Friday, 14 August 2026
TheStatesTimes

พีธ เฮกเซธ รมต.สงคราม ดับข่าวลือบิดเบือน!! สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ลูกเรือตกเรือจริง ไม่ได้ฆ่าตัวตาย ยอมรับว่าสภาพบนเรือทีอยู่ยาวนานมีปัญหาจริง

พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของสหรัฐ ปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับ สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บนบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln โดยระบุว่า รายงานที่เผยแพร่ออกมานั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ “บิดเบือน” ไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

เฮกเซธ ยังกล่าวชื่นชมลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือลำดังกล่าว ถึงความกล้าหาญที่ปฏิบัติภายใต้ภารกิจที่ยาวนานกว่าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม CENTCOM ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีลูกเรือ 1 นาย ตกจากเรือจริง และได้รับการช่วยเหลือกลับขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย และยืนยันว่าไม่มีทหารหรือลูกเรือบนเรือเสียชีวิตระหว่างการประจำการที่ยาวนานกว่าปกติในครั้งนี้ แต่ CENTCOM ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า มีลูกเรือหลายคน “พยายามกระโดดลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตาย” ตามที่สื่อบางแห่งรายงาน

ขณะที่ "เฮกเซธ" ก็ไม่ได้ปฏิเสธกระแสข่าว เกี่ยวกับปัญหาการประจำการที่ยาวนานของลูกเรือ หรือสภาพบนเรือมีปัญหา เพียงแต่บอกว่า สื่อรายงาน “บิดเบือนไปจากความเป็นจริง” มากเกินไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1373258221629201/?rdid=IUQ2pRUhNTjurJ1C#

จีนชู Coding เป็นทักษะอนาคต!! พ่อแม่แห่ส่งเรียนรับยุค AI เน้นความรู้เขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก เจอปัญหาค่าเรียนแพงและคุณภาพ ต้องเปิดเรียนฟรีลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อมูลจาก เว็บ https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education

บทเรียนจากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนในประเทศจีน
พ่อแม่ชาวจีนตื่นตัวให้ลูกเรียน Coding

ปัจจุบัน พ่อแม่ชาวจีนจำนวนมาก ได้เริ่มส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน โดยมีหลักสูตรยอดนิยม ได้แก่ หลักสูตร การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเทศจีน ก็เป็นแบบเดียวกันกับประเทศอื่นๆ คือ เยาวชนจะได้รู้จักการเขียนโปรแกรม ก็ต่อเมื่อ เยาวชนเหล่านั้น ได้เข้าไปศึกษาต่อในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือ วิศวกรรมคอมพิเวตอร์ ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ในขณะที่รัฐบาลจีน ได้มีการส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัว ในการนำเอาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นการที่จะทำให้ลูกหลานของตนเอง มีโอกาสที่ดีในอนาคต ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าให้ลูกได้เรียนรู้ภาษา Java

โดยเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลจีน ได้มีการเปิดตัว โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเรียกร้องให้มีการริเริ่ม นำเอาเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในทุกระดับ และเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา นาย Qi Yuan อดีตนักวิจัยของสถาบันวิชาการด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของจีน ( Chinese Academy of Educational Sciences) ได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ว่า การมีทักษะและความสามารถพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) มีความสำคัญเท่าๆกับ กับการอ่านออกเขียนได้ และความรู้และความสามารถด้านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นทักษะการเขียนโปรแกรม จึงควรได้รับการปลูกฝังให้กับเยาวชน ตั้งแต่เมื่อเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่พยายามจะให้ประชาชน ได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนเหล่านั้น เริ่มตระหนักว่า การเรียนพิเศษวิชา คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบุตร หลานของตนเองได้ เมื่อเข้าสู่ตลาดงานในอนาคตได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่ จึงได้เริ่มมีการส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเอง ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ

