Wednesday, 1 July 2026
TheStatesTimes

“นายกฯ” หารือเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ มุ่งส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างกัน ขณะที่มัลดีฟส์ฯ ชื่นชมบทบาทผู้นำนายกฯ ไทย พร้อมขยายความร่วมมือทุกด้านที่มีศักยภาพ

ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมุฮัมมัด จินาห์ (H.E. Mr. Mohamed Jinah) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ ที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในไทย ซึ่งไทย-มัลดีฟส์มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกว่า 40 ปี รัฐบาลไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ อย่างเต็มที่ พร้อมแสดงความยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมัลดีฟส์ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 76 ตลอดจนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว ตลอดจนความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ ให้มากขึ้น 

เอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ารับตำแหน่งในไทย โดยนายอิบรอฮีม มุฮัมมัด ศอลิห์ ประธานาธิบดีแห่งมัลดีฟส์ได้ฝากความปรารถนาดีมายังนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านความร่วมมือในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งไทยถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของมัลดีฟส์ พร้อมชื่นชมความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและการบริหารงานของรัฐบาลไทยที่สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายและสามารถเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ โดยเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ ยืนยันว่าจะส่งเสริมความร่วมมือในด้านที่มีศักยภาพระหว่างกันต่อไป

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามัลดีฟส์เป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของไทยในสาขาโรงแรม รีสอร์ต และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนหลายรายและมีแนวโน้มจะขยายการลงทุนในประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยล่าสุดบริษัทไทยได้เข้าร่วมโครงการการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนโครงการแรกของผู้ลงทุนไทยในมัลดีฟส์ ขณะที่เอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ฯ ขอบคุณการลงทุนที่มีศักยภาพอย่างยิ่งของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมัลดีฟส์จะอำนวยความสะดวกและดูแลการลงทุนของไทยในมัลดีฟส์อย่างเต็มที่ 

“แรมโบ้” ซัด “ก่อแก้ว” สงบปาก สงบคำ และเบิกตาดูก่อน นายกฯทำอะไรให้ประชาชนและประเทศบ้าง ชี้ประชาชนชื่นชอบหลายโครงการรัฐบาล  พร้อมยกผลโพลสำนักวิจัยซูปเปอร์โพล ให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักการเมืองครองใจประชาชน

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ยก 7 เรื่องออกมาไล่ขยี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ลาออกเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงจัดของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน โดยนายเสกสกล ระบุว่า นายก่อแก้ว ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย เพราะการที่ออกมาพูดอะไร ก็เข้าตัวหมด  นายก่อแก้ว อย่าลืมว่าตัวเอง มีชื่อของการเป็นเสื้อแดงติดอยู่ และคงจะติดตัวไปจนกว่านายก่อแก้ว จะตายจากไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้และรู้ดีว่าเสื้อแดงในอดีตทำอะไรกับประเทศไว้บ้าง สร้างความเสียหาย เผาบ้าน เผาเมือง เสียหายไปเท่าไหร่ ประชาชนที่ร่วมอุดมการณ์ติดคุกไปเท่าไหร่ ขณะที่แกนนำบางคนยังอยู่ดี มีสุข ลอยนวลสบายใจเฉิบ

7 ข้อที่ยกมา แค่คำที่ฝ่ายค้านหรือแกนนำเสื้อแดงอย่างนายก่อแก้วคิดว่าสวยหรู แต่ความจริงมันต่างกันมาก ประชาชนรู้ดีว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ทำอะไรให้เขาบ้าง อยู่ดีกินดีเห็นได้ชัด ทุกโครงการที่รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ ออกมาช่วยเหลือประชาชน ล้วนโดนใจ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหลายโครงการที่ออกมาจะมีชื่อของนายก่อแก้ว หรือคนในครอบครัว หรือสมัครพรรคพวก เป็นหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ด้วยหรือไม่  แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน เสื้อสีอะไร ชอบหรือไม่ชอบ ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ก็ได้ประโยชน์จากทุกโครงการของรัฐบาลทั้งสิ้น และนายกรัฐมนตรีก็บอกแล้วว่า เป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนทุกคน ทุกภาค ไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

