Friday, 5 June 2026
Tencent

Tencent คิดใหญ่ สร้าง Metaverse สัญชาติจีน ด้านรัฐบาลจีนไม่ว่า ขอแค่เคารพกฎหมาย

Tencent เอาด้วย หลังจากที่ Facebook ประกาศเปิดตัว Metaverse จักรวาลโลกเสมือนอย่างยิ่งใหญ่ ที่สร้างความกระแสฮือฮาไปทั่วโลก ว่ามันเป็นสิ่งที่จะมาปฏิวัติโลกดิจิทัลในอนาคต ทำให้องค์กรทุกระดับทั่วโลกต่างกระตือรือร้นที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งของ Metaverse เพราะกลัวจะ 'Out' หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังกระแสนิยมโลก 

ทั้งนี้ การสร้าง Metaverse ให้สมบูรณ์แบบ ใช้งานได้จริง จะต้องใช้โครงสร้างเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ซับซ้อนและล้ำสมัยมาก ๆ อย่าง AI, 5G, Blockchain และอุปกรณ์ดิจิทัลรุ่นใหม่ ๆ ที่ต้องทำให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย จึงสามารถสร้างสังคมผู้ใช้จำนวนมากพอที่จะสร้างโลกอีกใบ ที่ทำได้เกือบทุกอย่าง และมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจไม่ต่างจากโลกจริง 

และต้องยอมรับว่า ตอนนี้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความพร้อมพอที่จะสร้าง Metaverse ให้เกิดขึ้นจริงได้ บวกกับการครอบครอง Big Data ระดับมหึมาของ Facebook จึงทำให้หลายองค์กร / บริษัท ต่างสนใจอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย 

ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจที่อยู่ในสายเทคโนโลยี อย่าง Tencent บริษัทเกมและดิจิทัลเจ้าดังของจีน ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกธุรกิจที่น่าจะได้อานิสงส์อย่างมากมายในการเข้าร่วมใน Metaverse 

แต่ทว่า Tencent ดูจะมีเป้าหมายสูงกว่านั้น เพราะเขาจะไม่ใช่สนใจแค่ "ร่วมแจม" แต่ต้องการสร้าง Metaverse เป็นของตนเองเลยทีเดียว 

และมีความเป็นไปได้สูงเสียด้วย เพราะนอกจากสหรัฐอเมริกา ก็มีจีนอีกประเทศที่เติบโตจนกลายเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และมีระบบนิเวศทางดิจิทัลล้ำสมัย ครบครัน ไม่ห่างจากสหรัฐอเมริกามากนัก 

แถมรัฐบาลจีนยังมีแผนที่จะผลักดันประเทศให้เป็นเจ้าแห่ง AI ในอนาคตอีกด้วย โดยปักธงไว้ว่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้าจะต้องตีตลาดนวัตกรรม AI สัญชาติจีนให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก เพื่อก้าวขึ้นสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ของโลกให้ได้ภายในปี 2030

และเมื่อเกิดสงครามการค้า จีน- สหรัฐฯ ที่นับวันจะยิ่งตึงเครียด ซึ่งสหรัฐอเมริกา พยายามอย่างหนักที่จะกีดกันการขยายอิทธิพลของจีนในทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่การเข้าถึง หรือแชร์ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของสหรัฐฯ ก็ทำให้จีนไม่มีทางเลือก ต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง 

และการสร้างสังคม Metaverse ฉบับจีนอยู่ในแผนของ Tencent มาแล้วตั้งแต่ปี 2019 โดยได้จับมือร่วมกับ Roblox หนึ่งในแพลตฟอร์มเกมโลกเสมือนที่ได้รับความนิยมมาก มาสร้างฐาน Metaverse ในจีน โดย Tencent ตั้งใจจะนำทั้งเกม 3D และ Wechat ซูเปอร์แอปฯ ของตนมารวมกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาเล่น/เรียน/ทำงาน/ซื้อของ/สังสรรค์/สร้างธุรกิจ หรือแม้แต่กลุ่มสังคมโลกเสมือนส่วนตัวได้เอง 

สหรัฐฯ แบล็กลิสต์ 'Tencent' ฐานทำงานให้กองทัพจีน

(7 ม.ค.68) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทจีนหลายแห่งในบัญชีดำ โดยรวมถึง เทนเซ็นต์ (Tencent) และ CATL ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำงานให้กับกองทัพจีน แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่การดำเนินการนี้ทำให้หุ้นของบริษัททั้งสองร่วงทันที

บัญชีดำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า Section 1260H ได้เพิ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนหลายแห่ง ซึ่งถือเป็นคำเตือนให้บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ในสหรัฐฯ พิจารณาความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับบริษัทเหล่านี้ แม้บริษัทที่ถูกระบุในบัญชีดำจะไม่ได้รับคำสั่งห้ามทำธุรกิจในสหรัฐฯ โดยตรง แต่ก็เพิ่มแรงกดดันในการคว่ำบาตรบริษัทจีน

หลังจากการเปิดเผยรายงานดังกล่าว หุ้นของ Tencent ลดลง 7% ในเช้าวันที่ 7 มกราคม ส่วนหุ้นของ CATL ก็ร่วง 4% ทันที อย่างไรก็ตาม Tencent ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิด บริษัทยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือทำธุรกิจกับกองทัพจีน และการถูกขึ้นบัญชีดำจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท

ในทางเดียวกัน CATL ก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ โดยระบุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพจีน และทางการจีนก็ได้ตอบโต้คำกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นการปราบปรามบริษัทจีนอย่างไม่ยุติธรรม

Tencent-CATL ยืนยันไม่เกี่ยวกิจกรรมทหาร หลังกลาโหมสหรัฐฯ ขึ้นบันชีดำ 2 เทคฯ ยักษ์ใหญ่จีน

เทนเซ็นต์ (Tencent) บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และคอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือซีเอทีแอล (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำของจีน ออกมาโต้แย้งกรณีถูกรวมอยู่ในรายชื่อบัญชีดำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้วยข้ออ้างว่าบริษัททั้งสองแห่งให้การช่วยเหลือกองทัพจีน

วันอังคาร (7 ม.ค. 68) เทนเซ็นต์เผยกับสำนักข่าวซินหัวของจีนว่าการรวมเอาเทนเซ็นต์ไว้ในรายชื่อบัญชีดำเป็นความผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด บริษัทฯ ปฏิเสธและยืนยันว่าเทนเซ็นต์ไม่ใช่บริษัทหรือซัพพลายเออร์ทางการทหาร โดยแม้ว่าการขึ้นบัญชีดำครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเทนเซ็นต์ แต่บริษัทฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ เพื่อแก้ไข “ความเข้าใจผิด” ครั้งนี้

ด้านซีเอทีแอลเรียกการขึ้นบัญชีดำครั้งนี้ว่าเป็นความผิดพลาดเนื่องจากบริษัทฯ ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทหาร

ซีเอทีแอลเผยว่าการถูกขึ้นบัญชีดำไม่ได้จำกัดบริษัทฯ จากการทำธุรกิจกับหน่วยงานอื่นนอกเหนือจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และคาดว่าจะไม่มีผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจของซีเอทีแอล

ซีเอทีแอลทิ้งท้ายว่าจะเดินหน้าหารือร่วมกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อจัดการปัญหานี้ ซึ่งรวมถึงการดำเนินการทางกฎหมายหากจำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นโดยรวม

WeChat–TikTok เปิดศึกมินิเกม ทำรายได้หมื่นล้านหยวน!! โต 100% ในปีเดียว

(7 ก.ค. 68) การแข่งขันมินิเกมระหว่าง Tencent เจ้าของ WeChat และ ByteDance ผู้พัฒนา Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน) กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังทั้งสองบริษัทจัดงานสัมมนาใหญ่พร้อมกันเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สะท้อนความดุเดือดในสมรภูมิ “เกมขนาดเล็ก” ที่กลายเป็นตลาดทองคำใหม่ของวงการเกมจีน

แม้ตลาดเกมมือถือจีนโตเพียง 5% ในปีที่ผ่านมา แต่มินิเกมกลับโตพุ่งเกือบ 100% ด้วยข้อดีอย่างต้นทุนต่ำ พัฒนาไว และเข้าถึงง่าย ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากหันมาใช้เวลาบนเกมเล็กที่เปิดเล่นได้ทันที โดย WeChat มีผู้เล่นประจำเกิน 500 ล้านคน ขณะที่ Douyin โตเร็วกว่า 300% ภายในปีเดียว

สถิติยังเผยว่า ผู้ใช้มินิเกมเล่นเฉลี่ย 6 เกมต่อเดือน และ 95% กลับมาเล่นซ้ำทุกเดือน แถมกว่า 300 เกมใน WeChat ทำรายได้ทะลุ 10 ล้านหยวนต่อไตรมาส แม้จะพัฒนาโดยทีมเล็กไม่เกิน 30 คน ขณะที่ Douyin ก็มีผู้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 2,500%

