Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

แม้จะดูเป็นขนมธรรมดา ๆ สำหรับขนมข้าวโพดอบกรอบใส่ซองห่อละ 5 บาท ที่ใช้ชื่ือว่า ‘นมแท่ง’ แต่ใครจะรู้ว่าขนมดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างรายได้เฉียดพันล้านบาทให้กับบริษัทสายเลือดไทย ‘ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด’ ได้อย่างน่าสนใจ

ขนมข้าวโพดอบกรอบ ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า ‘นมแท่ง’ เกิดขึ้นเมื่อ 27 ปีที่แล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากบริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งมี ‘ไพบูลย์ พัฒนวานิชกิจกุล’ และ ‘ขวัญจิตร ยั่งยืน’ เป็นผู้ก่อตั้ง

เป้าหมายของทั้งสองคนในตอนนั้น คือ ต้องการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้รับซื้อข้าวโพด แล้วนำมาแปรรูปให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม

ความโชคดีอย่างมาก คือ สินค้าแรกของทางบริษัทอย่างขนมข้าวโพดอบกรอบ ‘นมแท่ง’ นั้นได้รับผลตอบรับที่ดีเลย

แต่ถึงกระนั้น ทางบริษัท ก็ยังได้หาช่องทางขยายการเติบโตของธุรกิจเพิ่มเติม โดยการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง, เวเฟอร์, บิสกิต และคุกกี้ รวมถึงขยายตลาดออกไปยังประเทศอื่นๆ เช่น กลุ่มประเทศ CLMV, ตะวันออกกลาง, สิงคโปร์, ไต้หวัน, เกาหลี และจีน

สำหรับผลประกอบการ บริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด นั้นเติบโตจนน่าสนใจ

- ปี 2560 รายได้ 520 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท

- ปี 2561 รายได้ 656 ล้านบาท กำไร 4 ล้านบาท

- ปี 2562 รายได้ 942 ล้านบาท กำไร 59 ล้านบาท

อะไรที่ทำให้ขนมห่อเล็ก ๆ นี้สามารถสร้างรายได้ได้มากขนาดนั้น

ปัจจัยแรก คือ คุณภาพของสินค้า ผู้ที่จะอยู่รอดในตลาดได้ สินค้าจะต้องมีคุณภาพที่ดี สามารถทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว เกิดความพึงพอใจและกลับมาซื้อซ้ำอีกครั้ง ทุกๆ การผลิตสินค้าแต่ละชนิดของบริษัท จึงต้องคัดสรรวัตถุดิบที่นำมาแปรรูปอย่างดี

อย่างกรณีของขนมข้าวโพดอบกรอบนั้น ก็ได้เลือกข้าวโพดอย่างดีนำมาแปรรูป โดยไม่ใส่สารปรุงแต่งใด ๆ

ทำให้มีรสชาติที่ดี และมีความหอมมันตามธรรมชาติ จุดนี้เองที่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจในคุณภาพของสินค้า และ กลับมาซื้อซ้ำ

ปัจจัยต่อมา คือ ความแตกต่าง ซึ่งในการผลิตขนม ธุรกิจประเภทนี้มีการแข่งขันกันสูง หากไม่สร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต ก็แทบจะมองไม่เห็น

อย่างกรณี ขนมประเภทข้าวเกรียบ ทางบริษัทก็ได้สร้างความแตกต่างด้วยการทำขนมข้าวเกรียบที่มีน้ำจิ้มอยู่ในซอง และมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ หรือในส่วนของ เวเฟอร์ ก็ถือได้ว่า เป็นเจ้าแรกๆ ที่ผสมโยเกิร์ตลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสินค้ามีคุณภาพ ตลาดยอมรับ ลูกค้าติด ก็ย่อมมีคู่แข่งที่อยากจะผลิตสินค้าแบบเดียวกันออกมา ทางบริษัทจึงต้องคิดค้น หรือหาทางพัฒนาสินค้าของตัวเองอยู่เสมอ

หรือก็คือ ต่อให้สินค้าที่มีอยู่จะได้รับผลดีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ทางบริษัท ก็ยังได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกมาอยู่เสมอ เช่น การแตกไลน์การผลิตมาทำ เวเฟอร์, บิสกิต และคุกกี้