เกิดหลักสูตร Coding ที่หลากหลายทั้งในเชิงคุณภาพและราคา
อย่างไรก็ตามปี 2018 ที่ผ่านมา มีบริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากในจีน ได้เข้าสู่ตลาดการให้บริการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมสำหรับเด็กจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เช่น บริษัท Codemao (www.codemao.cn) ได้รับเงินลงทุนจำนวน 300 ล้านหยวน ($ 45 ล้าน) ในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 หลังจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018 ก็ยังได้รับเงินเพิ่มอีกจำนวน 120 ล้านหยวน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กและเยาวชนจีนเอง ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง คือ

1.ประการแรก มีผู้ให้บริการเว็บไซต์สอนเขียนโปรแกรม เป็นจำนวนมาก ทำให้ยากที่จะเลือกว่าเว็บไซต์ไหนที่มีคุณภาพ เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้ในจีน รู้ดีว่า พ่อแม่ของเยาวชน ที่เป็นชนชั้นกลาง ยินดีที่จะลงทุนและจ่ายค่าเรียนพิเศษราคาแพงเพื่อบุตรหลานของตนเองได้ ทำให้บริษัทต่างๆ คิดค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนเขียนโปรแกรมในราคาที่แพงมาก ตัวอย่างเช่น หลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนประมาณ 40 นาที ของเว็บไซต์ RoboGardenChina.com จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาท เป็นต้น

ซึ่งเว็บไซต์ RoboGardenChina.com ที่เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการการเรียนรู้หลักสูตรการเขียนโปรแกรมสำหรับเด็ก ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “เด็กอายุ 7-8 ขวบ ก็สามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมได้แล้ว เพราะเด็กในวัยนี้ มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้แล้ว แต่การที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับความสนใจของตัวเด็กเองมากกว่า” เว็บไซต์ RoboGardenChina.com เป็นผู้ให้บริการเรียนรู้หลักสูตรภาษาการเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น Python, Java และ C ++ แบบฟรี Online แต่หากเด็กๆ ต้องการที่จะเรียนรู้แบบในห้องเรียนแบบ Offline ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งชั้นเรียนจำนวนมาก ที่สอนการเขียนโปรแกรม จะสอนผ่านกลไกแบบเดียวกันกับกลไกที่ใช้ในการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ คือทำให้เด็ก ๆ สามารถดำเนินเรื่อง และเรียนรู้วิธีการทำงานของโปรแกรม รวมถึงรู้จักวิธีการเขียนโปรแกรม และในที่สุดก็จะสามารถแแก้ปัญหาที่พบได้ด้วยการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายๆได้
- ประการที่สอง หลักสูตรการเขียนโปรแกรม มีความแตกต่างกันมากในแง่ของคุณภาพ เพราะบางหลักสูตร นักเรียนแทบไม่ได้เรียนรู้ทักษะอะไรเลย ซึ่งในหลักสูตรจะสอนให้นักเรียน รู้จักกับรูปแบบการเขียนโปรแกรมแบบง่ายที่สุดเท่านั้น เช่น การใช้ Loop หรือ การใช้คำสั่ง "IF" เป็นต้น

- ประการที่สาม ระบบการศึกษาของจีนประสบปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ในขณะที่โปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์อาจได้รับเงินเดือนๆละ 30,000 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 150,000 บาท) ในขณะที่ครูโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ จะได้รับเงินเดือนเพียงประมาณ หนึ่งในสามของเงินเดือนโปรแกรมเมอร์เท่านั้น และแม้ว่าครูผู้สอนเขียนโปรแกรม ส่วนใหญ่มีความสามารถสูงในการเขียนโปรแกรม แต่พวกเขาอาจไม่เหมาะกับการสอนเด็ก ๆก็เป็นได้ เพราะแม้ในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ยังมีครูสอนคอมพิวเตอร์ระดับเตรียมอุดมศึกษาอยู่เพียงประมาณ 20% ในโรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น ที่ได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองความรู้และความสามารถจากหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากปัญหาต่างๆข้างต้นแล้ว การเรียนการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจีน ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญนั่นก็คือ การที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กและเยาวชน เรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมเพื่อเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิค ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง ในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีน เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีนที่เป็นชนชั้นกลาง คาดหวังว่า การแข่งขันประเภทนี้ จะนำมาซึ่งโอกาสของเด็ก ๆ ในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และแน่นอนการแข่งขันทักษะการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ ย่อมมาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้เรียน เพราะบริษัทที่จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม มักจะทำให้การเรียนการสอนการเขียนโปรแกรม สำหรับผู้แข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกในอนาคต ให้มีความยากเกินระดับความสามารถของผู้เรียน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เด็กและเยาวชน หมดความอดทนในการเรียนรู้แทนที่จะมีความสุขกับการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆมากกว่า