มินิเกมมีโมเดลรายได้หลัก 3 แบบ ได้แก่ การดูโฆษณาเพื่อแลกของรางวัล (IAA), การซื้อไอเทมหรือด่านในเกม (IAP) และรูปแบบลูกผสม (IAAP) ที่เน้นซื้อลูกค้าแล้วสร้างรายได้ระยะยาว โดยนักพัฒนาจำนวนมากพบว่า ROI จากมินิเกมสูงกว่าแอปพลิเคชั่นเกมทั่วไปชัดเจน

ข้อมูลยังพบว่า 45% ของผู้เล่นมินิเกมบน WeChat เป็นผู้หญิง และครึ่งหนึ่งของผู้ใช้มาจากเมืองเล็กหรือนอกเมืองใหญ่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอีกมาก โดย Tencent และ ByteDance ต่างลงทุนพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนนักพัฒนา พร้อมขยายแพลตฟอร์มไปยัง PC และวิดีโอสตรีมมิ่ง

นักวิเคราะห์คาดว่า ตลาดมินิเกมในจีนจะมีมูลค่าทะลุ 61,000 ล้านหยวน (ราว 2.8 แสนล้านบาท) ภายในปี 2025 กลายเป็น “พรมแดนใหม่” ของอุตสาหกรรมเกม ที่ยักษ์เทคโนโลยีจีนไม่อาจมองข้าม

รีแบรนด์ ‘X’ ปั้นเป็นซูเปอร์แอปแบบ WeChat จีน รวมโซเชียลมีเดีย และระบบจ่ายเงินไว้ในที่เดียว เล็งให้เอ็กซ์เป็นศูนย์กลางชีวิตดิจิทัล และการเงินของโลกตะวันตก

(8 ธ.ค. 68) อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เผยวิสัยทัศน์ล่าสุดว่า เขาต้องการเปลี่ยนเอ็กซ์ให้กลายเป็น “WeChat++” หรือซูเปอร์แอปเวอร์ชันอัปเกรด ที่รวมทั้งโซเชียลมีเดียและบริการการเงินไว้ในที่เดียว คล้ายกับแอป WeChat ของบริษัทยักษ์ใหญ่เทนเซนต์ (Tencent) ของจีน 

มัสก์ยก WeChat เป็นต้นแบบว่าเป็นแอปที่ “คนจีนใช้แทบทั้งชีวิตในแอปเดียว” ตั้งแต่คุยกัน โพสต์คอนเทนต์ ไปจนถึงโอน–จ่ายเงิน พร้อมชี้ว่า “นอกจีนยังไม่มีอะไรแบบ WeChat” โดย WeChat หรือชื่อท้องถิ่นว่า Weixin รวมทุกอย่างทั้งโซเชียล คอนเทนต์ ระบบจ่ายเงิน และมินิโปรแกรมจากผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ Weixin อยู่ภายใต้ระบบเซ็นเซอร์เข้มงวดของจีน ส่วนเอ็กซ์ก็ถูกบล็อกไม่ให้ใช้งานในประเทศ

เขาย้ำว่าความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะตั้งแต่รีแบรนด์ Twitter เป็น X ในเดือน ก.ค. 2023 มัสก์ก็พูดต่อเนื่องว่าอยากพัฒนาให้เอ็กซ์มีบทบาทใกล้เคียงกับ WeChat มากขึ้น และเชื่อมโยงกลับไปถึง “แผนดั้งเดิมของ X.com” ที่เขาฝันไว้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกรรมการเงิน สำหรับการโอนและชำระเงินในโลกออนไลน์

ด้านบริการการเงิน เอ็กซ์เริ่มเดินเกมจริงจังมากขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการจับมือกับ Visa เปิดตัวฟีเจอร์ด้านการเงินชื่อ X Money (คาดว่าจะเปิดใช้เต็มรูปแบบปลายปีนี้) เพื่อให้ผู้ใช้โอนเงินระหว่างกันผ่านบัตรเดบิต และโอนเข้าบัญชีธนาคารได้โดยตรง นอกเหนือจากฟังก์ชันโซเชียลเดิมที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม

