Tuesday, 9 June 2026
PoliticsQUIZ

‘ชัยวุฒิ’ คลายปมแย้งบ้านใหญ่ชลบุรี เชื่อ!! ไม่กระทบ ‘พลังประชารัฐ’

18 ก.พ. 65 ที่รัฐสภา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ว่า การอภิปรายผ่านไปได้ดี เป็นโอกาสดีที่ได้ชี้แจงกับประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีตอบคำถามได้ทุกเรื่อง ทั้งปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องที่ฝ่ายค้านร้องเรียนรัฐบาลก็ได้นำไปแก้ไข เพื่อดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ซึ่งถือว่าช่วยกันทำงาน

ส่วนปัญหาบ้านใหญ่ชลบุรี ระหว่างนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มองว่า เป็นเรื่องปกติทางการเมือง และมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดการแข่งกัน จะได้ช่วยกันพัฒนาจังหวัดให้ดียิ่งขึ้น

'โฆษกรัฐบาล' เผย 'บิ๊กตู่' พอใจภาพรวม ครม. ชี้แจงสภาอภิปรายทั่วไป ย้ำ ไม่ต้องการสร้างความแตกแยก ห่วงใยทุกปัญหาที่ กระทบประชาชน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกลาโหม พอใจภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี  ในวันแรก 17 ก.พ.ซึ่ง ครม. สามารถชี้แจงตอบคำถามของ ส.ส. ด้วยข้อมูลที่ชัดเจน พร้อมฝากขอบคุณทุกเสียงสะท้อนที่ชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มีการเตรียมตัว เตรียมพร้อมข้อมูลชี้แจงในรัฐสภามาอย่างดี  ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำไม่ต้องการสร้างความแตกแยก  ซึ่งการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตร 152 ในวันที่ 17-18 ก.พ. 65 เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี  ดังนั้น อะไรดีก็รับฟัง เมื่อไม่ดี ก็ตรวจสอบ  ขอให้มั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีตั้งใจแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกเรื่อง ให้สอดคล้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ  ตามกรอบวงเงินและกฏหมายที่มีอยู่

"นายกฯ"ผู้ว่าฯ แนะ ปชช.ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค หลังยอดโควิดนิวไฮ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เร่งสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการแพร่ระบาดและลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้ได้โดยเร็วที่สุด และรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดโดยอาศัยกลไกในระดับพื้นที่อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านและชุมชน ในการสื่อสารทำความเข้าใจและติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 รวมถึงจัดเตรียมเผชิญเหตุกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  เพิ่มขึ้นสูงกว่า 18,000 ราย  

รวมทั้ง ดำเนินมาตรการควบคุมการลักลอบเข้าประเทศและการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมายตามแนวชายแดน พื้นที่ตอนใน และหมู่บ้าน อย่างเคร่งครัด บูรณาการและประสานการปฏิบัติกับกองกำลังป้องกันชายแดน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ตรวจสอบบุคคลแปลกหน้าที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน ชุมชน และสถานประกอบการ โรงงานในพื้นที่ไม่ให้มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย  พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด ในการขยายผลการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าประเทศ โดยเฉพาะนายหน้าผู้นำพา และสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เรียกรับผลประโยชน์และนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด  

สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด -19 รายใหม่วันนี้ รวม 18,066 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 17,898 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 168 ราย ผู้ป่วยสะสม 451,042 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 หายป่วยกลับบ้าน 12,511 ราย หายป่วยสะสม 333,829 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 149,589 ราย เสียชีวิต 27 ราย ล่าสุดการให้บริการวัคซีน โควิด -19  สะสมอยู่ที่ 121,035,637  โดส เข็มที่ 1 ฉีดสะสม 52,985,894 โดส เข็มที่ 2 ฉีดสะสม 49,362,891 โดส เข็มที่ 3 ฉีดสะสม 17,274,877 โดส เข็มที่ 4 ฉีดสะสม 1,411,975 โดส  ในขณะที่จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่  17 ก.พ. 65 ฉีดวัคซีนแล้ว 120,702,893 โดส และทั่วโลกแล้ว 10,460 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกันกว่า 941.9 ล้านโดส โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนเข็ม 1 มากสุด (112.5%)

