า ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะมาโทษฝ่ายค้าน ควรหันกลับไปดูการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลก่อน จนถึงขณะนี้ยังมีความเห็นต่างกันอย่างมากในหลายประเด็น และไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เชื่อว่ายิ่งใกล้วันยุบสภาจะยิ่งเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐซึ่งกำลังประสบกับปัญหาเผชิญกับสภาวะวิกฤติศรัทธาจากประชาชน หลายนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ คาดว่าในช่วงโค้งสุดท้าย จะหันกลับมาร่วมวงไพบูลย์ถล่มพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองเพราะอาจจะเหลือแนวทางที่เป็นทางเลือกและทางรอดสุดท้ายที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขนาดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ยังมีแนวโน้มจะโบกมือลา ขนลูกพรรคในกลุ่มก๊วนของตัวเองไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ แสดงว่าชื่อชั้นของพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลขายไม่ได้และไปต่อลำบาก ซึ่งจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกพรรคการเมืองที่จะนำเสนอนโยบายต่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่แค่พูดแล้วทำแต่ต้องทำอย่างถูกต้องไม่ใช่ทำผิดทิศผิดทางและไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน

'ดร.เผ่าภูมิ' ชี้หุ้น MORE สะท้อนช่องโหว่ที่ไม่เคยถูกปิดของตลาดหุ้นไทย เสียหายซ้ำซาก ประเมินค่าไม่ได้

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีหุ้น MORE ว่า

เรื่องนี้แบ่งได้ 3 ระดับ 
ต้นน้ำ คือ ความจริงของตลาดหุ้นไทยที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และโอกาสการปั่นหุ้น กฎเกณฑ์ที่ล้าหลังไม่ทันเกม หน่วยงานกำกับที่ไม่ทันการณ์
กลางน้ำ คือ ความหละหลวมของโบรกเกอร์เรื่องหลักประกันและการปล่อยวงเงิน จนเกิดความเสียหาย 
ปลายน้ำ คือ นักลงทุนรายย่อยกลายเป็นเหยื่อ

จริงอยู่ที่หัวใจของเรื่องนี้มักถูกชี้เป้าที่ความหละหลวมของโบรกเกอร์ในเรื่องหลักประกันและการปล่อยวงเงิน แต่เรื่องทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากตลาดหุ้นไทยมีความสมบูรณ์เชิงโครงสร้าง ซึ่งความรับผิดชอบตรงนี้ก็ต้องชี้เป้าไปที่ หน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ 

ตร. ขยายเวลาลงทะเบียนผ่านเข้าออกบริเวณที่มีการปิดการจราจรช่วงการประชุมเอเปค 2022 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้

(17 พ.ย. 65) เวลา 10.30 น .พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกกองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจรการประชุมเอเปค 2565 เปิดเผยว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลกำหนดให้ปิดการจราจรถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่แยกอโศกมนตรี ถึงแยกพระราม 4 และถนนดวงพิทักษ์ ตลอดสาย ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2565 โดยกำหนดให้ยานพาหนะ ที่จะสามารถผ่านเข้า-ออก บริเวณดังกล่าว จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ขยายเวลาการลงทะเบียนของผู้พักอาศัย ที่มีความจำเป็นต้องใช้ถนนบริเวณที่งดการใช้การจราจรกว่า 45,000 ราย ในพื้นที่ สน.ลุมพินี และ สน.ทองหล่อ โดยได้เปิดให้ลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้  

​สำหรับการลงทะเบียนการขออนุญาตมีบัตรผ่านเข้า-ออก มีขั้นตอนดังนี้ 
ขั้นตอนที่ 1 : สแกน QR Code เพื่อเข้าสู่ฟอร์มขอรับบัตรผ่านเส้นทางเอเปค 2022
ขั้นตอนที่ 2 : เลือกอาคารหรือโรงแรมที่ท่านพักอาศัย กรณีเป็นบ้านพักให้เลือกหัวข้ออื่น ๆ แล้วกรอกที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
ขั้นตอนที่ 3 : กรอกข้อมูลส่วนตัว ประเภทรถ ยี่ห้อ รุ่น ให้ครบถ้วนถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 4 : กรอกหมายเลขทะเบียนรถ พร้อมแนบรูปถ่ายด้านหน้ารถ และรูปถ่ายด้านข้างรถ ที่เห็นป้ายทะเบียนชัดเจน
ขั้นตอนที่ 5 : เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนให้กดส่งข้อมูล