พร้อมกันนั้น เอ็กซ์ยังทยอยเพิ่มความสามารถด้านคอลเสียงและวิดีโอ โดยมัสก์เชื่อว่าอนาคต “การโต้ตอบส่วนใหญ่จะกลายเป็นวิดีโอเรียลไทม์ร่วมกับเอไอ” ขณะที่ข้อความตัวหนังสือจะมีสัดส่วนลดลง เขาเผยว่าตอนนี้เอ็กซ์มีผู้ใช้งานต่อเดือนราว 600 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “คนที่อ่านตัวหนังสือ” จึงยังมีพื้นที่ให้ขยายฐานผู้ใช้กลุ่มใหม่ๆ ผ่านวิดีโอและบริการเสริมแบบซูเปอร์แอปที่เขากำลังเดินหน้าอยู่ในตอนนี้

อาณาจักร Tencent จากโปรแกรมแชตเล็ก ๆ สู่ Super App ของจีน ปั้นเกม-โซเชียล-ฟินเทค เป็นระบบนิเวศเดียวกัน สร้างมูลค่าจากทุกคลิก-ทุกการจ่ายบนแพลตฟอร์ม โมเดลที่ SME ไทยควรรู้และนำปรับใช้ต่อยอด

ถ้าวันนี้เราโอนเงินผ่านแอป แชตคุยงานในมือถือ แล้วพักสมองด้วยเกมออนไลน์ มีโอกาสสูงมากที่ “หลังบ้าน” อย่างน้อยหนึ่งจุด จะผ่านระบบของ Tencent โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

จากบริษัทเล็ก ๆ ในเซินเจิ้นเมื่อปี 1998 วันนี้ Tencent กลายเป็นอาณาจักรดิจิทัลที่แตะชีวิตคนจีนกว่าพันล้านคน และมีอิทธิพลในตลาดเกม-ฟินเทค-โฆษณา-คลาวด์ไปทั่วโลก

บทความนี้ TST BIZ ชวนมาถอดรหัสว่า “Tencent สร้างอาณาจักรแบบนี้ได้อย่างไร” และผู้ประกอบการไทยหยิบอะไรไปใช้ได้บ้าง

1. จากโปรแกรมแชตเล็ก ๆ สู่แนวคิด “อยู่กับผู้ใช้ทั้งวัน”
จุดเริ่มต้นของ Tencent คือโปรแกรมแชต QQ ที่ได้ไอเดียจากบริการ IM ในต่างประเทศ แล้วดัดให้เข้ากับพฤติกรรมคนจีนยุคนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจาก “เครื่องมือแชต” ไปเป็น “แพลตฟอร์มความบันเทิง” ทั้งเกม เพลง การ์ตูน และบริการออนไลน์อื่น ๆ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือ “มุมมองต่อเวลาและพฤติกรรมผู้ใช้”
- ถ้าเราเปิดแชตทั้งวัน → Tencent จะหาวิธีสร้างรายได้จากสิ่งที่คนทำอยู่แล้ว  
- ถ้าเราเล่นเกม ดูคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มของเขา → Tencent จะทำให้การเติมเงิน การโฆษณา การซื้อของ เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้คน “เข้ามาใช้” แล้วออกไป แต่คือทำให้ Tencent “อยู่กับผู้ใช้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน” ผ่านบริการที่เชื่อมกันหมดใน ecosystem เดียว

นี่คือฐานคิดสำคัญของสิ่งที่ต่อมาโลกเรียกว่า “Super App”

2. WeChat: จากแชต สู่โครงสร้างพื้นฐานชีวิตประจำวัน
WeChat (หรือ Weixin ในจีน) คือหัวใจของอาณาจักร Tencent
บนหน้าจอผู้ใช้ WeChat คือแอปแชตทั่วไป

แต่ในมุมธุรกิจ WeChat คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่เอาทุกอย่างมาวางซ้อนกัน:
- Social & Communication - แชต กลุ่ม โพสต์ Moments  
- Mini Programs - มินิแอปนับล้านที่รันอยู่ใน WeChat เช่น สั่งอาหาร เรียกแท็กซี่ ซื้อของออนไลน์ จองหมอ  
- WeChat Pay - ระบบจ่ายเงินที่แทรกไปในแทบทุกกิจกรรม ตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดจนถึงห้างใหญ่

ผลคือทุกครั้งที่คนจีน  
- แสกนจ่าย  
- สั่งของ  
- กดเล่นเกม  
- กดเข้า Mini Program ของแบรนด์ต่าง ๆ