ต้องเปิดโอกาสให้เด็กทุกกลุ่ม ลดความเหลื่อมล้ำยุคใหม่
ซึ่งจากบทเรียนต่างๆที่ได้จากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศจีน ทำให้เราควรที่จะตระหนักว่า การเรียนการสอนเขียนโปรแกรม ควรมีการเปิดโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะไม่เช่นนั้น การส่งเสริมการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมจะยิ่งเป็นการไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้เพิ่มขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองและในชนบท เพราะ เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจน จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ เนื่องจากค่าเล่าเรียนมีราคาแพง และไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ฝึกฝน ดังนั้นสิ่งสำคัญกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนก็คือ การที่เราควรทำให้แน่ใจว่า เด็กและเยาวชน ของโรงเรียนต่างๆ สามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ และบทเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบ online มากกว่า นอกจากนี้หลักสูตรควรได้รับการปรับให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะหากส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เน้นการแข่งขัน ก็จะทำให้เด็กที่มีทักษะไม่ดี เลิกสนใจที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรม การเขียนโปรแกรมควรเป็นกระบวนการของการสำรวจและการค้นพบที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนไม่ใช่ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดในระดับสูง แต่ควรให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
สุดท้ายการส่งเสริมการเรียนการสอน Coding ควรที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน ในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและยกระดับรายได้ของตนเอง ให้พ้นจากความยากจน ในยุคที่ระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามามีบทบาททดแทนพนักงานที่ขาดทักษะเป็นจำนวนมากในอนาคต
ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล | สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ข้อมูลอ้างอิง : Get with the Program: China’s Coding Kids by Sun Jing

ที่มา : https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

จากไซ่ง่อนแตกถึงจีนช่วยคานเวียดนาม!! ไทยเปิดสัมพันธ์จีนปี 2518 คานภัยเวียดนาม–ปิดฉากแรงหนุน พคท. จีนสนับสนุนกลาโหมไทย เวียดนามถอนกำลังจากเขมร

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.6)

30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม เวียตนามเหนือรวมชาติกับเวียตนามใต้ กลายเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จนปัจจุบัน หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว และทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และด้วยสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" จากการที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สอบถามกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทยถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศ หากถูกกองทัพเวียดนามบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง คำตอบที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับจากนายทหารระดับสูง สรุปใจความได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4 วัน"

คำตอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกใจในด้านศักยภาพทางทหารของกองทัพไทยในขณะนั้น:

- ความเหลื่อมล้ำทางกำลังรบ: เวียดนามมีกำลังทหารผ่านศึกมหาศาลและได้รับยุทโธปกรณ์หนักจำนวนมากจากสหภาพโซเวียต รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาจากสหรัฐฯ

- การปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ: คำตอบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจใช้ "การทูตนำการทหาร" โดยการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ เหมา เจ๋อตง และ โจว เอินไหล ในปี พ.ศ. 2518
กอปรกับ มีข่าวว่า นายพลโง เหวียน เกี๊ยบ (Võ Nguyên Giáp) ผู้นำทหารระดับสูงของเวียดนาม ประกาศว่าจะ "บุก/ยึดกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง" (หรือบางกระแสก็ว่า 24 ชั่วโมง) เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขวัญและอ้างอิงถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยช่วงเวลานั้น

การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นและนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ในช่วงเวลานั้น เวียดนามกำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในอินโดจีนหลังชนะสงครามเวียดนาม และเข้ายึดครองเขมรในปี พ.ศ. 2521 ทำให้กองทัพเวียดนามประชิดชายแดนไทย จีนได้ก้าวเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้:

1. การส่งกำลังทหารกดดันชายแดนเวียดนาม (สงครามสั่งสอน) ถือเป็น ความช่วยเหลือเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เมื่อเวียดนามยกทัพเข้ายึดครองเขมร และเริ่มมีการปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร จีนได้ตัดสินใจทำ "สงครามสั่งสอน" (Sino-Vietnamese War) ในปี พ.ศ. 2522 โดยยกกำลังทหารบุกเข้าทางตอนเหนือของเวียดนาม
- ผลต่อไทย: การบุกของจีนบังคับให้เวียดนามต้องถอนกำลังทหารหลัก และยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเขมรกลับไปเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนทางเหนือที่ติดกับจีน
- ยับยั้งการบุกไทย: ทำให้เวียดนามไม่สามารถตรึงกำลังพลได้อย่างเต็มที่ในเขมร และหมดโอกาสที่จะทุ่มกำลังเปิดศึกบุกเข้ามาในดินแดนไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ

2. การตัดการสนับสนุน "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนการเปิดความสัมพันธ์ พคท. ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ เสบียง สถานีวิทยุ และการฝึกกำลังพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการในการทำสงครามกองกวนกับรัฐบาลไทย เมื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ได้เจรจากับผู้นำจีน จีนยอม "ยุติการสนับสนุน พคท." ทั้งหมด จีนทำการปิด สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ซึ่งใช้กระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลไทย การตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ ส่งผลให้ พคท. เสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทย ทำให้ปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศยุติลงอย่างสงบในที่สุด


3. การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทย ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามตรงชายแดน และสหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาค จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทยใน "ราคามิตรภาพ" (หรือบางรายการเป็นการมอบให้ฟรี/ผ่อนชำระระยะยาว) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เช่น:
- รถถัง Type 69-II: จีนส่งมอบให้กองทัพบกไทยนำไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เขมร เพื่อคานอำนาจกับรถถัง T-54/T-55 ของเวียดนาม
- ยานเกราะสายพานลำเลียงพล Type 85 (YW531H): ประมาณ 450 คันราย ประกอบด้วยรุ่นลำเลียงพลมาตรฐาน และรุ่นดัดแปลงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ขนาด 82 มม. และ 120 มม.) ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกยังคงใช้งานอยู่และมีการทยอยปรับปรุงสภาพเพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ปืนใหญ่และอาวุธหนัก: จีนสนับสนุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่สนาม และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไทยนำไปใช้ในการยิงโต้ตอบการลุกล้ำดินแดนตามแนวชายแดน

4. การร่วมมือสนับสนุนกองกำลังต่อต้านเวียดนามในเขมร
- ไทยและจีนร่วมมือกันในทางลับเพื่อยื้อยุดและถ่วงดุลกำลังของเวียดนามในเขมร: การสร้าง "พื้นที่กันชน" (Buffer Zone): จีนจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณให้แก่กลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร (เช่น กลุ่มเขมรแดง และกลุ่มของเจ้าสีหนุ) โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
การทำให้กองทัพเวียดนามต้องติดหล่มอยู่กับการทำสงครามปราบปรามกองกำลังเขมรภายในประเทศ ทำให้เวียดนามไม่มีศักยภาพและเสถียรภาพพอที่จะรุกรานข้ามมายังประเทศไทยได้

5. การผนึกกำลังทางการทูตในเวทีโลก จีนใช้สิทธิในฐานะสมาชิกประจำคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คอยประณามการยึดครองเขมรของเวียดนาม และสนับสนุนจุดยืนของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนในเวทีสากล ส่งผลให้เวียดนามโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสังคมโลกอย่างหนัก จนกระทั่งต้องยอมถอนกำลังออกจากเขมรในเวลาต่อมา

การสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือเป็นการใช้ "การทูตนำการทหาร" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของไทย การดึงจีนเข้ามาร่วมด่านถ่วงดุลอำนาจช่วยเปลี่ยนด่านสุ่มเสี่ยงจากการถูกบุกรุกราน ให้กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพทั้ง ภัยคุกคามจากภายนอก (เวียดนาม) และ ภัยคุกคามภายใน (พคท.) ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

15 สิงหาคม 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนน ‘พระราชดำเนิน’ เชื่อมพระบรมมหาราชวังกับ พระราชวังดุสิตเพื่อความงาม

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนพระราชดำเนิน ถนนหลวงสายใหม่ หลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก

‘ถนนราชดำเนิน’ เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2442 เพื่อทรงใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต เพื่อความสง่างามของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนได้เดินเที่ยวพักผ่อน จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนราชดำเนินให้กว้างที่สุด แต่ทรงให้สองฟากถนนเป็นที่ตั้งของวังและสถานที่ราชการใหญ่ ๆ มิให้สร้างตึกแถวหรือร้านเล็ก ๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นย่านการค้า

โดยในชั้นแรกนั้นทรงมีพระราชดำริว่า “เมื่อสร้างถนนที่ตำบลบ้านพานถมจะต้องรื้อป้อมหักกำลังดัสกร น่าจะรักษาชื่อป้อมไว้ใช้เป็นชื่อถนน แต่จะเรียกว่าถนนหักกำลังดัสกร ก็ดูแปลไม่ได้ความกันกับถนน แต่พักเอาไว้ตรองทีหนึ่ง ควรจะต้องตั้งชื่อให้ทันก่อนตัดถนน”

สาเหตุของการตัดถนนเนื่องจากมีพระราชดำริว่า ท้องที่ตำบลบ้านพานถมถึงท้องที่ตำบลป้อมหักกำลังดัสกรเป็นที่เรือกสวนเปลี่ยวอยู่ระหว่างถนนพฤฒิบาศ (ปัจจุบันคือถนนนครสวรรค์) กับถนนสามเสน ยังไม่เป็นที่สมบูรณ์ทันเสมอท้องที่ตำบลอื่น เพราะยังไม่มีถนนหลวงที่จะทำให้ประชาชนทำการค้าขายสะดวกขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขึ้นโดยตัดตั้งแต่ปลายถนนพระสุเมรุ ข้ามคลองรอบกรุงที่ตำบลบ้านพานถม ตรงไปยังป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมบรรจบกับถนนเบญจมาศ (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของถนนราชดำเนินนอก) พระราชทานนามว่า ‘ถนนราชดำเนิน’ เช่นเดียวกับถนนควีนส์วอล์ก (Queen’s walk) ในกรีนปาร์ก (Green Park) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการและอธิบดีกรมสุขาภิบาล เป็นพนักงานจัดสร้างถนนราชดำเนิน ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายถนนราชดำเนินไปตัดทางในตำบลบ้านหล่อ เพื่อให้ถนนตรงได้แนวตลอดถนนเบญจมาศด้วย และโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเทวียุรยาตร (ปัจจุบันคือถนนประชาธิปไตย) ผ่านตำบลบ้านพานถมขึ้นแทน ถนนราชดำเนินนอกเริ่มตั้งแต่ถนนพฤฒิบาศ ผ่านตำบลบ้านหล่อไปออกตำบลป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปบรรจบกับถนนเบญจมาศ ถือเป็นถนนสายแรกที่ใช้วิธีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดถนนราชดำเนินนอก สะพานมัฆวานรังสรรค์ และถนนเบญจมาศ เนื่องในอภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2444 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่สะพานเสี้ยว ตรงไปข้างคลองบางลำพูต่อกับถนนราชดำเนินนอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกถนนราชดำเนินช่วงแรกว่าถนนราชดำเนินนอก ต่อมามีการก่อสร้างถนนราชดำเนินในมาจดถนนหน้าพระลาน โดยสร้างขยายแนวถนนจักรวรรดิวังหน้าเดิม เริ่มจากแยกจุดบรรจบระหว่างถนนหน้าพระลานและถนนสนามไชย เลียบท้องสนามหลวงฝั่งตะวันออก และไปบรรจบถนนราชดำเนินกลางที่สะพานผ่านพิภพลีลา แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2446

