Wednesday, 1 July 2026
TheStatesTimes

'กรมบัญชีกลาง' เผยผลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปี 64  ประหยัดงบประมาณได้กว่า 7.8 หมื่นล้านบาท 

นางแก้วกาญจน์ วสุพรพงศ์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และประกาศเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในระบบสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ทำให้ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียม และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

อีกทั้งยังช่วยประหยัดเงินงบประมาณจากโครงการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ตุลาคม 2563 – กันยายน 2564) หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและก่อหนี้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 5,247,846 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 98.34 ของจ านวนโครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยมีมูลค่าที่จัดหาได้ 1,333,622.22 ล้านบาท สามารถประหยัดงบประมาณได้ 78,667.29 ล้านบาท หรือประหยัดได้ร้อยละ 5.57  ของวงเงินงบประมาณในการจัดหาสำหรับวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สามารถประหยัดงบประมาณได้มากที่สุดในปีงบประมาณ พ.ศ.2564  

ได้แก่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-market) ซึ่งในปีนี้ประหยัดงบประมาณได้ร้อยละ 15.14  ของวงเงินงบประมาณในการจัดหา แต่การจัดซื้อจัดจ้างที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคา อิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งมีมูลค่าถึง 919,989.69 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 55.66 ของมูลค่างบประมาณ ในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด รองลงมาคือวิธีเฉพาะเจาะจง และวิธีคัดเลือกตามลำดับ และเมื่อจำแนกปริมาณ การจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง พบว่าหน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงมากที่สุด เป็นจำนวน 5,200,064 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 97.45 ของจ านวนโครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด  

‘จุรินทร์’ ชงครม. จ่ายเงินประกันราคา กลุ่ม ‘ข้าว-ยางพารา’ เอาใจเกษตรกร

(30 พ.ย. 64) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สำหรับเงินประกันรายได้ข้าว ได้จ่ายให้ชาวนาแล้ว 2 งวด เป็นเงินประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 31 งวดก่อนหน้านี้ยังไม่ได้จ่ายไป เพราะต้องรอขยับเพดานหนี้รัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำจาก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็น 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่งดำเนินการไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 

‘แรมโบ้’ ฟาดแรง ‘ชัยเกษม’ มีสมองหรือไม่? เป็นถึงอดีตผู้รักษากม. แต่หนุน ‘แอมเนสตี้’ 

‘แรมโบ้’ ฟาดแรง ‘ชัยเกษม’ มีสมองหรือไม่เป็นถึงอดีตผู้รักษากฎหมาย แต่สนับสนุนแอมเนสตี้ ทั้งที่รู้เป็นองค์กรมีพฤติกรรมทำลายประเทศ เข้าข้างคนทำผิดกฎหมายแล้วอ้างสิทธิมนุษยชน 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนพรรคไม่สนับสนุนที่จะให้ยุบ หรือ ขับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกจากประเทศไทย และพาดพิงตนเองบอกว่าคนไล่ไม่รู้เอาสมองส่วนไหนคิด โดยระบุว่านายชัยเกษมเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตอัยการสูงสุด อดีตอัยการอาวุโส แต่กลับมองว่าองค์กรที่สนับสนุนกลุ่มที่ทำความผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกันนายชัยเกษมไม่ควรมองแค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ควรมองถึงเรื่องการกระทำผิดกฎหมายด้วย ซึ่งแอมเนสตี้ออกมาปกป้องคนที่ทำผิดกฎหมาย ที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน จาบจ้วงก้าวล่วงสถาบัน จึงเป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยแล้วออกมาขับไล่ 

ดราม่า​ 'บวชจนรวย'​ สะท้อนความอคติสังคมไทย อย่าทำร้ายใครเพียงเพราะเห็นตรงกันข้าม

หลังจาก​ 'พระมหาไพรวัลย์'​ ได้เตรียมจ่อฟ้อง​ 'สื่อดัง'​ หลังถูกกล่าวหาบวชจนรวย​หมื่นล้าน มีเงินดั่งมหาเศรษฐีไปก่อนหน้านี้นั้น

ล่าสุด​ 'พระมหาไพรวัลย์'​ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก​ 'ไพรวัลย์​ วรรณบุตร'​ เกี่ยวกับเรื่องนี้​ ว่า... 