ขณะเดียวกัน ก็พยายามมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายการเติบโต เช่น การตัดสินใจขยายธุรกิจ ออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ตะวันออกกลาง สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี และจีน

นี่คือตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่ถ้าใส่ใจและให้ความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ก็พร้อมที่เปลี่ยนเงินหลักหน่วย ให้กลายเป็นเงินหลักล้านได้ เหมือนกับ ‘นมแท่ง’ ก็ได้


ที่มา: https://www.facebook.com/1387231808035873/posts/3673619242730440/

https://www.paiboonpro.com/th/

เผยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมลดลงมากถึง 2.18 ล้านล้านบาท หรือลดลงมากถึง 72.79% เมื่อเทียบกับปีก่อน ธุรกิจที่พักหนักสุดหายวับ 5.6 แสนล้าน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมลดลงมากถึง 2.18 ล้านล้านบาท หรือลดลงมากถึง 72.79% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมดปรับลดลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะธุรกิจที่พักมีรายได้ปรับลดลงมากที่สุด โดยลดลงจาก 7.71 แสนล้านบาทในปีก่อน เหลือแค่ 2.05 แสนล้านบาทเท่านั้น หรือลดลงมากถึง 5.66 แสนล้านบาท

ส่วนในปี 2564 นี้ยังมีความท้าทายว่ารายได้จะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้เร็ว แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

ส่วนธุรกิจที่มีรายได้ปรับลดลงรองลงมา คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่วยสินค้าและของที่ระลึก มีค่าใช้จ่ายลดลงจาก 7.05 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 1.75 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ลดลงจาก 6.48 แสนล้านบาท เหลือ 1.82 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง ลดลงจาก 3.49 แสนล้านบาท เหลือ 9.6 หมื่นล้านบาท ค่าพาหนะเดินทางในประเทศ ลดลงจาก 2.97 แสนล้านบาท เหลือ 8.4 หมื่นล้านบาท ค่าบริการท่องเที่ยว ลดลงจาก 1.55 แสนล้านบาท เหลือ 4.9 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลดลงจาก 6.9 หมื่นล้านบาท เหลือ 2.3 หมื่นล้านบาท

‘สะพานซังฮี๊’ ชาวกรุงเทพคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยสะพานแห่งนี้ มีชื่อเต็มว่า ‘สะพานกรุงธน’ ถูกสร้างขึ้นมากว่า 63 ปีแล้ว และวันนี้ในอดีต ถือเป็นวันแรกที่มีการเปิดใช้สะพานแห่งนี้อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสัญจรของผู้คน

สะพานกรุงธน เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณถนนราชวิถี เชื่อมระหว่างแขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กับแขวงบางพลัดและแขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แรกเริ่มเดิมที ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสะพานที่ช่วยผ่องถ่ายความหนาแน่นการจราจรจากสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และเชื่อมต่อผู้คนจากฝั่งพระนครกับฝั่งธนเช่นเดียวกัน

โดยสะพานกรุงธนเริ่มต้นก่อสร้างเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2497 มาแล้วเสร็จและเปิดการจราจรได้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2501 เดิมผู้คนเรียกติดปากว่า สะพานซังฮี๊ โดยคำว่า ซังฮี๊ แปลว่า ความยินดี และเป็นชื่อถนนด้านหลังพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นชื่อที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 พระราชทานนาม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อ ถนนราชวิถี

แต่ชาวบ้านในละแวกนั้น ยังคุ้นเคยกับคำว่า ซังฮี๊ จนเมื่อมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านดังกล่าว จึงเรียกกันเองว่า สะพานซังฮี๊ กระทั่งเมื่อสะพานสร้างเสร็จ รัฐบาลจึงประกาศให้สะพานมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานกรุงธน

เวลาผ่านมา 63 ปี ปัจจุบัน สะพานกรุงธน ยังคงเป็นสะพานที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ให้ผู้คนได้สัญจรไปมาตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่เช่นเดิม นอกจากนี้ยังเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความเป็นกรุงเทพ ที่เมื่อนึกถึงสะพานที่มีโครงเหล็กอันสวยงาม ตั้งตระหง่านเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนก็มักจะนึกถึงชื่อ สะพานกรุงธน นี่เอง


