Friday, 5 June 2026
THESTATESIMES

ศูนย์รวม ‘นักการเมือง’ ที่ชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ด้อยคุณภาพ!! แถมยังต่ำเตี้ย ในเรื่องมารยาท

(3 มิ.ย. 68) ผมไม่ค่อยมั่นใจนักว่ามีประเทศใดในโลกบ้าง ที่มี “นักการเมือง” ด้อยคุณภาพ แถมยังต่ำเตี้ยในเรื่องมารยาท ความรู้ ความสามารถ จริยธรรม มโนธรรม สามัญสำนึก และมี “ระดับของความหน้าด้านสูง” ชนิดที่ไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชน ผมรู้แต่เพียงว่าประเทศที่ผมเกิดนั้นมี

ใช่ครับ “ประเทศไทย” ดินแดนมหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยเหล่านักการเมือง “มาตรฐานต่ำ” เดินยั้วเยี้ยเต็มไปหมด 

ตั้งแต่ผมจำความได้ กระทั่งอายุแตะเลขห้าในวันนี้ ประเทศที่แสนจะร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติแบบไทยเรา มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แข็งแรงราวหินผา ซ้ำยังเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทุกชนชั้นมาช้านาน แต่เรากลับไม่เคยมี “นักการเมือง” หรือ “พรรคการเมือง” ที่คนไทยสามารถพึ่งพิงจริง ๆ ได้เลย เรามีแต่ “เลวน้อย” กับ “เลวมาก” สลับกันเข้ามา “ปล้นประเทศไทย” หรือถ้าจะพูดแบบเข้าข้างตัวเองให้สบายใจขึ้นมาก็คือ แค่เรามีแบบ “เลวน้อยหน่อย” ให้เลือก ก็สามารถปิดถนนจัดโต๊ะจีนฉลองกันได้แล้วสำหรับคนไทยแบบเรา ๆ 

โอ้ว! ทำไมคนไทยถึงได้มีกรรมเช่นนี้หนอ ทั้ง ๆ ที่เรามีแผ่นดินที่สมบูรณ์ มีชาติที่มีเอกราช แต่เรากลับไร้ “คนบริหารประเทศ” ที่หวังดีต่อประชาชนคนไทยจริง ๆ นี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเจริญก้าวหน้าเทียมเท่าประเทศอื่น หลายประเทศที่เคยล้าหลังกว่าเราก็แซงหน้าเราไปแบบไม่เห็นหลัง เราตกต่ำลงเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องสำคัญอย่างการศึกษา 

ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองไทยทุกคนนั้น "บ่มิไก๊" แต่มั่นใจมาก ๆ ว่าคือส่วนใหญ่ ๆ ที่มันไม่ได้เรื่อง แม้กระทั่งรุ่นใหญ่ที่อยู่มานาน เป็นนักการเมืองมาหลายสมัย รัฐบาลไหนขึ้นมาบริหารก็จะมีชื่อของตนเองร่วมอยู่ด้วยเสมอ ก็ใช่ว่าจะเป็น “นักการเมืองน้ำดี” ยกตัวอย่างเรื่อง “โจรป่วยทิพย์ชั้น 14” ขนาด "แพทยสภา” ลงความเห็นแล้วว่า มี “หมอไม่รักดี” อยู่สามคนที่มีความผิด เรื่องก็ควรจบลงแค่นั้น แต่นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ไร้สำนึกคนนี้กลับไม่จบ เดินเกมช่วยโจรข้าง ๆ คู ๆ ชนิดไม่อายฟ้าอายดิน แม้ท้ายที่สุดตนเองอาจจะไม่มีที่ยืนในแผ่นดินเฉกเช่นนักโทษที่ตนเองช่วย ก็ยอม แล้วตรงไหนล่ะที่ทำงานเพื่อพี่น้องคนไทย หรือความดีงามถูกต้องทั้งปวง ไม่มีเลย

นี่แค่หนึ่งตัวอย่างของ “นักการเมือง” มาตรฐานต่ำ ขนาดอยู่มานานยังคิดได้แค่นี้ แล้วเราจะหวังอะไรกับ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่วัน ๆ ก็เอาแต่จ้องจะ “ล้มสถาบัน” สถานเดียว

