Friday, 5 June 2026
TheStatesTime

‘ทอม ครูซ’ ยื่นมือช่วยเอเย่นต์ส่วนตัว ไม่ให้ถูกไล่ออก หลังวิจารณ์อิสราเอล โพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์

(12 ก.ค. 68) ทอม ครูซ นักแสดงชื่อดังระดับฮอลลีวู้ด ได้เข้าแทรกแซงเพื่อช่วย มหา ดาคิล (Maha Dakhil) เอเย่นต์คนสำคัญของเขาจากการถูกไล่ออกจากบริษัท Creative Artists Agency (CAA) หลังเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากโพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์บนอินสตาแกรมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566

ดาคิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงระดับสูงของ CAA ได้แชร์ข้อความที่กล่าวหาอิสราเอลว่ากำลัง 'ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงข้อความที่ชี้ว่าการเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ยิ่งน่าเจ็บปวดยิ่งกว่า ตัวโพสต์จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายต่อต้านชาวยิว ทำให้เธอต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์ร่วมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ทอม ครูซได้เดินทางไปยังสำนักงานของ CAA ด้วยตัวเองในวันที่ 15 พฤศจิกายน เพื่อให้กำลังใจและแสดงจุดยืนเคียงข้างดาคิล ถือเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในแวดวงฮอลลีวูด ส่งผลให้เธอยังสามารถทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ต่อได้ แม้จะพ้นจากตำแหน่งบริหาร

ต่อมา ดาคิลได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่าเธอเสียใจต่อ “ถ้อยคำที่สร้างความเจ็บปวด” และไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความแตกแยก พร้อมยืนยันว่าเธอเห็นคุณค่าของทุกชีวิตและความทุกข์ในทุกฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งที่ซับซ้อนในวงการฮอลลีวูด ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในประเด็นอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยก่อนหน้านี้นักแสดงอย่างซูซาน ซาแรนดอน (Susan Sarandon) และเมลิสซา บาร์เรรา (Melissa Barrera) ก็เคยถูกลดบทบาทหรือถอดงานจากการแสดงจุดยืนในประเด็นเดียวกัน

‘ลิพ บู ตัน’ ซีอีโอ Intel รับไม่ติดท็อป 10 บริษัทชิปโลก ชี้ต้อง 'ถ่อมตัว' ปรับวัฒนธรรมองค์กร ยอมรับแพ้ Nvidia

(12 ก.ค. 68) ลิพ บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอคนใหม่ของ Intel ยอมรับกับพนักงานว่า บริษัทไม่ติดอันดับท็อป 10 บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอีกต่อไป โดยระบุว่าโลกเปลี่ยนไปมาก และ Intel ต้องปรับตัวใหม่เพื่อกลับสู่จุดแข็งในอดีต

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลัง Intel ปลดพนักงานในรัฐออริกอนกว่า 500 คน โดยคาดว่าจะปลดรวมกว่า 20% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก พร้อมยอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Nvidia, AMD และ TSMC ที่พัฒนาเทคโนโลยีเร็วกว่าและตอบสนองตลาด AI ได้ดีกว่า

ลิพ บู ตัน กล่าวว่า จุดเปลี่ยนของ Intel จะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ซึ่งต้องใช้เวลา “เหมือนการวิ่งมาราธอน” พร้อมเน้นว่า การปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้บริษัทปรับตัวคล่องขึ้น คล้ายกับวิธีดำเนินธุรกิจของ Nvidia หรือ Broadcom โดยเขาย้ำว่า “เราต้องถ่อมตัว” และ “ฟังเสียงลูกค้าให้มากขึ้น”

โฆษก Intel พยายามชี้แจงว่าคำพูดของตันหมายถึงมูลค่าตลาด (market value) ไม่ใช่ด้านเทคโนโลยีโดยตรง แต่รายงานจาก OregonLive ระบุว่า ตันไม่ได้กล่าวถึงมูลค่าในบทสนทนา 20 นาทีครั้งนั้น แต่พูดถึงประเด็นวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตันยังแสดงความกังวลว่า Intel อาจเข้าตลาดชิป AI สำหรับองค์กรไม่ทันการณ์เพราะ Nvidia ครองตลาดนี้อยู่ และมีออเดอร์จำนวนมากจากบริษัทใหญ่เช่น Meta, OpenAI และ xAI ขณะเดียวกัน ชิปใหม่ Intel 18A ก็อาจได้รับการตอบรับช้ากว่าที่คาด แม้จะตั้งใจออกแบบมาแข่งกับเทคโนโลยีของ TSMC โดยตรงก็ตาม

