Tuesday, 9 June 2026
PoliticsQUIZ

ครม. เคาะ คนละครึ่ง เฟส 3 แจกคนละ 3,000 บาท 31 ล้านคน ใช้งบ 9.3 หมื่นล้าน ฟื้น ศก. ไตรมาส 3-4 เพิ่มสิทธิใช้ร้านทำผม ร้านนวด

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการโครงการ "คนละครึ่งเฟส 3 "เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งเพื่อระงับยับยั้งและป้องกันการแพร่ระบาดของสถานการณ์โรคโควิด-19  ระลอก 3 คนละ 3,000 บาท จำนวน 31 ล้านคน คิดเป็นวงเงินงบประมาณ 93,000 ล้านบาท ระยะเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ.2564 โดยเป็นโครงการที่ช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้
 
สำหรับรูปแบบการใช้จ่าย จะใกล้เคียงกับโครงการคนละครึ่งเฟสแรก และเฟส 2 แต่มีการเสนอรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมขยายสิทธิให้ร้านค้าภาคบริการอย่าง ร้านทำผม ร้านนวด เข้าร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงร้านขายสินค้าและอาหารเท่านั้น ทั้งนี้ จะต้องรอการชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง

“จตุพร” ขยี้ “ประยุทธ์” ทุกดอกผิดพลาด ขย่มหนักเป็นผู้นำไม่เคยมีแววการบริหารจัดการ ยิ่งโควิดระบาดรุนแรงมองเห็นภาวะนักปกครองเลอะเทอะไปกันใหญ่ ตั้งตัวเองเป็น “ผอ.แก้ไขโควิด กทม-ปริมณฑล” แสดงถึงไม่เป็นงาน

“จตุพร” ขยี้ “ประยุทธ์” ทุกดอกผิดพลาด ขย่มหนักเป็นผู้นำไม่เคยมีแววการบริหารจัดการ ยิ่งโควิดระบาดรุนแรงมองเห็นภาวะนักปกครองเลอะเทอะไปกันใหญ่ ตั้งตัวเองเป็น “ผอ.แก้ไขโควิด กทม-ปริมณฑล” แสดงถึงไม่เป็นงาน ถามอีกจัดการโควิดไม่เป็นทำไมไม่เข้าเฝ้าฯ เผย “จาตุรนต์-หมอสุรพงษ์” ร่วมเวทีไทยไม่ทนออนไลน์วันอาทิตย์นี้

เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ในหัวข้อ “หนึ่งไป ล้านอยู่" ซึ่งสะท้อนถึงการรวมพลังไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากนายกรัฐมนตรี จะเหมาะสมและได้ประโยชน์กว่าการให้คนลงชื่อเฉียดล้านคน ที่แสดงอารมณ์ประชดประชันอยากย้ายประเทศต้องออกจากประเทศไทยไป 

นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันกรณีการแพร่ระบาดโควิดเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงประยุทธ์ บริหารไม่เป็นอย่างได้รูปธรรมจริงๆ และไม่จำเป็นต้องตั้งตัวเองเป็น "ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 กรุงเทพฯ และปริมณฑล" ทั้งที่ได้เป็นผู้นำทั้งประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อต้องการคุมอำนาจทั้งมหภาคและจุลภาคแล้ว มันชักยิ่งเลอะเทอะไปใหญ่ และทำให้รู้ว่าบริหารไม่เป็น  

ส่วนการแพร่ระบาดโควิดในชุมชนคลองเตยนั้น การจัดการต้องมาพร้อมการเยียวยา แต่การฉีดวัคซีนควนเน้นเฉพาะคนที่ยังไม่ติดเชื้อ กรณีคนติดเชื้อโควิดแล้ว ต้องนำตัวไปรักษา อีกอย่าง การบริหาร ประเทศนั้น ประยุทธ์ ไม่ควรมาคิดเล็กคิดน้อย แต่ควรเป็นนักบริหารที่คิดสิ่งใหญ่ ๆ เช่นผู้นำต้องพึ่งจะเป็นในการบริหารประเทศ 