‘เอกนัฏ’ ส่ง "ทีมสุดซอย" ปิด บ.กำปั่นทอง เหิมตั้งตัวเป็น “ฟรีโซน” แหล่งรวมขยะพิษ

‘เอกนัฏ’ ส่ง “ทีมสุดซอย” ไล่หวดแก๊งศูนย์เหรียญ หลังขยายผลพบ “บริษัท กำปั่นทอง” ต้นตอแจกดินปนเปื้อนเศษพลาสติกให้ชาวบ้าน พบให้เช่าโกดังคัดแยกขยะพิษ เคยโดนสั่งหยุด-ปรับปรุงกิจการให้ถูกกฎหมาย แต่ยังนิ่ง เหิมตั้งตัวเป็น “ฟรีโซน” ลอบจัดหาขยะพิษให้ลูกค้า 

(4 มิ.ย. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเข้าตรวจสอบและดำเนินคดี บริษัท ภัชชาภิวัฒน์ จำกัด ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้แจกจ่ายดินปนเปื้อนเศษพลาสติกอันตรายให้ชาวบ้านนำไปถมที่ และตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ว่า ชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ “ทีมสุดซอย” กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) โดยการอำนวยการของ พลตำรวจตรีวัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผู้บังคับการ ปทส. ได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจนพบ บริษัท กำปั่นทอง อินดัสทรี จำกัด ตั้งอยู่ หมู่ 9 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่โกดังให้เช่าประกอบกิจการ

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบเศษสายไฟถูกฝังกลบในพื้นที่โรงงานและบริเวณท่อส่งแก๊สของ ปตท. ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ บริษัท ภัชชาภิวัฒน์ จำกัด นำไปแจกชาวบ้านเพื่อถมดิน นอกจากนี้ยังพบการกระทำความผิดในการครอบครองและประกอบกิจการคัดแยก บดย่อยขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) จ.ฉะเชิงเทรา เคยเข้าตรวจสอบ บริษัท กำปั่นทองฯ พบว่ามีการประกอบกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต จึงได้ออกคำสั่งให้หยุดและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง แต่จากการเข้าตรวจสอบครั้งล่าสุด บริษัทฯ ยังคงเพิกเฉย จึงจำเป็นต้องสั่งหยุดกิจการ พร้อมยึดและอายัดเครื่องจักรและวัตถุอันตรายทั้งหมด

“ลักษณะการประกอบกิจการของบริษัท กำปั่นทองฯ ทำเหมือนผู้ให้บริการเช่าโกดัง มีหลักฐานการเก็บเงินค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่ายาม ค่าอินเทอร์เน็ตของแต่ละโกดัง ยิ่งกว่านั้นยังทำเสมือนเป็นพื้นที่ฟรีโซนที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย โดยบริการรับจัดหาวัตถุดิบที่เป็นของต้องห้ามนำเข้าในประเทศ เช่น ขยะเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ ชิ้นส่วนรถยนต์ มาให้แต่ละโกดังโดยคิดตามน้ำหนักของรถขนส่งสินค้าที่นำมาส่งให้แต่ละโกดังในแต่ละวัน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุ

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า จากการเข้าตรวจสอบ บริษัท กำปั่นทองฯ มี นายเหว่ย เซิ่น หลิน 
เป็นกรรมการบริษัทและเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีโกดังจำนวน 5 หลัง ทั้งหมดปล่อยให้ชาวจีนเช่าทำกิจการคัดแยก บดย่อย เศษสายไฟ มอเตอร์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้า และเศษอลูมิเนียม แม้ว่าบริษัทฯ จะครอบครองใบอนุญาตโรงงานถึง 5 ใบ แต่กลับแจ้งประกอบกิจการเพียง 1 ใบอนุญาต คือประเภท 105 คัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วโดยไม่ใช่วัตถุอันตราย ซึ่ง สอจ.ฉะเชิงเทรา ได้เคยแจ้งเตือนว่าการประกอบกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต และได้ออกคำสั่งให้หยุดและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง พร้อมแจ้งเตือนให้บริษัทฯ มาแจ้งเริ่มใบอนุญาตที่เหลือ แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ก็ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบโรงงานที่ตั้งอยู่นอกรั้วติดกันอีก 2 โรงงาน ก็ไม่มีใบอนุญาตโรงงาน และพบเศษอลูมิเนียมปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์และมิเตอร์แก๊สอีกด้วย

“บริษัท กำปั่นทองฯ มีใบอนุญาตโรงงานถึง 5 ใบ แต่แจ้งประกอบกิจการเพียง 1 ใบอนุญาต ส่วนอีก 4 ใบ ยังไม่แจ้งเริ่มประกอบกิจการ ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทาง สอจ. ฉะเชิงเทรา ได้มีหนังสือเตือนให้แจ้งเริ่มใบอนุญาตภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 หากครบกำหนดจะถือว่าไม่ประสงค์จะประกอบกิจการและจะเพิกถอนใบอนุญาต แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ก็ยังเพิกเฉย” นางสาวฐิติภัสร์กล่าว