สภาเดือด!! ปมเหมืองทองอัครา’ หลัง ‘ผู้กองเบิร์ด’ ลุกตอบ!! ทำ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ ประท้วงวุ่น อยากจี้ ‘บิ๊กตู่’ ให้ตอบเอง

ศึกซักฟอกวันที่สองระอุ! ส.ส. พปชร. ลุกขึ้นแจงปมเหมือนทองอัคราแทน “บิ๊กตู่” ด้าน ส.ส. เพื่อไทย-ก้าวไกลดาหน้าประท้วงวุ่น ชี้ ส.ส. อย่างจุ้น จี้ นายกฯ ตอบเอง

18 ก.พ. 65 ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 32 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณา "ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี" วันที่สอง โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม

‘ผู้กองเบิร์ด’ ร.อ.จองชัย วงศ์สายทอง ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้ลุกขึ้นชี้แจงเรื่องการสั่งระงับการทำเหมืองทองคำชั่วคราวทั่วประเทศ รวมถึงเหมืองทองอัคราว่า มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบางประการที่คลาดเคลื่อนตนจึงขอชี้แจงให้ที่ประชุมเข้าใจ เรื่องความชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งเพื่อระงับข้อพิพาทในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบเหมืองแร่ทองคำ หากย้อนเวลากลับไปก่อนมีคำสั่งระงับชั่วคราวนั้น ข้อพิพาทเรื่องเหมืองทองคำถูกสะสมมายาวนาน หลายสมัยรัฐบาล มีปัญหาประท้วง การคัดค้านการทำเหมืองและปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยรอบ โดยเฉพาะกรณีเหมืองทองอัครา

ทั้งนี้น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อภิปรายรัฐบาลในประเด็นคดีเหมืองทองอัคราลุกขึ้นประท้วงร.อ.จองชัยว่า ตนได้อภิปรายซักถามไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ตนไม่ได้ถามส.ส. ดังนั้นขอให้ประธานที่ประชุมวินิจฉัยการอภิปรายของร.อ.จองชัยด้วย จากนั้นนายศุภชัย กล่าวว่า ญัตตินี้สมาชิกทุกฝ่ายมีสิทธิ์เสนอแนะข้อเท็จจริง และเสนอปัญหาต่อรัฐมนตรี ซึ่งร.อ.จองชัยก็มีสิทธิ์เสนอข้อมูลที่อาจไม่ตรงกัน ก็ให้สภาฯ และประชาชนเป็นผู้พิจารณา

ด้านร.อ.จองชัย ได้อภิปรายต่อว่า มีคณะแพทย์กลุ่มหนึ่งไปตรวจพบปัญหาจากการสุ่มตรวจประชาชนรอบเหมือง โดยตรวจพบสารพิษในเลือดและโลหะหนักหลายร้อยคน ซึ่งข้อเท็จจริงก็ไม่ทราบว่าเป็นผลโดยตรงจากการทำเหมืองแร่หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากเป็นท่านอาศัยบริเวณรอบเหมือง เละมีประชาชนเจ็บป่วยจะคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด หากท่านเป็นรัฐบาลและมีอำนาจสั่งการในตอนนั้นจะทำอย่างไร การที่พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจเลือกใช้มาตรา 44 เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและพิทักษ์สิ่งแวดล้อมถือว่าเหมาะสมแล้ว แสดงถึงความเป็นผู้นำ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนร่วม และประชาชนเป็นสำคัญ และต้องเป็นการใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการใช้กฎหมายปกติก็ไม่ทราบว่าผลตรวจสอบจะเสร็จสิ้นเมื่อใด จึงต้องใช้กฎหมายพิเศษ มันเป็นเรื่องเร่งด่วน และการออกกฎหมายดังกล่าวก็ถูกต้องตามหลักนิติธรรม มีเหตุผลถูกต้อง ไม่ใช่ลุแก่อำนาจเพื่อรังแกบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) แต่ปฏิบัติต่อเหมืองแร่ทองคำทุกแห่งเท่าเทียมกัน เป็นการระงับการดำเนินการชั่วคราว ไม่ใช่การปิดเหมือง ส่วนหลักอนุญาโตตุลาการ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ดสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเราได้ และเป็นสิทธิ์ของไทยตามปกติที่ต้องจ้างทนายความต่อสู้คดี และอนุญาโตตุลาการเป็นทางเลือกในการระงับข้อพิพาท ไม่ใช่การถูกฟ้องในศาลระหว่างประเทศ กระบวนการมุ่งให้มีการมีการเจรจาประนีประนอม หลายคดีก็ถอนฟ้องยอมความกัน ไม่ได้ระบุว่าใครแพ้ใครชนะ ยอมกันทั้งสองฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ร.อ.จองชัย อภิปรายนั้น นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นประท้วงนายศุภชัยให้ควบคุมการประชุมว่าการที่ร.อ.จองชัยดำเนินการเป็นการชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้อยู่ในญัตติ โดยนายศุภชัยพยายามชี้แจงว่าสมาชิกแต่ละฝ่ายมีสิทธิ์นำเสนอข้อมูลของตนเองในที่ประชุมได้ และเป็นสิทธิ์ของสมาชิกชี้แจงได้