คือทุกครั้งที่ Tencent “เก็บค่าผ่านทาง” จากการเดินทางของผู้ใช้และธุรกิจบนแพลตฟอร์มตัวเอง - ทั้งในรูปค่าธรรมเนียม ฟรีโฆษณา หรือส่วนแบ่งรายได้จากพาร์ตเนอร์

บทเรียนสำหรับธุรกิจไทย  
- ถ้าวันนี้เรามีแค่ “ช่องทางขาย” เราอาจจะกำลังคิดแบบร้านค้า  
- แต่ถ้าเราคิดแบบ Tencent เราจะถามว่า  
  - ทำอย่างไรให้ลูกค้าใช้เวลาชีวิตอยู่กับเราให้นานที่สุด  
  - ทำอย่างไรให้พาร์ตเนอร์มา “เปิดร้านในระบบเรา” แทนที่จะขายแข่งกันเฉย ๆ

3. เกม: เครื่องจักรผลิตเงินสดที่ป้อนทั้งอาณาจักร
อีกขาหนึ่งที่ทำให้อาณาจักร Tencent ใหญ่และหนาคือ “เกม”

Tencent ไม่ได้ทำแค่เกมมือถือในจีน แต่เป็นผู้เล่นระดับโลกที่  
- มีเกมเรือธงอย่าง Honor of Kings, Peacekeeper Elite, PUBG Mobile ฯลฯ  
- เป็นเจ้าของ Riot Games (League of Legends) และถือหุ้นใน Epic Games (Fortnite), Supercell (Clash of Clans) และสตูดิโอเกมดังอีกจำนวนมาก

รายได้จากเกมและบริการมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Services) เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

มองในเชิงธุรกิจ:
- เกม = เครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด (Cash Machine)  
- เงินสดจากเกม = เชื้อเพลิงให้ Tencent ลงทุนต่อในฟินเทค คลาวด์ AI และการลงทุนในสตาร์ตอัป-เทคบริษัทอื่น

Tencent ยังมองเกมไม่ใช่แค่ “สินค้า” แต่เป็น “แพลตฟอร์มคอนเทนต์” ที่ต่อยอดไปยัง  
- eSports  
- สตรีมมิง  
- ไลฟ์คอมเมิร์ซ  
- สินค้าในเกม (Virtual Goods)

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการไทย  
- สินค้าตัวเก่งของเราวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ “ตัวทำยอดขาย” แต่สามารถออกแบบให้เป็น “ตัวผลิตกระแสเงินสด” เพื่อเอาไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ  
- ถ้าคุม IP (ลิขสิทธิ์แบรนด์/คอนเทนต์) ได้ดี จุดเริ่มจาก “สินค้าหนึ่งชิ้น” สามารถกลายเป็น “แฟรนไชส์” ที่มีหลายแหล่งรายได้ในอนาคต

4. ฟินเทค-โฆษณา-คลาวด์: การเก็บมูลค่าจากทุกจุดที่คนเดินผ่าน
เมื่อมีทั้งผู้ใช้จำนวนมหาศาล คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มที่คนใช้ทุกวัน คำถามต่อมาคือ “จะเก็บมูลค่าอย่างไรให้ครบทุกมิติ”

Tencent ทำสิ่งนี้ผ่านเสาหลัก 3 ด้าน:
1) ฟินเทคและ WeChat Pay  
- บริการจ่ายเงิน โอนเงิน ลงทุน จ่ายบิล ประกัน ฯลฯ  
- กลายเป็น “การเงินที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน” (Embedded Finance) - คนจีนบางส่วนสามารถใช้ชีวิตแทบทั้งวันโดยไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตรเครดิตเลย

2) โฆษณาออนไลน์  
- จาก Social Feed และวิดีโอสั้นบน WeChat Channels ไปจนถึงแพลตฟอร์มอื่น  
- ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้มหาศาล ทำให้ยิงโฆษณาแบบเจาะจงและวัดผลได้ดีขึ้น

3) คลาวด์และบริการองค์กร  
- ให้โซลูชันคลาวด์-ดิจิทัลแพลตฟอร์มกับธุรกิจและภาครัฐ  
- ใช้จุดแข็งด้านเกม-วิดีโอ-ฟินเทคมาสร้างโซลูชันแบบครบวงจร (เช่น ระบบสตรีมมิง, แพลตฟอร์มเกม, ระบบจ่ายเงินในแอป) ให้ลูกค้าองค์กร