และล่าสุดผลโพลจากสำนักวิจัยซูปเปอร์โพลได้ทำการสำรวจด้านการเมืองภาพใหญ่ที่สุดแห่งปี 2564 โดยประชาชนเห็นว่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่น่าประทับใจและน่าพอใจที่สุดแห่งปี 2564 อันดับแรกคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพอใจนโยบายและโครงการต่างๆของรัฐบาล ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นการสะท้อนให้เห็นได้แล้วว่า ประชาชนประทับใจและพอใจกับการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีจากผลงานที่ประสบความสำเร็จมากมาย รวมถึงการแก้ไขปัญหาจากวิกฤตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีก็ได้มีมาตรการต่างๆออกมาจนสถานการณ์คลี่คลายและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย  

กัมพูชา - ชาวนากัมพูชาทิ้งไร่นา!! เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำพืชผลเสียหาย

สีหนุวิลล์/กัมพูชา - กลุ่มชาวนาในเขตเปรยนบ ประเทศกัมพูชา ถูกบังคับให้ขายที่ดินของตนเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้พืชผลเสียหาย

พวกเขาเชื่อว่าการจัดตั้งบริษัทเอกชน โดยเฉพาะฟาร์มกุ้ง ใกล้ ๆ กับพวกเขาเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากน้ำเค็มไหลจากฟาร์มกุ้งไปยังนาข้าว สร้างความเสียหายแก่พืชผล ส่งผลให้ชาวบ้านเพียง 40% ถึง 50% ยังคงปลูกข้าวในพื้นที่ ส่วนที่เหลือขายที่ดินให้บริษัทเอกชน

“หม่อง ริน” ชาวนาบอกว่าเขาปลูกข้าวมาตั้งแต่ปี 2527 และเมื่อน้ำทะเลเริ่มไหลเข้าสู่นาข้าว เขาถูกบังคับให้ขายที่ดินของเขา เขื่อนเก่ารั่วไหลทำให้น้ำทะเลเข้านาข้าว และสร้างความเสียหายให้กับพืชไร่และไร่ผัก ตามคำกล่าวของคุณรัน รองหัวหน้าชุมชนประมง

รัน ยังรับรองด้วยว่าฟาร์มกุ้งที่ตั้งขึ้นใกล้กับที่ดินของพวกเขา มีส่วนทำให้เกิดความเสียหา ยเนื่องจากน้ำล้นเข้าไปในนาข้าว ทำลายพืชผล นอกจากนี้ รองผู้อำนวยการยังระบุด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทุกปีทำให้น้ำทะเลไหลลงสู่พื้นที่น้ำจืดอย่างต่อเนื่อง

คุณรันกล่าวเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ของเรา เรามีป่าชายเลนที่สามารถช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่พื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อยมักถูกน้ำทะเลท่วม กรมวิชาการเกษตรมาตรวจสอบน้ำท่วม เขื่อน และฝากดินอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำให้ถนนสูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลข้ามถนน แต่ถนนสายใหม่ถูกน้ำทะเลกิน”

“กรมวิชาการเกษตรมาตรวจสอบน้ำท่วม เขื่อน และฝากดินอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำให้ถนนสูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลข้ามถนน แต่ถนนสายใหม่ถูกน้ำทะเลกิน” เขากล่าว

หลังจากเหตุผลดังกล่าว เกษตรกรจำนวนมากจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพและเริ่มทำงานในสาขาอื่น เช่น การก่อสร้าง โดยอธิบายว่าการทำนาเป็น “งานที่ไร้ประโยชน์” หลังจากเหตุผลดังกล่าว เกษตรกรจำนวนมากจึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพและเริ่มทำงานในสาขาอื่น เช่น การก่อสร้าง โดยอธิบายว่าการทำนาเป็น “งานที่ไร้ประโยชน์”

