Monday, 8 June 2026
PoliticsQUIZ

ฝ่ายค้าน’ เปิด ‘ญัตติซักฟอก’11รมต. ฉะแรง!! บริหารพลาดดึงชาติตกต่ำ

(15 มิ.ย.65) ที่รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีอื่นอีกรวม 11 ราย ตามยุทธการ ‘เด็ดหัว สอยนั่งร้าน’ โดยระบุข้อกล่าวหาในญัตติฯ ว่า รัฐบาลมีความผิดพลาดล้มเหลวการบริหารราชการแผ่นดิน จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและมาตรฐานจริยธรรม ส่อทุจริตเอื้อประโยชน์ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือเรื่องที่ฝ่ายค้านเคยอภิปรายทักท้วงไว้ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำลายระบอบประชาธิปไตย มีรายละเอียดญัตติ ดังนี้…

ข้าพเจ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีรายนามท้ายญัตตินี้ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามรายนาม ดังต่อไปนี้…

1.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4.พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
5.พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
6.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
7.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
8.นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
9.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
10.นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
11.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยมีพฤติการณ์และเรื่องที่จะอภิปราย ดังนี้...

>> พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ตลอดระยะเวลาร่วมแปดปีที่บริหารประเทศมาในฐานะนายกรัฐมนตรี ผิดพลาดล้มเหลว ไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับประเทศ ไม่สามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนได้เลย ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นต้นตอที่ทำให้ปัญหาที่มีอยู่มีความซับซ้อน ขยายวงกว้างและรุนแรงยิ่งขึ้นทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง อาชญากรรม ยาเสพติด การทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนในชาติแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขยายวงกว้างขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นับว่ามีสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแพร่กระจาย ไปทุกอณูของสังคม เป็นยุคที่ทุจริตเฟื่องฟู ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรั้งท้ายของอาเซียน

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ขาดภาวะความเป็นผู้นำที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้นำที่พิการทางความคิด ยึดติดแต่อำนาจ ไม่เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม ไร้คุณธรรมจริยธรรม ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม มีพฤติกรรมปล่อยปละละเลยให้บุคคลแวดล้อมและพวกพ้องของตนแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยละเว้นเพิกเฉยต่อการทุจริตในภาครัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง การใช้จ่ายงบประมาณมิได้คำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง มุ่งแต่ก่อหนี้เพื่อแสวงหาคะแนนนิยมทางการเมือง โดยไม่สนใจต่อภาระหนี้สาธารณะและหนี้สินต่อหัวของประชาชน จนเรียกได้ว่า “เป็นยุคก่อหนี้มหาศาลเพื่อนำมาผลาญโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศและประชาชน”

ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่ใส่ใจและไม่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินตามข้อกล่าวหาและคำแนะนำของสภา จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขาดจิตสำนึกในความเป็นประชาธิปไตย ไร้การเคารพซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน มุ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปิดปากประชาชนและปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้งบประมาณเพื่อการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ไม่มีความจำเป็นต่อภารกิจของประเทศในภาวะที่ประเทศมีปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รุนแรง ไม่กำกับดูแลการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ผลจากการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นับวันจะทำให้ประเทศถอยหลัง เศรษฐกิจของประเทศดิ่งเหว ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วยิ่งยากจน ลงเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยขยายวงกว้างมากขึ้น ผู้คนตกงานและบัณฑิตจบใหม่ไม่มีงานทำเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ธุรกิจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น นักลงทุนใหม่ก็เข้ามาลงทุนน้อยลง ขณะที่ปัญหาสังคมทั้งยาเสพติด อาชญากรรมโดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยที่ภาครัฐไม่สามารถป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้สถานการณ์ความเดือดร้อนและความทุกข์ยากของประชาชนดังกล่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับปล่อยให้พวกพ้องและบุคคลแวดล้อมของตนเองกระทำการทุจริต และประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง ไม่ใส่ใจที่จะป้องกันและปราบปราม มีการใช้เงินและการต่อรองผลประโยชน์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง อันเป็นการทำลายระบบรัฐสภาและหลักการประชาธิปไตย จนทำให้ระบบรัฐสภาตกต่ำสั่นคลอน และกลไกในระบบรัฐสภาเสียหาย

>> นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
มีพฤติกรรมฉ้อฉล ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในองค์กรหรือหน่วยงานในกำกับดูแล สร้างความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองและพวกพ้อง ไม่ระงับยับยั้ง ละเลยไม่ติดตามแก้ไขปัญหาการทุจริตเพื่อให้มีการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รัฐ ล้มเหลวและไร้ความรู้ความสามารถในการบริหารราชการของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงในกำกับดูแล ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคสูงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน จนส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกหย่อมหญ้า จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
 

'ศุภชัย' ติงบางสื่อบิดเบือนร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ย้ำปลูกที่บ้านใช้ในครัวเรือน จดแจ้งฟรีไร้ค่าใช้จ่าย

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. ... สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่มีสื่อแห่งหนึ่งใช้ข้อความบิดเบือนการจดแจ้งการปลูกกัญชา ว่า ...

เป็นสื่อ อย่าบิดเบือน 

มีประชาชนส่งคำถามว่า สรุปแล้วประชาชน ถ้าจะปลูกกัญชาต้องเสียค่าใบอนุญาตอย่างนั้นหรือ ผมได้ฟังคำถามก็ตกใจ เลยถามกลับว่า ท่านไปเอาข้อมูลมาจากไหน ปรากฏว่า ชาวบ้านได้ส่งลิ้งค์รายการหนึ่งมา ผมไปนั่งดู บางช่วงบางตอนผมถึงกับร้อง “เฮ่ย” เพราะการนำเสนอนั้น มันเป็นไปลักษณะของ “ถูกครึ่ง ผิดครึ่ง” 

แต่ที่แน่นอนคือมันทำให้สังคมเข้าใจผิดในร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ไปจนถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ในรายการ มีความพยายามสื่อสารว่า เราวางเงื่อนไข จนประชาชนเข้าไม่ถึงการปลูก เพราะกฎหมาย กำหนดค่าใบอนุญาตสูงถึง 5 หมื่นบาท ฟังมุมไหน ก็เหมือนว่า นโยบายกัญชา มีล็อกมากมาย ประชาชนไม่มีทางเข้าถึง ผมฟังแล้วก็ต้องร้อง “อุบ๊ะ” แล้วต้องออมาชี้แจง ว่า “มันไม่ใช่”

เรื่องการปลูกการใช้ ใน พ.ร.บ.ระบุไว้อย่างชัดเจนเป็น 2 ประเด็น คือ การใช้ในครัวเรือน และการใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้ ผม และพรรคภูมิใจไทย อธิบายกันไว้หลายทีแล้ว แล้วท่าน เป็นถึงสื่อมวลชน มีหรือที่ท่านจะไม่รู้ ไม่ทราบ แต่ถ้าท่าน จะนำเสนอทั้งที่ท่านรู้ไม่จริง ผมก็ต้องออกมาอธิบาย ย้ำ กันให้เข้าใจอีกรอบ นี่ผมนั่งเปิดไฟล์ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ของพรรคภูมิใจไทย ย้ำนะครับ กฎหมายฉบับนี้ แบ่งการใช้กัญชา เป็น 

'ก้าวไกล' แถลงขอบคุณมติประวัติศาสตร์ หลังสภารับหลักการ 'สมรสเท่าเทียม'

หลังสภาเสียงข้างมากมติรับหลักการร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ,ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ และ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมด้วย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ในฐานะผู้ร่วมร่างและผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมและอดีต ส.ส.ของพรรค รวมถึงเพื่อน ส.ส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันผ่านมติประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

พิธา กล่าวว่า การลงมติในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตีความกฎหมายตามตัวอักษร แต่เป็นการส่งสัญญาณต่อประชาชนและโลกว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับสิ่งใด ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของพรรคก้าวไกล รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นชัยชนะของประชาชน

ด้าน ธัญวัจน์ กล่าวขอบคุณทุกเสียงที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร นึกย้อนกลับไปตั่งแต่วันแรกที่ยื่นกฎหมายเข้าสภา วันนั้น #สมรสเท่าเทียม ได้ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งทันที 

