Thursday, 4 June 2026
Nvidia

จีนกดดันสหรัฐฯ ลดข้อจำกัดส่งออกชิป AI แลกข้อตกลงการค้า ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ

(11 ส.ค. 68) สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปที่สำคัญต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า เส้นตายในวันที่ 12 ส.ค. นี้ ก่อนการประชุมสุดยอดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนได้แจ้งผู้เชี่ยวชาญในกรุงวอชิงตันว่า ปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดข้อจำกัดในการส่งออกชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (High-Bandwidth Memory: HBM) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิกของบริษัท Nvidia

จีนกังวลว่ามาตรการควบคุมชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงของสหรัฐฯ จะกระทบต่อความสามารถของบริษัทจีน เช่น หัวเว่ย ในการพัฒนาชิป AI ของตนเอง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าจำกัดการส่งออกชิประดับสูงเพื่อสกัดความก้าวหน้าในด้าน AI และการพัฒนาทางทหารของจีน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อโอกาสทางการตลาดของบริษัทชิปสหรัฐฯ ในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่ที่สุดของโลก แต่จีนก็ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้ผลิตชิปอเมริกัน

จีน แนะหน่วยงานรัฐเลี่ยงชิป H20 ของ Nvidia ยังกังวลด้านความปลอดภัย หนุนใช้เทคโนโลยีในประเทศแทน

(12 ส.ค. 68) ทางการจีนออกคำแนะนำให้บริษัทในประเทศ หลีกเลี่ยงการใช้ชิป H20 ของ Nvidia โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐหรือความมั่นคง หลังสื่อท้องถิ่นรายงานความกังวลด้านความปลอดภัยต่อชิปดังกล่าว แม้สหรัฐเพิ่งยกเลิกคำสั่งห้ามขายไปเมื่อเดือนก่อน

Nvidia ยืนยันว่า H20 ไม่ใช่สินค้าทางทหารและไม่มี “ช่องโหว่” ให้เข้าควบคุมระยะไกล พร้อมระบุว่าจีนมีชิปผลิตในประเทศเพียงพอ ไม่เคยพึ่งชิปสหรัฐสำหรับงานรัฐ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พึ่งชิปจากจีน

รายงานเผยว่า จีนเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีท้องถิ่น รวมถึงชิป AI จาก Huawei ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งอย่าง SMIC พุ่งกว่า 5% คาดได้อานิสงส์จากความต้องการชิปในประเทศเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คำสั่งเลี่ยงชิป H20 ยังส่งผลต่อชิป AI ของ AMD ด้วย ขณะเดียวกันมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจอนุญาตให้ Nvidia ขายเวอร์ชันลดสเปกของชิป Blackwell ในจีน แม้สหรัฐกังวลว่าปักกิ่งอาจใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพทางทหาร

‘เจนเซน หวง’ ซีอีโอ Nvidia เผย ถ้าย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง ขอเลือกเรียน ‘วิทยาศาสตร์กายภาพ’ แทนสาย ‘ซอฟต์แวร์’

(18 ส.ค. 68) เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Nvidia กล่าวระหว่างการเดินทางที่ปักกิ่งว่า หากเขาอายุ 20 ปี และเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยในยุคนี้ จะเลือกศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพมากกว่าวิทยาศาสตร์ซอฟต์แวร์ โดยชี้ว่าสาขานี้ครอบคลุมการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบที่ไม่มีชีวิต เช่น ฟิสิกส์ เคมี ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์โลก

ซีอีโอ Nvidia เล่าย้อนว่า ตนเองจบวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยรัฐโอเรกอน และต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก่อนจะก่อตั้ง Nvidia ในปี 1993 ที่ร้านอาหารเดนนี่ส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบัน Nvidia กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก และเพิ่งทำสถิติแตะมูลค่าตลาดกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ซีอีโอ Nvidia ยังอธิบายพัฒนาการของ AI ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากยุค “Perception AI” ที่เน้นการรับรู้ภาพ ต่อมาเข้าสู่ยุค “Generative AI” ที่ AI สามารถสร้างภาษา ภาพ และโค้ดได้เอง และปัจจุบันคือยุค “Reasoning AI” ที่ AI สามารถเข้าใจ แก้ปัญหา และใช้เหตุผลได้ใกล้เคียงมนุษย์

สำหรับคลื่นลูกใหม่ หวงเรียกว่า “Physical AI” หรือ AI ที่เข้าใจกฎฟิสิกส์ แรงเสียดทาน ความเฉื่อย และเหตุ-ผล เช่น คาดการณ์การกลิ้งของลูกบอล หรือคำนวณแรงที่ใช้หยิบวัตถุไม่ให้เสียหาย ซึ่งเมื่อนำมารวมกับหุ่นยนต์ จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อโรงงานอัตโนมัติในอนาคต