 

สิทธิมนุษยชนไทย ปี 2564 ‘สอบผ่าน’ หรือ ’สอบตก’ !!? | Click on Clear THE TOPIC EP.111

📌 ห้ามพลาด!! วิกฤต ‘สิทธิมนุษยชนไทย’!? กับแขกรับเชิญพิเศษ ‘คุณวรภัทร วีรพัฒนคุปต์’ กรรมการ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

📌 ใน Topic : สิทธิมนุษยชนไทย ปี 2564 ‘สอบผ่าน’ หรือ ’สอบตก’ ในมุมมองนักประชาธิปไตย!!?

ร่วมจับประเด็น เน้นความรู้ได้ในรายการ Click on Clear THE TOPIC

ดำเนินรายการโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา PROGRAM DIRECTOR THE STATES TIMES

.

.

“คุณสมบัติ” ประธาน INTERLINK พร้อมรุกต่อเนื่อง ปี 2565 นำทีมฝ่ายขาย - ทีมสนับสนุนการขาย กว่า 200 คน เข้าร่วมงานสัมมนา "สุดยอดหัวใจการขาย 2565"

คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นำทีมฝ่ายขายและทีมสนับสนุนการขาย (Front office) กว่า 200 คน เข้าร่วมงานสัมมนา "สุดยอดหัวใจการขาย 2565" ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท จังหวัดนครนายก

เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในสินค้าและผลิตภัณฑ์ทั้งหมด โดยเพื่อให้ทุกคนนำความรู้ที่ได้ ไปพัฒนาต่อยอด แนะนำสินค้าที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าของบริษัทฯ และอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ได้เป็นอย่างดี

 

“เฉลิมชัย” โชว์ผลงานนโยบายสมุนไพร! ปั้นเกษตรกร 3 แสนราย ดันแปลงใหญ่ชู!! “สมุนไพรอินทรีย์” ลุยตลาด 50,000ล้าน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าววันนี้ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน กำหนดนโยบายส่งเสริมสมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต(Future Food Future Crop) เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพทางเลือกและมีรายได้เพิ่มขึ้นรวมทั้งสนับสนุนการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและทุกภาคีภาคส่วนถือเป็นหนึ่งในเกษตรมูลค่าสูงโดยส่งเสริมสนับสนุนตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา(R&D)ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำการตลาด

จากมาตรการการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร ทำให้มีความคืบหน้าอย่างมากโดยในปัจจุบันมีเกษตรกร 369,353 รายขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านพืชสมุนไพร เครื่องเทศ พืชสมุนไพรที่เป็นพืชอาหาร (รวม 82 ชนิด) ดำเนินการปลูกพืชสมุนไพรบนพื้นที่รวมประมาณ 1.15 ล้านไร่  แบ่งออกเป็น การปลูกพืชสมุนไพรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้า GAP และมาตรฐานพืชสมุนไพรอื่น ๆ กว่า 6.4 หมื่นไร่ และมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่พืชสมุนไพร ตั้งแต่ปี 2559 – 2564 จำนวนทั้งสิ้น 37 แปลง จำนวนเกษตรกร 1,565 ราย พื้นที่ 7,913 ไร่ ใน 22 จังหวัด และในปี 2565 ได้มีกลุ่มเกษตรกรขอเข้าร่วมโครงการอีกจำนวน 15 กลุ่ม กำลังอยู่ในขั้นตอนขอรับรองแปลง และกระทรวงฯ มีโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพรปี 2565 มีเป้าหมายเกษตรกร จำนวน 1,110 ราย ในพื้นที่ 37 จังหวัด และจัดทำแปลงขยายและรวบรวมพันธุ์สมุนไพรในศูนย์ปฏิบัติการ จำนวน 16 ศูนย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานวัตถุดิบ ส่งเสริมการผลิตสมุนไพร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามแนวเกษตรปลอดภัย สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าการส่งออกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรซึ่งกลับมาขยายตัวอีกครั้งตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปด้วยอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิด Covid-19 ที่มูลค่าตลาดประมาณ 54,500 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการยกร่างแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อร่วมกันพัฒนาสมุนไพรให้สอดคล้องกับระบบสุขภาพและระบบเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรให้ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงในทุกมิติ โดยใช้ตลาดเป็นตัวนาการผลิต เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการวิจัยตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัยที่ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ตาม 10 ภารกิจหลักในการพัฒนาตามแผนด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ. 2563 –2565 ประกอบด้วย