16 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสันติภาพไทย รำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ประกาศสันติภาพอย่างเป็นทางการ ย้ำความสงบสุขและเอกราช

16 สิงหาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทยที่ได้ช่วยกอบกู้ชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ได้ออกประกาศสันติภาพพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ ถือเป็นโมฆะ หรือเรียกได้ว่าเป็นการประกาศเอกราชอธิปไตย แสดงจุดยืนแห่งความเป็นกลาง มีอิสรภาพ โดยมี นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

สงครามโลกครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามอันแสนดุเดือด ร้ายแรง มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้กว่า 18 ล้านคนทั่วโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้จุดชนวนสงคราม แต่ก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ในวิกฤตการณ์สงครามครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากในวันนั้นไม่มีกลุ่ม ‘ขบวนการเสรีไทย’ ซึ่งนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นแกนนำหลัก ที่ได้ออกมาต่อสู้ กอบกู้รักษาเอกราชอย่างไม่ท้อถอย ภายใต้อุดมการณ์รักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไทยไว้ให้ได้ ประเทศไทยก็คงจะไม่กลับมามีความสงบสุข และไม่ถูกยึดครองดินแดนดังเช่นในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูปการคุณงามความดีของขบวนการเสรีไทย ชนรุ่นหลังจึงได้ถือเอาวันประกาศอิสรภาพดังกล่าวจารึกเป็น ‘วันสันติภาพไทย’ โดยจะมีการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 16 สิงหาคม ของทุกปี

สังคมไทยต้องร่วมมือ!! ป้องกันกราดยิงไม่ให้ซ้ำ สถิติไทยเจอ 78 ครั้งใน 30 ปี สหรัฐฯ ปืนทะลุประชากร 100 คน จิตแพทย์ไทยยังน้อยกว่ามาตรฐานโลก

โศกนาฏกรรม...เหตุกราดยิง (Mass Shooting) สังคมไทยต้องช่วยกัน!
ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อมูล พ.ศ. 2537–2566 (ค.ศ. 1994–2023) และนิยามตามมาตรฐานวิชาการสากล พบว่า หากใช้คำว่า “กราดยิง” ตามนิยามของงานวิจัยนี้ เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยรวม 78 ครั้ง จากเหตุการณ์ทั้งหมดมีผู้เสียชีวิตรวม 348 ราย

ไม่นับรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 มีเหตุกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ได้รับการรับรองสูงถึง 10,116 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุความไม่สงบ/การก่อความไม่สงบ อันเป็นกรณีคนละประเภทกัน และไม่รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2567 2568 และ ปีปัจจุบัน 2569

ในสหรัฐอเมริกา ประเทศประขาธิปไตยที่ประชาชนพลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายนั้น FBI ได้เริ่มรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ปี 2000 โดยมีนิยามว่า บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่ากำลังลงมือฆ่าหรือพยายามฆ่าคนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ ในช่วง 2000–2024 มี 556 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 1,432 คน และบาดเจ็บ 2,489 คน แต่ถ้าใช้ความหมาย “Mass Shooting” แบบกว้างแล้ว ฐานข้อมูลอย่าง Gun Violence Archive ใช้เกณฑ์ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปนับเหตุที่มี ผู้ถูกยิงอย่างน้อย 4 คน ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ทำให้จำนวนสูงกว่า FBI อย่างมาก และสามารถมีเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว แก๊ง หรือเหตุในบ้านรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีการรายงานว่าจำนวน Mass Shootings ในสหรัฐฯ เกินกว่า 119 เหตุการณ์แล้ว ด้วยอัตราการเกิด เหตุกราดยิง (Mass Shootings) ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยเชิงอาชญาวิทยาและสาธารณสุขชี้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนที่แตกต่างจากทั่วโลก