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/สะพานกรุงธน

ยูซาคุ มาเอะซาวะ นักธุรกิจชื่อดังชาวญี่ปุ่น เปิดรับสมัคร 8 ผู้กล้า เข้าร่วมภารกิจ dearMoon Project บินผ่านดวงจันทร์ครั้งแรกบนจรวด Starship ของ SpaceX ในปี 2566

ยูซาคุ มาเอะซาวะ นักธุรกิจชื่อดังชาวญี่ปุ่น ประกาศเปิดรับสมัครผ่านวีดีโอคลิป ให้ประชาชนทั่วไปจำนวน 8 ราย เข้ารับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมโครงการ dearMoon Project ภารกิจบินผ่านดวงจันทร์นาน 1 สัปดาห์กับจรวด Starship ของ SpaceX ในปี 2566 โดยการเดินทางสู่ดวงจันทร์ครั้งนี้ มียูซาคุ มาเอะซาวะ เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินทั้งหมด และแรงบันดาลใจในการสนับสนุนภารกิจนี้ของเขานั้น มีที่มาจากความสงสัยใคร่รู้และความปรารถนาที่จะได้เห็นและชื่นชมโลกจากระยะไกลในอวกาศ

โดยในคลิปวิดีโอ มาเอะซาวะ ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังโครงการ dearMoon Project ว่า "ผมเริ่มตั้งคำถามว่า มนุษย์ทุกคนที่กำลังสร้างสรรค์อะไรสักอย่างในชีวิตก็นับว่าเป็นศิลปินเช่นกันไม่ใช่หรือ เมื่อคิดได้แบบนั้น ผมจึงอยากให้คำเชิญชวนของผมได้ไปถึงวงสังคมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้คนมากมายจากทั่วโลกได้ร่วมการเดินทางครั้งนี้ หากคุณคิดว่าตัวคุณนั้นเป็นศิลปินคนหนึ่ง คุณก็ย่อมเป็นศิลปิน"

ด้าน อีลอน มัสก์ เจ้าของ SpaceX กล่าวว่า "สิ่งสำคัญเกี่ยวกับภารกิจ dearMoon ก็คือนี่จะเป็นเที่ยวบินในอวกาศ ซึ่งบินพ้นวงโคจรโลกครั้งแรกที่ดำเนินการโดยเอกชนและมีผู้โดยสารเป็นมนุษย์ ผมรู้ว่าคุณมาเอะซาวะจะให้การสนับสนุน เพื่อให้ศิลปินและคนกลุ่มอื่น ๆ ได้เดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ฉะนั้นเขาต้องการให้ภารกิจนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก"

ทั้งนี้ ด้วยความเชื่อของ มาเอะซาวะ ที่ว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ในแบบของตนเอง เขาจึงเชิญชวนให้ทุกคนที่มองว่าตัวเองเป็นศิลปินสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ ดังนี้:

1.) ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในโครงการ dearMoon จะต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีศักยภาพที่จะเติบโตในเชิงบุคลิกภาพจากการเข้าร่วมภารกิจนี้

2.) นำประสบการณ์ครั้งนี้ไปต่อยอดให้เกิดคุณค่าต่อโลกต่อไปในอนาคต ด้วยการผลิตงานเพื่อสังคมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติได้จนชั่วลูกชั่วหลาน

นอกจากนี้ ผู้สมัครจะต้องสามารถให้การสนับสนุนผู้สมัครรายอื่น ๆ ที่มีศักยภาพและวิสัยทัศน์ในระดับที่เท่าเทียมกันด้วย

กระบวนการคัดเลือกจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้:

ผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือก เพื่อร่วมโครงการ dearMoon Project สามารถกรอกใบสมัครได้ที่: https://dearmoon.earth/pre-reg.html#en

โดยมีขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ลงทะเบียนสมัครเข้ารับการคัดเลือก (ภายในวันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 6:59 PST)

ขั้นตอนที่ 2: คัดกรองผู้สมัครรอบแรก (ภายในวันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 6:59 PST)

ขั้นตอนที่ 3: คัดเลือกผู้สมัคร

ขั้นตอนที่ 4: สัมภาษณ์ออนไลน์

ขั้นตอนที่ 5: สัมภาษณ์รอบสุดท้ายและตรวจสุขภาพ (ปลายเดือนพ.ค. 2564)

