Saturday, 4 July 2026
TheStatesTimes

แม่ "พลทหารยุทธินันท์" ร้อง "บิ๊กบี้" ขอความเป็นธรรมคดี "ลูกชาย" ถูกทำร้ายเสียชีวิตคาเรือนจำค่ายทหาร เชื่อถ่วงเวลาไม่มาตามคำเรียกของศาล แฉผู้ต้องหา อดีต รอง ผบ.เรือนจำ ไม่ถูกพักราชการ แถมได้ดี

ที่กองบัญชาการกองทัพบก นางเรณู หมดราคี อายุ 46 ปี มารดาของ พลทหาร ยุทธินันท์ บุญเนียม ที่เสียชีวิตในเรือนจำจังหวัดสุราษฎรณ์ธานีเป็นข่าวดังเมื่อปี 2560 เดินทางมาขอความเป็นธรรมในคดีที่บุตรชายถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตวิตไม่มีความคืบหน้า โดย นายเรณู มองว่า อาจต้องการประวิงเวลาในการขึ้นศาลทหารของจำเลย 11 คนที่มีส่วนร่วมในกากระทำผิดจนทำให้บุตรชายเสียชีวิต  ขณะนี้เรื่องยังอยู่ในชั้นของศาลทหาร มณฑลทหารบกที่ 45  ซึ่งเวลาล่วงเลยมา 5ปีแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปการชันสูตรพลิกศพ ที่ระบุว่า ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต โดยจำเลยเองก็ได้รับการสารภาพไปแล้ว อย่างไรก็ตาม วั้นนี้ยังไม่ได้มีการรับเรื่องเนื่องจาก ทหารเวรแจ้งให้ตนกลับไปรวบรวมเอกสาร และ เขียนยื่นคำร้องเป็นทางการมาอีกครั้ง 

“หัวหน้าเศรษฐกิจใหม่” แจงหลัง “มิ่งขวัญ” ลาออกกลางสภาฯ เผย ร่วมรัฐบาล เหตุจุดยืนเรื่องปกป้องสถาบัน ยัน ไม่ได้รับกล้วย 

ที่รัฐสภา นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ แถลงกรณีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ประกาศลาออกกลางสภาฯ ว่า พรรคให้เกียรติสมาชิกพรรคและ ส.ส. ทุกคน การจะขับใครออกต้องมีความผิดชัดเจน ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาขอร้องให้ขับก็จะขับได้ แต่จะต้องมีการกระทำความผิด ดังนั้นเราจึงไม่ได้ขับออก ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรครัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ แต่พอดำเนินงานไปแล้วมีปัญหาเรื่องจุดยืนในการปกป้องสถาบัน จึงกลับมาพูดคุยกับสมาชิกพรรค ซึ่งจุดยืนของพรรคคือปกป้องสถาบัน ถ้าเราเพิกเฉยจะไม่ถูกต้อง กรรมการบริหารพรรคจึงมีมติมาร่วมรัฐบาลเพื่อปกป้องสถาบัน และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ การเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่สามารถเอานโยบายมาปฏิบัติจริงได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นนโยบายของพรรค เราจึงคิดว่าถ้ามาร่วมรัฐบาลก็จะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ของพรรคมาสู่การปฏิบัติจริงเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เรื่องรถยนต์ดัดแปลง เขตเศรษฐกิจพิเศษ และผู้ลี้ภัยสงคราม

นายมนูญ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตอนนี้การทำงานของรัฐบาลจะมีปัญหามาก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีลดลง รายได้ของประชาชนน้อยลง ผู้ประกอบการหลายรายปิดธุรกิจ ซึ่งตนได้ปรึกษากับนายกรัฐมนตรีว่า นโยบายเศรษฐกิจต้องได้รับการแก้ไข ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่กระเตื้อง เราก็เยียวยาไม่ไหว จุดยืนของพรรคคือต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ด้วยข้อจำกัดในการเก็บรายได้ของภาครัฐที่ไม่สามารถจัดเก็บได้ เราก็พยายามผลักดันให้รัฐนำเงินที่มีอยู่มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราพยายามประคับประคองเสถียรภาพของรัฐบาล ตอนนี้ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องประสบปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีเหมือนกันหมด เราจึงพยายามผลักดันให้รัฐบาลส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ และพืชเศรษฐกิจ

คาดตลาดอสังหาฯ ปีนี้ มีเปิดใหม่เพิ่ม

นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจที่อยู่อาศัย ว่า แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 65 ด้านอุปทานจะขยายตัวเพิ่มขึ้น จะมีการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินประมาณ 8.5 หมื่นหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 28  ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนจะมีประมาณ 1.05 แสนหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.3 ส่วนด้านอุปสงค์คาดว่า จะมีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ 3.32 แสนหน่วย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.1  การโอนกรรมสิทธิ์แนวราบเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.6 การโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1