"ที่ผมต้องวิจารณ์ประยุทธ์ เพราะผมไม่มีหน้าที่ทำ จึงต้องพูด ส่วนประยุทธ์มีหน้าที่ทำ ก็ต้องทำ ถ้าไม่อยากทำก็ออกไป อีกทั้ง สิ่งที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ขณะนี้คือ กระแสการย้ายประเทศที่มีคนเฉียดล้านลงชื่อด้วยอารมณ์ประชดประชัน แต่การเอาคนหนึ่งคนออกไป มันง่ายกว่าคนล้านคนออกจาก ประเทศ แต่การเรียกร้องอะไรจากประยุทธ์ มันยากมาก เนื่องจากคนที่นั่งบริหารอย่างประยุทธ์ ไม่มีอะไรฉายแววออกมาในด้านดีเลย จึงสมควรต้องออกไป” 

นายจตุพร ย้ำว่า อาการแสดงออกอยากย้ายประทศนั้น เป็นเพียงต้องการบอกกล่าวถึงในสิ่งที่ประยุทธ์ ทำ ว่าทำให้ประเทศสิ้นอนาคตอย่างไร ซึ่งบ้านเมืองพินาศหมดแล้ว แล้วประยุทธ์ ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้างในการทำให้ประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลว  

นอกจากนี้ การบริหารจัดการฉีดวัคซีนยังเป็นเรื่องอันยากลำบากของประยุทธ์ เลย แทนที่จะบริหารทำงานกันอย่างง่ายๆ ดูตัวอย่างของเมืองอูฮั่นแหล่งแพร่ระบาดเชื้อโควิด ยังคุมสถานการณ์ได้ และไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยด้วย แต่คนบริหารแบบกาก ๆ ในไทย กลับมานั่งขี้โม คุยโวไปวัน ๆ พร้อมโยนความผิดให้คนอื่น 

“เอาแค่เรื่องง่ายๆคือ ทำไมไม่เข้าเฝ้าถวายรายงานต่อในหลวง อธิบายเหตุผลมาสักข้อหน่อย ว่าทำไม ไม่กล้าหรืออย่างไร การไม่เข้าเฝ้าฯบางเรื่องยิ่งทำให้สถาบันเสียหาย ดังนั้นประยุทธ์ ทำไม่เข้าท่าเลย ซึ่งผมจะทวงทุกวัน จนกว่าประยุทธ์จะเข้าเฝ้าฯ” 

อีกทั้ง ในสถานการณ์ขณะนี้ ประยุทธ์ ต้องรู้ตัวเองดีที่สุด ถ้าฟังแต่พวกสอพลอแล้ว จะได้รับรายงานแต่สิ่งที่ประยุทธ์ อยากฟัง ซึ่งไม่ตรงความจริง ไม่ตรงกับความเดือดร้อนของประชาชนเลย 

“อย่าเอามือปิดแผ่นฟ้า เมื่อไม่ลาออก ไม่แสดงความรับผิดชอบ และยังแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วมันจะอย่างไงต่อดีละประยุทธ์ บอกมาหน่อย ผมอยากจะบอกว่า ถ้าบ้านเมืองไม่มีปัญหาแล้ว คุณจะคิดแบบเช้าชามเย็นชามไม่มีใครว่า แต่สถานการณ์มันวิกฤตกลับไม่มีความคิดทำอะไรเลย หลับหูหลับตาคุยโวถึงความสำเร็จ แล้วพวกสอพลอก็เอาแต่อวยกันหนักขึ้น” 

นายจตุพร สงสัยว่า ทำไมคนไทยทนกันได้มา 7 ปี ดังนั้น ตนจึงเรียกร้องว่า ประยุทธ์ ในสถานการณ์นี้เมื่อไม่ฉายแววแก้ปัญหาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันกลับยิ่งทำให้วิกฤตโควิดหนักไปเรื่อย ๆ การบริหารของผู้นำที่ไม่มีบทเรียนจะยิ่งพาประเทศพัง จึงไม่สมควรจะได้ปกครองต่อไป 