เก็บตกบรรยากาศ 'นายกฯ-คณะฯ' เฮือนถิ่นสกลนคร ชาวบ้านเฮ!! 'เทใจ - เชื่อมั่น' เชียร์ตู่อยู่ต่อยาว ๆ

ควันหลง เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.65) หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ออกตรวจราชการ พร้อมตามติดโครงการพระราชดำริ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดสกลนครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางมายังวัดป่านาคนิมิตต์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร พร้อมเข้ากราบนมัสการหลวงปู่อว้าน เขมโก ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า 

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เดินทางไปวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อ.เมือง จ.สกลนคร เพื่อรับชมการแสดงต้อนรับชุด 'ชนเผ่าสกลนคร จากชนเผ่าคนรักพระธาตุ 6 ชนเผ่า ได้แก่ ไทญ้อ, ภูไท, ไทโย้ย, ไทกะโส้, ไทกะเลิง, ไทลาว จำนวน 300 คน

โดยเมื่อนายกรัฐมนตรี​ เดินทางมาถึงได้ทักทายประชาชน​ที่รับบริเวณด้านหน้า​ โดยประชาชนได้ตะโกนพร้อมถือป้ายกระดาษเขียนมือ 'ลุงตู่สู้ ๆ ลุงตู่อยู่ยาว​' ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญลักษณ์​ไอเลิฟยู​ และยกนิ้วโป้ง​ และถ่ายรูปร่วมกับประชาชน​ พร้อมกับตอบกลับประชาชนว่า​ "ก็อยู่ที่เขาเลือกละนะ​" และว่าเราไม่อยากกลับไปอยู่ที่เดิม​ หลังจากนั้นประชาชนได้ตะโกนอีกว่า "เราจะให้ลุงตู่เป็นนายกฯตลอดไป​"

ก่อนที่ นายกฯ จะได้กราบสักการะหลวงพ่อพระองค์แสน และกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (พระสิริพัฒนาภรณ์) และพระครูกิตติธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอโพนนาแก้ว ณ พระวิหาร และกราบสักการะองค์พระธาตุเชิงชุมวรวิหาร พร้อมเยี่ยมชมร้านค้าและพบปะผู้ผลิตผ้าย้อมครามสกล ที่ถนนผ้าคราม โดยนายกรัฐมนตรี กล่าว​ย้ำว่า​ "บ้านเมืองเราไม่มีเวลาขัดแย้งอีกแล้ว"

‘แพทองธาร-ณัฐวุฒิ’ นำทัพ ‘ครอบครัวเพื่อไทย’ ลุย ‘ศรีสะเกษ’ เปิดมหกรรมไล่หนูตีงูเห่า พร้อมเปิดตัวตัวแทนพรรคในการรับใช้ประชาชนในพื้นที่ศรีสะเกษ 

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าพรรคเพื่อไทย กำหนดจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย บ้านหลังใหญ่ หัวใจเดิม ที่จังหวัดศรีสะเกษ ‘ครอบครัวเพื่อไทยไปศรีสะเกษ ตอน ไล่หนูตีงูเห่า’ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2565 โดยจะเป็นรูปแบบการเดินสายพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนใน 3 เวที ใน 3 พื้นที่ คือ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศลและอำเภอขุนหาญ นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทยและหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ที่เปิดตัวรับภารกิจขับเคลื่อนครอบครัวเพื่อไทยทั้งระบบ จะลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคและนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมไปถึง ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เปิดตัว 'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ทำลูกสมุนประยุทธ์หนาว 'ชญาภา' แนะทุกฝ่ายหยุดจับจ้องโจมตีทางการเมือง ทำประโยชน์ ปชช.ดีกว่า

นางสาวชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหลังเปิดตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ว่า ไม่รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของเหล่าสมุนผู้นำที่มาจากเผด็จการอำนาจนิยม ที่ถนัดแต่จับจ้องสร้างวาทกรรมโจมตีทางการเมืองมากกว่าสร้างสรรค์สิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน  ที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ว่า นายณัฐวุฒิ ยืนอยู่บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างมั่นคงมาโดยตลอด  แม้จะต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมืองแสนสาหัส แต่ก็ไม่เคยคิดขายจิตวิญญาณ หรือก้มหัวให้กับเผด็จการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนคนบางกลุ่ม นี่คือเกียรติยศยิ่งใหญ่ของคนที่ไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย 