1. จำนวนและการเข้าถึงอาวุธปืนที่สูงกว่าประเทศอื่นมหาศาล
-สถิติการครอบครอง: สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนพลเรือนมากกว่าประชากร (ประมาณ 120 นัด/กระบอก ต่อประชากร 100 คน)
-ความสะดวกในการซื้อ: ในหลายรัฐ สามารถซื้ออาวุธปืนและกระสุนได้ง่าย ผ่านร้านค้าทั่วไปหรือช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด
-อานุภาพทำลายล้าง: การครอบครองปืนพกพาและปืนกึ่งอัตโนมัติ (เช่น AR-15) ทำได้แพร่หลาย ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถสร้างความสูญเสียในปริมาณมากได้ภายในเวลาอันสั้น

2. สิทธิการครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ
-Second Amendment: การสืบทอดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ทำให้การออกกฎหมายควบคุมปืนในระดับประเทศทำได้ยากและถูกคัดค้านทางกฎหมายอยู่เสมอ
-วัฒนธรรมปืน: สังคมอเมริกันมองว่าปืนเป็นสัญลักษณ์ของสรีรภาพ การป้องกันตัว และวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นที่มองปืนเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการควบคุมจากรัฐ

3. ช่องโหวงในกฎหมายและระบบตรวจสอบ
-Universal Background Checks: สหรัฐฯ ไม่มีระบบตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนแบบครอบคลุม 100% ในทุกการซื้อขายระหว่างบุคคลหรือในงานแสดงปืน (Gun Shows) มักไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ
-ความแตกต่างระหว่างรัฐ: แต่ละรัฐมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเดินทางไปซื้อปืนจากรัฐที่มีกฎหมายผ่อนปรนกว่าได้ง่าย

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้มีนโยบายควบคุมปืนอย่างเข้มงวด:

-สหราชอาณาจักร: มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การครอบครองปืนโดยประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถใช้เหตุผล "เพื่อป้องกันตัว" ในการขออนุญาตได้ โดย ปืนสั้น / ปืนพก (Handguns) นั้น ผิดกฎหมายและถูกแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนทั่วไปในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ (ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือภายใต้เงื่อนไขพิเศษ) สำหรับ ปืนยาว / ปืนลูกซอง (Shotguns & Rifles) ประชาชนสามารถครอบครองได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจากตำรวจและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เครียดครัด

-ออสเตรเลีย: ออกกฎหมายรับซื้อปืนคืน (Gun Buyback) และสั่งห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติทั้งหมดหลังเหตุกราดยิงที่ Port Arthur ปี 1996 ส่งผลให้เหตุกราดยิงลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

-ญี่ปุ่น: กระบวนการขอครอบครองปืนต้องผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบสุขภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม และสืบประวัติครอบครัวอย่างละเอียด สามารถครอบครองได้เฉพาะปืนยาวและปืนลูกซองยาวเท่านั้น

สาเหตุหลักของการกราดยิงหมู่
งานวิจัยจากนักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ เช่น โครงการต่อต้านความรุนแรง (The Violence Project ) ชี้ให้เห็นว่า การกราดยิงหมู่มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และระบบ

ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม
-วิกฤตส่วนตัวและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤตส่วนตัวอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์ที่แตกหัก การตกงาน ความล้มเหลวทางการเงิน หรือความล้มเหลวทางการเรียนอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน สัปดาห์ หรือเดือนก่อนการโจมตี

-บาดแผลทางใจในวัยเด็กและความยากลำบากในวัยเยาว์: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือทางเพศอย่างรุนแรง ความรุนแรงในครอบครัว การฆ่าตัวตายของพ่อแม่ หรือการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง

- ความคิดฆ่าตัวตายและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงในที่สาธารณะจำนวนมากมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุสำหรับหลายคน การโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบการฆ่าตัวตายที่

-ความไม่พอใจและความขุ่นเคือง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายคนมีความแค้นส่วนตัวอย่างรุนแรง ความโกรธแค้น หรือความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขามักจะโยนความผิดของตนเองไปให้ผู้อื่น โดยกล่าวโทษกลุ่มบุคคล สถาบัน (เช่น สถานที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือสังคมโดยรวม

พลวัตทางสังคมและสื่อ
-การแสวงหาชื่อเสียงและการแพร่กระจายทางสื่อ: ความปรารถนาในชื่อเสียง ความสนใจ หรือการยอมรับ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในอดีตสามารถสร้าง "ผลกระทบแบบแพร่กระจาย" กระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุกราดยิงในอนาคตศึกษาเหตุการณ์โจมตีครั้งก่อนๆ อ่านแถลงการณ์ และพยายามเลียนแบบหรือก่อเหตุให้ร้ายแรงกว่าในอดีต

- ลัทธิสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเกลียดชัง:การกราดยิงหมู่บางครั้งมีสาเหตุมาจากการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ลัทธิเหยียดผิว การเกลียดชังผู้หญิง (เช่น วัฒนธรรมอินเซล) การต่อต้านชาวยิว หรือลัทธิสุดโต่งทางการเมือง เว็บบอร์ดออนไลน์และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันสามารถเร่งกระบวนการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงนี้ได้
ปัจจัยเชิงระบบและสิ่งแวดล้อม
- ความสะดวกในการเข้าถึงอาวุธปืน: การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กกาซีนความจุสูงและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอย่างกว้างขวางทำให้บุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง สามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว

- -สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม (“การรั่วไหล”): เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุกราดยิงมัก “เปิดเผย” แผนการของตนล่วงหน้าด้วยการข่มขู่ โพสต์ข้อความเตือนภัยออนไลน์ หรือบอกเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟังความล้มเหลวของระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือโปรโตคอลการประเมินภัยคุกคามมักทำให้สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต แม้ว่าความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง วิกฤตการณ์ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพจะเป็นเรื่องปกติในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การวิจัยด้านสาธารณสุขเน้นย้ำว่าโรคจิตหรือความเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ใช่สาเหตุหลักคน ส่วนใหญ่ที่ป่วยทางจิตไม่ใช้ความรุนแรง และมีเหตุกราดยิงน้อยกว่า 10% ที่เกิดจากอาการทางจิตอย่างรุนแรงโดยตรง แม้ว่า โรคจิตอย่างรุนแรง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกราย ผู้ก่อเหตุล้วนแล้วแต่มีความผิดปกติทางจิตทั้งสิ้น

ดังนั้น ครอบครัวและสังคม จำเป็นต้องสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัว ในชุมชน ในสังคมที่ตนอยู่อาศัย ว่า สมาชิกมีความผิดปกติทางจิตใจ ด้วยสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม หรือไม่? ทั้งนี้ ครอบครัว ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สังคม ก็ต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยไม่ลังเลใจที่จะแจ้งเหตุความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแล

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวมประมาณ 820-845 คน กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยกว่าหนึ่งในสามกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังมีอัตราส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วน 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (มาตรฐานโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดที่ 10 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกเกือบ 10 เท่า

สำหรับมาตรการในการควบคุมที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องพยายามจะดำเนินการนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการสังหารหมู่ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาวุธปืน เพราะในยุโรปมีการใช้รถยนต์ก่อเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง บ้างก็ใช้ มีด การวางเพลิง การวางระเบิด ฯลฯ ดังนั้น การเอาใส่ดูแลในเรื่องของสภาพจิตของผู้ที่สันนิฐานว่าน่าจะก่อเหตุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top