มุมมองเชิงกลยุทธ์  
- Tencent ไม่ได้มองผู้ใช้เป็นแค่ “ยอดดาวน์โหลด” แต่คือ “เส้นทางชีวิตดิจิทัล” ที่เดินผ่านหลายจุด  
- หน้าที่ของบริษัทคือออกแบบ “สถานีเก็บมูลค่า” ตามเส้นทางนั้น ตั้งแต่  
  - การดูคอนเทนต์ → โฆษณา  
  - การคุยงาน → เครื่องมือคลาวด์  
  - การซื้อของ → ฟินเทคและมินิโปรแกรม

5. แรงกดดัน-ข้อจำกัด: อาณาจักรใหญ่ไม่ได้เติบโตแบบไร้ตัวแปรเสี่ยง
ภาพใหญ่ของ Tencent วันนี้คือบริษัทที่  
- รายได้โตต่อเนื่อง  
- โครงสร้างรายได้กระจายหลายขา  
- เร่งลงทุน AI อย่างหนัก ทั้งโมเดลใหม่ ๆ และการฝัง AI ลงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

แต่ในอีกด้าน Tencent ก็เผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น
- การกำกับดูแลจากรัฐจีน ทั้งเรื่องเกม เด็กติดเกม การผูกขาด ฟินเทค  
- การแข่งขันจากแพลตฟอร์มอื่น ทั้งในจีนและต่างประเทศ  
- ข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี (เช่น เรื่องชิป AI, การขยายธุรกิจบางประเภทนอกจีน)

ตรงนี้คือบทเรียนอีกข้อสำหรับผู้ประกอบการ  
- ยิ่งเราสร้าง “ระบบนิเวศที่ใหญ่ขึ้น” ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเมือง และสังคม จะยิ่ง “เดินมาพร้อมกัน” เสมอ  
- ธุรกิจที่โตด้วย “แพลตฟอร์มและข้อมูล” ต้องลงทุนด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการทำงานร่วมกับภาครัฐ-สังคม พอ ๆ กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

6. สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหยิบจาก Tencent ได้ (โดยไม่ต้องใหญ่เท่า Tencent)
แม้ Tencent จะดูไกลจากบริบทธุรกิจไทย แต่มีหลายหลักคิดที่เอามาใช้ได้แม้เราจะเป็น SME หรือ Content Creator รายเล็ก ๆ

1) คิดแบบระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นเดียว  
- วันนี้เราขายสินค้า/บริการอะไรได้ → พรุ่งนี้ลองคิดต่อว่า  
  - ลูกค้ายังต้องการอะไร “ก่อนซื้อ-ระหว่างใช้-หลังใช้”  
  - มีใครเป็นพาร์ตเนอร์ที่มาวางบริการบนช่องทางเราได้ไหม

2) หาสินค้าที่เป็น “เครื่องจักรผลิตเงินสด”  
- สินค้าตัวไหนมียอดขายนิ่ง ต้นทุนชัด กระแสเงินสดดี → อาจเอามาเป็นฐานทุนสำหรับทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ โดยไม่ต้องไปกู้แบงก์อย่างเดียว

3) เอาดาต้ามาใช้ให้เกิดคุณค่า  
- แม้จะไม่มีดาต้ามหาศาลแบบ Tencent แต่ธุรกิจไทยเก็บข้อมูลง่าย ๆ ได้ เช่น  
  - ลูกค้าซื้ออะไรบ่อยในเดือนนี้  
  - ลูกค้ามาจากช่องทางไหน  
  - คอนเทนต์แบบไหนพอปล่อยแล้วคนทักแชตเยอะ  
- ดาต้าเหล่านี้ช่วยให้เรา “ยิงแอดแม่นขึ้น–ออกสินค้าได้ตรงขึ้น–ดูแลลูกค้าเก่าได้ดีขึ้น”

4) สร้างแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ของตัวเอง  
- ไม่จำเป็นต้องทำ Super App แต่เราทำ “Super Group” หรือ “Super Line OA” ได้  
- ทำให้ลูกค้ามองเรามากกว่าแบรนด์ แต่เป็น “พื้นที่” ที่เขาเข้ามาเรียนรู้ ซื้อของ พูดคุย แนะนำกันเอง

5) คิดเรื่องกฎเกม-ความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้  
- ธุรกิจไหนที่เริ่มแตะเงินคนจำนวนมาก ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการลงทุน → ยิ่งต้องคิดเรื่องความโปร่งใส การสื่อสาร การป้องกันข้อร้องเรียน  
- ยิ่งเราสร้างระบบนิเวศได้ดีเท่าไร ความเชื่อใจคือ “ทรัพย์สินที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top