ดังนั้นการกลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยของนายณัฐวุฒิ ในฐานะผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย มีภารกิจสำคัญคือร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตย โดยยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก และที่สำคัญคือการเดินหน้าต่อสู้ในสนามเลือกตั้งเพื่อช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลเผด็จการและจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชน หลังจากที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้รัฐบาลสืบทอดอำนาจมายาวนานกว่า 8 ปี จนบ้านเมืองพังพินาศอย่างเช่นทุกวันนี้ 

ม็อบแท็กซี่-วินจยย.-ไรเดอร์จี้พท. หวดสุพัฒนพงษ์ปล่อยน้ำมัน-แก๊สแพง ชลน่าน แจงเหตุไม่ใส่ชื่อรมว.พลังงานในศึกซักฟอก เผยต้องตอบพร้อมนายกฯ

เวลา 10.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2565 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเเละนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค รับหนังสือร้องเรียนจากตัวเเทนเเท็กซี่ วินจักรยานยนต์ ไรเดอร์ส่งอาหารเเละเเมสเซนเจอร์เกี่ยวกับการร้องเรียนเรื่องปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นคือค่าน้ำมันและค่าแก๊สจนกระทบรายได้ เเละตั้งข้อสังเกตว่าญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ทำไมไม่มีชื่อนายสุพัฒน์พงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.พลังงานในการอภิปราย

นพ.ชลน่านกล่าวว่าตนเเละเลขาธิการพรรคเเม้จะเป็นส.ส.ต่างจังหวัดเเต่ก็ทำหน้าที่ผู้เเทนปวงชนชาวไทยรับฟังทุกเสียงของประชาชน เรื่องราคาพลังงานที่สูงจนกระทบรายได้เเละการดำรงชีวิตของทุกคนที่มาร้องเรียนวันนี้นั้น ตนย้ำว่าเรื่องนี้พรรคติดตามมาอย่างต่อเนื่องเเละสะท้อนไปยังรัฐบาลหลายครั้งเเล้วเเต่คล้ายไม่ได้รับความสนใจ ขณะเดียวกันส.ส.ของพรรคที่เป็นกมธ.ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเเละด้านที่เกี่ยวข้องก็ติดตามอยู่ ดังนั้นสมัยประชุมนี้พวกตนจะสอบถามรมว.พลังงานในเรื่องนี้เเน่นอน

'รังสรรค์' แนะรัฐบาลเร่งหาตลาดใหม่ส่งออกสินค้าเกษตร ชาวสวนลำใย 33 จังหวัดพร้อมบุกทำเนียบทวงเงินเยียวยา 2,000 บาทต่อไร่

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ปี 2564 เกษตรกรผู้ปลูกลำใย ประสบปัญหาหนักมาก ส่วนหนึ่งมาจากราคาลำใยตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ราคาลำใยเกรดดีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อกิโลกรัม ที่ผ่านมาเกษตรกรได้มา ยื่นหนังสือเพื่อทวงถามเงินเยียวยาต้นทุนการผลิตจำนวน 2,000 บาทไม่เกินคนล่ะ 25 ไร่ ที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับปากกับเกษตรกรเมื่อครั้งไปตรวจราชการในพื้นที่ไว้ว่าไม่มีปัญหา จนถึงวันนี้ผ่านมาครึ่งปีแล้วยังไร้วี่แวว ว่าเกษตรกรจะได้รับเงินเยียวยาตามที่พลเอกประวิตรรับปากไว้แต่อย่างใด 

เมื่อต้นปี 2565 เกษตรกรผู้ปลูกลำใย 33 จังหวัดทั่วประเทศ เดินทางมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม เพื่อทวงถามจนถึงเวลานี้ผ่านมาครึ่งปีไม่มีความคืบหน้า หากไม่มีความคืบหน้าเกษตรผู้ปลูกลำใย ทั้ง 33 จังหวัดจะยกขบวนมาทวงถามถึงกรณีดังกล่าว ต่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีถึงทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลทอดทิ้งเกษตรกรผู้ปลูกลำใยโดยไม่ใยดี