“จากการประเมินสถานการณ์ภาพรวมปี 65 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ เพิ่มมากกว่าปี 64 โครงการแนวราบจะมีสัดส่วนมากกว่าอาคารชุด ขณะที่อาคารชุดจะค่อยๆฟื้นตัว จากสต็อกที่ลดลง  ผู้ประกอบการบ้านใหม่จะยังมีโปรโมชั่น ส่วนลดและของแถมเพื่อจูงใจผู้ซื้อแต่จะไม่ลดลง เท่าปี 64 โดยตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ จะมีการขยายตัวในกลุ่มการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง ฐานลูกค้าต่างชาติจะไม่ใช่ลูกค้าหลักของห้องชุด แต่จะเป็นคนไทยที่เป็นกลุ่ม gen y และ gen z ลงมา”

'บิ๊กตู่' เคลียร์ชัดปม 'เหมืองทองอัครา' ซัด!! ส.ส. เพื่อไทย บิดเบือนกลางสภาฯ

18 ก.พ. 65 ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.25 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจง กรณี น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงกรณีบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ฟ้องประเทศไทย ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้คำสั่งมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา ว่า รัฐบาลทุกสมัยมีหน้าที่ในการพิจารณาการนำทรัพยากรออกมาใช้อย่างเหมาะสม รัฐบาล ปี 2544 เห็นชอบตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการเหมืองแร่ เชิญชวนให้มีการลงทุนและทำเหมืองทองในจังหวัดพิจิตร

และปี 2554 รัฐบาลระงับการต่อใบอนุญาตประทานบัตรทำเหมือง จำนวน 1 แปลง ด้วยปัญหาความชัดเจนและมีการฟ้องร้องกันอยู่ในศาลปกครอง และมีการร้องเรียนจากประชาชนมีปัญหาสุขภาพจากการทำเหมือง และมีข้อโต้แย้งเรื่องขั้นตอนการอนุญาตขาดความรัดกุมและปัญหาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าต่อมา รัฐบาล คสช. เข้ามาช่วงที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่แล้ว มีความชอบธรรมในการดำเนินการตามความจำเป็น ประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อม รัฐบาลย่อมต้องพิจารณาหาแนวทางตามที่มีความจำเป็น และหลักการออก พ.ร.บ.แร่ ปี 2560 มีการออกนโยบายการทำเหมืองแร่ใหม่ เอกชนกว่า 100 ราย ก็มาขอใบอนุญาตใหม่และต่อใบอนุญาตเก่า เช่นเดียวกันกับ บริษัท อัครา ก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่ให้ต่อใบอนุญาต แม้ผู้บริหารของบริษัทจะยังมีคดีความอยู่กับรัฐ แต่ก็ยังสามารถเข้าร่วมประมูลได้ และบริษัท อัครา ก็ได้ยื่นหนังสือต่อใบอนุญาตตามกฎหมาย เหมือนบริษัทอื่นๆ แต่ไม่ได้ต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนอะไรกับรัฐบาลทั้งสิ้น เป็นการต่อใบอนุญาตแปลงเดิมปี 2536 และ 2543 เป็นข้ออนุญาตตามใบอนุญาตเดิมตั้งแต่รัฐบาลยุคก่อน และการอนุญาตการสำรวจก็เป็นไปตามหลักกฎหมาย

นายกฯ กล่าวว่า การเจรจาเกิดขึ้นตามคำแนะนำของอนุญาโตตุลาการ ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายไปขอเจรจาก่อน และการฟ้องร้องของบริษัท คิงส์เกต เป็นไปด้วยความที่ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการยึดเหมืองของบริษัทลูก เพราะไม่มีการต่อใบอนุญาตมาตั้งแต่ปี 2554 เพราะบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ ส่วนเรื่องการใช้มาตรา 44 เป็นความตั้งใจบิดเบือนของผู้อภิปรายที่อยากให้ตนเสียหาย เนื่องจากมาตรา 44 เป็นเรื่องของการตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมาย และหากแก้ไขแล้วก็สามารถขออนุญาตให้เกิดใหม่ได้ ไม่ใช่ความต้องการที่จะยึดเหมือง หลังจากนั้นรัฐบาลก็ให้ความเป็นธรรมในการขอต่อใบอนุญาต โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.แร่ ฉบับแก้ไขในปี 2560

"และถ้าเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตคงไม่ใช่ตนคนเดียว คงต้องย้อนกลับไปยังรัฐบาลก่อนๆ ที่ให้อนุญาตด้วย แต่ในรัฐบาลของตนต้องมาเป็นคนแก้ไข ตอนนี้กรณีนี้กำลังอยู่ในการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ขออย่าให้ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ และขอให้การอภิปรายไม่ใช่หวังตีรัฐบาล ล้มรัฐบาลอย่างเดียว แต่อยากให้มีการเสนอทางออกที่คิดว่าทำได้ด้วย" นายกฯ กล่าว

.