กองทัพรัสเซียยึด ‘แหล่งลิเธียมสำคัญ’ ในยูเครน กระทบดีลแร่หายากสหรัฐฯ–เคียฟ ที่เพิ่งลงนาม

(12 ก.ค. 68) กองทัพรัสเซียยึดหมู่บ้านเชฟเชนโก (Shevchenko) ในภูมิภาคโดเนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครนได้สำเร็จ หลังจากสู้รบกับกองกำลังยูเครนอย่างหนัก โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งแร่ลิเธียมขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรแร่ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของยูเครน

แหล่งลิเธียมนี้อยู่ชานหมู่บ้านเชฟเชนโกฝั่งตะวันออก มีพื้นที่ราว 100 เอเคอร์ หรือประมาณ 250 ไร่ และอยู่ในระดับความลึกที่สามารถทำเหมืองในเชิงพาณิชย์ได้ โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การที่รัสเซียควบคุมพื้นที่นี้ อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงแร่ธาตุระหว่างยูเครนและสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งลงนามกันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สำหรับข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิพิเศษแก่สหรัฐฯ ในการเข้าลงทุนด้านน้ำมัน ก๊าซ และแร่หายากของยูเครน และตั้งเป้าเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม อย่างไรก็ตามการที่ยูเครนสูญเสียแหล่งแร่สำคัญ อาจทำให้เงื่อนไขและมูลค่าของข้อตกลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

ด้าน มิคาอิโล แชร์นอฟ (Mykhailo Zhernov) ผู้อำนวยการบริษัทพัฒนาเหมืองแร่โลหะและแร่ธาตุสำคัญ Critical Metals Corp ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถือสิทธิการสำรวจแหล่งแร่แห่งนี้ ระบุว่า “หากรัสเซียยึดพื้นที่มากขึ้น ก็จะควบคุมทรัพยากรมากขึ้นเช่นกัน” 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัสเซียเผยว่า แหล่งแร่ลิเธียมนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ยูเครนส่งทหารจำนวนมากมาปกป้องพื้นที่ และหากสถานการณ์เอื้ออำนวย รัสเซียก็พร้อมจะพัฒนาแหล่งแร่แห่งนี้ต่อไป และจนถึงขณะนี้ รัฐบาลยูเครนยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ ต่อการเสียหมู่บ้านเชฟเชนโกและแหล่งลิเธียมแห่งนี้ให้กับรัสเซีย 

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์เสนอทางออกประเทศไทย ชู 'ยุทธศาสตร์ทาง2แพร่ง'ผนึกกลุ่ม BRICS ประเทศโลกใต้ฝ่าวิกฤติภาษีทรัมป์2.0

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความพิเศษเรื่อง “ประเทศไทยกับ BRICS : ก้าวใหม่บนทางสองแพร่ง?” ไว้อย่างน่าสนใจใน เฟสบุ้ควันนี้โดยมีใจความดังนี้

“ประเทศไทยกับ BRICS : ก้าวใหม่บนทางสองแพร่ง?”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

(12 ก.ค. 68) การประชุมสุดยอดBRICSครั้งที่17 จบลงแล้วโดยปีนี้จัดขึ้นที่เมืองริโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro)มีบราซิลเป็นเจ้าภาพในฐานะประธานกลุ่ม BRICS ระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคมซึ่งมีความสำคัญต่อโลกและประเทศไทยในท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศจากผลกระทบของสงครามความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆและสงครามภาษีทรัมป์2.0ภายใต้ภัยคุกคามของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว

การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ“สองลำดับความสำคัญหลัก”
1.  ความร่วมมือของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South Cooperation)
2.  ความร่วมมือพันธมิตร BRICS เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม (BRICS Partnerships for Social, Economic, and Environmental Development)

นอกจากนี้ยังมีวาระ 6 แนวทางความร่วมมือหลัก
1.ความร่วมมือด้านสุขภาพระดับโลก (Global health cooperation)
2.การค้า การลงทุน และการเงิน (Trade, investment, and finance)
3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)
4.การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI governance)
5.สถาปัตยกรรมการรักษาสันติภาพและความมั่นคงพหุภาคี (Multilateral peace and security architecture)
6 การพัฒนาสถาบัน (Institutional development)