'อุตตม' ชี้!! ขีดแข่งขันไทยลดฮวบ สะท้อนอนาคตประเทศเสี่ยงสูง

หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ชี้ ตัวเลขขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยตก สะท้อนอนาคตประเทศมีความเสี่ยงสูง แนะเร่งยกระดับสินค้าส่งออก แก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน และจัดหาแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการ

17 มิ.ย. 65 นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจถึง 3 ลูก โดยลูกแรกคือโควิด แม้จะทุเลาลงแต่ก็ได้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ลูกที่ 2 คือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามยูเครน และลูกที่ 3 ซึ่งกำลังก่อตัวรุนแรงขึ้น คือภาวะเงินเฟ้อ ที่ส่งผลทำให้สินค้าราคาแพง กระทบกับการทำธุรกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

“เรากำลังเผชิญกับปัญหาทั้งต้นทุนพลังงาน ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก สหรัฐอเมริกากำลังห่วงว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จีนก็ยังไม่เปิดประเทศ ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ จึงมีคำถามว่าเราจะบริหารจัดการกับภาวะท้าทายที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ไม่ใช่เพียงการจัดการระยะสั้น แต่ต้องมองไปถึงความยั่งยืนในอนาคตด้วย”

นายอุตตม กล่าวต่ออีกว่า ความกังวลประการหนึ่ง คือตัวเลขผลสำรวจขีดความสามารถทางการแข่งขันจากมุมมองของนักบริหารทั่วโลก ที่เพิ่งเผยแพร่โดยสถาบัน TMA ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่าปี 2565 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 33 จากปีก่อนที่อยู่ในอันดับที่ 28 เป็นการลดลงถึง 5 อันดับ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยพบว่าประเทศไทยจะมีอันดับลดลงมากขนาดนี้

โดยสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ลดลงมีผลมาจากปัจจัยหลักในเรื่องการค้า ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ลดลงจากโควิด ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกแม้ที่ผ่านมาจะมีตัวเลขที่สูงขึ้น แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทั่วโลก ทำให้เราไม่สามารถไว้วางใจได้ ที่สำคัญประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับสินค้าส่งออกให้สู้กับคู่แข่ง และตรงความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน รวมทั้งพัฒนาระบบเศรษฐกิจจากฐานราก เพื่อความยั่งยืนในอนาคต 

ส่วนประสิทธิภาพภาครัฐ อันดับที่ตกลงมาเกิดจากการบริหารการคลัง ที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อบริหารจัดการผลกระทบโควิด ซึ่งผลการจัดอันดับนี้เป็นสัญญาณที่ชี้ว่า คนภายนอกหรือผู้บริหารทั่วโลกมองประเทศไทยอย่างไร มีความสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านการคลังแค่ไหน เราจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาดูแลยามวิกฤตเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ต้องดูว่ากู้มาแล้วเอาไปทำอะไร แก้ไขปัญหาถูกจุดหรือไม่ วันนี้เรากู้เต็มเพดานแล้วจะมีผลกระทบกับการคลังในอนาคตอย่างไร

สำหรับประสิทธิภาพภาคเอกชนที่ลดลง ต้องยอมรับว่าเป็นผลสะท้อนจากสมรรถนะเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพภาครัฐมีผลต่อประสิทธิภาพของเอกชน เนื่องจากรัฐบาลคือผู้ขับเคลื่อนนโยบายที่จะสนับสนุนภาคเอกชน วันนี้ต้องดูว่านโยบายของภาครัฐนั้นถูกทิศทางและทันต่อสถานการณ์หรือไม่ ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ตอบโจทย์กับความเสี่ยงในอนาคตหรือไม่

รู้ความจริง 'งบส่วนราชการในพระองค์' ก่อนหลงเชื่อ ‘วาทกรรมมั่ว ๆ’ ที่ไม่มีอยู่จริง

>> ยาวหน่อยแต่อยากให้ค่อย ๆ อ่าน!!