.

'นายกฯ' ถก 'ออท.ชิลี' หนุน ภาคเอกชน ขยายการลงทุนร่วม พร้อมให้ความร่วมมือ แก้โควิด-19 เร่ง ผลักดันแนวทางร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อม ต้อนรับผู้แทน ชิลีร่วมเวทีเอเปคในไทย

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอเล็กซ์ ไกเกอร์ ซอฟเฟีย (H.E. Mr. Alex Geiger Soffia) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตชิลีฯ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ในประเทศไทย โดยไทยและชิลี มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นมายาวนาน ซึ่งจะครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีนี้ หวังว่าเอกอัครราชทูตชิลีฯ จะสานต่อความร่วมมือระหว่างกันทุกมิติ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี ด้านการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความร่วมมือในกรอบพหุภาคีในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยสามารถประสานมายังรัฐบาลผ่านกระทรวงการต่างประเทศได้เสมอ

นายธนกร กล่าวว่า เอกอัครราชทูตชิลีฯ รู้สึกยินดีที่ได้มาดำรงตำแหน่งประจำประเทศไทย และขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นจากนายกรัฐมนตรีในวันนี้ โดยไทยและชิลีมีความร่วมมือกันในทุกมิติ ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น ซึ่งจะครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีนี้ และชิลียังเห็นไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของชิลีในภูมิภาค เอกอัครราชทูตชิลีฯ ยืนยันสานต่อความร่วมมือทั้งทวิภาคีและพหุภาคีให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทั้งทางการค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ

นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตชิลีฯ เห็นพ้องกันว่า ความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับชิลียังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก พร้อมยินดีสนับสนุนให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศขยายการลงทุนซึ่งกันและกัน พร้อมใช้ประโยชน์สูงสุดจาก FTA ไทย – ชิลี ซึ่งอัตราภาษีของสินค้าทุกรายการจะลดเป็นร้อยละศูนย์ในปีหน้า และจะช่วยเพิ่มพูนมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีระบุว่า ภาคเอกชนไทยเล็งเห็นถึงศักยภาพของชิลี และสนใจเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในสาขาการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน ซึ่งเอกอัครราชทูตชิลีฯ ยินดีที่ภาคเอกชนไทยสนใจลงทุนในด้านนี้

นายธนกร กล่าวว่า ความร่วมมือทางวิชาการ ไทยและชิลีต่างยินดีที่ความร่วมมือทางวิชาการในกรอบไตรภาคีร่วมกับอาเซียน มีส่วนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการพัฒนาและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ นายกรัฐมนตรีหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมกันเผยแพร่องค์ความรู้ในสาขาที่ฝ่ายชิลีมีความเชี่ยวชาญ อาทิ การปลูกพืชควินัว การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

AIS แจงหลังข้อมูลลูกค้าหลุดแสนราย ยัน ไม่กระทบการดำเนินธุรกิจของบริษัท

AIS แจ้งพบเหตุคอมพิวเตอร์ของพนักงานที่ทำหน้าที่ในช่วง Work from Home ถูกบุกรุกด้วยมัลแวร์ และคนร้ายนำข้อมูลออกไปเผยแพร่ใน Dark Web ประมาณ 100,000 รายการ

18 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 15.05 น. นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัท ได้ตรวจสอบพบว่า มีผู้ละเมิดข้อมูลผู้ใช้บริการ ประมาณ 100,000 รายการ อันประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประจำตัวประชาชน, วัน-เดือน-ปีเกิด และหมายเลขโทรศัพท์

โดยไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินใดๆ และนำไปเผยแพร่อยู่บน Dark Web ซึ่งหลังจากพบกรณีนี้ บริษัทฯ ก็ได้ร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เร่งตรวจสอบหาสาเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมกับแจ้งไปยัง สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ กสทช. รวมถึงแจ้งไปยังลูกค้ากลุ่มดังกล่าวผ่านทาง SMS เพื่อให้รับทราบและระมัดระวังต่อไป โดยกรณีดังกล่าว ไม่กระทบกับระบบรักษาความปลอดภัยและการดำเนินธุรกิจของบริษัท”