ขณะที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ตนอยากถามนายกฯ ว่า จะมอบหมายให้สมาชิกตอบแทนท่านหรือไม่ จริงๆ แล้วท่านต้องเป็นคนตอบเอง ท่านรับรองในคำพูดของสมาชิกหรือไม่ อยากให้นายกฯ ได้ตอบว่าจะอนุญาตให้เอาข้อมูลที่สมาชิกนำเสนอเป็นข้อมูลที่ท่านตอบหรือไม่ หรือว่าท่านจะตอบเองในเรื่องเหมืองทองอัคราที่เสียหายหลายแสนล้าน ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า นายพิเชษฐ์จะประท้วงก็ประท้วง ไม่ใช่การอภิปราย ก่อนนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตามข้อบังคับไม่มีใครขวางท่านประธานได้เลย ท่านประธานวินิจฉัยแต่คำเดิม ซึ่งท่านเบี่ยงเบนข้อบังคับของที่ประชุมมาหลายครั้งแล้ว ประธานต้องเป็นกลาง และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาฯ อย่างเคร่งครัด

จากนั้นนายกฯ กำลังจะลุกขึ้นชี้แจง แต่นายศุภชัย ได้ห้ามไว้ พร้อมระบุว่า “ร.อ.จองชัย ยังอภิปรายไม่จบ ท่านนายกฯ ใจเย็นๆ รอนะครับ เมื่อประธานวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด ซึ่งตามข้อบังคับสามารถอภิปรายสนับสนุนและคัดค้านได้ ดังนั้นร.อ.จองชัย จึงสามารถอภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้านได้”

ร.อ.จองชัย กล่าวช่วงท้ายต่อว่า รัฐบาลทำถูกแล้ว เพราะการเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ในการนำข้อมูลลับในทางคดี มันขัดต่อหลักกฎหมายอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งส.ส.ฝ่ายค้านเคยอ้างอิงนำข้อมูลความลับมาเปิดเผย ตนขอตั้งคำถามว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ อาจจะเสียหายต่อรูปคดีและนำไปสู่ประเทศชาติหรือไม่ ส่วนการเจรจาไกล่เกลี่ยเกิดการประนีประนอมควบคู่กับการดำเนินการตามอนุญาโตตุลาการนั้น ก็เป็นวิธีการปฏิบัติโดยปกติสากลทั่วโลกทำกัน ดังนั้นการที่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำอีก 44 แปลง ก็เป็นการอนุญาตตามคำขอเดิมที่เคยยื่นขอไว้แล้ว ไม่ใช่การนำประโยชน์หรือแผ่นดินของชาติไปยกให้แต่อย่างใด ตนจึงขอเรียนข้อมูลที่ถูกต้องให้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง 