จะชอบจะชังอาตมาไม่ว่า แต่อย่าทำร้ายกันด้วยความเท็จที่ไม่จริงเลย อย่าเป็นเหยื่อของความเกลียดชัง อย่าเป็นเหยื่อของความอคติ อย่าทำร้ายใครเพียงเพราะเขาเห็นตรงกันข้ามกับเรา อาตมาจะรอการขอโทษอย่างเป็นทางการนะ แล้วอาตมาจะยุติการดำเนินคดี

‘สมศักดิ์’ โต้!! คนปล่อยข่าว ‘สามมิตร’ ซบ ‘เพื่อไทย’ แค่ว่างงาน ยัน!! โค้งสุดท้ายรัฐบาล ค่อยพูดการเมือง 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และแกนนำกลุ่มสามมิตร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีที่มีข่าวว่ากลุ่มสามมิตร จะไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า วันนี้รัฐบาลยังมีเวลามากกว่า 1 ปี 6 เดือน การจะไปพูดคุยเรื่องการเลือกตั้ง หรือการย้ายพรรค คงไม่เป็นธรรมชาติ แม้อาจจะมีคนที่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้ามองในภาพรวม ประเทศไทยและรัฐบาลกำลังออกจากอุโมงค์แห่งความมืด เริ่มเห็นแสงที่เป็นความสุข สดชื่นของประเทศ ทั้งเรื่องโควิด-19 และน้ำท่วม สิ่งเหล่านี้กำลังเริ่มคลี่คลายและรัฐบาลก็กำลังทำงาน 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่ส่วนหนึ่ง พยายามปล่อยข่าว ซึ่งสื่อมวลชนและตน ก็รู้ว่าสื่อที่ปล่อยข่าวฉบับแรกเป็นใคร แต่อยากบอกว่าเรื่องการเมือง ยังไม่ควรเอามาพูดกันในเวลานี้ ควรให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ให้ประเทศได้เห็นแสงสว่างเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นที่กำลังจะพัฒนาก่อน การนำเรื่องของการเลือกตั้งหรือการโยกย้ายต่าง ๆ มาพูดตอนนี้ไม่เป็นผลดีกับประเทศในภาพรวม ตนอยากให้ลืมเรื่องการเลือกตั้ง และการย้ายพรรคไปก่อนที่จะถึงเวลาอันควร อย่างน้อยให้เกินไป 1 ปี เหลือเวลา 5-6 เดือน ค่อยมาพูดกันเรื่องนี้ก็เป็นไปได้ แต่วันนี้ไม่สมควร

‘จุรินทร์’ ปัดตอบ ‘นิพิฏฐ์’ ซบ 4 กุมาร เหตุไม่ชอบก้าวล่วงพรรคอื่น

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือลาออกจากพรรค ว่า เรื่องนี้นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรค และรักษาการรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคใต้ ชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ว ยืนยันว่าพรรคให้ที่ยืนทุกคน

ครม.เห็นชอบวงเงินอุดหนุนบริการสาธารณะ 5.55 พันล้าน เสริมสภาพคล่องให้ ขสมก. และ รฟท. จัดบริการแก่ประชาชนต่อเนื่อง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ว่า ครม.เห็นชอบวงเงินอุดหนุนบริการสาธารณะประจำปีงบประมาณ 2565 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 2,279 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 3,278 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 5,557 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

โดยเป็นวงเงินอุดหนุนจ่ายชดเชยผลขาดทุนให้กับ ขสมก. และ รฟท. ในรูปของเงินงบประมาณตามจำนวนส่วนต่างของประมาณการรายได้และต้นทุนการให้บริการสาธารณะ เพื่อให้สามารถจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพกับประชาชนอย่างต่อเนื่องและลดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินภารกิจ ซึ่งภาระงบประมาณที่รัฐต้องชดเชยดังกล่าว ยังคงไม่เกินร้อยละ 30 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด

'ศ.นพ.นิธิ' ชี้ ต้องจับตา Omicron อย่างใกล้ชิด อย่าตระหนกเกินเหตุ ย้ำ!! ต้องสวมหน้ากาก - ล้างมือ - เว้นระยะห่าง

เรียกได้ว่ากลายเป็นข่าวระทึกโลกส่งท้ายปี 2021 กันเลยก็ว่าได้ สำหรับข่าวการค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์ ‘Omicron (B.1.1.529)’ ซึ่งพบในแอฟริกาใต้ และขยายวงพบเจอในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร, เบลเยียม, เยอรมนี, อิตาลี, สาธารณรัฐเช็ก, ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, เนเธอร์แลนด์, แคนาดา และล่าสุดกับสิงคโปร์ 

ปัจจุบันมีข้อมูลเพียงว่า โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนนี้มีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ แต่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของความรุนแรงของโรค ยังอยู่ระหว่างการศึกษา 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และอธิการบดีวิทยาลัย วิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (ววจ.) ได้เผยถึงความเข้าใจต่อโควิดสายพันธุ์ Omicron กับ THE STATES TIMES ผ่านรายการ Click on Clear THE TOPIC EP.96 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 64 ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า...