สธ. ห้าม รพ.เอกชน เรียกเก็บค่ารักษาโควิด ชี้ ผู้ป่วยโควิดยังถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน 

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตามที่ สธ. ได้เตรียมปรับให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้ได้รับสิทธิการรักษาตามระบบปกติ เนื่องจากความรุนแรงของโรคโควิด-19 ลดลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดูแลรักษาที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักที่สถานพยาบาล ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19 หรือโรคอื่นๆ เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยคาดว่าจะมีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรองรับสิทธิการรักษาของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในช่วงเดือนมี.ค. 65 นั้น แต่ในขณะนี้พบว่ามีสถานพยาบาลเอกชนบางแห่งที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนทำการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 หรือญาติ ซึ่งต้องขอชี้แจงว่า ในขณะนี้ยังไม่มีเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคโควิด-19 แต่อย่างใด

'เท่าพิภพ' อัด 'รัฐบาล' กระตุ้นการท่องเที่ยว 'ไร้ยุทธศาสตร์' หากเป็นก้าวไกล จะใช้ Creative Content Industry มาหนุน

"เท่าพิภพ" อัด รัฐบาล กระตุ้นการท่องเที่ยว "ไร้ยุทธศาสตร์" - ชี้ หากก้าวไกลเป็นรัฐบาล จะใช้ Creative Content Industry มาช่วยขยายการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 ณ อาคารรัฐสภา เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 เกี่ยวกับการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ล้มเหลวของรัฐบาล 

เท่าพิภพ เริ่มต้นอภิปรายโดยกล่าวว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือว่าวินาศสันตะโรเพราะไวรัสโควิด-19 และการปิดประเทศ แต่ถ้าจะมองให้ดีให้ชัด อาจไม่ใช่แค่ 2 ปี แต่เป็นตั้งแต่การทำรัฐประหารของประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศซบเซา ส่งผลให้ประชาชนตกงานกว่า 3 ล้านคน

เท่าพิภพ เริ่มยกตัวอย่างประชาชนในเขตพื้นที่ของตนมีหลายต่อหลายอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างเช่น พนักงานโรงแรม รวมถึงคนขับเรือท่องเที่ยว ทำให้ต้องเป็นภาระคนในครอบครัว สถานการณ์มันช่างน่าสิ้นหวัง แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เกิดผล เพราะรัฐบาลขาดการวางยุทธศาสตร์และแผนงานที่ชัดเจน ผู้ประกอบการหลายรายที่ตนรู้จัก หนึ่งในนั้นคืออดีตเจ้านายของตน ที่ใช้เงินก้อนสุดท้ายของชีวิตไปกับกิจการ เพราะได้ยินข่าวว่ารัฐบาลจะเปิดประเทศ แต่สุดท้ายก็กลับมาปิดประเทศอีกครั้ง ทำให้อดีตเจ้านายของตนนั้นไม่เหลืออะไร มีแต่คราบน้ำตาและเสียงร้องไห้

มาตรการการท่องเที่ยวที่ล้มเหลวทั้งกระดาน รัฐบาลออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลายต่อหลายโครงการแต่ก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จ อย่างเช่น โครงการกำลังใจ ที่ออกมาให้ อสม. ไปเที่ยว โครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงโครงการทัวร์เที่ยวไทย ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้พลาดเป้าทุกโครงการ

"อย่างโครงการทัวร์เที่ยวไทย ที่ออกมาให้ประชาชนซื้อทัวร์ของคนไทยเที่ยวในประเทศไทย จำกัดสิทธิ์ 1 ล้านสิทธิ์ แต่คนออกมาใช้สิทธิ์ราว 24,419 สิทธิ์ เบิกจ่ายจริงแค่ 61 ล้านบาทจากงบกว่า 5,000 ล้านบาท แบบนี้ไม่ให้เรียกว่าล้มเหลวแล้วจะให้เรียกว่าอะไร แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าตอนนี้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวต้องขับรถเที่ยวกับครอบครัว ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจะขอเงินมาออกเป็นโครงการนี้ทำไม"

นอกจากนี้ ททท. ยังใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเป็นการจ้างศิลปินชื่อดังมา แต่ผลการตอบรับนั้นถือว่าแย่กว่าการจัดแสดงลิเกที่วัดท่าพระเสียอีก

"ถ้ามีเงินร้อยล้านในการจัดอีเวนต์ ผมว่าเอาเงินไปจ้างคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ชื่อดังจากทั่วโลก แล้วตั้งแฮชแท็ก #Easythailand เข้าไทยง่ายเที่ยวไทยคล่อง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ผมมั่นใจว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ผลกว่าที่ทำในตอนนี้อย่างแน่นอน"