'บิ๊กตู่' เคลียร์ชัดปม 'เหมืองทองอัครา' ซัด!! ส.ส. เพื่อไทย บิดเบือนกลางสภาฯ

18 ก.พ. 65 ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.25 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจง กรณี น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงกรณีบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ฟ้องประเทศไทย ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้คำสั่งมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา ว่า รัฐบาลทุกสมัยมีหน้าที่ในการพิจารณาการนำทรัพยากรออกมาใช้อย่างเหมาะสม รัฐบาล ปี 2544 เห็นชอบตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการเหมืองแร่ เชิญชวนให้มีการลงทุนและทำเหมืองทองในจังหวัดพิจิตร

และปี 2554 รัฐบาลระงับการต่อใบอนุญาตประทานบัตรทำเหมือง จำนวน 1 แปลง ด้วยปัญหาความชัดเจนและมีการฟ้องร้องกันอยู่ในศาลปกครอง และมีการร้องเรียนจากประชาชนมีปัญหาสุขภาพจากการทำเหมือง และมีข้อโต้แย้งเรื่องขั้นตอนการอนุญาตขาดความรัดกุมและปัญหาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าต่อมา รัฐบาล คสช. เข้ามาช่วงที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่แล้ว มีความชอบธรรมในการดำเนินการตามความจำเป็น ประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อม รัฐบาลย่อมต้องพิจารณาหาแนวทางตามที่มีความจำเป็น และหลักการออก พ.ร.บ.แร่ ปี 2560 มีการออกนโยบายการทำเหมืองแร่ใหม่ เอกชนกว่า 100 ราย ก็มาขอใบอนุญาตใหม่และต่อใบอนุญาตเก่า เช่นเดียวกันกับ บริษัท อัครา ก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่ให้ต่อใบอนุญาต แม้ผู้บริหารของบริษัทจะยังมีคดีความอยู่กับรัฐ แต่ก็ยังสามารถเข้าร่วมประมูลได้ และบริษัท อัครา ก็ได้ยื่นหนังสือต่อใบอนุญาตตามกฎหมาย เหมือนบริษัทอื่นๆ แต่ไม่ได้ต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนอะไรกับรัฐบาลทั้งสิ้น เป็นการต่อใบอนุญาตแปลงเดิมปี 2536 และ 2543 เป็นข้ออนุญาตตามใบอนุญาตเดิมตั้งแต่รัฐบาลยุคก่อน และการอนุญาตการสำรวจก็เป็นไปตามหลักกฎหมาย

นายกฯ กล่าวว่า การเจรจาเกิดขึ้นตามคำแนะนำของอนุญาโตตุลาการ ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายไปขอเจรจาก่อน และการฟ้องร้องของบริษัท คิงส์เกต เป็นไปด้วยความที่ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการยึดเหมืองของบริษัทลูก เพราะไม่มีการต่อใบอนุญาตมาตั้งแต่ปี 2554 เพราะบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ ส่วนเรื่องการใช้มาตรา 44 เป็นความตั้งใจบิดเบือนของผู้อภิปรายที่อยากให้ตนเสียหาย เนื่องจากมาตรา 44 เป็นเรื่องของการตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมาย และหากแก้ไขแล้วก็สามารถขออนุญาตให้เกิดใหม่ได้ ไม่ใช่ความต้องการที่จะยึดเหมือง หลังจากนั้นรัฐบาลก็ให้ความเป็นธรรมในการขอต่อใบอนุญาต โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.แร่ ฉบับแก้ไขในปี 2560

"และถ้าเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตคงไม่ใช่ตนคนเดียว คงต้องย้อนกลับไปยังรัฐบาลก่อนๆ ที่ให้อนุญาตด้วย แต่ในรัฐบาลของตนต้องมาเป็นคนแก้ไข ตอนนี้กรณีนี้กำลังอยู่ในการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ขออย่าให้ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ และขอให้การอภิปรายไม่ใช่หวังตีรัฐบาล ล้มรัฐบาลอย่างเดียว แต่อยากให้มีการเสนอทางออกที่คิดว่าทำได้ด้วย" นายกฯ กล่าว

.

.