1. การปลูกสมุนไพรที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งดำเนินการได้ 64,225 ไร่ จาก 82 ชนิดพืช

2. กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ได้รับการส่งเสริมการแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว ณ สถานที่ปลูกและการผลิตผลิตภัณฑ์ และสารสกัดอย่างง่ายในระดับชุมชน จำนวน 92 แห่ง

3. กำหนดมาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานพืชสมุนไพรตามกลุ่มที่ใช้ของพืช จำนวน 5 ฉบับ

4. จัดทำแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกพืชสมุนไพร (Land Suitability) 24 ชนิด

5. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพร (Land Use) 1 ฐานข้อมูล

6. ห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO 17025 ให้บริการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ จำนวน 8 แห่ง

7. พัฒนาระบบตลาดกลาง 1 แห่ง และตลาดอิเล็กทรอนิกส์ 1แห่ง (E-Market)

8. กำหนดมาตรฐานสมุนไพรในตำรามาตรฐานสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia, THP) จำนวน 109 รายการ

9. พัฒนาฐานข้อมูลพืชสมุนไพรและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ของประเทศไทย (National Database of Thai Plants and Traditional Knowledge) 1 ฐานข้อมูล

10. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพรและเทคโนโลยีเพื่อผลิตวัตถุดิบ 57 เรื่อง

 

‘เทพไท’ มั่นใจ ‘ดร.เอ้’ เบียดชนะ ‘ชัชชาติ’ โวเป็นม้าตีนปลาย คะแนนพุ่งเร็ว 

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความแสดงความเห็นประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดย ระบุ เชื่อว่า สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นม้าตีนปลาย เอาชนะคู่แข่งได้

ดร.สุชัชวีร์ ม้าตีนปลาย เมื่อวานนี้ (19 ธันวาคม) มีผลสำรวจของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พบว่า ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่

อันดับ 1 รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 56.72%
อันดับ 2 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 29.60%
อันดับ 3 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง 10.62%
อันดับ 4 รสนา โตสิตระกูล 2.26%
และคนอื่นๆ 0.80%

‘ไพศาล’ ตั้งข้อสังเกต 4 สัญญาณการเมือง ชี้ สภาล่มบ่อย เหตุเสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า  ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยุทธวิธีในสภา

1.) ฝ่ายค้าน มี 3 ยุทธวิธีในการทำงานในสภา คือ

(1) ทำให้สภาล่ม
(2) การอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติซึ่งรวมถึงการตั้งกระทู้และญัตติด้วย
(3) การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ

ย้อนอดีต พิธีลงนามในสัญญาร่วมวงศ์ไพบูลย์ ระหว่าง ‘ประเทศไทยและญี่ปุ่น’

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งพิเศษ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ได้มีการพิจารณาเรื่อง การทำกติกาสัญญาทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าทางญี่ปุ่นเห็นว่า กิจการทหารของเขาได้คืบหน้าไปมาก แต่ทางไทยยังไม่มีอะไรผูกพันกับเขาเลย เหมือนมีรากฐานอยู่บนทราย ดังนั้นทางญี่ปุ่นจึงขอให้ไทย เลือกเอาทาง military co - operation คือการร่วมมือทางทหารของญี่ปุ่น