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ททท. ไม่เคยทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่การท่องเที่ยวคือรายได้หลักของประเทศ หรืออาจเป็นเพราะการส่งเสริมการท่องเที่ยวยังเป็นแบบสมัยเก่า ตนคิดว่ามันไม่ใช่ที่จะมาคิดแคมเปญการท่องเที่ยวที่ดูหรูหรา ไปออกบูทต่างประเทศ หรือใช้สถานทูตไปจัดงาน Thai Fest สิ่งเหล่านี้มันคงไม่เพียงพออีกต่อไป

ถ้าพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เท่าพิภพ กล่าวว่า อย่างแรกที่เราจะทำก็คือ การพยุงการจ้างงาน ถ้ากิจการยังมีอยู่ การจ้างงานยังมีอยู่ การท่องเที่ยวก็ยังจะคงอยู่ ถ้าผู้ประกอบการรายใดไปต่อไม่ไหว ก็จัดสรรงานฝึกอาชีพใหม่ นอกจากนี้จะของดเว้นภาษีที่ดินโดยรัฐบาลจะเป็นผู้อุดหนุนด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กได้ไปต่อ

"คำสั่งเสียสุดท้ายของผม อยากให้รัฐบาลเปิดประเทศสักที แล้วเอาเงินที่ไปส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไร้ยุทธศาสตร์ กลับมาให้ระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับผู้ป่วย ผมว่าเราต้องเลิกดัดจริตกันได้แล้ว ว่าคนต่างชาติจะเอาโควิดเข้ามาในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเราไม่มีโครงการที่จะทำให้คนในประเทศท่องเที่ยวได้ เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวนั้น ต้องการอย่างเดียวคือกลับไปเป็นปกติ"

สถาบันพระปกเกล้า เปิดแพลตฟอร์มสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอข้อมูลและส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองและประชาธิปไตย 

สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า จัดสัมมนา “แพลตฟอร์มสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร” (BKK Follow-up) เพื่อสร้างนวัตกรรมการนำเสนอข้อมูลและส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองและประชาธิปไตย ข้อมูลการเลือกตั้งท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวเปิดงานสัมมนา ความสำคัญตอนหนึ่งว่า สถาบันพระปกเกล้า ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แพลตฟอร์ม (BKK Follow-up) เป็นการนำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และงบประมาณ และรวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาของกรุงเทพมหานคร ทำให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เป็นฐานข้อมูลที่มีประโยชน์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาข้อมูลสำหรับเป็นความรู้เบื้องต้นและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

โดยในงานสัมมนา เป็นการนำเสนอเรื่อง “Explore Map … สถานการณ์งบประมาณในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาของกทม.   BKK-Follow-up” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับสถานการณ์และบริบทด้านสิ่งแวดล้อม การเมืองท้องถิ่น ปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกผู้ว่ากทม.ทั้งในส่วนผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง และผู้สมัครอิสระ

รวมถึงการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะ “แพลตฟอร์มสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้ง กทม. BKK-Follow-up สู่เตรียมพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรทัย ก๊กผล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“เลขาฯพลังชล”เตือน “รมต.เฮ้ง” อย่าลืมอดีต เชื่อ คนเมืองชล รู้ดีตัดสินใจเลือกใคร 

นายสุระ เตชะทัต เลขาธิการพรรคพลังชล ให้สัมภาษณ์ ว่า ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จ.ชลบุรี ตามที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กและให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ พาดพิงไปถึง นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของชลบุรี แม้ในวันนี้นายสนธยา ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมในนามพรรคพลังชล แต่ในฐานะที่เคยร่วมก่อตั้งพรรคพลังชล เมื่อถูกพาดพิงถึงในทางเสียหาย พี่น้องชาวชลบุรี ที่เคารพรักนายสนธยา รู้สึกไม่สบายใจ จึงฝากมาถึงตน ที่เป็นเลขาธิการพรรค ให้ช่วยพูดถึง ตักเตือนไปยังนายสุชาติ ว่า

ขอให้นายสุชาติ พูดความจริง ไม่บิดเบือน ต้องไม่ลืม ตั้งแต่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น จนได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล มาได้อย่างไร บางช่วงชีวิตเคยเจอมรสุม มีใครคอยช่วยสนับสนุน กระทั่งวันหนึ่งมีเส้นทางใหม่ทางการเมือง และหลายต่อหลายครั้งเคยพูดถึงนายสนธยา ในทางที่ไม่ดี แต่นายสนธยา ก็ไม่ได้สนใจ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top