หวงทิ้งท้ายว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า โรงงานและสายการผลิตทั่วโลกจะพึ่งพาหุ่นยนต์และ Physical AI มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยุคใหม่

จีนตั้งเป้าใช้ชิป AI ผลิตเอง 70% ภายในปี 2570 ท้าชนอิทธิพล Nvidia ผู้ครองตลาดชิปกว่า 80%

(21 ส.ค. 68) จีนเดินหน้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยหลายเมืองใหญ่วางเป้าหมายเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างน้อย 70% ภายในปี 2570 เพื่อลดอิทธิพลของ Nvidia ผู้ครองตลาดชิป AI กว่า 80% ในจีน ขณะที่ปักกิ่งตั้งเป้าสูงถึง 100% ส่วนกุ้ยหยาง เมืองที่มีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลใหม่ต้องใช้ชิปผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 90%

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ย้ำในที่ประชุมโปลิตบูโรว่า จีนต้องระดมทรัพยากรทั้งประเทศเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองในด้าน AI พร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนการพัฒนาและการผลิตชิปในประเทศ ซึ่งปัจจุบันผู้พัฒนาบริการ AI ภายในประเทศ เช่น DeepSeek, Alibaba และ Baidu กำลังขยายบทบาท แต่ก็ยังต้องพึ่งพา Nvidia อย่างมาก

หัวเว่ย (Huawei) พยายามสร้างทางเลือกใหม่ด้วยชิปตระกูล Ascend 910 ซึ่งรุ่นล่าสุด 910B มีสมรรถนะราว 85% ของ Nvidia H20 และเตรียมเปิดตัวรุ่น 920 ที่คาดว่าจะทดแทน H20 ได้เต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันบริษัทอื่น เช่น Cambricon และ Kunlun ของ Baidu ก็กำลังเร่งพัฒนาชิป AI ร่วมกับโรงงานผลิตชิปในประเทศอย่าง SMIC

นักวิเคราะห์คาดว่า ส่วนแบ่งตลาดชิป AI ของ Nvidia ในจีนจะลดลงเหลือ 50-60% ภายใน 5 ปี ขณะที่ผู้ผลิตจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% ล่าสุด ไชน่า โมบาย ลงนามจัดซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI มูลค่า 19,100 ล้านหยวน โดยใช้ชิปหัวเว่ยทั้งหมด และยังมีรายงานว่า ByteDance อาจหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามตัดขาดจากสหรัฐฯ ไม่ง่ายนัก เพราะยังมีข้อจำกัดด้านสมรรถนะและความล่าช้าในการพัฒนา เช่น กรณี DeepSeek ที่ถูกชะลอเพราะใช้ผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ขณะเดียวกัน จีนยังคงนำเข้าชิป Nvidia ต่อไปในบางภาคส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูดซับเทคโนโลยีตะวันตกกับการสร้างนวัตกรรมในประเทศเอง

Cambricon บริษัทผู้ผลิตชิปจีน ท้าชน Nvidia ฟันกำไร 5,000 ล้าน!! อานิสงส์ดีมานด์ชิป–นโยบายลดพึ่งสหรัฐฯ

(29 ส.ค. 68) บริษัทผู้ผลิตชิป AI ของจีน Cambricon รายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งปีแรก หลังความต้องการชิปที่ผลิตในประเทศพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น ByteDance ที่หันมาใช้ชิปจีนแทน Nvidia ท่ามกลางนโยบายของปักกิ่งที่เร่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ

Cambricon รายงานกำไร 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,000 ล้านบาท) ในครึ่งปีแรก เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนกว่า 533 ล้านหยวน ขณะที่รายได้แตะ 2,900 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 44 เท่า ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนมูลค่าตลาดแตะ 580,000 ล้านหยวน

แรงหนุนสำคัญมาจากการเปิดตัวโมเดล AI ของ DeepSeek ที่รองรับการทำงานกับชิปในประเทศ และการที่รัฐบาลจีนสั่งให้บริษัทใหญ่ ๆ เช่น ByteDance และ Tencent ลดการใช้เทคโนโลยีจาก Nvidia ส่งผลให้ Cambricon จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ โดยราคาหุ้นล่าสุดเพิ่มขึ้นอีก 5% อยู่ที่ 1,391 หยวนต่อหุ้น

แม้ยังเป็นผู้เล่นรายเล็กเมื่อเทียบกับ Huawei โดยถือครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI จีนเพียง 3% แต่ Cambricon พยายามเสริมศักยภาพด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ inference สำหรับ AI และเตรียมระดมทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 18,140 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนต่อยอดการผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ AI 