'เท่าพิภพ' อัด 'รัฐบาล' กระตุ้นการท่องเที่ยว 'ไร้ยุทธศาสตร์' หากเป็นก้าวไกล จะใช้ Creative Content Industry มาหนุน

"เท่าพิภพ" อัด รัฐบาล กระตุ้นการท่องเที่ยว "ไร้ยุทธศาสตร์" - ชี้ หากก้าวไกลเป็นรัฐบาล จะใช้ Creative Content Industry มาช่วยขยายการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 ณ อาคารรัฐสภา เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 เกี่ยวกับการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ล้มเหลวของรัฐบาล 

เท่าพิภพ เริ่มต้นอภิปรายโดยกล่าวว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือว่าวินาศสันตะโรเพราะไวรัสโควิด-19 และการปิดประเทศ แต่ถ้าจะมองให้ดีให้ชัด อาจไม่ใช่แค่ 2 ปี แต่เป็นตั้งแต่การทำรัฐประหารของประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศซบเซา ส่งผลให้ประชาชนตกงานกว่า 3 ล้านคน

เท่าพิภพ เริ่มยกตัวอย่างประชาชนในเขตพื้นที่ของตนมีหลายต่อหลายอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างเช่น พนักงานโรงแรม รวมถึงคนขับเรือท่องเที่ยว ทำให้ต้องเป็นภาระคนในครอบครัว สถานการณ์มันช่างน่าสิ้นหวัง แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เกิดผล เพราะรัฐบาลขาดการวางยุทธศาสตร์และแผนงานที่ชัดเจน ผู้ประกอบการหลายรายที่ตนรู้จัก หนึ่งในนั้นคืออดีตเจ้านายของตน ที่ใช้เงินก้อนสุดท้ายของชีวิตไปกับกิจการ เพราะได้ยินข่าวว่ารัฐบาลจะเปิดประเทศ แต่สุดท้ายก็กลับมาปิดประเทศอีกครั้ง ทำให้อดีตเจ้านายของตนนั้นไม่เหลืออะไร มีแต่คราบน้ำตาและเสียงร้องไห้

มาตรการการท่องเที่ยวที่ล้มเหลวทั้งกระดาน รัฐบาลออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลายต่อหลายโครงการแต่ก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จ อย่างเช่น โครงการกำลังใจ ที่ออกมาให้ อสม. ไปเที่ยว โครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงโครงการทัวร์เที่ยวไทย ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้พลาดเป้าทุกโครงการ

"อย่างโครงการทัวร์เที่ยวไทย ที่ออกมาให้ประชาชนซื้อทัวร์ของคนไทยเที่ยวในประเทศไทย จำกัดสิทธิ์ 1 ล้านสิทธิ์ แต่คนออกมาใช้สิทธิ์ราว 24,419 สิทธิ์ เบิกจ่ายจริงแค่ 61 ล้านบาทจากงบกว่า 5,000 ล้านบาท แบบนี้ไม่ให้เรียกว่าล้มเหลวแล้วจะให้เรียกว่าอะไร แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าตอนนี้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวต้องขับรถเที่ยวกับครอบครัว ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจะขอเงินมาออกเป็นโครงการนี้ทำไม"

นอกจากนี้ ททท. ยังใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเป็นการจ้างศิลปินชื่อดังมา แต่ผลการตอบรับนั้นถือว่าแย่กว่าการจัดแสดงลิเกที่วัดท่าพระเสียอีก

"ถ้ามีเงินร้อยล้านในการจัดอีเวนต์ ผมว่าเอาเงินไปจ้างคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ชื่อดังจากทั่วโลก แล้วตั้งแฮชแท็ก #Easythailand เข้าไทยง่ายเที่ยวไทยคล่อง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ผมมั่นใจว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ผลกว่าที่ทำในตอนนี้อย่างแน่นอน"

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ททท. ไม่เคยทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่การท่องเที่ยวคือรายได้หลักของประเทศ หรืออาจเป็นเพราะการส่งเสริมการท่องเที่ยวยังเป็นแบบสมัยเก่า ตนคิดว่ามันไม่ใช่ที่จะมาคิดแคมเปญการท่องเที่ยวที่ดูหรูหรา ไปออกบูทต่างประเทศ หรือใช้สถานทูตไปจัดงาน Thai Fest สิ่งเหล่านี้มันคงไม่เพียงพออีกต่อไป