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และได้ประมวลสถานการณ์ ที่ได้พัฒนาไปตามลำดับ กล่าวคือ คาดว่าอังกฤษจะประกาศสงครามกับไทยไม่เกิน 2 อาทิตย์ ซึ่งเวลานั้นเครื่องบินอังกฤษได้มาทิ้งระเบิดที่หาดใหญ่เสียหายมาก และทหารอังกฤษสองพันคน ได้เข้ามาที่แม่สอด กำลังเผชิญหน้ากับตำรวจอยู่ 

จนในที่สุดที่ประชุมได้ตกลงใจ ให้ดำเนินการทหารรวมกันกับญี่ปุ่น จากนั้นนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกจากที่ประชุม เพื่อพบทูตญี่ปุ่นซึ่งมาที่ทำเนียบวังสวนกุหลาบ และได้ลงนามใน กติกาสัญญาทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยลงนามร่วมกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ลงนามใน หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยมี นายพลโท อีดา แม่ทัพกองทัพที่ 15 ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกญี่ปุ่นในประเทศไทย และนายพลเรือตรี ชาดอง ทูตทหารเรือญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ในฐานะผู้แทนจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น

โดยหลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีดังนี้

1.) กองทัพญี่ปุ่น ณ ประเทศไทย และกองทัพไทยจะทำการร่วมยุทธต่อกองทัพข้าศึกในพม่า 
2.) ก่อนอื่น กองทัพไทยจะยึดชายแดนไทยพม่าให้มั่นคง พร้อมกับทำการรักษาฝั่งทะเล ทิศตะวันตกของประเทศทางภาคใต้ เพื่อป้องกันการชุมพลของกองทัพไทย - ญี่ปุ่น ในระหว่างนี้ กองทัพไทยจะช่วยถนนสายระแหง - แม่สอด - มิยาวดี (เมียวดี) และสายกาญจนบุรี - บ้องตี้ ทั้งนี้กองทัพญี่ปุ่นจะเข้าร่วมด้วย 
3.) กองทัพญี่ปุ่น ณ ประเทศไทย มีความหมายสำคัญที่จะทำการยุทธในภูมิภาคทางทิศใต้ ของแนวระแหง - แม่สอด - มิยวดี (รัฐฉานของพม่า) แนวนี้อยู่ในเขตด้านตรงไปย่างกุ้ง กองทัพไทยนั้นมีความมุ่งหมายสำคัญที่จะทำการยุทธในภูมิภาค ทางทิศเหนือของแนวที่กล่าวแล้ว มุ่งตรงไปเชียงตุงและมัณฑเลย์ 
4.) กองทัพอากาศไทย และญี่ปุ่น ต่างฝ่ายต่างทำการยุทธในด้านของตน ถ้ามีความจำเป็น กองทัพอากาศญี่ปุ่น จะเข้าร่วมกำลังกับกองทัพอากาศของไทยด้วย 
5.) ราชนาวีแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ครองน่านน้ำไทย ประมาณตั้งแต่เหนือแนวสัตหีบ - หัวหิน ขึ้นไป

“รางวัลผู้ปิดทองหลังพระ ประจำปี 2564” ผบ.ตร. ขอมอบให้ตำรวจทั่วประเทศ ที่ทำงาน “ปิดทองหลังพระ” เพื่อพี่น้องประชาชน

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.64 สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ได้มอบรางวัลปิดทองหลังพระ ให้กับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจที่โปร่งใส ซื่อสัตย์และเป็นที่พึ่งของตำรวจอย่างแท้จริง ที่อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยดำเนินการคัดเลือกบุคคลทุกวิชาชีพ ที่ทำคุณงามความดีให้กับสังคม

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอมอบรางวัลนี้ให้ตำรวจทั่วประเทศ ที่ทำงานปิดทองหลังพระ ผมมารับรางวัลในฐานะตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ข้าราชการตำรวจ ทำงานโดยไม่ได้หวังรางวัลอะไรเลย เพียงทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพื่อพี่น้องประชาชน จึงอยากเป็นกำลังใจให้ตำรวจที่ยังทำความดีอยู่ตลอดเวลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top