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวถึงการดำเนินการทางกฎหมายว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ สอจ.ฉะเชิงเทรา ได้ออกคำสั่งให้หยุดกิจการ อายัดเครื่องจักร วัตถุดิบทั้งหมด พร้อมแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย และเสนอให้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานทั้งหมดสำหรับใบอนุญาตที่ยังไม่แจ้งประกอบกิจการ ส่วนกรณีฝังกลบเศษสายไฟบดย่อยถมทับที่บริเวณท่อส่งก๊าซ ปตท. ได้ประสานให้สำนักงานพลังงานจังหวัดมาตรวจสอบ และประสานองค์การบริหารส่วนตำบลเรื่องการลักลอบปล่อยน้ำเสียบริเวณรอบโรงงานด้วย

‘พงศ์พรหม’ หนุน ‘พีระพันธุ์-เอกนัฏ’ ได้ทำงานต่อ สุดอึ้ง!! คนทำดีมีผลงานแต่กลับถูกบี้ให้พ้นตำแหน่ง

(4 มิ.ย. 68) นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า...เห็น 2 ข่าวนี้ นึกว่าฝัน
กลุ่มคนที่กำลังไล่ปราบทุนเทา กำลังโดนบี้ออกจากตำแหน่งอย่างเปิดเผย ไม่อายฟ้าดิน
ไม่อายประชาชน
ไม่อายในหลวง

ขอพูดเรื่องนี้อย่างสบายใจหน่อยนะครับ
1. ปี 66 ผมไม่ได้เลือกพรรค รทสช.
2. ผมไม่เคยรู้จัก เจอ คุย กับคุณพีระพันธุ์และคุณเอกนัฏ เป็นการส่วนตัว
ในขณะที่รัฐบาลนี้ไร้ผลงานมาตลอด 2 ปี
ประชาชนเราเห็นแต่ผลงานคนแค่ 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือกระทรวงพลังงาน ผลงานมากน้อยกว่ากัน แต่มีให้จับต้องมากกว่ากระทรวงต่างๆอีก 80% ที่เหลือ
แต่กำลังจะโดนบีบยึดกระทรวง เหมือนยุค 4 กุมารโดนเด้ะ

กลุ่มสองคือกระทรวงอุตสาหกรรม
คือทีมสุดซอยนั่นแหละครับ
ทีมนี้ผลงานน่าจะเด่นสุดในรัฐบาลนี้แล้ว
ตอนนี้ทีมสุดซอยกำลังโดนเล่น
คนที่เล่นทีมสุดซอย เริ่มเปิดหน้าตัวเองมาเรื่อย ๆ
ผมเดานะ
เดาล้วน ๆ 

ทีมสุดซอยกำลังไล่ปราบคอร์รัปชัน คงไปเหยียบเท้าทุนเทาเข้า
จึงกำลังโดนเล่น

ฝากประชาชนครับ
คุณจะเหลือง หรือแดง หรือส้ม
เราต้องยืนฝั่งคนทำงานดีเพื่อสังคม

ผมประกาศสนับสนุนคุณเอกนัฏและทีมสุดซอยครับ
แม้ผมไม่ได้เลือกเขา
ถึงเวลาประชาชนต้องแสดงจุดยืน ไม่ยอมนักการเมืองเลวๆอีกต่อไป
ไม่ใช่คนที่ไล่จับมาเฟียเทา ทั้งเหล็กปลอม โรงงานปลอม โรงงานขยะพิษ ทำดีแสนดี
แต่กำลังโดนไล่บี้ให้หลุดตำแหน่ง
ผมไม่ได้พูดถึงใครเฉพาะเจาะจงนะครับ

ยุคนี้
มาเฟีย กล้าไล่กระทืบคนดีออกสื่อ
พรรคประชาชนที่ตรวจสอบ สตง.
ตรวจสอบตึก SK__
ก็กำลังโดนฟ้อง