อนึ่ง ภารกิจบินผ่านดวงจันทร์ครั้งแรกที่ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนนี้ มีแผนเริ่มภารกิจอย่างเร็วที่สุดในปี 2566 โดยจรวด Starship ของ SpaceX จะใช้เวลาออกเดินทางไปยังดวงจันทร์และกลับมายังโลกนาน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 ยูซาคุ มาเอะซาวะ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นได้ทำการซื้อที่นั่งทั้งหมดในภารกิจครั้งนี้

และเพื่อให้บุคคลที่มีความสามารถมีโอกาสร่วมเดินทางในภารกิจครั้งนี้ได้มากที่สุด เขาจึงได้ประกาศในเดือนมี.ค. 2564 ว่า มีแผนจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมภารกิจ 8 รายจากผู้สมัครทั่วโลกนั่นเอง

ดร.อานนท์ เผยเหตุบรรยายเป็นภาษาไทย ทั้งที่ใช้อังกฤษคล่อง บนเวทีดีเบต FCCT เพราะไม่แม่นศัพท์ทางกฎหมาย พร้อมชื่นชมล่ามคนรุ่นใหม่ว่าแปลได้ชัดเจน

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการจากนิด้า โพสต์ข้อความผ่านเพซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงกรณีมีคนสงสัย เหตุใดไม่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ บนเวทีดีเบต ‘มาตรา 112’ ที่จัดโดย สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) โดยระบุว่า

ผมพูดภาษาอังกฤษได้คล่องนะครับ คล่องระดับเคยเป็น adjunct assistant professor สอนนักศึกษาปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านบริหารธุรกิจในสหรัฐอเมริกา

แต่ก็ยอมรับว่าให้ไปบรรยายประเด็นทางกฎหมายด้วยภาษาอังกฤษนั้น จะไม่คล่อง เพราะผมไม่ได้เรียนกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษเลย ผมเรียนกฎหมายเมื่อเรียนในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือเมื่อเรียนปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์และนิด้าก็เรียนเป็นภาษาไทยล้วน ๆ ส่วนตอนไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาก็เรียนจิตวิทยาและสถิติ ไม่ได้เรียนกฎหมายแต่อย่างใด ยอมรับว่าตัวเองไม่มีวงศัพท์นิติศาสตร์ภาษาอังกฤษเลย จึงไม่มั่นใจว่าจะบรรยายประเด็นทางกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างไร ไม่น่าจะทำได้ fluent มากนัก

แต่ถ้าเอาจริงผมไปนั่งอ่านพจนานุกรมศัพท์นิติศาสตร์ อังกฤษ-ไทย สักเล่ม ผมก็คิดว่าผมพอจะบรรยายประเด็นทางกฎหมายได้ แต่เนื่องจากไม่มีเวลาเตรียมตัว ประกอบกับคุณหมอวรงค์ ก็แจ้งว่าต้องการให้คนฟังหลักที่เป็นคนไทยได้เข้าใจได้โดยง่าย

การสร้าง mental lexicon ศัพท์นิติศาสตร์ภาษาอังกฤษ เลยเป็นอันพับไปก่อน ไว้จะไปหามาศึกษาครับ เมื่อบนเวทีตกลงกันว่าต้องการให้คนไทยได้ฟัง เลยพูดภาษาไทยกัน

ใจจริงก็อยากพูดอังกฤษ เราอาจจะพูดช้าเพราะต้องนึกศัพท์กฎหมายภาษาอังกฤษ แต่ก็น่าจะทำให้เราพูดได้เร็ว โดยไม่ต้องมีล่าม แต่คนไทยจะต้องมาฟังภาษาอังกฤษที่มีศัพท์กฎหมายยากๆ ด้วย (ที่ผมเองคงต้องศึกษาอีกมากเช่นกันก่อนพูด)

เมื่อวานนี้ที่ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ผมประทับใจน้องล่ามสด Spontaneous Interpreter มากครับ ได้นามบัตรน้องมาชื่อ อิทธิณัฐ สีบุญเรือง มีความสามารถในการเป็นล่ามสุดในเรื่องที่ยากแสนยาก ใช้ศัพท์เฉพาะทางกฎหมายมากมาย แปลสดเก็บได้ครบทั้งราบรื่นมาก น้องตั้งใจทำงานล่ามสดนี้อย่างดีที่สุด ไม่เคยประทับใจล่ามสดที่เก่งเท่านี้ที่ไหนมาก่อนเลยครับ