ถ้าพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เท่าพิภพ กล่าวว่า อย่างแรกที่เราจะทำก็คือ การพยุงการจ้างงาน ถ้ากิจการยังมีอยู่ การจ้างงานยังมีอยู่ การท่องเที่ยวก็ยังจะคงอยู่ ถ้าผู้ประกอบการรายใดไปต่อไม่ไหว ก็จัดสรรงานฝึกอาชีพใหม่ นอกจากนี้จะของดเว้นภาษีที่ดินโดยรัฐบาลจะเป็นผู้อุดหนุนด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กได้ไปต่อ

"คำสั่งเสียสุดท้ายของผม อยากให้รัฐบาลเปิดประเทศสักที แล้วเอาเงินที่ไปส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไร้ยุทธศาสตร์ กลับมาให้ระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับผู้ป่วย ผมว่าเราต้องเลิกดัดจริตกันได้แล้ว ว่าคนต่างชาติจะเอาโควิดเข้ามาในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเราไม่มีโครงการที่จะทำให้คนในประเทศท่องเที่ยวได้ เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวนั้น ต้องการอย่างเดียวคือกลับไปเป็นปกติ"

ย้อนไทม์ไลน์เหมืองทองอัครา กับ คำถามน่าคิด!! หาก ‘คิงส์เกต’ มั่นใจ ชนะคดี รับค่าชดเชย 30,000 ล้านบาท เหตุใดทางบริษัทยังคิดจะมาเจรจากับรัฐบาลไทยต่อ?

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 65 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ได้ลุกขึ้นชี้แจงกรณีเหมืองทองอัครา จากข้อท้วงถามของ ‘จิราพร สินธุไพร’ ส.ส.เพื่อไทย ที่จี้ถามถึงความเสียหายที่ประเทศต้องจ่าย หากแพ้คดีเหมืองทองอัครา ว่า…

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มขอเจรจาเกี่ยวกับคดีเหมืองทองอัครา แต่คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ให้คำแนะนำให้ไทยเจรจากับบริษัทคิงส์เกต ซึ่งที่ผ่านมามีการเลื่อนการเจรจามาแล้ว 3 ครั้ง เนื่องจาก COVID-19 โดยเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย แต่การเจรจามีความคืบหน้า และมีทิศทางในทางบวก ซึ่งจะมีประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

“ประเด็นเลื่อนออกคำชี้ขาดที่ถูกกล่าวหาว่า การเลื่อนแต่ละครั้งจะมีการให้สิทธิประโยชน์เหมืองทองอัคราทุกครั้ง ยืนยันว่า เป็นความเท็จ การเลื่อนออกคำชี้ขาดไม่เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์หรือการอนุญาตใดๆ”

ส่วนกรณีบริษัทคิงส์เกต เปิดเผยข้อมูลได้ แต่ฝ่ายไทยไม่เปิดเผยข้อมูล ขอชี้แจงว่า ตราบใดที่ยังไม่ออกคำชี้ขาด ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการได้ ส่วนข้อมูลที่บริษัทคิงส์เกตนำมาเปิดเผย มาจากข้อมูลการเจรจายุติข้อพิพาทที่ฝ่ายบริษัทคิงส์เกตอยากจะได้ และเรียกร้อง ไม่ใช่การตกลงจากทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยจะแพ้และต้องเสียค่าโง่กว่า 30,000 ล้านบาทนั้น จากข้อมูลงบการเงินของบริษัทอัครา ซึ่งได้ประกอบกิจการเหมืองทองในประเทศตั้งแต่ 2543 จนถึง 2558 หรือ 15 ปี พบว่า มีกำไรตกปีละ 800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ ส.ส.จิราพรอ้างมา บริษัทจะต้องประกอบกิจการถึง 38 ปี

“หากบริษัทมั่นใจว่าจะชนะคดีแน่ๆ และได้รับเงิน 30,000 ล้านบาท บริษัทจะมาเจรจากับรัฐบาลไทยได้อย่างไร”