ท่าทีของกลุ่ม BRICS ต้องการสร้างสมดุลใหม่กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐและโลกตะวันตกซึ่งประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ
1.การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเศรษฐกิจโลก เพื่อให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้มีบทบาทมากขึ้น
2.การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
3.การสร้างกลไกระหว่างประเทศทางเลือก ทั้งในด้านการเงิน การให้ความช่วยเหลือ และการระดมทุน เพื่อการพัฒนา

ศักยภาพกลุ่มBRICS-Global South
มีข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพของกลุ่มBRICSและกลุ่มGlobal South
1. ศักยภาพการเติบโต
ภายหลังก่อตั้งเมื่อ16ปีก่อนกลุ่ม BRICS ขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็วจากกลุ่มประเทศก่อตั้งบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ โดยมีสมาชิกเพิ่มเติม คือ เอธิโอเปีย อียิปต์ อิหร่าน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และในที่ประชุม BRICS หรือ BRICS Plus Summit ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 67 ณ เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ได้เพิ่มประเทศพันธมิตรใหม่ 13 ประเทศแต่ยังไม่ใช่สมาชิกอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย ไทย แอลจีเรีย เบลารุส โบลิเวีย คิวบา อินโดนีเซีย คาซัคสถาน มาเลเซีย ไนจีเรีย ตุรกี ยูกันดา อุซเบกิสถาน และเวียดนาม

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายสิบประเทศที่สนใจเข้าร่วมกับBRICS
2. ศักยภาพการลงทุน
ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กลุ่มBRICS ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า จาก 84,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2544 เป็น 355,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 นอกจากนี้ ส่วนแบ่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกของ BRICS ก็เพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก 11% เป็น 22%
 
2. ศักยภาพการค้า
มูลค่าการค้าของประเทศ BRICS เติบโตขึ้นมากกว่า 7 เท่า มีมูลค่ามากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง10กว่าปีที่ผ่านมา
(ข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ)

3.แนวทางการค้าGlobal South
การค้าระหว่างประเทศกลุ่ม Global Southเดินตามแนวทางของกลุ่ม BRICS กล่าวคือตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2566 การค้าระหว่างกลุ่ม Global South เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจาก 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาคู่ค้าแบบดั้งเดิมที่ลดลง ในขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศกำลังพัฒนา

4.กลุ่มBRICSกับอาเซียน
ทิศทางที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือBRICS ตั้งใจขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าโลกที่สำคัญ การเข้าร่วมของอินโดนีเซีย, เวียดนาม,ไทย, มาเลเซีย จะสร้างศักยภาพทางการค้าเพิ่มเติมสำหรับกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Global South 

ในการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ได้ประกาศจุดยืนที่ไม่สอดคล้องกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในประเด็นภาษีการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (Middle East) ความจำเป็นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)และการเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence)ทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโดยกล่าวว่า  ประเทศอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% สำหรับประเทศใดๆ ที่เข้าร่วมกับ "นโยบายต่อต้านอเมริกา" ของกลุ่ม BRICS ซึ่งสะท้อนท่าทีในทางไม่เป็นมิตรของประธานาธิบดีสหรัฐที่มีต่อกลุ่มBRICSอย่างชัดเจน

BRICS :ทางออกเศรษฐกิจไทย 
กลุ่ม BRICSได้นำเสนอโอกาสสำหรับประเทศที่ประสบปัญหาภาษีทรัมป์ 2.0 โดยกลุ่มBRICSมี GDP รวมกันตามกำลังซื้อ (PPP) ในปี 2025 สูงถึง 77 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งสูงกว่ากลุ่ม G7 ถึง 1.3 เท่า นอกจากนี้ เมื่อรวมBRICS PlusมีGDP รวมกันกว่า 40% ของโลกและเติบโตเฉลี่ยที่ 4% ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าสองเท่าของการเติบโตของ G7 ที่ 1.7%

กลุ่มBRICS ยังมีอำนาจต่อรองร่วมกันด้วยจำนวนสมาชิก 11 ประเทศและพันธมิตรอีก 10ประเทศและประชากร40%ของโลก กลุ่ม BRICS Plusได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดโลก ทั้งในด้านพลังงาน ทรัพยากรแร่ธาตุ และอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่ม BRICS Plusผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 32% และน้ำมันดิบ 43% ของโลก ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นอิสระด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น กลุ่มนี้ยังผลักดันกฎการค้าที่เป็นธรรมและการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO)