ลงเวทีมา รู้สึกประทับใจมาก ต้องมาขอบคุณและชมน้องว่าเก่งจริงๆ น้องเป็นหนุ่มสูง ขาวตี๋ หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกดีมาก สำหรับหญิงไทยทั้งหลาย จงปล่อยวางเถิด น้องแนะนำให้ผมรู้จักภรรยาด้วยครับ เป็นสาวสวย สมกันมากๆ ผมยังชมน้องกับภรรยาน้องว่าเก่งมาก ภรรยาน้องบอกว่าเขาตั้งใจทำอาชีพนี้มากและเขาก็เก่งจริงๆ ประทับใจการทำหน้าที่ล่ามสดของน้องอิทธิณัฐมากครับ

ลงเวทีมาท่านทูตสองสามประเทศมาคุยกับผม บอกว่าทำไมผมไม่พูดอังกฤษเลย เพราะผมก็พูดอังกฤษคล่องปรื๋อ ผมก็เรียนไปด้วยเหตุผลข้างต้นว่าไม่รู้ศัพท์นิติศาสตร์ภาษาอังกฤษมากพอ แต่น้องล่ามสดคนนี้คือที่สุด สุดยอดความสามารถที่สุด ประทับใจครับ

ส่วนคู่ดีเบตนั้นแถไปแถมา วนไปวนมา พูดความจริงครึ่งเดียว หรือไม่พูดความจริง หรือสร้างทฤษฎีกฎหมายและรัฐศาสตร์มั่วๆ เยอะแยะจนผมได้แต่ส่ายหน้า ไม่มี legal reasoning เอาเสียเลย น่าแปลกใจมาก ที่สำคัญคือไม่มีหลักวิญญูชนกับหลักสุจริตในฐานะนักกฎหมายเอาเสียเลยในสายตาผม

ปล ขอแถมประวัติน้องล่ามสด ที่แสนจะประทับใจในความสามารถครับ เพิ่งรู้ว่าน้องร้องโอเปร่าด้วยครับ มิน่าเสียงถึงได้เพราะด้วย

อิทธิณัฐ สีบุญเรือง

อิทธิณัฐ มีความสนใจในการร้องเพลงคลาสสิค ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ที่ประเทศเยอรมัน หลังจากกลับประเทศไทย เขาได้เริ่มเรียนการร้องเพลงอย่างจริงจัง กับนักร้องโอเปร่าชาวไทย Sophie Tanapura เมื่ออิทธิณัฐ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาเยอรมัน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากใจรักในเพลงคลาสสิค เขาตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านการร้องเพลงคลาสสิค ที่ the Peabody Conservatory of Johns Hopkins University ภายใต้การเรียนการสอนของ John Shirley-Quirk นักร้องโอเปร่าชาวอังกฤษเสียง Bass-Baritone อิทธิณัฐได้รับทุนการศึกษาจากทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิคในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สนับสนุนการศึกษาดนตรีคลาสสิคและการแสดงดนตรีคลาสสิคของเขา

หลังจากจบการศึกษาจาก Peabody Conservatory อิทธิณัฐก็เข้ารับการฝึกฝนเพิ่มเติม ที่ สถาบัน Franz-Schubert เมือง Baden bei Wien ประเทศออสเตรีย เป็นสถาบันที่เน้นการสอนร้องเพลงโอเปร่าในแบบเยอรมันโดยเฉพาะ ซึ่งเขาได้รับการสอนจากนักร้องโอเปร่าระดับสากลหลายท่าน อาทิเช่น Elly Ameling, Julius Drake, Robert Holl, Rudolf Jansen, Helmut Deutsch, Andreas Schmidt และอีกมากมาย

ผลงานในประเทศไทย เขาร่วมแสดงกับ Metropolitan Opera of Bangkok ในบท ท่านเคาท์ Almaviva จากเรื่อง Le nozze di Figaro, Dr. Blind, Fank จาก Die Fledermaus, Kiilian, Ottokar จาก Der Freischütz สำหรับผลงานในต่างประเทศ อิทธิณัฐ ร่วมทัวร์แสดงคอนเสิร์ตในประเทศอินเดีย ซึ่งสนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อโปรโมทการแสดงดนตรีคลาสสิคจากศิลปินชาวเอเชีย ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกา อิทธิณัฐ ได้ร่วมเป็นสมาชิกคณะร้องเพลงประสานเสียง Wittenberg Choir and Baltimore Choral Arts จัดการแสดงโดย Peabody Opera Studio ซึ่งกำหนดการแสดงของเขาในปีนี้ รวมถึงเรื่อง Die Winterreise ของ Franz Schubert อีกด้วย