ผบ.ตร. ประชุมขับเคลื่อน กองอำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยและการจราจรการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปี พ.ศ.2565 (14 – 20 พฤศจิกายน 2565)

(17 พ.ย.65) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร./รอง ผอ.กอร. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ขับเคลื่อนกองอำนวยการร่วม โดยมีการติดตามสถานการณ์ด้านการข่าว สภาพภูมิอากาศ และแผนการปฏิบัติรักษาความปลอดภัยและการจราจรประจำวัน บูรณาการทุกภาคส่วน รวมกว่า 30 หน่วยงาน

​โดยภาพรวมการปฏิบัติมีความพร้อมทุกภาคส่วน และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้มีผู้นำเขตเศรษฐกิจและคณะเดินทางมาพำนักในไทยแล้ว 7 เขตเศรษฐกิจ โดยในวันนี้จะมีการเดินทางมาถึงประเทศไทยของคณะผู้นำเขตเศรษฐกิจ จำนวน 13 เขตเศรษฐกิจ และจะมีงานเลี้ยงรับรองผู้นำเขตเศรษฐกิจในช่วงค่ำวันนี้ ​สภาพการจราจรในวันนี้ ปริมาณรถน้อยเคลื่อนตัวได้อย่างคล่องตัว เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการตามที่รัฐบาลกำหนด แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงเส้นทางตามที่ได้มีประกาศราชกิจจาไว้แล้ว จำนวน 10 เส้นทาง ​ด้านการบริหารจัดการชุมนุมสาธารณะ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีห้าสิบเมตรรอบทำเนียบรัฐบาล มีผลบังคับใช้วันที่ 16 พ.ย.65 เวลา 06.00 น. ถึงวันที่ 20 พ.ย.65 เวลา 06.00 น.

'นิพนธ์' มั่นใจ!! 'จุรินทร์' พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี หากรวมเสียงข้างมากในสภาได้ ยัน! พรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุนฯ โว หากได้เป็นจะทำได้ดี

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีภายหลังที่ 'นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์' รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาประกาศตัวว่า พร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอชื่อเพียงคนเดียว และมั่นใจว่าตัวเองมีความพร้อม หากหลังการเลือกตั้งแล้วไม่พร้อมสมาชิกเลือกไปก็เสียของ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนเห็นชอบด้วย รอผลจากการเลือกตั้ง

โดยนายนิพนธ์ กล่าวว่า การที่หัวหน้าพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนเองได้พูดมา 2 ปีแล้ว ว่าประชาธิปัตย์ ได้สนับสนุนให้ 'จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์' เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า พรรคเรา มีหัวหน้าพรรคมาแล้วทั้งหมด 8 คน และได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไปแล้ว 4 คน โดยหัวใจสำคัญที่สมาชิกพรรคใช้ตัดสินในการเลือกหัวหน้าพรรรค มี 2 อย่างคือ 1. จะต้องนำพาพรรคไปข้างหน้าได้ และ 2. คนๆ นั้นต้องพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อเราได้เลือก 'จุรินทร์' ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค นั้นหมายความว่า เราพร้อมที่จะสนับสนุนให้เป็น 'นายกรัฐมนตรี' … ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย การที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ต้องขึ้นอยู่กับระบบรัฐสภาฯ ซึ่งหมายความว่า หัวหน้าพรรคการเมืองพรรคไหน ที่ไปรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้ คนนั้นก็จะได้รับการสนับสนุน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เหล่านี้จึงอยู่ที่จำนวนมือของ ส.ส.ที่สนับสนุน ในสภาผู้แทน”

อย.จ่อเอาผิดสเปรย์พ่นจมูก อ้างกันโควิด - หวัดใหญ่ ชี้ ทำคนเข้าใจผิด - ด้านเวชศาสตร์ฯ มหิดล ยันไม่เกี่ยวข้อง

อย. จ่อเอาผิดสเปรย์พ่นจมูก ‘เบซูโตะ เคลียร์’ แอบอ้างโฆษณาเกินจริง หลังอ้าง ยับยั้งเชื้อโควิด หวัดใหญ่ และ RSV ชี้แค่วิจัยสารสกัดในแล็บ ยังไม่ศึกษาในคน ด้านคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหิดล แจงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องผลิต จัดจำหน่าย