บัดนี้ เราต้องทำความเห็นขับไล่ประยุท์ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งประเทศ ดังนั้น เสาร์-อาทิตย์นี้ โดยเฉพาะวันอาทิตย์ จะมีพี่น้องมาร่วมหลายคน มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาร่วมเสวนาปัญหาสถานการณ์โควิด นอกจากนี้คนรุ่นใหม่จะมาร่วมด้วย 

นายจตุพร กล่าวว่า การออกมาไล่ประยุทธ์ นั้น ย่อมทำให้เห็นว่า ประยุทธ์ เป็นปัญหาชาติ และการไล่ออนำลน์อาจจะเพิ่มวันอีก เช่น เพิ่มเป็นพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็ได้ โดยกำลังหารือกันอยู่ เมื่อผู้นำไร้ประสิทธิภาพแล้ว ยิ่งต้องเร่งให้ออกไป เพราะนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคมืดมนอนธการ ดังนั้นการไล่ประยุทธ์ ออกไปจะเกิดแสงสว่างขึ้น ซึ่งจะมีทางออกของบ้านเมือง 

อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่า ผู้มาใหม่จะเป็นใครก็ตาม ยังดีกว่าประยุทธ์ แน่ เพราะที่พิสูจน์มาแล้ว 7 ปีทำไม่ได้ ตนก็ไม่เชื่อว่าปีที่ 8 ประยุทธ์ จะทำดีขึ้น เพราะทั้งหมดทั้งปวงที่ปกครองมา ไม่ได้อธิบายศักยภาพผู้นำอะไรเลยว่า ผู้ปกครองจะนำไปสู่ความหวังของประชาชนอย่างไร

ส่วนวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) จะมีการยื่นประกันตัวของเพนกวินและรุ้ง พร้อมแกนนำราษฎรคนอื่นๆ ด้วย ตนหวังว่า จะได้รับการปล่อยตัว เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองร้อนอยู่แล้ว และลำบากทางความรู้สึกกันมากอยู่แล้ว อะไรที่มันช่วยผ่อนคลายและได้ทะยอยปล่อยตัวกันตามลำดับแล้ว ดังนั้น จึงควรต้องปล่อยทุกคน เพราะเป็นสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาล ยัน สปสช. พร้อมเยียวยาคนแพ้วัคซีนโควิด-19 ของรัฐ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล ยืนยันให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ช่วยเหลือดูแลคนไทยทุกสิทธิ์ทั้งสิทธิประกันสังคม บัตรทอง และสิทธิราชการ รวมทั้งบุคลากรสาธารณสุข หากได้รับความเสียหายจากการรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยรัฐ โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วัคซีนเข็มแรกที่ฉีดให้คนไทย เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2564 ตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ มาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยประชาชนสามารถยื่นเรื่องได้ทั้งที่โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด และเขต สปสช. ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณาอัตราช่วยเหลือเยียวยา ภายใน 5 วัน หลังจากที่อนุกรรมการได้รับเรื่อง 

“ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลดูแลความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทยทุกคน อย่างดีที่สุดรวมทั้งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งประชาชนบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ด่านหน้า หากท่านได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขหรือกรณีของการรับวัคซีนโควิด-19 ของภาครัฐ ที่บางรายเท่านั้นที่เกิดอาการหรือผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ จะได้รับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐบาล”

สำหรับปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนรับวัคซีนโควิด-19 จนถึงวันที่ 5 พ.ค. 2564 (ณ เวลา 08.00 น.) รวมจำนวน 1,016,893 คน โดยลงทะเบียนผ่านไลน์ 818,962 คน และแอปพลิเคชั่น 197,931 คน โดยได้มีการรายงานให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 1,573,075 โดส เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 1,150,564  ราย และมีผู้ได้รับแล้ว 2 เข็มจำนวน 422,511 ราย สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สะสมแล้ว 285,735 โดส