นั่นก็เพราะนี่เป็นเรื่องของการเปิด ‘ข้อเท็จจริง’ ที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง ให้คนที่ยังหลงผิดหลุดพ้นจากวาทกรรมบิดเบือนที่ถูกสร้างขึ้นแบบสมจริงเกี่ยวกับ ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ซึ่งยังคงหลุดออกไปสู่สังคม และหลอมรวมให้เกิดข้อสงสัย จนนานวันได้กลายเป็นความเชื่อผิด ๆ และคนรู้ต้องมาตามไล่สีซอแบบไม่จบไม่สิ้น!!

อย่างล่าสุด ที่มีการกล่าวถึง งบประมาณสถาบันฯ จากข้อกล่าวอ้างของหน้าเดิม ๆ ฝ่ายโจมตีสถาบันฯ เดิม ๆ ส.ส.บางพรรคหน้าเดิม ๆ และกลุ่มเคลื่อนไหวที่เดาชื่อไม่ยากหน้าเดิม ๆ ว่า มีการปันงบไปให้สถาบันฯ จำนวนถึง 3 หมื่นกว่าล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายโดยตรง 2 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายโดยอ้อมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แถมยังตรวจสอบไม่ได้อีกด้วย

พลันเห็นภาพแบบนี้ปรากฏ วินาทีนี้ จึงไม่อยากใช้คำว่า ‘ความเข้าใจผิด’ จากคนกลุ่มนี้ หากแต่ต้องใช้คำว่า ‘มั่ว’ ตั้งแต่มีการพูดชื่อ ‘งบฯ’ และสถานะที่ ‘ตรวจสอบไม่ได้’ !! 

>> ทำไมน่ะหรือ?

ก็เพราะว่ามันไม่มีคำว่า ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ที่มีผู้เอาไปตีว่าความเป็นเงินไปให้ในหลวงใช้ส่วนตัวอย่างไรเล่า!! แล้วจะให้เอาที่ไหนมาตรวจสอบ? แถมไอ้พวกข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจำนวนงบประมาณ, รายจ่ายโดยตรง, โดยอ้อม ที่มีการนำออกมาขยี้ ก็ล้วนแต่มั่ว หรือปั่นให้เกิดเป็น ‘เฟกนิวส์’ จนเกิดความเข้าใจผิดกันทั้งสิ้น

>> มั่วยังไง?

ก่อนอื่นเลย ขอให้ผู้อ่านทุกท่านเลิกเรียกคำว่า ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ก่อน เพราะอย่างที่บอกว่าการใช้คำว่า ‘งบประมาณสถาบันฯ’ ทำให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นเงินส่วนที่เอาไปให้สถาบันหรือว่าเอาไปให้ในหลวงใช้ >> ซึ่งมันไม่ใช่!! 

โดยชื่อจริง ๆ ของงบประมาณส่วนนี้ เขาเรียกว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' ท่องไว้นะ >> งบส่วนราชการในพระองค์ << 

พูดง่าย ๆ ก็คือ งบส่วนราชการในพระองค์นี้นั้น ก็เหมือนกับงบประมาณของหน่วยงานอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น งบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมีการจัดสรรงบประมาณลงมาให้ใช้ภายในกระทรวงนั้น ๆ ไม่ใช่เอาไปให้รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ๆ ใช้เป็นเงินส่วนตัว >> ชัดนะ!!

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ งบประมาณที่ว่ามาเหล่านี้ ล้วนเป็น ‘งบประมาณแผ่นดิน’ ทั้งสิ้น

>> ขยายความให้!!

หมายความว่า เป็นงบที่ต้องถูกตรวจสอบ โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือว่า สตง. ทุกหน่วยงานนั่นเอง!!

จริง ๆ เรื่องนี้อาจจะแลดูเป็นเรื่องไม่สำคัญอันใด เพราะถ้าคนที่เข้าใจ เนื่องจากหลุดออกจากกรอบ ‘เฟกนิวส์’ ไปนานแล้ว จะไม่ติดใจ แต่พวกที่ยังหมกมุ่น เพราะต้องใช้เรื่องนี้เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ ก็ยังคงจับมาขยี้ต่อไปเลิก เพราะมันเป็นวาทกรรมที่แตะต้องง่าย หาพวกได้เร็ว เร่งด้วยวลีที่สื่อสารให้เกิดความเท่าเทียมได้ง่าย คนรุ่นใหม่ช้อบ...ชอบ!!