(17 พ.ย. 65) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เบซูโตะ เคลียร์ นาเซิล สเปรย์ (Besuto Qlears nasal spray) ได้รับการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์ เลขที่ 65-1-3-2-0000818 มีวัตถุประสงค์การใช้งานและข้อบ่งใช้ คือ สำหรับพ่นจมูก ใช้เมื่อเริ่มมีอาการเป็นหวัดหรือมีอาการคล้ายหวัด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุโพรงจมูกเนื่องจากอากาศแห้ง ช่วยลดและบรรเทาอาการคัดจมูก ซึ่งภายหลังปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ว่ามีการแถลงผลการทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในสูตรส่วนประกอบ ควบคู่กับการแอบแฝงโฆษณาผลิตภัณฑ์ ทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถยับยั้งหรือฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสโคโรนา 2019 และไวรัสอาร์เอสวี ต้านการอักเสบ ฯลฯ ได้ ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับผู้บริโภค

"ผลการทดสอบฤทธิ์ดังกล่าว เป็นเพียงผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดในห้องปฏิบัติการเบื้องต้นเท่านั้น ยังคงต้องทำการศึกษาวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันฤทธิ์ดังกล่าว แล้วจึงนำผลการศึกษา ยื่นขอขึ้นทะเบียนกับ อย.ในสรรพคุณใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป" นพ.สุรโชคกล่าว

นพ.สุรโชคกล่าวว่า ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันลดปัญหาการโฆษณาแฝงผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า ผ่านการแถลงผลงานวิจัยหรือผลการทดสอบต่าง ๆ เพราะนอกจากจะสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้บริโภคแล้ว ยังเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยในขณะนี้ อย. ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในกรณีข้างต้นแล้ว ส่วนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการอนุมัติสรรพคุณจาก อย. ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น และการโฆษณาต้องผ่านการอนุมัติจาก อย. เช่นกัน นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เช่น การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในสถานที่ผู้คนแออัดหรือพื้นที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท การล้างมือ การเว้นระยะห่างต่อไป

‘คิชิดะ - สี จิ้นผิง’ ไว้ใจ ‘ประเทศไทย’ ล็อกหมุดหมายจัดประชุมซัมมิต ‘ญี่ปุ่น-จีน’

ไม่เพียงแค่การประชุม APEC 2022 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ที่ถือเป็นอีกความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ที่ได้โชว์ศักยภาพและความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก

แต่ข่าวใหญ่ที่น่าจะเป็นข่าวดีอีกระลอก คือ ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจาก ‘ญี่ปุ่น-จีน’ ให้เป็นเวทีในการจัดประชุมซัมมิตสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ญี่ปุ่น-จีน’ ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่า ระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนนั้นไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก หรือเรียกอีกอย่างคือ ‘ร้าวฉาน’ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เกิดจากการที่จีนแผ่อิทธิพลและเพิ่มมาตราการทางการทหารอย่างแข็งกร้าวต่อไต้หวัน ประเทศในภูมิภาค รวมถึงแถบโพ้นทะเล

หนำซ้ำ หนึ่งในมิสไซล์ของจีนที่ยิงออกไปเพื่อตอบโต้การเยือนไต้หวันครั้งสำคัญของแนนซี เพโลซี ดันไปตกในเขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเลญี่ปุ่นอีกด้วย 

นอกจากนี้ จีนยังได้มีการเคลื่อนไหวรอบๆ หมู่เกาะพิพาทเซ็งกากุ (Senkaku Islands) หรือหมู่เกาะเตียวหยูในภาษาจีน ซึ่งหมู่เกาะนี้อยู่ในการครอบครองของญี่ปุ่น แต่จีนกลับอ้างสิทธิ

เท่านั้นยังไม่พอ จุดยืนในการเมืองโลกของทั้งสองประเทศก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากญี่ปุ่นสนับสนุนยูเครนร่วมกับพันธมิตรชาติตะวันตก แต่จีนยืนหยัดเคียงข้าง ‘รัสเซีย’ ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของยูเครนและชาติตะวันตก 

ททท. รุกตลาดแดนอิเหนา จับมือ บริษัทนำเที่ยวยักษ์ใหญ่อินโดนีเซียสำรวจสินค้าท่องเที่ยวเชียงใหม่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และบริษัทนำเที่ยว Ayo Wisata ประเทศอินโดนีเซีย จัดกิจกรรม Amazing Thailand New Chapter X Ayo Wisata Agent Fam Trip นำผู้ประกอบการนำเที่ยวชั้นนำจากอินโดนีเซีย จำนวน 16 ราย และสื่อมวลชน 2 ราย สำรวจสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวเส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย-กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 16-20 พฤศจิกายน 2565 

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้จัดเวทีเจรจาธุรกิจในลักษณะ B2B ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวอินโดนีเซียจำนวน 16 ราย ในฐานะผู้ซื้อ (Buyer) กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 32 ราย ในฐานะผู้ขาย (Seller) ประกอบด้วย โรงแรมที่พัก 11 หน่วยงาน แหล่งท่องเที่ยว 9 หน่วยงาน บริษัทนำเที่ยว 7 หน่วยงาน สปาและเวลเนส 3 หน่วยงาน สนามกอล์ฟ 1 หน่วยงาน และสายการบิน 1 หน่วยงาน จัดขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงแรมดวงตะวันเชียงใหม่ เพื่อสร้างโอกาสในการเสนอขายและแลกเปลี่ยนสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจต่อไปในอนาคต รวมทั้งได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ณ ร้านอาหารเอื้องคำสาย ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่

นางสิรินาถ ฉัตรศุภกุล ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานจาการ์ตา กล่าวว่า "ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-ตุลาคม 2565) มีนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียเดินทางเข้ามายังประเทศไทยแล้วจำนวน 139,638 คน-ครั้ง มีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปอยู่ที่ราว 26,000 บาท ระยะเวลาพำนัก 9.5 วัน ขณะที่สายการบินเชื่อมโยงเส้นทางอินโดนีเซีย-ไทย ปัจจุบันกลับมาเปิดให้บริการแล้วราวร้อยละ 50 ในเส้นทางจาการ์ตา-กรุงเทพฯ และเดนบาซาร์-กรุงเทพฯ รวมจำนวน 59 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หรือราว 13,227 ที่นั่ง/สัปดาห์ การเดินทางของชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงเอเย่นต์ในการจัดการเดินทางเป็นหลัก การรับประทานอาหารหากมีการจัดแยกส่วนอาหารฮาลาลจะดีมาก รวมทั้งยังคงต้องการมัคคุเทศก์ที่สื่อสารภาษาบาฮาซา-อินโด"

คาดเดาบทบาท ‘มาครง’ ในเวที APEC 2022 ผูกมิตรกล่อม ‘จีน’ ด้วยท่าทีที่สวนทาง ‘ทรูโด’

แม้เป้าประสงค์หลักของการประชุมเอเปคจะอยู่ที่การส่งเสริมการค้าแบบพหุภาคี หรือการร่วมพูดคุยกันหลายฝ่าย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก 

แต่ด้วยสมาชิกที่หลากหลาย และครอบคลุมมหาอำนาจโลกหลายแห่ง ซึ่งรวมไปถึง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั้น มันก็คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเหล่าผู้นำชาติมหาอำนาจที่มารวมตัวกัน จะช่วงชิงอิทธิพลในภูมิรัฐศาสตร์โลก ตามสถานการณ์และวิกฤตโลกที่เกิดขึ้น 

ยกตัวอย่างในปีนี้กับความตึงเครียดที่มากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทั้งเรื่องการค้า และประเด็นไต้หวัน รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ลามผลกระทบไปสู่เรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังต่อประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวพันในห่วงโซ่นี้ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามใน ‘ทางแจ้ง’ ใครจะวัดพลังกันบนเวที ก็ทำกันไป แต่ใน ‘ทางลับ’ ก็มีเรื่องให้น่าจับตาไม่แพ้กัน เพราะหากสังเกตให้ดีบนเวทีประชุมใหญ่ ๆ ระดับโลกเช่นนี้ ก็มักจะมีท่าทีให้สอดรู้จากผู้นำชาติมหาอำนาจทั้งในกลุ่มเขตเศรษฐกิจ และแขกรับเชิญพิเศษของเจ้าภาพ ซึ่งในปีนี้ไทยเราเชิญมาทั้งสิ้น 3 ชาติ ได้แก่ ฝรั่งเศส, ซาอุดีอาระเบีย และกัมพูชา ที่พร้อมจะใช้เสี้ยวเวลาในการพูดคุย เจรจา หรือปิดดีลบางเรื่องในช่วงเวลาแค่ชั่วพบปะ แล้วเรื่องแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะหลุดรอดไปสู่ตาเหยี่ยวสื่อสักเท่าไรด้วย