ปัจจุบัน อิทธิณัฐ อาศัยอยู่ในกรุงเทพ และเรียนร้องเพลงกับคุณสเตฟาน ซานเชส ผู้บริหารของแกรนด์ โอเปร่า ไทยแลนด์ (มีพันธมิตรแจ้งมาว่าคุณสเตฟานเสียชีวิตแล้ว ข้อมูลนี้จากเว็บไม่อัพเดท) อีกทั้ง เขายังร่วมแสดงคอนเสิร์ตมากมาย กับทางบริษัทฯ เช่น Mozart, Schubert, Strauss ณ Goethe Institute ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรีย ประจำประเทศไทย, "Music of Love and Devotion" คอนเสิร์ตฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ Royal Cliff Hotels Group, พัทยา เป็นต้น

 

‘ศรีสุวรรณ’ ชี้! ‘แอมมี่ เดอะ บอททอมบลูส์’ ทำผิดกฎหมายหลายกระทง โทษขั้นต่ำคุก 23 ปี สูงสุดประหารชีวิต ฝากถึงม็อบ 3 นิ้วใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่าง อย่าปากกล้าขาสั่น เมื่อกล้าทำผิดก็ต้องกล้าที่จะรับโทษทัณฑ์

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า กรณีศาลอาญา อนุมัติออกหมายจับ นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ “แอมมี่ เดอะ บอททอมบลูส์” นักร้องชื่อดังและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ในข้อหากระทำความผิดตามมาตรา 112, วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว “แอมมี่” ได้ ใกล้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอยุธยา ล่าสุด เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความสารภาพว่าเป็นผู้วางเพลิงจริง

การกระทำของแอมมี่ถือว่าเป็นกรรมหนัก เข้าข่ายความผิดหลายข้อหา หลายฐานความผิดด้วยกัน เช่น ความผิดตาม ป.อ.มาตรา 112 “การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์” มีอัตราโทษจำคุก 3 ปีถึง 15 ปี ความผิดตาม ป.อ.มาตรา 218 “การวางเพลิงเผาทรัพย์” มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ความผิดตาม ป.อ.มาตรา 360 “การทำลายทรัพย์สาธารณะ” มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตาม ป.อ.มาตรา 365 “การบุกรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืน” มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การนำภาพที่ก่อเหตุมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวก็ยังเข้าข่ายความผิดตาม พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 แก้ไขเพิ่มเติม 2560 ม.14(3) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากเป็นความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้วยนั่นเอง รวมๆอัตราโทษทั้งหมดทุกกระทงแล้วก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 23 ปี สูงสุดก็ประหารชีวิต

จึงเป็นเรื่องปกติที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัวแอมมี่ เนื่องจากมีอัตราโทษค่อนข้างสูง และมีพฤติการณ์ที่อาจหลบหนีได้ ส่วนพวกลิ่วล้อทั้งหลาย ไม่ต้องฟูมฟายเอากรณีดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆ เพื่อหาเรื่องตำหนิกระบวนการยุติธรรม ว่าทำไมศาลจึงไม่ให้ประกันตัวออกมาสู้คดีเหมือนกรณีอื่น ๆ เพราะกรณีมันต่างกัน อัตราโทษมันสูง ใครจะกล้าเสี่ยงให้ปล่อยออกมาได้ พวกสามนิ้ว พวกอีแอบทั้งหลาย จงใช้กรณีเยี่ยงนี้เป็นบทเรียนว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เมื่อทำผิดแล้วต้องเข้าคุกทุกราย อย่าปากกล้าขาสั่น เมื่อกล้าทำผิดก็ต้องกล้าที่จะรับโทษทัณฑ์

เศรษฐกิจร้อนๆ !! ที่ 'รัฐบาล' ขอตอบนอกสภา | BizMAX EP.28

จากข่าว "ขอแจงนอกสภา !!! 'สุพัฒน์พงษ์' ร่ายยาว แจงเศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่ คัดเน้น ๆ 8 เรื่องคาใจเศรษฐกิจไทย โต้ฝ่ายค้าน"

Link ข่าว : https://thestatestimes.com/post/2021022302 ​

จาก 8 ข้อที่คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กออกมาโต้แย้ง เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่ทางฝ่ายค้านออกมาพูดเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังล้มเหลว มาร่วมวิเคราะห์กันกับ หยก THE STATES TIMES

.