Nvidia ย้ำ “ไม่จ่าย” ส่วนแบ่ง 15% ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชี้เพราะกฎหมายทรัมป์ไม่ชัด…ที่ขู่ขอเปอร์เซ็นต์ขายชิป H20 ในจีน

(29 ส.ค. 68) บริษัท Nvidia ยืนยันยังไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่ง 15% จากการขายชิป H20 ในจีนให้รัฐบาลสหรัฐฯ เหตุแผนของรัฐบาลทรัมป์ยังไม่ถูกตราเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดย โคเล็ต เครสส์ (Colette Kress) รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ NVIDIA ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีเอกสารข้อบังคับทางกฎหมายใด ๆ ออกมา ทำให้ Nvidia สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าว

เดิมทีชิป H20 ถูกออกแบบมาเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกยุคโจ ไบเดน แต่ถูกสหรัฐฯ บล็อกในช่วงต้นปี ต่อมาฝ่ายทรัมป์เปิดให้ขอใบอนุญาตส่งออกได้ แต่มีเงื่อนไขต้องหัก 15% รายได้ ซึ่ง Nvidia ชี้ว่ายังไม่ได้ส่งออกหรือบันทึกรายได้ภายใต้เงื่อนไขนี้เลย

ทั้งนี้ Nvidia เตือนว่าหากกฎหมายบังคับใช้จริง จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงถูกฟ้องร้อง และเปิดช่องให้คู่แข่งได้เปรียบ แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย บริษัทคาดว่าชิป H20 อาจสร้างรายได้เพิ่ม 2,000–5,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสหน้า

จีน ตั้งข้อหา!! Nvidia ของสหรัฐฯ ฝ่าฝืนกฎต่อต้านการผูกขาดตลาด

(16 ก.ย. 68) จีนประกาศว่า Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิป AI ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด นับเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาการค้ารอบที่ 4 ระหว่างสองประเทศซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมาดริด โดยฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยรัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ซึ่งออกมาระบุว่าการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เพิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อจีน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทชิปจีน 2 แห่ง ห้ามเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์จากอเมริกา ขณะที่จีนก็ใช้มาตรการตอบโต้ เช่น ชะลอการส่งออกแร่หายากซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ป้องกันประเทศ

กรณี Nvidia ถือเป็นสัญญาณชัดว่าจีนไม่อาจมองข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการเปิดทางขายชิปบางรุ่นเข้าไปยังจีนอย่างเป็นมิตรนัก แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่งบรรลุข้อตกลงกับ Nvidia และ AMD ให้แบ่งรายได้ 15% จากการขายในจีนให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแลกกับใบอนุญาตการส่งออกชิป AI รุ่นที่ถูกลดสเปกแล้วก็ตาม

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนระบุว่า Nvidia ละเมิดเงื่อนไขการเข้าซื้อกิจการ Mellanox Technologies บริษัทออกแบบชิปจากอิสราเอล ที่จีนเคยอนุมัติเมื่อปี 2020 และจะเดินหน้าสืบสวนเพิ่มเติม ส่งผลให้หุ้น Nvidia ร่วงลง 1.4% ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิด

แม้สหรัฐฯ จะพยายามเปิดตลาดชิป H20 ของ Nvidia ให้จีนใช้งานได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจีนจะยอมรับหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกังวลด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันก็มีการคาดว่าจีนอาจเข้าถึงชิปเหล่านี้ผ่านตลาดมืดอยู่แล้ว โดยชิป H20 ถูกเชื่อมโยงกับการพัฒนา DeepSeek โมเดล AI ขั้นสูงของจีนที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับซิลิคอนวัลเลย์เมื่อต้นปีนี้

Nvidia ควัก 1.5 แสนล้าน เข้าลงทุนคู่แข่งเก่า Intel เติมพลังตำนานชิป!! เพื่อต่อกร AMD ที่กำลังรุกหนักตลาดโลก

(19 ก.ย. 68) สะเทือนวงการชิปโลกอีกครั้งเมื่อ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Nvidia กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Intel ซึ่งถือหุ้นราว 4% ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 26% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดทันที

ข้อตกลงกำหนดให้ Nvidia ซื้อหุ้นสามัญ Intel ที่ราคา 23.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น และจะร่วมมือกันพัฒนาชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รุ่นใหม่ รวมถึงชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยชิปของ Intel จะถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยี GPU ประสิทธิภาพสูงจาก Nvidia เพื่อแข่งกับ AMD ที่กำลังรุกตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กอย่างหนัก

เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็น “การเชื่อมโยงระบบ AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ Nvidia เข้ากับ CPU และแพลตฟอร์ม x86 ของ Intel” ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผลและการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกัน Intel ยังต้องจัดหาชิปโปรเซสเซอร์ให้ Nvidia สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เน้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia เป็นหลัก

การลงทุนของ Nvidia เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ของ Intel เมื่อเดือนสิงหาคม รวมถึงการอัดเงินทุนจาก SoftBank มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Intel ที่ยังขาดทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง มีโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

นักลงทุนหวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ อาจซ้ำรอยวิกฤตดอทคอม ชี้การใช้จ่ายหลายล้านล้าน!! เสี่ยงผลตอบแทนไม่คุ้มค่า

(6 ต.ค. 68) กระแสความร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืน โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บริษัทยักษ์เทคโนโลยีต่างทุ่มเงินมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและลงทุนในชิปขั้นสูง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารายได้จาก AI จะเพียงพอคุ้มค่าการใช้จ่ายหรือไม่ หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจกำลังเข้าสู่ “ฟองสบู่ AI” ที่คล้ายกับวิกฤตดอทคอม (Dot-com Bubble) ในอดีตช่วงปี 1995-2000

ขณะที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น OpenAI, Meta และ Nvidia ถูกจับตาจากแผนลงทุนระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI ได้เปิดตัวโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ และระบุว่าบริษัทอาจใช้เงินถึง “หลายล้านล้านดอลลาร์” ขณะที่ Meta ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประกาศทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่าการทุ่มลงทุนนี้ มากเกินไปหรือไม่

ด้าน นักวิเคราะห์เตือนว่า รายได้จาก AI อาจไม่สามารถชดเชยต้นทุนได้จริง รายงานของ Bain & Co. คาดว่า ภายในปี 2030 บริษัทด้าน AI ต้องทำรายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่มีแนวโน้มขาดเป้ากว่า 800 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยจาก MIT และ Harvard ชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยังไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI แถมยังเกิดปัญหา “Workslop” หรือเนื้อหาที่ดูเหมือนงานคุณภาพแต่ไร้สาระสำคัญจริง

แม้ผู้บริหารเทคโนโลยีหลายรายยอมรับความเสี่ยงของฟองสบู่ แต่ก็ยังเชื่อว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายที่ร้อนแรงเกินจริง และการแข่งขันจากจีนที่นำเสนอโมเดล AI ราคาถูกกว่า อาจทำให้บริษัทยักษ์เทคฯ ต้องเจอกับแรงกดดันมหาศาล นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบว่า แม้ AI จะมีอนาคต แต่เส้นทางสู่ผลตอบแทนอาจเต็มไปด้วย “ความเจ็บปวดจากฟองสบู่แตก” อีกครั้ง

บริษัท OnlyFans สร้างรายได้ต่อพนักงาน สูงที่สุดในโลก!! แซงหน้า Apple–Meta–Nvidia แม้มีทีมงานทั่วโลกเพียง 42 คน  โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจาก ‘คอนเทนต์สยิว’

(28 ต.ค. 68) บริษัท OnlyFans แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกจากผู้ติดตาม กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้ต่อพนักงานสูงที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขเฉลี่ยกว่า 37.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ราว 1.37 พันล้านบาท) ในปี 2024 แซงหน้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia, Apple, Meta, Google และ Microsoft หลายเท่าตัว จากข้อมูลของ Barchart ที่เผยแพร่โดย The Economic Times

OnlyFans ทำรายได้สุทธิราว 1.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการทำธุรกรรมรวมกว่า 7.22 พันล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานเพียง 42 คนทั่วโลก ตัวเลขนี้ทำให้รายได้ต่อหัวของบริษัทสูงกว่า Nvidia ถึง 10 เท่า และมากกว่า Apple กว่า 15 เท่า

รายได้ของ OnlyFans มาจากการหักค่าคอมมิชชัน 20% จากรายได้ของครีเอเตอร์ ขณะที่อีก 80% เป็นส่วนแบ่งของผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มมีผู้สร้างกว่า 4.6 ล้านบัญชี และแฟนคลับกว่า 377 ล้านบัญชีทั่วโลก โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากคอนเทนต์ 18+ สำหรับผู้ใหญ่ 

ทั้งนี้ เมื่อปี 2024 บริษัท OnlyFans มีกำไรก่อนหักภาษี 684 ล้านดอลลาร์ และจ่ายเงินปันผลกว่า 701 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ เลโอนิด รัดวินสกี (Leonid Radvinsky) เจ้าของแพลตฟอร์มชาวอเมริกันเชื้อสายยูเครน วัย 43 ปี

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top