ส่วนจังหวัดภูเก็ตมีรายงานว่า มีประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วราว 1 แสนคน โดยโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตร่วมกับภาคเอกชน กระจายจุดฉีดวัคซีน 5 จุดใน 3 อำเภอ ที่ รร.อังสนา ลากูนา / สะพานหิน / ภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท / ห้างจังซีลอน ด้วย

‘บิ๊กตู่’ นั่ง ผอ.ศูนย์แก้โควิดกทม.-ปริมณฑล ดึง 8 อาจารย์หมอ นั่ง ‘ที่ปรึกษา’ ให้ เลขาฯ สมช. นั่ง ประธาน กก.เฉพาะกิจบูรณาการด้านการแพทย์ ส่วน “หมอหนู-หมอตี๋” เป็นแค่ ‘ที่ปรึกษา’

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. ได้ลงนามคำสั่งตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขโควิด-19 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ตามที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เสนอรายละเอียด

โดยมีนายกฯ เป็น ผอ.ศูนย์ฯ แบ่งการทำงานเป็น 5 ฝ่าย ได้แก่

1.) ฝ่ายอำนวยการ

2.) ฝ่ายปฏิบัติการการตรวจเชิงรุก

3.) ฝ่ายบริหารจัดหารผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยง

4.) ฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่

5.) ฝ่ายบริหารจัดการการฉีดวัคซีน โดยให้ผอ.เขต , ผอ.ศูนย์ควบคุมการแพร่ระบาดโควิดในระดับเขต จะทำงานร่วมกับศูนย์ใหญ่ บริหารจัดการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ นายกฯยังได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง คณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุขศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ความเห็น และข้อเสนอแนะทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการสาธารณสุขและแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ฉุกเฉินอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

2.) นพ.อุดม คชินทร

3.) นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

4.) นพ.สุทธิพงศ์ วัสรสิทธุ

5.) นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา

6.) นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร

7.) พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล และ

8.) นพ.ไพโรจน์ จงบัญญัติเจริญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 โดยมีคณะกรรมการ 22 คน ประกอบด้วย

1.)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ปรึกษา

2.) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ปรึกษา

3.) เลขาธิการ สมช. เป็นประธานกรรมการ

4.) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ

5.) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการ

6.) อธิบดีกรมการปกครอง  เป็นกรรมการ

7.) อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นกรรมการ

8.) อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นกรรมการ

9.) อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นกรรมการ

10.) อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นกรรมการ

11.) อธิบดีกรมอนามัย เป็นกรรมการ

12.) ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นกรรมการ

13.) เลขาธิการองค์การอาหารและยา เป็นกรรมการ

14.) เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นกรรมการ

15.) เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกรรมการ

16.) ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เป็นกรรมการ

17.) เสนาธิการทหาร เป็นกรรมการ

18.) ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ

19.) นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เป็นกรรมการ

20.) อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นกรรมการและเลขานุการ

21.) รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และ

22.) ผู้ช่วยเลขาธิการ สมช. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

“ถาวร" จี้ใช้ยาแรง จัดการต้นตอเอาเชื้อ"โควิด"จากฝั่งเขมร มาปล่อยย่านทองหล่อ ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ถึงจะเรียกศรัทธารัฐบาลกลับมาได้ 

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะนี้ ว่า ตอนนี้มีการเสนอทางรอดหนึ่งในการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 คือต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ทุกฉบับไปจับกุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการแพร่เชื้อคลัสเตอร์ย่านทองหล่อ ตั้งแต่ผู้ที่เดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชา มายังย่านทองหล่อ แม้วิธีนี้จะช่วยเรียกความศรัทธาจากประชาชนได้ แต่กลับถูกให้ระงับการดำเนินการดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งตนเห็นว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะเรียกศรัทธาคืน จะต้องจัดการแนวทางนี้อย่างเด็ดขาด
        