ผมถึงบอกว่า
กลียุคครองเมือง
เมืองจึงเป็น Fail state
ประชาชนจึงยากลำบากแบบนี้ไงครับ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสาธารณภัย-หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ลุยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติภาคเหนือ อีสาน และกลาง แจกจ่ายน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา และปลากระป๋อง บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ ให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวม 600 ชุด พร้อมจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสาวชลธิชา วงษ์อุตสาห์ นายอำเภอเลาขวัญ  พร้อมด้วยคณะอาสาสมัครเฉพาะกิจมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณวัดศรีพนมเทียน (ห้วยรวก) ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยประชาชนหลังประเทศเกิดภัยธรรมชาติในหลากหลายพื้นที่ จึงมอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย คุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย และแผนกอาสาสมัคร จัดทีมพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ราชบุรี และ กาญจนบุรี รวม 29 จังหวัด 20,200 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 11,110,000 บาท (สิบเอ็ดล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งสมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ออกหน่วยมให้บริการประชาชนฟรีในหลากหลายพื้นที่ ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนให้ความสนใจและเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาการดำเนินงานอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

แกนนำรัฐบาลเทใจไปเขมร – แกนนำฝ่ายค้านหนุนพม่า สะท้อนภาพสองพรรคการเมืองของไทยทรยศคนร่วมชาติ

เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคน ที่เกิดและเติบโตมาบนผืนแผ่นดินไทย แม้เราจะทะเลาะกันในบางคราว ไม่เข้าใจกันในบางครั้ง และมีหลักการในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละคน แต่คนไทยที่แท้จริงก็จะกตัญญูต่อ 'ชาติ ศาสน์ กษัตริย์' จะไม่มีทางเห็นชนชาติอื่นที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยดีกว่าประชาชนของชาติตัวเอง

ยกเว้น 'นักการเมืองไทยหัวใจคด' บางกลุ่ม บางคน

'นักทรยศคนร่วมชาติตัวเอง' เหล่านี้ ต่างเหยียบเดินบนผืนแผ่นดินไทย ได้รับเงินเดือนจากเงินภาษีอันเหนื่อยยากของประชาชนคนไทย มีหน้าที่การงานที่ดีก็มาจาก 'ความเป็นไทย' แต่กลับตอบแทน 'น้ำใจของชาติ' ด้วยการอิงแอบ สนับสนุน เสริมส่ง สมรู้ร่วมคิด และคอยช่วยเหลือ 'คนชาติอื่น' ที่เข้ามาเบียดเบียน เอาเปรียบ สร้างความเจ็บช้ำและข่มขืนให้กับคนไทย กระทั่งการรุกล้ำอธิปไตยของไทยเราหวังจะฮุบไปเป็นของชาติตนเอง

ยุคก่อนเก่า เราจะเรียกคนเช่นนี้ว่าเป็น 'คนไทยขายชาติ' เพราะนอกจากจะไร้ความปรารถนาดีต่อพี่น้องคนไทยด้วยกัน ยังไร้สำนึกหวงแหนแผ่นดินของตัวเอง ถือว่ามีความผิดร้ายแรง คนไทยผู้รักชาติรักแผ่นดินที่แท้จริง จะไม่มีทางยอม หรือปล่อยให้ 'คนไทยที่น่ารังเกียจ' เหล่านี้อยู่ร่วมชาติเดียวกัน ปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติในภายภาคหน้า

'คนเนรคุณชาติเหล่านี้' ชนชาติอื่นที่มองเข้ามาก็จะเห็นถึงความปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง ไม่จริงใจ และไม่น่าคบค้าสมาคม เพราะแม้แต่ประเทศชาติของตนเองยังกล้าทรยศ หักหลัง ก็ยากที่ชนชาติอื่นจะกล้าเทใจให้อย่างสนิทใจ คงเป็นได้เพียงการยกยอปอปั้น 'คนไทยสายพันธุ์เนรคุณ' เพื่อหลอกใช้ให้สมความปรารถนาในสิ่งที่ต้องการแค่นั้น หาใช่สัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยที่เข้าข่าย 'เนรคุณเพื่อนร่วมชาติ' นาน ๆ จะโผล่มาให้เห็นสักคน แต่ยุคสมัยนี้เรามีเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ พร้อมใจกันมาในคราบ 'นักการเมือง' ที่มีความคิดชั่ว ๆ เหมือนกันทั้งพรรค ออกหน้าสนับสนุนคนชาติอื่นอย่างไม่ละอายใจ ปล่อยแม้กระทั่งแผ่นดินไทยจะถูกเฉือนหั่นให้ต้องเสียดินแดนก็ยอม สะท้อนให้เห็น 'หัวใจที่แสนจะสกปรก' เกินบรรยาย

นักการเมืองไทย 'สายพันธุ์เขมรพม่า' ที่คน 24 ล้านเลือกเข้ามาเพื่อมาทำร้ายน้ำใจคนไทยทั้งชาติ ถือเป็น 'รอยด่าง' ที่สะท้อน 'สติปัญญา' คนมีสิทธิ์กาเลือกนักการเมืองไทยได้ดีที่สุด

