Monday, 29 June 2026
NewsFeed

‘CG บราซิล’ ยกย่อง Thailand Pavilion ยอดเยี่ยม นำเสนอเรื่องดี ร้อยเรียงเนื้อหางานเก่ง เต็มสิบไม่หัก

กลายเป็นอีกความน่าภาคภูมิใจ หลังจากเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 65 ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทาง General Elias Rodrigues Martins Filho-Commissioner General for Brazil Pavilion ได้เข้าเยี่ยมชมอาคารแสดงประเทศไทย โดยมี ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการฯ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) ในฐานะ Thailand Pavilion Director และ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมกำลังคนดิจิทัล ให้การต้อนรับ

ในการนี้ General Elias Rodrigues Martins Filho ได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่อาคารแสดงประเทศไทยมียอดผู้เข้าชมผ่าน 1 ล้านคนไปเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมชมเชยว่าความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการเตรียมการอย่างดีตั้งแต่แนวคิดในการนำเสนอ การร้อยเรียงข้อมูลที่ประยุกต์ “สายน้ำ” เป็นผู้ดำเนินเรื่องเพื่อสะท้อนการพัฒนาประเทศจากความรุ่งเรืองในอดีตสู่ปัจจุบันและต่อเนื่องไปในอนาคต รวมถึงการออกแบบอาคาร การบริหารจัดการกิจกรรมตลอดระยะเวลาการจัดงาน ตลอดจนการคัดเลือกเยาวชนไทยมาทำหน้าที่ Thailand Pavilion Ambassador เพื่อส่งมอบความประทับใจให้กับผู้เข้าชมอาคารทุกคน

“เฉลิมชัย” เร่งเครื่องดันไทยฮับออร์แกนิคอาเซียน โชว์ผลงานกระทรวงเกษตรขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 1.5ล้านไร่

เกินเป้าหมายมอบ”อลงกรณ์”เปิดแนวรุกใหม่เดินหน้าโครงการ”เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง”สร้างคานงัดใหม่ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ"เกษตรกรรมยั่งยืนวิถีในเมือง จาก Post Covid-19 สู่ Next Normal"ในงานสัมมนาเกษตรอินทรีย์วิถีในเมืองจัดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)โดยบรรยายถึง6ประเด็นสำคัญ 

(1) 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเกษตรของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(2) ตัวอย่างโครงการและนโยบายในหลายประเทศ แนวทางการพัฒนาเมืองสีเขียวเมืองน่าอยู่
(3)โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง
(4) 5 สาขาเกษตรกรรมยั่งยืน
(5) โครงสร้างการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(6)แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ.2566-2570

นายอลงกรณ์กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเล็งเห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในเมือง เนื่องจากในปี2562 ประเทศไทยมีประชากรในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกสะท้อนถึงการขยายตัวของเมือง(Urbanization)และชุมชนเมืองมีการผลิตอาหารได้เองไม่ถึง10% เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคปัจจุบันต้องเร่งขับเคลื่อนพัฒนาการเกษตรในเมือง(Urban Agriculture )โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด19และยุคต่อไป(Next normal) เป็นการพัฒนาเกษตรในเมืองควบคู่กับเกษตรในชนบทจึงได้จัดตั้งและเดินหน้าโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองมอบหมายตนเป็นประธานบูรณาการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ มีวัตถุประสงค์ 6 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง 2. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว 3. การลด PM 2.5 และลดก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) 4. การเพิ่มคุณภาพอากาศ 5. การอัปเกรดคุณภาพชีวิตของประชาชน 6. การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ ในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(Climate Change) ของโลก

รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายในปี 2565” โดยการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2560 – 2564) มีโครงการเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสิ้น 342 โครงการ เพื่อมุ่งสู่การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และมีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย รวมถึงมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี 

ซึ่งปรากฏว่าในปี 2564 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (ภาครัฐและภาคเอกชน) อยู่ที่ 1.51 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จำนวน 95,752 ราย เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้และกระทรวงเกษตรฯ.กำลังขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566 - 2570 ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนา ได้แก่ 1) ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ 2) พัฒนาศักยภาพการผลิต และการบริหารจัดการตลอดโซ่อุปทานเกษตรอินทรีย์ 3) ยกระดับมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์ และ 4) พัฒนาการตลาด และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์

“บิ๊กป้อม” หารือคกก.อวกาศ ย้ำ เร่งแผนแม่บทอวกาศ-กฎหมาย เพื่อประโยชน์ปชช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายกิจการอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/65 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ จากมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