"ผมเสนอด้วยความหวังดี ผมไม่พูดการเมืองมานาน แต่ตอนนี้เห็นคนไทยเดือดร้อน จึงทนไม่ได้ และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีนักการเมือง พ่อค้า ผู้มีอิทธิพล ไปปลูกกัญชาฝั่งกัมพูชาจำนวนมาก และไปทำบ่อนการพนันด้วย การเข้า-ออกของคนเหล่านี้มีอภิสิทธิ์ จนส่งผลให้นำเชื้อโควิด-19 เข้ามาด้วยอีกทางหนึ่งแล้วนำมาแพร่ในบ้านเรา” นายถาวร กล่าว
         
นายถาวร กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ใช้อำนาจตาม พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้กลไกหลายอย่างและใช้กฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งมีการระบุไว้อยู่แล้วว่าใครบ้างที่เป็นผู้รักษาการ ตามกฎหมายแต่ละฉบับ คนเหล่านั้นจึงถือเป็นผู้รับผิดชอบต้องจัดการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นขอให้รัฐบาลฉีดยาแรง และทำทันที จึงจะเรียกศรัทธากลับคืนมาได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในแต่ละรอบ ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจน ไม่ได้ทำมาหากิน ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูและเยียวยา รวมถึงพัฒนาประเทศ 
          
“การระบาดแต่ละรอบ ทำให้ประชาชนถูกจำกัดสิทธิ คนจนไม่ได้ทำมาหากิน เศรษฐกิจหยุดชะงักทุกด้าน ดังนั้นรัฐบาลต้องบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง เข้มข้น ไม่ลูบหน้าปะจมูก ถึงจะเอาอยู่ครับ"นายถาวร กล่าว

“สงคราม” อัด “บิ๊กตู่” มีวาระแอบแฝงปฏิเสธเอกชนช่วยหาวัคซีนชี้รัฐบาลบริหารวัคซีนผิดพลาดทำเศรษฐกิจไทยทรุดหนักไร้ทางฟื้น

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวบอำนาจในการบริหารสถานการณ์ การแก้ปัญหาการระบาดของวัสโควิด-19 ไว้แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้เกิดการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้า ส่งผลร้ายทั้งประชาชนและทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ถดถอยไปอีกหลายปี

กรณีที่ภาคเอกชนเสนอตัวเข้ามาช่วยในการจัดหาวัคซีนจำนวนมากกว่า 10-15 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดให้ประชาชนรวมทั้งเพื่อเปิดทางเลือกให้ประชาชน สามารถเลือกฉีดวัคซีนได้ เป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลไม่ควรที่จะปฏิเสธความปารถนาดีของภาคเอกชน เพราะเมื่อรัฐล้มเหลวในการจัดการวัคซีนการที่เอกชนยื่นมือมาช่วยรัฐควรจะดีใจ แต่รัฐเลือกปฏิเสธเพราะอะไร หรือ มีอะไรแอบแฝงในการจัดหาวัคซีนของรัฐ

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า การที่รัฐบาลอ้างว่ากว่าภาคเอกชนจะหาวัคซีนได้ก็น่าจะเป็นปลายปี ซึ่งจะซ้ำซ้อนกับวัคซีนของรัฐบาล รัฐบาลรู้ได้อย่างไร ด้วยศักยภาพของเอกชนเชื่อว่าจัดหาวัคซีนได้เร็วและมีคุณภาพที่ดีกว่าของรัฐบาลแน่นอน เท่าที่ทราบเอกชนมีการติดต่อกับผู้ผลิตวัคซีนทั่วโลก ทั้งไฟเซอร์ โมเดน่า และยี่ห้ออื่นๆ เพื่อหาวัคซีนให้ประเทศไทย ดังนั้นการปกิเสธเอกชนเท่ากับการปิดโอกาสรอดชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ

“รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกฉีดวัคซีนได้หลัก 10 หลัก100 ล้านโดส และมีการสต็อกไว้ล่วงหน้าอีก 2 ปี นอกจากนี้ยังฉีดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวประเทศเขาได้เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทย ถึงวันนี้ฉีดวัคซีนแค่หลักล้าน ยังกล้ามาพูดว่าจะฉีดได้ 50 ล้านในปลายปี มันช้ามากคนไทยตายทุกวันและนอนรอความตายทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล อีกหลาย 100 คน อยากถามรัฐบาลมีเหตุผลอะไรถึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากเอกชน หรือมีผลประโยชน์อะไร เพราะเหตุผลที่รัฐบาลอ้างฟังไม่ขึ้น หรือรัฐบาลมีอะไรซ่อนเร้นจึงไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นนำเข้ามา การผูกขาดวัคซีนของรัฐบาลจะเป็นตัวฉุดรั้งความเชื่อมั่นของประเทศให้เสื่อมถอยไปหนักกว่านี้ จนยากที่จะกอบกู้ได้” นายสงครราม กล่าว

“เสกสกล" ได้ใจ ตะเพิด “รังสิมันต์-ปิยะบุตร” พ้นเมืองไทย อย่าอยู่ให้หนักแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อปรากฎการณ์ “ย้ายประเทศกันเถอะ” ว่า เป็นสิทธิ์ที่จะแสดงกิจกรรม และคงห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องคนที่ไม่อยากอยู่ในประเทศเกิดตัวเอง แต่เรื่องนี้จะไปเข้าทางนักการเมืองน้ำเน่าหรือพวกฝ่ายแค้นรัฐบาล ที่ชอบหากินทางการเมืองโดยการโหนกระแสโจมตีรัฐบาล หากใครมองว่าประเทศไทยอยู่ไม่ได้ อยากไปอยู่ต่างประเทศ ขอให้ประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่อยากอยู่ในแผ่นดินไทยบ้านเกิดตนเองอย่างมีความสุขยังมีมหาศาล และมั่นใจว่าในประเทศไทยยังมีผู้มีความรู้ความสามารถ ที่รักบ้านเกิดรักประเทศ อยากทุ่มเททำงานขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไปข้างหน้าให้เจริญรุ่งเรือง ขณะที่คนไม่เห็นคุณค่าแผ่นดินบ้านเกิด อกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และเป็นคนเนรคุณต่อแผ่นดินถิ่นเกิดคงพอรู้กันอยู่ว่ามีใครบ้าง ที่เป็นแกนนำหลักชอบสนับสนุนกลุ่มม็อบสามนิ้ว และสนับสนุนพวกม็อบจาบจ้วง ก้าวล่วงล้มล้างสถาบัน 

นายเสกกสกล กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรี รัฐบาล มีเจตนาที่ดีบริหารงานได้ดีและพัฒนาประเทศมากเพียงใด ผู้ที่เห็นต่างก็ไม่ชอบและไม่สนับสนุน ดังนั้นให้ไปอยู่ที่ประเทศอื่น น่าจะเป็นทางออกที่ดีให้ผู้เห็นต่างจะได้สบายใจ และออกไปจริงๆไม่ใช่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น และมองว่าหากประเทศไทย ไม่ดีจริง คนที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศทั้งนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คงไม่อยากกลับมาอยู่บ้านเกิดของตัวเอง ชาวต่างชาติหลายคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่อยากจะกลับบ้านเมืองตัวเอง เช่น โค้ช เช ยอง ซอก ผู้ฝึกสอนเทควันโด้ชาวเกาหลี  ที่ยื่นขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวไทย

“นักการเมืองคนไทยบางคน อาทิ นายรังสิมันต์ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล พวกชังชาติทั้งหลาย ที่มีภรรยาเป็นชาวต่างชาติ และอาศัยประเทศไทยอยู่ ไปสนับสนุนกิจกรรมนี้ คงอยากไปอยู่ต่างประเทศ หากไม่อยากอยู่จริง รับไม่ได้กับผู้นำประเทศ และประเทศไทย ให้ไปอยู่ที่อื่นและพาภรรยาชาวต่างชาติไปด้วย รีบไปเร็วๆยิ่งไปเร็ว จะทำให้คนไทยมีความสุขสบายใจแผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้น ถ้านายรังสิมันต์ และนายปิยบุตร ยังอยู่ มีแต่จะคอยถ่วงความเจริญ  เพราะคนประเภทนี้ที่ชอบสร้างความเดือดร้อนสร้าง ความวุ่นวายให้บ้านเมือง มีแนวคิดสนับสนุนพวกม็อบสามนิ้วก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน"

เพจไทยคู่ฟ้า เผยแพร่ข้อมูลยืนยันไฟเซอร์ยังไม่ได้นำเข้าในประเทศไทย ว่า “ยืนยัน! ไฟเซอร์ยังไม่นำเข้าวัคซีนโควิดในไทย

จากกระแสข่าว "มีการนำเข้าวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์มายังประเทศไทย" แล้ว ล่าสุด อย. ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” 

ขณะนี้วัคซีนไฟเซอร์ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้นำเข้ามา และเมื่อตรวจสอบไปยังบริษัทผู้ผลิตก็ได้รับการยืนยันเช่นกันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง

วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้วขณะนี้มี 3 ราย คือ แอสตราเซเนก้า ซิโนแวค และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดยมีอีก 3 ราย (โมเดิร์นนา, โควัคซีน, สปุตนิค วี) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและยื่นเอกสาร 

ดังนั้น หากมีการนำเข้าวัคซีนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจะถือว่าเป็นการกระทำผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าวัคซีนโควิดของไทยที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th

ด้านบริษัทไฟเซอร์ประเทศไทยได้ออกเอกสารชี้แจงเช่นเดียวกันว่า จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ผ่านสำนักงานในประเทศไทยแต่อย่างใด

#ไทยคู่ฟ้า #รวมไทยสร้างชาติ #ร่วมต้านโควิด19

Website : www.thaigov.go.th
Facebook/Twitter : ไทยคู่ฟ้า
YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
LINE : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)
TikTok : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)

ศรชล.เข้มมาตรการ COVID-19

ศรชล.เข้มมาตรการ COVID-19

พล.ร.ต.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) เปิดเผยว่า พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการให้ ศรชล. ยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเข้มงวดโดยให้กำลังพลของ ศรชล. ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน COVID-19 ให้ปรับการทำงานของกำลังพลเป็นแบบ Work From Home และเน้นย้ำให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม การใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ การวัดอุณหภูมิก่อนเข้าหน่วย และการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของ COVID-19 สูง รวมทั้งกำชับให้กำลังพลทุกนายใช้ Application "ไทยชนะ" เมื่อเดินทางไปในพื้นที่สาธารณะต่างๆและสั่งการให้หน่วยต่าง ๆ ปรับลดงบประมาณในการจัดหาพัสดุที่ไม่เร่งด่วนมาใช้ในการจัดหาแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกัน COVID-19 

ในส่วนของหน่วยปฏิบัติการทางทะเล รอง ผอ.ศรชล.ได้สั่งการให้ ศรชล.ภาค ศรชล.จังหวัด และศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัด (PSCC) ตลอดจนหน่วยกำลังในพื้นที่ดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) อย่างเข้มงวดตามมาตรการ ข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มขีดความสามารถ รวมถึง ให้มุ่งเน้นการปฏิบัติงานในเชิงรุกโดยกำกับ ติดตามการปฏิบัติในการตรวจตราเรือสินค้า เรือประมง และเรือต่าง ๆ ในการผ่านด่านทางทะเลเข้าราชอาณาจักรอย่างเข้มงวด รวมทั้งการจัดเจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพ บูรณาการการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ณ บริเวณท่าเรือ และแพปลาภายในจังหวัดที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการสกัดกั้นผู้อพยพหรือผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านทางทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ เช่นสายพันธุ์อินเดียซึ่งเพิ่งเริ่มมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านของเราเข้ามาแพร่ในประเทศไทย