กลุ่ม BRICS ตอบรับให้ ประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิกประเทศพันธมิตร(BRICS Plus)ตามมติที่ประชุมผู้นำ BRICS ครั้งที่ 16 ที่รัสเซียเมื่อวันที่ 23 ต.ค.2567 

การมีสถานะเป็นในBRICS (BRICS Plus) ของประเทศไทยเป็นทั้ง“โอกาสและความเสี่ยง”

หากประเทศไทยสามารถปรับตัวและใช้จุดแข็งด้านตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และจุดยืนด้านภูมิรัฐศาสตร์รวมทั้งภูมิเศรษฐศาสตร์จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของกลุ่ม BRICSโดยตรงและโดยอ้อมเป็นทางออกทางเศรษฐกิจในยุคการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่กำลังเกิดระเบียบโลกใหม่(New World Order)

ก้าวใหม่ของไทยบนทางสองแพร่ง ประเทศไทยควรเข้าร่วมในระดับที่เหมาะสมในประเด็นที่สอดคล้องกับกุศโลบายของประเทศเพราะกลุ่มBRICSมีศักยภาพสูงและเติบโตเร็วมีประชากรมากกว่าร้อยละ 40 ของโลก มีการผลิตและการส่งออกน้ำมันของโลกร้อยละ 40 ผลิตข้าวสาลีธัญพืชหลักของตลาดโลก  35% มี GDP รวมกว่า30% ของโลก(แซงหน้ากลุ่ม G7 ที่มีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกลดลงเหลือร้อยละ 30) และมีสัดส่วนการค้าร้อยละ 40 ของโลก
สำหรับไทยซึ่งมีมูลค่าการค้ากับ BRICS กว่า20% ของการค้าทั้งหมด

มีข้อสรุปที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันสำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับไทย
1. ลดการพึ่งพาตลาดเดิม เช่น สหรัฐและยุโรป และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มBRICS

ทั้งนี้ประเทศไทยส่งออกไปยังกลุ่ม BRICS (ตัวเลขเฉพาะ 9 ประเทศสมาชิกทางการ) โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่า 42,769.8 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ20% ของการส่งออกทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเติบโตขยายตัวได้อีกในอนาคตโดยเฉพาะประเทศพันธมิตร(BRICS Plus)
2.ช่วยกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จากความผันผวนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)และภูมิเศรษฐศาสตร์
2.ช่วยยกระดับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยโดยกลุ่มBRICS มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานผ่านกลไก New Development Bank (NDB) ซึ่งเอกชนไทยสามารถเข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการเหล่านี้

โดยเฉพาะในด้านก่อสร้าง เทคโนโลยี และภาคบริการ
3.เป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายตลาดสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากกลุ่มBRICSมีความต้องการสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าเทคโนโลยี จึงเป็นโอกาสเอกชนไทยสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่เน้นคุณภาพและนวัตกรรม เช่น สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีเกษตร และบริการด้านสุขภาพ
4.การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ 
หากในอนาคต BRICS สามารถพัฒนาไปสู่การใช้สกุลเงินของตัวเองหรือการค้าด้วยสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น ไทยอาจลดต้นทุนจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และสามารถใช้กลไกทางการเงินที่เอื้อต่อธุรกิจมากขึ้น
5. การใช้จุดแข็งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของไทยในการเชื่อมโยงระหว่าง BRICS กับอาเซียน(ASEAN) ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และวัฒนธรรม
รวมทั้งเป็นตัวเชื่อมระหว่าง BRICS กับกลุ่มอื่น ๆ อาทิ เอเปค (APEC) บิมสเทค (BIMSTEC) และ ความร่วมมือแห่งเอเชีย (ACD:Asia Cooperation Dialogue)

อย่างไรก็ตาม การเป็นพันธมิตรกลุ่มBRICS ของประเทศไทยจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแต่ก็ต้องบริหารความเสี่ยงและความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆโดยยืนยันหลักการ "ไม่เลือกข้าง" เน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเป็นหลักทั้งนี้ต

สำนักงานอุตสาหกรรมจ.แพร่ ร่วมเอกชน ลงพื้นที่ประสบอุทกภัย มอบอาหารและน้ำดื่ม ช่วยผู้ประสบภัย 'น้ำท่วม' จังหวัดแพร่