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในปัจจุบัน ภายใต้สถานการณ์ของวัคซีนที่ยังฉีดกันไม่ทั่วถึงทั้งโลก ก็จะยังคงมีการกลายพันธุ์ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งโควิดเองก็มีการกลายพันธุ์ซ้ำหลายหน เช่นเดียวกันกับสายพันธุ์ล่าสุดอย่าง Omicron ที่ในความเป็นจริงอาจจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะรู้จักมันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากมองสายพันธุ์ Omicron ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ ก็ไม่ได้ระบาดทั่วทั้งโลก และเท่าที่ทราบ คือ ต้นตออย่าง ‘แอฟริกาใต้’ ผู้คนที่ติดเชื้อก็ยังมีอาการไม่หนักมากนัก ฉะนั้นอย่าพึ่งตื่นตระหนก!! เพียงแต่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งตอนนี้หลายๆ ประเทศก็มีการเฝ้าระวังดูแลอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกันกับในประเทศไทย 

ทั้งนี้ เริ่มมีคำถามว่า วัคซีนและยาจะยังมีประโยชน์หรือไม่? เพราะหลายคนกังวลว่าจะรับมือ Omicron ไม่ได้ดีเท่ากับไวรัสรุ่นแรก ๆ แต่อยากให้เชื่อมั่นว่าวัคซีนที่มีอยู่ในตลาดยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยหนักได้ดีอยู่ ขณะเดียวกันไวรัสส่วนใหญ่ มักจะอ่อนแอลงไปตามธรรมชาติ และวัคซีนมี่ผลิตออกมาก็ทำได้เพียงวิ่งตามการกลายพันธุ์ของไวรัส ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน

ศ.นพ.นิธิ เผยอีกว่า ตอนนี้สิ่งที่คนไทยต้องตระหนัก คือ วัคซีนประจำตัว ได้แก่...
1.) การใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ช่วยให้ไม่แพร่เชื้อจากเราไปให้คนอื่นด้วยนอกจากที่จะรับเชื้อมา
2.) การอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท และการรักษาระยะห่าง ควรมีความเคร่งครัดมากขึ้น และมีสติมากขึ้น
3.) ใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือถึงเวลาได้รับเข็มกระตุ้นแล้ว ก็ควรเร่งเข้ารับวัคซีน

“นายกฯ” มอบนโยบายปลูกป่า ใช้เป็นคาร์บอนเครดิต ประสาน ทส. จัดหาพื้นที่ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ความสนใจการปลูกป่า โดยเฉพาะการปลูกป่าชายเลน เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ภาวะเรือนกระจก เพื่อใช้เป็นคาร์บอนเครดิตซึ่งเอกชนให้ความสนใจและได้ประสานมาที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการจัดหาพื้นที่ป่าเพื่อดำเนินการปลูกป่า

“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีพระราชดำรัสทรงตอบรับ ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานพระราชวโรกาส ให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญ ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสว่า ตามที่ประธาน สนช. ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ และรัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง หลังจากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กราบบังคมทูลต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10

หลังจากนั้นนายพรเพชร แถลงต่อประชาชนว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 มาตรา 2 วรรค 2 ประกอบรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สถาปนาพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาท เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 โดย สนช. ทำหน้าที่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2557 ได้รับทราบกรณีสวรรคตดังกล่าวด้วยความโทมนัสยิ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 สนช. ได้ประชุมเพื่อรับทราบการแต่งตั้งพระรัชทายาท และประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา นำความกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 มาตรา 2 วรรคสอง ประกอบรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

พล.อ.ประยุทธ์ แถลงต่อประชาชนว่า ประกาศให้ประชาชนชาวไทย ทั้งที่อยู่ในไทย และต่างประเทศทราบว่า วันนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ตามการกราบบังคมทูลเชิญขึ้นทรงราชย์ของประธาน สนช. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีพยานในพระราชพิธีประวัติศาสตร์นี้ และประธาน สนช. มีประกาศแจ้งต่อประชาชนแล้ว

การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณีทุกประการ ที่สนองพระราชดำริของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานไว้ตั้งแต่แรกว่า ระหว่างที่พระองค์เอง และประชาชนทุกข์โศกใหญ่หลวงจากกรณีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต และยังไม่ควรสืบราชสมบัติ แต่ควรรอพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล เปิดโอกาสให้ประชาชนเคารพพระบรมศพระยะหนึ่ง บัดนี้ถึงพระราชพิธีปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) ประชาชนได้มีโอกาสได้ถวายบังคมพระบรมศพแล้ว ขอพระราชทานพระราชานุญาตดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อนึ่งเป็นไปตามพระราชประเพณี ไม่ขัดต่อกฎหมาย และสอดคล้องกับนานาประเทศที่ราชอาณาจักรไม่ว่างเว้นขาดตอนจากพระมหากษัตริย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ณ บัดนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสถิตราชสถานะ องค์พระรัชทายาท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 เป็นเวลา 44 ปี เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top