ยิ่งได้เสียงจาก ส.ส. บางกลุ่ม เอาประเด็นเหล่านี้ไปพูดในสภาอันทรงเกียรติ และเผยแพร่จนประชาชนสับสน เข้าใจผิดไปหมดด้วยแล้ว ยิ่งช้อบ...ชอบ!! ทั้งที่จริง ๆ ถ้าใครได้ศึกษาหรือเปิดโลกออกจาก ‘ข้อมูลลวงสังคม’ จะรู้ว่าวาทกรรมเหล่านี้ ทั้ง ‘บ้ง’ ทั้ง ‘มั่ว’ 

>> นั่นก็เพราะในความเป็นจริงแล้ว สำนักงานงบประมาณจะมีการทำข้อมูลให้ดาวน์โหลดมาดูกัน แต่ก็ยังมีกระแสบิดเบียนออกมาอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในทุก ๆ ปี ซึ่งมักจะมีกระแสบิดเบือนเกี่ยวกับเรื่อง 'งบส่วนราชการในพระองค์' วนออกมาตลอด จากทั้งสื่อและพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่พยายามสร้างความเข้าใจผิดว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' เป็นงบประมาณก้อนใหญ่มหาศาลกว่า 3 หมื่นกว่าล้านบาท

ล่าสุด!! กล่าวหาไปถึง 9 หมื่นล้านบาท โดยมีความพยายามกล่าวหาว่าเป็นงบที่เอาไปให้ในหลวงใช้บ้าง ตรวจสอบไม่ได้บ้างกันเลยทีเดียว

แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย!! แถมยิ่งไปกว่านั้น 'งบส่วนราชการในพระองค์' ก็อยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านบาทเท่านั้น!!

จากร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 งบส่วนราชการในพระองค์ อยู่ที่ 8,611 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงมาจากปีที่แล้ว 150 ล้านบาท และเอาเข้าจริงแล้ว 'งบส่วนราชการในพระองค์' ก็ลดต่อเนื่องทุกๆ ปี เช่น ในปี 2564 งบประมาณส่วนนี้ได้รับ 8,981 ล้านบาท และในปี 2565 ได้รับ 8,761 ล้านบาท และถ้าหากเทียบ 'งบส่วนราชการในพระองค์' จะคิดเป็น 0.25% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดเท่านั้น!!

>> ว่าแต่ 'งบส่วนราชการในพระองค์' เอาไปใช้ทำอะไรบ้าง?

สัดส่วนราว 90% ของ 'งบส่วนราชการในพระองค์' ถูกจัดสรรไว้เป็นค่าดำเนินการ เงินเดือนที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรประมาณ 14,000 คน ที่เหลือก็เป็นค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ (เอาเข้าจริงไม่เพียงพอต่อการใช้จริง และค่าใช้จ่ายบางส่วนมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์) โดยบุคลากรส่วนนี้สังเกตได้จาก พนักงานสำนักพระราชวังที่ใส่อินทรธนู ท.ท.น. ที่ย่อมาจากคำว่า ‘เงินท้ายที่นั่ง’

พอเข้าใจกันขึ้นสักนิดแล้วนะว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง แล้วก็ไม่ได้มโหฬารตามงานสร้างของ ‘สายมั่ว’ เลยแม้แต่น้อย

แต่ๆๆ เรื่องมันยังไม่จบง่าย ๆ !!

กลุ่มตรงข้ามกับสถาบันฯ เมื่อเริ่มจนต่อข้อมูลประจักษ์ ก็หาเรื่องมาปักธงรุกต่อ โดยมีการโจมตีว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' ทำไมถึงเพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2562 ที่ 6 พันล้านบาท เป็น 8 พันล้านบาทในปีถัด ๆ มา

>> เกิดขึ้นเพราะอะไร?

จริง ๆ จะเรียกว่าปรับเพิ่มขึ้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะว่าตัวเลขดังกล่าว มาจากการถ่ายโอนกำลังพลในปี 2562 ซึ่งมีการออก พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของ กองทัพบก, กองทัพไทย, กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ 

พอมีการถ่ายโอนกำลังพล ก็ต้องมีการสำรองอัตราเงินเดือนต่าง ๆ มาด้วย ทำให้ตัวเลขงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผล เป็นตรรกะธรรมดาไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร >> ชัดนะ!!