กระทรวงแรงงาน แนะนายจ้างและคนต่างด้าวอย่าตื่นตระหนก หมั่นติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยผลการดำเนินการตามมติครม.วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2563 หลังขยายเวลาตรวจโควิด-19 และตรวจอัตลักษณ์ ถึง 16 มิ.ย. 64 พบต่างด้าวผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว 409,672 คน จัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลแล้ว 480,366 คน พร้อมย้ำไม่ต้องกังวล ขอให้ติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างมาก ได้กำชับให้กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงหลักในการบริหารจัดการให้แรงงานต่างด้าวด้าว 3 สัญชาติตาม มติครม.วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2563 ดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำงานและทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติให้ทันภายในกำหนด 

ซึ่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2564 ครม.ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลา ตรวจโควิด-19 และตรวจอัตลักษณ์บุคคล จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2564 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ พร้อมทั้งยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางานตามกำหนดเดิม (วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2564) เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานเข้าใจถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดปัจจุบันที่มีความรุนแรง และการระงับการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ขอให้นายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว อย่าเพิ่งกังวลใจ และติดตามข่าวสารจากกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ลืมป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

“ข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2564 พบแรงงานต่างด้าวผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้ว 409,672 คน หรือร้อยละ 62.56 และผ่านการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) แล้ว 480,366 คน หรือร้อยละ 73.35 จากคนต่างด้าวที่ลงทะเบียนทั้งสิ้น จำนวน 654,864 คน อย่างไรก็ดีด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดปัจจุบัน บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลต้องทำงานอย่างหนัก จึงขอให้นายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการพาคนต่างด้าวตรวจคัดกรองโควิด-19 และซื้อประกันสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐ นัดหมายกับทางโรงพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรค และทราบแนวทางการปฏิบัติที่โรงพยาบาลกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันตามมาตรการควบคุมโรคของสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ล่าสุดกรมการจัดหางานได้รับการประสานว่า สถานพยาบาลในกรุงเทพมหานคร งดตรวจโควิด-19 แก่แรงงานต่างด้าว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกที่ 3 และได้รับการประสานจากกรมการปกครองและกรุงเทพมหานคร แจ้งงดให้บริการจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 64 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จะคลี่คลายลง สำหรับการจัดเก็บอัตลักษณ์กับกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง สามารถจองคิวออนไลน์ที่ www.IMMBKKLABOUR.com และดำเนินการเก็บอัตลักษณ์บุคคลที่ศูนย์ตลาดสดสี่แยกหนอกจอก และยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานทางระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ e-workpermit.doe.go.th กับกรมการจัดหางานต่อไป

ในส่วนของจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ขอให้นายจ้าง/สถานประกอบการ ติดตามข่าวสาร และปฏิบัติตามมาตรการที่หน่วยงานในพื้นที่กำหนด รวมถึงดูแลให้แรงงานต่างด้าวปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดในสถานประกอบการ และเพื่อความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ หมั่นล้างมือ หรือทำความสะอาดด้วยเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่างระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน ทำความสะอาด เช็ดถูพื้นผิววัสดุอุปกรณ์ ที่มีการใช้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

“ทั้งนี้หากนายจ้าง/สถานประกอบการ และคนต่างด้าว มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่ไลน์ @Service_Workpermit หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 ซึ่งมีการจัดล่ามในภาษากัมพูชา เมียนมา และอังกฤษ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร และแนะนำวิธีการดำเนินการ” นายไพโรจน์ฯ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top