‘บิ๊กตู่’ พ้อปมวัคซีนโควิด บางคนไม่ชมแล้วยังแช่ง ลั่นทำทุกอย่างตามขั้นตอน ไม่เคยต้องการผลประโยขน์จากใคร คาดหวัง หลังฉีดวัคซีนจะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดลดลง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 มี.ค. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบ VDO Conference โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดการประชุม ว่า

ปกติก็ไม่ค่อยได้เจอกันได้บ่อยนัก ถือว่าพวกเราหัวอกเดียวกัน แม้นายกรัฐมนตรีจะอยู่ตรงนี้ก็ตามแต่ก็เคยเป็นข้าราชการมาก่อน จึงรู้ดีถึงปัญหาและข้อขัดข้อง ที่เราดำเนินการโดยเฉพาะการบริหารราชการแนวใหม่ เพราะรัฐบาลต้องขับเคลื่อนหลายอย่างด้วยกัน

ดังนั้นจึงถือว่าวันนี้มาพบและพูดกับคนในครอบครัว ว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวใหญ่ของเราคือประเทศไทย มีความอยู่ดี กินดี ก้าวหน้าแก้ปัญหาอุปสรรคข้างหน้าในสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเป็นอนาคตของพวกเราทุกคน ทั้งนี้ ทุกคนทราบดีถึงสถานการณ์ต่างๆอยู่แล้วทั้งนอกและในประเทศ และครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของปี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอพูดถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ขอบคุณส่วนราชการทุกแห่งที่ร่วมมืออย่างเต็มที่ในการรับมือการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และมีผลสำเร็จตามลำดับจนสามารถควบคุมได้ สถิติผู้ติดเชื้อลดลง ซึ่งเป็นการดีที่จะทำให้เศรษฐกิจต่างๆดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่จะมาถึงได้มอบหมายให้ทาง ศบค.พิจารณาเพิ่มเติมแล้ว ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเคลื่อนไหวได้ในทางที่จะทำให้เกิดผลดีต่อประชาชนโดยตรง ส่วนเรื่องของวัคซีนวันนี้มีข่าวจากหลายทางด้วยกัน ทั้งดีและไม่ดี ชมและไม่ชม หรือมีทั้งส่วนที่ไม่ชมแล้วแช่ง ดังนั้น เราต้องร่วมมือกันสร้างความเข้าใจ ว่ารัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

“ผมเองไม่ได้ต้องการผลประโยชน์จากใครทั้งสิ้น วันนี้สิ่งที่ทำก็ทำตามขั้นตอนและแนวทางการพิจารณาของบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข ซึ่งไทยมีชื่อเสียงในระดับต้นๆของโลก ดังนั้นจึงต้องฟังเขา ไม่เพียงเฉพาะแต่ข้าราชการในปัจจุบัน แต่ยังต้องรวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตแพทย์ อดีตอธิบดี ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ นำหลักการมาพิจารณาให้เกิดความเหมาะสม เกิดความปลอดภัย

และหลังจากที่เราเริ่มฉีดวัคซีนแล้วรู้สึกว่าสังคมดีขึ้น มีความหวังที่จะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดลดลง แต่ยังคงไม่หมดสิ้นไปจากโลกเพราะขณะที่ไทยมีสถิติลดลง แต่ต่างประเทศก็ยังเพิ่มขึ้น ก็ต้องมาดูที่สาเหตุซึ่งแม้จะมีวัคซีนแต่ก็ฉีดไม่ได้เพราะประชาชนไม่สมัครใจ ในหลายประเทศซึ่งมีวัคซีนพร้อม แต่มีประชาชนมากกว่าร้อยละ 50 ไม่สมัครใจที่จะฉีดนั่นก็คือสิ่งที่เป็นประเด็น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

รู้จัก ‘แอมมี่ The Bottom Blues’ ในเชิงลึก ด้วยตัวเลขที่สะท้อนตัวตนเหล่านี้

หากมีเครื่องตรวจจับวัดอุณหภูมิ และลองเอาชื่อ ‘แอมมี่ The Bottom Blues’ ไปทาบที่ตัวเครื่อง คาดว่า ตัวเลขที่ออกมาคงสูงปรี๊ด!