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ร่วมกับ บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่ โดยมอบอาหารและน้ำดื่มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

การลงพื้นที่ นำโดยนายประยูร ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย นางณัฐชา อัมพุช นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมกับทีมที่ปรึกษากิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงลึก 

ภายใต้โครงการส่งเสริมการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ จากอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่ (Local wisdom to global) จาก บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือด่วนแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม 

ทั้งนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ยังคงให้การสนับสนุนและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถฟื้นฟูกิจการและดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด

ไทยมาแรง!! กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 เมืองในฝัน Digital Nomad ปี 2025

(12 ก.ค. 68) กรุงเทพมหานคร ผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 เมืองยอดนิยมของเหล่าโนแมดดิจิทัลประจำปี 2025 จากรายงานการจัดอันดับ Top 100 Digital Nomad Destinations โดยได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 4.55 (เต็ม 5) จากค่าครองชีพที่คุ้มค่า (ราว 50,000 บาทต่อเดือน) โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง และบรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของผู้ทำงานทางไกลทั่วโลก

รายงานยังพบว่า ประเทศไทยมีเมืองติดโผถึง 7 เมือง มากที่สุดในโลก ได้แก่ กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, เชียงใหม่, เกาะพะงัน, เกาะลันตา, ภูเก็ต และกระบี่ สะท้อนถึงจุดแข็งด้านค่าครองชีพต่ำ บริการครบครัน และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดชาวต่างชาติที่ทำงานจากระยะไกล

ขณะที่ นครราชสีมา หรือโคราช ขึ้นแท่นอันดับ 5 โดยมีจุดเด่นคือค่าครองชีพถูกที่สุดในกลุ่มท็อป 10 อยู่ที่ประมาณ 34,500 บาทต่อเดือนสำหรับคนเดียว และ 35,700 บาทต่อเดือนสำหรับครอบครัว ถือเป็นทางเลือกใหม่ของโนแมดที่ต้องการประหยัดแต่ยังคงคุณภาพชีวิตที่ดี

ลาวปัดข่าวลือส่งทหารช่วย ‘รัสเซีย’ ร่วมรบในยูเครน ชี้เป็นข่าวปลอม!! หวังบ่อนทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

(12 ก.ค. 68) รัฐบาลลาวออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการต่อข่าวลือที่แพร่สะพัดในสื่อต่างประเทศบางแห่ง ซึ่งอ้างว่าลาวเตรียมส่งทหารหรือประชาชนเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในสงครามยูเครน โดยยืนยันว่าเป็น 'ข้อมูลเท็จ' และอาจมีเจตนาสร้างความสับสนให้กับประชาคมโลก

ตามรายงาน จากข่าวปลอมดังกล่าวระบุว่ากองทัพรัสเซียพยายามโน้มน้าวทหารลาวให้ร่วมรบ โดยเสนอเงินค่าตอบแทนและสิทธิในการขอสัญชาติรัสเซีย แต่ทางการลาวชี้ชัดว่าไม่พบหลักฐานใดๆ รองรับข้อกล่าวหาเหล่านี้ และถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง บิดเบือนความจริงอย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ของลาวเน้นย้ำว่า กระแสข่าวดังกล่าวแพร่กระจายในช่วงเวลาที่ลาวและรัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์ ผ่านการเยือนของคณะผู้แทนระดับสูงจากลาว จึงมีความเป็นไปได้ว่าเป็นความพยายามเจตนาร้าย ที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

รัฐบาลลาวยืนยันจุดยืนว่า ไม่มีนโยบายหรือความตั้งใจที่จะส่งทหารหรือประชาชนไปร่วมความขัดแย้งในต่างประเทศ และความร่วมมือทางทหารใดๆ กับมิตรประเทศ รวมถึงรัสเซีย ที่มีขึ้นบนหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อการพัฒนาด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงภายในเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลลาวขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการอย่างรอบคอบ ก่อนเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด พร้อมย้ำถึงพันธกิจในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