>> ไล่ไทม์ไลน์อาชญาบัตรสำรวจแร่ 44 แปลง
ส่วนการอนุญาตต่างๆ ทั้งให้สิทธิสำรวจแร่ และให้ขนผงทองคำออกไปขาย เป็นการประนีประนอมเพื่อขอถอนฟ้องคดี โดยกรณีการให้ประทานบัตร 4 แปลงนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เมื่อบริษัทเริ่มเปิดเหมืองและผลิตทองคำเชิงพาณิชย์ ตรงกับสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการยื่นคำขออาชญาบัตรสำรวจแร่ 44 แปลง

บริษัทได้ทยอยยื่นมาตั้งแต่ 2546-2548 และในปี 2549 คำขออยู่ระหว่างการพิจารณามาตามลำดับ เตรียมเสนอขออนุมัติ แต่เกิดรัฐประหารก่อน จนมาปี 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มี ครม. ให้ชะลอการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำไว้ก่อน เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายทองคำที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำนโยบายทองคำให้แล้วเสร็จ

จากนั้นผ่านมาหลายรัฐบาลมีการปรับปรุงนโยบายทองคำอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี 2557 มีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่รอบเหมืองว่า ประสบปัญหาสุขภาพจากการทำเหมือง อีกทั้งความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ มีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน 

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. จึงส่งเจ้าหน้าที่ส่งไปตรวจสอบ และมีข้อเสนอให้ยุติการทำเหมืองไว้ก่อน โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่ง คสช. ให้ยุติการขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษ และการทำเหมืองชั่วคราว และให้ไปปรับปรุงนโยบายทำเหมืองใหม่ โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อให้มีมาตรการป้องกันปัญหาสุขภาพในประชาชนที่รัดกุม

1 ส.ค. 60 ครม. มีมติรับทราบนโยบายทองคำ มีผลให้บริษัทอัคราสามารถยื่นขออาชญาบัตรพิเศษได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ไม่ได้มาเดินเรื่องต่อเพราะกลัวจะกระทบต่อรูปคดีนั้น และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้บริษัทอัคราตัดสินใจมายื่นขออาชญาบัตรสำรวจแร่ ก่อนจะนำไปสู่การอนุมัติตามขั้นตอน

ทั้งนี้ หากบริษัทอัคราสำรวจแร่และสามารถประกอบการทำเหมืองทองคำได้ รัฐจะได้รับประโยชน์จากค่าภาคหลวงแร่ และค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจากข้อมูลการประกอบการของบริษัทอัครา ในอดีต 2546-2559 รัฐได้รับประโยชน์ทางด้านภาษีทั้งหมด 5,596 ล้านบาท รวมทั้งมีการจ้างงานในพื้นที่กว่า 2,000 คน

“นายก ฯ” ขอบคุณครม.-ส.ส.  ชี้!ต่างทำหน้าที่ตามบทบาทของตน  “ระบุ” อยากเห็นสภาเป็นสถานที่สำหรับรับฟังข้อเสนอ

นายธนกร วังบุญคงชนะ  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณคณะรัฐมนตรีและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ร่วมการอภิปราย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2  เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ระหว่าง 17 -18 ก.พ. 2565 ที่เสร็จสิ้นลงเมื่อคืนวานนี้  ถือว่าทุกฝ่ายต่างทำหน้าของตนอย่างดีที่สุด

ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร  และยังอยากเห็นสภาแห่งนี้ เป็นสถานที่ให้ข้อเสนอแนะและคำแนะนำที่มาถึงคณะรัฐมนตรี   หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ก็พร้อมที่จะนำไปพิจารณาดำเนินการ  เพราะการแก้ปัญหาประเทศต้องมาจากความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และถือเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ภาพรวมการอภิปรายใน 2 วันที่ผ่านมาว่า  รัฐบาลได้ชี้แจงคำถามของฝ่ายค้านได้ครอบคลุมทุกประเด็น โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแก่ที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลทำงานทั้งแก้ปัญหาอดีต ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด  พร้อมกำหนดแผนงานสำหรับอนาคต  