หวังว่าถึงวันนี้จะคิดกันได้บ้างแล้วนะครับ

‘พีระพันธุ์’ หวั่นสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-อิหร่านยืดเยื้อ เร่งวางแผนบริหารจัดการราคาน้ำมัน - สำรองเชื้อเพลิง

‘พีระพันธุ์’ เตรียมความพร้อม ก.พลังงาน วางแผนบริหารจัดการราคาน้ำมันและปริมาณสำรองเชื้อเพลิง รับมือสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-อิหร่าน ลดผลกระทบราคาพลังงานในประเทศให้มากที่สุด

(17 มิ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน  และเตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและการขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ โดยทางกระทรวงพลังงานได้เตรียมวางแผนบริหารจัดการด้านราคาน้ำมันและด้านปริมาณสำรองพลังงานในแนวทางต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบด้านราคาให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบซื้อขายที่ 72.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งอยู่ที่ระดับ 65  ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จึงมีการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล และใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพและพยุงราคาน้ำมันในประเทศ

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศของไทยนั้น ปัจจุบันมีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,337 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 25 วัน มีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,457 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 19 วัน และมีน้ำมันสำเร็จรูป 1,874 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 16 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 60 วัน ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศ เพื่อลดภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้มากที่สุด

วันนี้ห้ามพลาด!!

ค่ำนี้ เฝ้าหน้าจอรอกันเลย!!  LIVE!! Behind the Bill
ถ้าคุณอยากรู้ว่า ทำไมคุณจ่ายค่าไฟแพง... ทั้งที่ใช้ไฟเท่าเดิม  คุณต้องไม่พลาด LIVE นี้
ถ้าคุณเคยสงสัยว่าทำไมค่าไฟถึงแพงขึ้นทุกปี…LIVE นี้คือคำตอบที่คุณไม่เคยได้ยินจากใคร  

มาร่วมไขทุกข้อสงสัยค่าไฟแพง กับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน

2 กรกฎาคม 2568
 ⏰ เวลา 19:30 - 21.00 น.
 📌 รับชมที่ Facebook Page: โอกาส Chance

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว

ทภ.2 ควบคุม 18 ทหารเขมรยอมจำนนที่ซำแต พบเป็นศพในพื้นที่อีก 2 พร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

โฆษก ทบ. เผยกองทัพภาคที่ 2 ควบคุม 18 ทหารกัมพูชา หลังตอบโต้ถูกโจมตีพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ และได้ยอมจำนน ยึดหลักมนุษยธรรมดูแลพร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

วันนี้ (29 ก.ค. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการควบคุมตัวทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนักและอาวุธวิถีโค้ง ยิงเข้ามาในเขตพื้นที่ของไทย ฝ่ายไทยจึงได้ใช้ หน่วยทหารม้าเฉพาะกิจเข้าทำการตอบโต้และกวาดล้างที่มั่นของฝ่ายกัมพูชา

จากการปฏิบัติดังกล่าว พบมีทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งยอมจำนนโดยไม่มีท่าทีหรือลักษณะจะคุกคามฝ่ายไทย ทางหน่วยจึงดำเนินการปลดอาวุธและควบคุมตัวตามขั้นตอน โดยยึดถือหลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด มีจำนวน 18 นาย ชั้นยศ ร้อยตรี 1 นาย ,จ่าสิบโท 2 นาย ,สิบเอก 12 นาย ,สิบโท 2 นาย , สิบตรี 1 นาย และในจำนวนนั้นมีผู้บาดเจ็บ 1 นาย คือ สิบเอก มอม ริดที บาดเจ็บ ถูกกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวา และ แขนซ้าย ซึ่งภายหลังฝ่ายไทยได้ส่งเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 นาย

ขณะนี้ ทหารกัมพูชาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ณ พื้นที่ปลอดภัยของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้จัดเตรียมการดูแลขั้นพื้นฐานไว้ให้ ทั้ง เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาล ตามความจำเป็น ดูแลให้เป็นไปตามแบบปฏิบัติในทางทหารของสากล และยึดหลักมนุษยธรรมสากล จากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของผู้เสียชีวิต ฝ่ายไทยจะดำเนินการส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิต ตามหลักปฏิบัติสากลในการปฏิบัติต่อศพในภาวะสงคราม อย่างสมเกียรติต่อไป

กองทัพบกยังคงยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน หลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธกรณีที่ไทยถือปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาเจนีวาที่พึงกระทำต่อทหาร และ ศพของฝ่ายตรงข้ามอย่างเคร่งครัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top