คิม จองอึน ส่งสาส์นเรียกร้องทั่วโลกร่วมต้าน “อเมริกา-อิสราเอล” หนุนปาเลสไตน์

(14 ก.ค. 68) คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อ เรียกร้องให้ประชาคมโลก “ไม่วางตัวเป็นกลาง” ต่อเหตุการณ์ที่เขาระบุว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” พร้อมชี้ว่า โลกควรยืนเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ ไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในอนาคต โดยเนื้อหาทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Jaroensook Limbanchongkit Pone 

นอกจากนี้ คิม จองอึน ยังเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกัน “ต่อต้านอเมริกาและอิสราเอล” โดยปิดท้ายถ้อยแถลงด้วยข้อความว่า “เสรีภาพเพื่อปาเลสไตน์” ซึ่งถือเป็นถ้อยคำรุนแรงและชัดเจนที่สุดจากคิม จองอึน นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

แม้ยังไม่มีการเผยแพร่คำแถลงนี้จากสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือโดยตรง เช่น KCNA แต่ข้อความดังกล่าวได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์

‘พีระพันธุ์’ ฉายภาพรวมพลังงานไทยแก่เด็ก-เยาวชน เดินหน้านโยบายพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

(14 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้บรรยายในหัวข้อ ‘นโยบายภาครัฐ อนาคตพลังงานทดแทน’ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ MY NES GreenNext Talk Episode 04: พลังงานทดแทนเพื่ออนาคตเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการจัดร่วมกันระหว่างเครือข่ายเยาวชนฮักสิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน องค์กรภาคกลุ่มเด็กและเยาวชน สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย มีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขหลายประการ โดยเฉพาะการทำให้สิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ใช่ต้องไปขออนุญาตภาครัฐไปหมดทุกอย่าง หรือที่เรียกว่าระบบกำกับดูแล ซึ่งจะตัดวงจรของการทุจริต ตัดวงจรของการรอเวลาในการอนุญาต ซึ่งเหมาะสมกับอะไรที่ไม่กระทบกับผลประโยชน์ส่วนรวม และควรจะปรับปรุงหลาย ๆ อย่างด้วย

ในเรื่องของพลังงานก็เช่นเดียวกัน การจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประเทศได้ คือการทำให้คนเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่วันนี้ไม่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยตรงทำให้ทุกหน่วยงานอ้างว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเอง

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็บอกว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการทำโรงงานอุตสาหกรรมเพราะเป็นการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นบ้านเรือนที่จะติดตั้งต้องขออนุญาตเป็นโรงงานและขอใบอนุญาตก่อน และหน่วยงานอื่น ๆ ก็อ้างเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะต้องการตรวจสอบโครงสร้างก่อนติดตั้งจากภาครัฐ ทั้ง ๆ ที่เจ้าของบ้านสามารถหาวิศวกรมาเพื่อรับรองโครงสร้างได้เอง ทำให้การขออนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์หนึ่งครั้งต้องรอเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี 

วันนี้เราจึงต้องมีกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยตรงและไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงาน กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากระบบควบคุมเป็นระบบการกำกับดูแลเพื่อทำให้ง่ายและไม่ต้องมีการขออนุญาตอีกต่อไป ซึ่งในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว สำหรับในส่วนที่จะเสนอในนามคณะรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้กฎหมายของกระทรวงพลังงานกำลังรอการบรรจุวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรี 

นอกจากระบบกฎหมายแล้ว เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในภาษีเงินได้ และยังจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์จากทั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) หรือกองทุนส่งเสริมทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่จะเป็นการส่งเสริมให้คนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพลังงานทดแทนคือพลังงานที่จะนำมาใช้แทนพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันที่เป็นพลังงานฟอสซิล ถ้าต้องการให้ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี จะต้องเลิกใช้พลังงานฟอสซิลทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาว่าจะต้องหาวัตถุดิบประเภทอื่นมาใช้ผลิตพลังงาน เช่น แดด ลม น้ำ ขยะ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบจากฟอสซิล คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ

สำหรับการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด สำหรับไฟฟ้าแรกเริ่มเดิมทีผลิตจากถ่านหินเป็นหลัก และในปัจจุบันก็มีการใช้ในหลายประเทศเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถหาได้ในประเทศ และมีราคาถูก ในอดีตในประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก ทำให้ค่าไฟถูก แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการปรับเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซซึ่งถึงแม้แม้จะเป็นพลังงานฟอสซิลแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถ่านหิน แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหินนั้นก็ต้องแลกด้วยค่าไฟที่แพงมากขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติไม่ได้หาง่ายเหมือนถ่านหิน ต้นทุนการผลิตแพงกว่าถ่านหิน 