กลับกันการพูดคุยลับ ๆ ที่ถูกทำให้ไม่ลับ ก็อาจจะทำให้เกิดความแคลงใจกันในภายภาคหน้า เหมือนกับกรณี สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน แหกหน้า จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระหว่างการประชุม G20 ที่อินโดนีเซีย โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พูดคุยกับนายทรูโด ด้วยรอยยิ้มผ่านล่าม ตำหนิในกรณีที่นายทรูโดระบุว่า จีนแทรกแซงการเลือกตั้งของแคนาดา โดยสี จิ้นผิง กล่าวว่า “ทุกอย่างที่เราได้พูดคุยกันถูกรั่วไหลไปถึงสื่อ และนั่นไม่เหมาะสม” ซึ่งท่าทีของผู้นำแคนาดารายนี้ก็รู้กันอยู่ว่าแทบจะเป็นเงาพี่เงาน้องของลูกพี่แซมอยู่แล้ว ก็ได้แต่พยักหน้า ขณะที่ ผู้นำจีน กล่าวต่อว่า “นั่นไม่ใช่วิธีการที่ควรจะเป็น หากมีความจริงใจต่อกัน เราจะร่วมหารือด้วยทัศนคติที่เคารพซึ่งกันและกัน มิเช่นนั้น ผลที่ตามมาจะคาดเดาไม่ได้”

นี่คือตัวอย่างไม่ดี ที่เด็ก ๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง!!

กลับกันกับท่าทีของอีกหนึ่งผู้นำ ที่เชื่อว่าพญามังกรคงรอดูท่าที คือ ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งมีหลายฝ่ายเชื่อว่า การมาเอเปค 2022 ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่มาสานความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศไทย-ฝรั่งเศส, ด้านความมั่นคง, หรือ BCG ที่สอดคล้องแผนปฏิรูปสีเขียวของ EU หรือแค่หนุนประเด็นที่ไทยผลักดันในเวทีเอเปคเท่านั้น 

หากแต่นี่ก็คือเวทีที่ มาครง จะได้มีโอกาสใช้จังหวะ ‘ที่ไม่เป็นทางการ’ คุย ‘ประเด็นทางการ’ ต่อ สีจิ้นผิง สืบเนื่องต่ออีกคำรบจากเวที G20 ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นที่จะคุย ก็คงไม่พ้นความคาดหวังที่จะให้จีนเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อการคลี่คลายปัญหาด้านพลังงานในยุโรป และการขาดแคลนชิปของจีน เป็นต้น

‘สี จิ้นผิง’ พบ ‘คิชิดะ’ ประชุมทวิภาคีครั้งสำคัญ ในวาระครบรอบ 50 ปีการทูต ‘จีน-ญี่ปุ่น’

นับว่ามีประเด็นมากมายที่ต้องจับตามอง สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ระหว่างวันที่ 14 - 19 พ.ย. 65 ทั้งในประความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ประเด็นความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งประเด็นทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

โดยอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ต้องจับตามอง คือการประชุมทวิภาคีครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดแห่งจีน และนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นการประชุมนอกรอบระหว่างการจัดการประชุมเอเปค ซึ่งเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันเป็นครั้งแรกของผู้นำทั้งสองในรอบ 3 ปี ด้วยเป้าหมายด้านความสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพ เนื่องจากปีนี้ ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งผู้นำทั้งสองได้ให้สำคัญของการมีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดี ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากกันและกัน

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความตึงเครียด ด้วยความบาดหมางในอดีตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นทุนเดิม ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก, การทดลองยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมทั้งการที่กองทัพจีนยิงขีปนาวุธตกในน่านน้ำของญี่ปุ่นในการซ้อมรบเพื่อตอบโต้ต่อการเดินทางเยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และการแข่งขันแย่งชิงบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาค

โดยทั้งผู้นำจากทั้งสองฝั่ง ต่างแสดงเจตจำนงในการการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top