>> ทีนี้มาถึงไฮไลต์!!

ไอ้ที่มั่ว ๆ กันว่า รายจ่ายโดยตรง 2 หมื่นล้าน รายจ่ายโดยอ้อม 1.5 หมื่นล้าน รวมเป็น 3 หมื่นกว่าล้านบาท เอามาจากไหน?

ก็เพราะ ‘สายปั่นเฟกนิวส์’ ตัวจริง!! จะไปเหมารวมกับงบประมาณของโครงการหลวง, โครงการพระราชดำริ กล่าวคือ งบอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวโยง หรือเชื่อมโยงกับสถาบันได้ ก็เหมารวมเป็น 'งบส่วนราชการในพระองค์' ไปซะหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โครงการพระราชดำริ กว่า 4,000 โครงการ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วก็เป็นโครงการที่ทำสำเร็จไปแล้วมากมาย และแต่ละโครงการ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด เพิ่มเติมจากโครงการเดิมที่ทำไว้ทั้งสิ้น 

ฉะนั้น ก็จะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนส่วนนี้ขึ้นมาต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเป็นเงินเดือนค่าจ้างบุคลากร ภายใต้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศและปวงชนชาวไทยด้วย

ยกตัวอย่างเช่น โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน หน่วยงานที่รับสนองพระราชดำริ ก็คือ กรมชลประทาน 

คำถาม คือ โครงการนี้เป็นประโยชน์กับประชาชนหรือเปล่า? ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นประโยชน์แน่นอน เพราะโครงการสร้างเขื่อน ช่วยป้องกันน้ำท่วม เพิ่มพื้นที่เขตชลประทาน ตลอดจนแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนได้ด้วย หมายความว่า พอมีการสร้างเขื่อน ก็จำเป็นต้องมีงบบำรุงรักษา ซึ่งก็จะมีการตั้งงบประมาณขึ้นมาในแต่ละปีนั่นเอง >> ชัดนะ!!

ดังนั้น จะเห็นได้ชัดว่า โครงการต่าง ๆ ที่ถูกตั้งงบประมาณขึ้นมา ล้วนแล้วแต่เพื่อนำมาสร้างผลประโยชน์แก่ประชาชน 

‘ในหลวง’ หรือ ‘สำนักพระราชวัง’ ท่านไม่ได้แตะต้องงบประมาณส่วนนี้เลย แม้แต่บาทเดียว!!

>> ยิ่งไปกว่านั้น ทุกโครงการพระราชดำริ ที่ในหลวงทรงดำริคิดค้นขึ้นมา จะส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปปฏิบัติต่อ ซึ่งโครงการไหนได้ผลต่อเนื่อง หรือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันแค่ไหนอย่างไรนั้น ก็จะมีการจัดงบประมาณตามความเหมาะสม ซึ่งต้องไปว่าต่อกันในสภาฯ นั่นเอง

>> งบประมาณต่าง ๆ ที่ว่ามาทั้งหมด ที่บรรดา ‘สายมั่ว’ เอาไปเหมารวมแล้วก็เรียกว่าเป็น ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ซึ่งมันไม่มีชื่อเรียกนี้จริงนั้น จึงกลายเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ 'งบส่วนราชการในพระองค์' เอย งบโครงการพระราชดำริเอย ก็ได้มีการแบ่งแยกเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แล้วสำนักงานงบประมาณก็ทำข้อมูลไว้ให้ดาวน์โหลดไปเปิดโลกอยู่แล้ว

แต่เหตุไฉน นักการเมือง ส.ส. บางกลุ่ม เอาประเด็นนี้ไปพูดในสภา และเผยแพร่จนประชาชนสับสน เข้าใจผิดไปหมด หรือไม่เข้าใจจริงๆ หรือจริงก็รู้อยู่แล้ว แต่จงใจ? 

จงใจอยู่แล้ว!! 

พวกเขารู้!! แต่เขาแค่ออกมาพูดเพื่อให้คนเอาไปพูดและไปขยายต่อให้เป็นข้อมูลบิดเบือนเท่านั้นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top