นี่คือหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟมีราคาแพงขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือและการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามากเพราะมีการบวกกำไรของภาคเอกชนเข้าไปอีกด้วย 

ต่อมานายพีระพันธุ์ ได้กล่าวถึงแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า หรือ PDP ซึ่งแผนนี้จะเป็นกรอบในการกำหนดว่าจะมีการผลิตไฟฟ้าแบบไหนอย่างไร คือมีที่มาจากแหล่งไหนในสัดส่วนเท่าใด ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอย่างเดียว ซึ่งตนเห็นว่าต้องปรับไปใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น

นายพีระพันธุ์เห็นว่าแผนพลังไฟฟ้าจะต้องตั้งเป้าหมายคือ เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนควบคู่กับความมั่นคงทางพลังงานต้องสำรวจพลังงานทดแทนในประเทศว่าสามารถใช้พลังงานทดแทนใดในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้บ้างและเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ หรือลม และแสงอาทิตย์ที่ประเทศไทยมีมากที่สุด และอีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ คือ พลังงานชีวมวล เป็นการเผา ขยะมูลฝอย รวมถึงพวกเศษไม้หรือวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตร หรือก๊าซที่ผลิตจากมูลสัตว์ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ PDP ควรที่จะสำรวจพลังงานทดแทนทั้งหมดของไทยว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเท่าใด เพื่อจะสามารถลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลง เมื่อประสบความสำเร็จคือจะทำให้พลังงานไฟฟ้ามีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างพลังงานทดแทนกับก๊าซและจะทำให้สัดส่วนสีเขียวมากยิ่งขึ้น 

“ดีใจที่มีน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ที่สนใจบ้านเมือง ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน แต่ขอให้ใช้เหตุและผลในการทำงาน เพราะประเทศจะเดินไปได้ไม่ใช่ด้วยอารมณ์แต่ด้วยเหตุและผล โดยเฉพาะการทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริงไม่ใช่ทำงานไปและคิดถึงผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับด้วย นอกจากนี้จะต้องรับฟังความเห็นข้อมูลอย่างรอบด้าน หมั่นหาความรู้ และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมความเป็นไทย” นายพีระพันธุ์กล่าวในตอนท้าย

ซีอีโอ JPMorgan เตือนยุโรป “กำลังแพ้” GDP ร่วงเหลือ 65% ในช่วง 15 ปี จี้เร่งปฏิรูปก่อนถูกลืม

(14 ก.ค. 68) เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. ออกโรงเตือนยุโรปว่า “กำลังแพ้” ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหดตัวจาก 90% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐ เหลือเพียง 65% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ายุโรปกำลังประสบปัญหาโตช้า ตลาดทุนกระจัดกระจาย และขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เด็ดขาด

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงดับลิน ไดมอนแนะให้ยุโรปเร่งสร้าง “ตลาดเดียวที่แท้จริง” ทั้งในด้านธนาคาร เงินทุน การเปิดเผยข้อมูลบริษัท นโยบายภูมิอากาศ และความโปร่งใส เหมือนที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ทำสำเร็จ แม้จะมีขนาดเล็กแต่เติบโตได้เกินตัว

ไดมอนเคยเตือนลักษณะนี้มาก่อนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อต้นปี โดยวิจารณ์ว่ายุโรปมี “ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้" และจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อเร่งการเติบโต แต่ครั้งนี้เขาเตือนชัดขึ้นว่า “ยุโรปอาจหมดความสำคัญ” หากยังไม่เร่งมือ

นอกจากยุโรป ไดมอนยังเตือนตลาดการเงินว่ากำลังประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยต่ำเกินไป โดยประเมินว่าโอกาสเฟด (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยอีกอยู่ที่ 40-50% มากกว่าที่ตลาดคาดไว้แค่ 20% พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยง เช่น นโยบายภาษีของทรัมป์ หนี้รัฐบาลสูง และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนทิศ

แม้ JPMorgan จะลงทุนเพิ่มในยุโรป แต่คำเตือนจากซีอีโอคนนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล สะท้อนว่าแม้เขาจะหวังดีกับภูมิภาคนี้ แต่หากไม่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ยุโรปอาจเดินสู่เส้นทางถดถอยอย่างถาวร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top