"นายก" ยืนยันรัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับทุกระดับการแพร่ระบาดไว้แล้ว ขอประชาชน เน้นป้องกันเฝ้าระวังตนเองสูงสุด สำหรับผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียวขอความร่วมมือเข้าระบบการดูแลที่บ้านหรือชุมชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยประชาชน ทั้งนี้สถานการณ์การระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในขณะนี้  ยืนยันรัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับทุกระดับการระบาดไว้แล้ว ทั้งความพร้อมด้านโรงพยาบาล สถานที่รักษา ยา และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ  

ขอประชาชนและสถานประกอบการ เน้นการป้องกันเฝ้าระวังตนเองสูงสุด  ต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่าง ที่สำคัญต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน และเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต  ขณะเดียวกัน รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน หากติดเชื้อเป็นกลุ่มอาการสีเขียว คือ ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย ขอให้เข้าระบบการดูแลที่บ้านหรือชุมชน (HI/CI First) จะทำให้เตียงในโรงพยาบาลมีเพียงพอรองรับผู้ติดเชื้อที่จำเป็นต้องใช้เตียงในโรงพยาบาล และสำรองเตียงสำหรับกลุ่มเสี่ยง

นายธนกร กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ รีบตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ด้วยตนเอง หากพบว่าผลตรวจเป็นบวกให้ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบการรักษา โทรหาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพหรือสายด่วนโควิด-19 เพื่อหาสถานที่และเวลาเพื่อรับการตรวจ ขณะที่กักตัว อย่าออกไปข้างนอกหรือสถานที่สาธารณะ รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร แม้จะเป็นสมาชิกในครอบครัว สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น 

“โฆษกรัฐบาล” สวน "พิธา" ย้อนดูตัวเองอย่าปั้นคำสวยหรูแต่ไม่ลงมือทำ คิดแต่จะล้มล้าง แขวะไม่เชื่อว่ามีคุณสมบัติผู้นำยุคใหม่เช่นกัน ย้ำ”นายก”ผู้นำตัวจริงของประชาชนทำงานเป็น ซื่อสัตย์สุจริต

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่มีคุณสมบัติของผู้นำในศตวรรษที่ 21 ว่า สิ่งที่นายพิธาพูดนั้นเป็นทฤษฎีที่สวยหรู เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นผู้นำแบบนั้น แต่ก็ไม่เชื่อว่านายพิธาจะทำได้สำเร็จเช่นกัน เป็นเพียงแค่การปั้นคำพูดสร้างวาทกรรมแต่ไม่ได้ลงมือทำย่อมไม่รู้ว่าอะไรคือของจริง อะไรคือความเพ้อฝัน จึงต้องย้อนดูตัวเองด้วย

ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านายพิธาไม่ได้สนใจทำงานจริงจัง แต่จ้องจะสร้างภาพและหาโอกาสสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองเสมอ หวังยืมมือม็อบกลุ่มต่าง ๆ มาล้มรัฐบาล และหากคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติแบบที่อภิปรายก็คงเข้าข้างตัวเองมากเกินไป หรือหากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้นำที่ลึก ๆ แล้วมีเจตนาต้องการล้มล้างสิ่งดีงามของประเทศชาติบ้านเมืองโดยอ้างว่าเพื่อความทันสมัย ทันโลก กล้าหาญ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่ควรฝากอนาคตไว้ด้วยอย่างแน่นอน 

นายธนกร กล่าวว่า การจะตัดสินว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือใครก็ตามมีคุณสมบัติเหมาะจะเป็นผู้นำหรือไม่นั้นคงไม่ใช่ให้นายพิธาเป็นผู้ตัดสิน เพราะผู้ตัดสินตัวจริงคือประชาชน นอกจากนี้นายพิธาไม่เคยสัมผัส เรียนรู้ หรือทำงานร่วมกับพล.อ. ประยุทธ์ ย่อมไม่มีทางรู้ว่าที่จริงแล้วท่านนายกฯ เป็นอย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top