ตามรายงานข่าว ‘แอมมี่’ หรือ ‘นายไชยอมร’ ถูกกล่าวหาว่ามีความผิด ในข้อหากระทำความผิดตามมาตรา 112, วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการก่อเหตุวางเพลิงหน้าเรือนจำคลองเปรม รวมถึงเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ทางคดีความกันต่อไป

แต่สิ่งที่เหนือไปกว่ารูปคดี เวลานี้สังคมต่างกำลังพูดถึง ‘พฤติกรรม’ ของผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าจะทางลบ หรือทางบวก จะให้กำลังใจ หรือจะด่าทอ ทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของทุก ๆ คน แต่ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใด สิ่งที่จะทำให้ ‘สังคม’ อยู่ได้ คือการเคารพตัวบทกฎหมาย ที่เป็นกติการ่วมกัน

THE STATES TIMES รวบรวม ‘ตัวเลข’ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปินรายนี้ เพื่อสะท้อนตัวตนของเขา ผู้ชายที่ ‘ร้อน’ กว่าอุณหภูมิของเดือนมีนาคมนี้ มาให้ทราบกัน

วันนี้เมื่อ 7 ปีก่อน เกิดข่าวใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกต่างติดตาม เมื่อมีข่าวว่า เครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ผ่านมาแล้วถึง 7 ปี ผลของการค้นหา ก็ยังไม่สามารถปะติดปะต่อได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว เครื่องบินลำนี้ ได้หายไปไหน?

มาเลเซียแอร์ไลน์ MH 370 ทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเดินทางไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ประเทศจีน แต่หลังจากที่บินอยู่เหนือทะเลจีนใต้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง เครื่องบินก็หายไปจากจอเรดาร์ของผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ

มาเลซียแอร์ไลน์ MH 370 ลำนี้ บรรทุกผู้โดยสาร 227 คน จาก 15 ชาติ และมีลูกเรืออีก 12 ชีวิต ทั้งหมดได้หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ในระยะแรก ทีมค้นหาจะออกทำการค้นหาชนิดที่เรียกว่า ‘พลิกมหาสมุทร’ โดยขยายวงกว้างครอบคลุมพื้นที่ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล และมหาสมุทรอินเดียทางตอนใต้ จนเรียกว่าเป็นการค้นหาเครื่องบินหายที่กินพื้นที่กว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

แต่จนแล้วจนรอด ทีมค้นหาก็ไม่พบหลักฐานที่ชี้ชัดว่า เครื่องบินน่าจะประสบอุบัติเหตุ และตกลงที่ใด สิ่งที่พบเป็นเพียงแค่ เศษซากบางส่วนของเครื่องบิน ซึ่งยังมีความน่างุนงงยิ่งกว่า เนื่องจากแต่ละจุดที่พบเศษซากนั้น อยู่ห่างไกลกัน จนแทบจะเชื่อมโยงหาที่มาที่ไปไม่ถูก

นับถึงวันนี้ ยังมีการคาดการณ์ถึงสาเหตุของการหายสาบสูญไปในหลายทฤษฎี อาทิ การถูกจี้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเกิดจากความดันอากาศบนเครื่องอาจทำงานผิดพลาด จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งอาจเกิดเพลิงไหม้สายไฟที่ใช้ควบคุมการบิน จนทำให้เครื่องบินบินออกนอกเส้นทาง และตกลงกลางมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ในที่สุด

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดว่า เหตุใดเครื่องบินถึงเกิดอุบัติเหตุ และที่สำคัญ ร่องรอยหลักฐานขนาดใหญ่ ที่บ่งชี้ว่า เป็น MH 370 และจุดเกิดเหตุจริงๆ นั้น ก็ยังไม่สามารถสรุปยืนยันได้จนถึงวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เหล่าบรรดาญาติของผู้ประสบเหตุ ก็ยังเฝ้ารอคำตอบที่แท้จริง ไม่ว่ามันจะเนิ่นนานสักแค่ไหนก็ตาม


ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/มาเลเซียแอร์ไลน์_เที่ยวบินที่_370, https://www.thairath.co.th/news/auto/news/1997157


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top