โดยที่ประชุมรับทราบการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ จำนวน 9 คน และรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานตามแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สิน ภายหลังสิ้นสุดสัญญาการดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เมื่อ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา และรับความคืบหน้าการจัดทำ(ร่าง)แผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ.2566 - 2580 ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น 6 กลุ่ม รวม 65 หน่วยงาน และการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในเรื่อง New Space Economy และรับทราบความคืบหน้าการจัดทำ(ร่าง)พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ… ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจหลักการด้านกฎหมาย  

นอกจากนั้นรับทราบโครงการศึกษาทิศทาง รูปแบบการให้บริการดาวเทียมในอนาคตและแนวทางกำกับดูแลการให้บริการดาวเทียมในประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมผลการศึกษาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และการจัดประชุมเชิงวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทิศทางอุตสาหกรรม รูปแบบการให้บริการ รวมทั้งแนวนโยบายและการกำกับดูแล

ทั้งนี้ที่ประชุมรับทราบนโยบายการดำเนินงานดาวเทียมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง โดยแยกประเภทดาวเทียม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยแยกเป็นดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ดาวเทียมระบุพิกัด ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาดาวเทียมเพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และทบทวนคำสั่งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ เพื่อพัฒนากิจการอวกาศและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศให้มีประสิทธิภาพ เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง

 

‘แม่แตงโม’ เปิดใจเรียกเงินปอ 30 ล้าน รับให้อภัยแล้ว เพราะสุภาพ - สม่ำเสมอ 

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นางพนิดา ศิริยุทธโยธิน แม่ของแตงโม นิดา ดาราสาว มาให้สัมภาษณ์ หนุ่ม กรรชัย ในรายการ โหนกระแส โดยยอมรับว่า ยังค้างใจ แอนนา ฮิปโป อร กระติก แม่ว่ามันไม่ธรรมชาติ เขาปิดบัง เขาเป็นพวกเดียวกัน วันที่มาเอาแมวก็มาเอาด้วยกัน 2-3 คนนั้น คุยกันตลอด พอเจอศพพวกแอนนา เขาถึงมาเคลียร์ขอโทษเมื่อ 2-3 วันก่อนทางโทรศัพท์ ฮิปโปแม่ยกโทษให้ 50% ไม่เข้าใจเขาออกข่าวในฐานะอะไร เรื่องงานศพควรถามแม่ก่อน เพราะตอนนี้แม่เป็นผู้จัดการมรดกแตงโมแล้ว ทุกอย่างต้องผ่านแม่หมด ปกติแม่สนิทกับแตงโมมากตั้งแต่เกิด นิสัยเขาอ่อนโยนเหมือนแม่ แต่นิสัยผู้ชายครึ่งหนึ่งมาจากพ่อ ที่คนบอกแตงโมสนิทกับพ่อไม่ได้อยู่กับแม่ คือเราไม่เคยทิ้งกัน แม่ลูกผู้หญิงคุยกันทุกเรื่องตลอด

“ส่วนกระติก แม้ว่าจะขอโทษแล้ว แต่แม่ไม่ให้อภัย เพราะคนเป็นแม่ลูกเสีย เขาควรแจ้งแม่ก่อน แต่เขาไม่แจ้ง แม่ไม่เคยรู้เลยกระติกอยู่ตรงไหน 4 วัน คุณแม่ไม่รับมาลัยกระติก ตอนนั้นเขาเถียงแม่ทุกคำ ทำไมไม่แจ้งแม่ ทำไมแจ้งคนอื่น แม่รู้จากตำรวจกับข่าวนะว่า ลูกเสีย กระติกทำให้ลูกแม่เสียชีวิต โกรธที่กระติกไม่บอก โกรธแอนนาที่ออกข่าวเรื่องงานอาลัยแตงโม แต่ไม่บอกแม่ เขาควรขอแม่ก่อน เพราะรายละเอียดการจัดงานเป็นเรื่องใหญ่ พูดเองเออเอง เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับแตงโมแม่ไม่ทราบ จริงๆ เรื่องงานควรผ่านแม่ก่อน เมื่อคืนแอนนาโทรมาขอเปลี่ยนสถานที่ ทั้งที่แม่ประชุมวางแผนกันไว้หมดแล้ว”

ผู้บัญชาการ โรงเรียนนายเรือ ให้โอวาทนักเรียนนายเรือใหม่ มุ่งมั่นสร้างรากแก้วของ กองทัพเรือ 

ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ ต้อนรับและให้โอวาท นักเรียนนายเรือชั้นใหม่ มุ่งมั่นที่จะสร้างรากแก้วของกองทัพเรือ ให้มีขีดสมรรถนะ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านวิชาชีพทหารเรือ และด้านภาวะผู้นำคุณธรรมจริยธรรม และย้ำให้นักเรียนนายเรือชั้นใหม่ เตรียมพร้อมสำหรับการฝึกภาคปฏิบัติในทะเลภายในประเทศ

เมื่อ 3 มี.ค.65 เวลา 12.45 น. พลเรือโท ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เป็นประธานในพิธีต้อนรับและให้โอวาทแก่นักเรียนนายเรือชั้นใหม่ ที่สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนเตรียมทหาร โดยมีคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่  ครูอาจารย์ และนายทหารปกครอง ของโรงเรียนนายเรือ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ลานสวนสนามโรงเรียนนายเรือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

ในการนี้ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักเรียนนายเรือชั้นใหม่ ซึ่งเป็นนักเรียนนายเรือรุ่นที่ 120 ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร โดยเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 63 จำนวน 91 นาย ประกอบด้วยผู้ที่สังกัดกองทัพเรือ 81 นาย และสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตำรวจน้ำ) 10 นาย

ปทุมธานี-นายอำเภอสามโคกเป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสา "เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ "

ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือ ตำบลบางกระบือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นางวิพร แววศรีผ่อง นายอำเภอสามโคกเป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสา "เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ" โดยมีนางวันเพ็ญ ก้อนทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่ สารวัตรกำนัน บ้านแพทย์ประจำตำบลบางกระบือและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือให้การต้อนรับ 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางสาววันเพ็ญ ก้อนทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือ กล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวว่า โครงการจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจเพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนไทยทุกคนในการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อพัฒนาพื้นที่ในชุมชนต่างๆให้มีความเจริญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างถาวร เพื่อให้ประชาชนผู้มีจิตอาสา ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ ๙

อีกทั้งเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ การขับเคลื่อนโครงการจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจให้เกิดผลสัมฤทธิ์สร้างความสำนึกรักหมู่บ้านชุมชนสร้างความรักความสามัคคีการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนประชาชนเกิดความรักความสามัคคีเกิดการมีส่วนร่วมระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลและในชุมชน

ยกย่อง ‘ผศ.เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา’ ทำงานด้วยใจ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้กุมหัวใจนักศึกษาจีน

หากคุณมีโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง (BFSU) คุณอาจจะได้เดินสวนกับหญิงสูงวัย ร่างเล็ก ผมสีดอกเลา เจ้าของดวงตาคู่เล็กและรอยยิ้มใจดีท่านนี้ สำนักข่าวซินหัวชวนอ่านเรื่องราวของอาจารย์ชาวไทยผู้ได้รับการขนานนามว่า “คุณย่าไว่เจี้ยว” (คุณย่าผู้เป็นอาจารย์ต่างชาติ)

“ฉันฟังภาษาจีนไม่เข้าใจ ฉันเป็นคนไทยจ้ะ” เป็นคำตอบที่ผู้ถามมักได้รับกลับมาเมื่อพยายามสร้างบทสนทนาด้วยภาษาจีนกับ “ผศ. เกื้อพันธุ์ นาคบุปผา” อาจารย์สูงอายุวัย 77 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทย ซึ่งมีประสบการณ์สอนภาษาไทยในประเทศจีนมานานกว่า 20 ปี

ผศ.เกื้อพันธุ์ เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งเคยเดินทางมาสอนหนังสือที่ภาควิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยฯ หลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 1992 และตัดสินใจสอนภาษาไทยในจีนเรื่อยมาหลังจากเกษียณอายุงานเมื่อปี 2005 จนลูกศิษย์ลูกหาต่างยกย่องให้ท่านเป็นดัง “ร่มโพธิ์ร่มไทร” ของวงการการสอนภาษาไทยในประเทศจีน

ผศ. เกื้อพันธุ์ไม่เข้าใจภาษาจีน ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และไม่ใช้คอมพิวเตอร์ อาวุธคู่กายในการสอนของท่านมีเพียงแค่ “ชอล์ก” กับ “กระดานดำ” ส่วนการสื่อสารกับนักศึกษาในชีวิตประจำวัน ท่านอาศัยการพูดคุยแบบเจอหน้าและใช้โทรศัพท์บ้านเท่านั้น อาจารย์สูงอายุผู้มีนิสัยถ่อมตน สมถะ เรียบง่าย และตั้งใจจริงท่านนี้ คือผู้ที่อบรมบ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยจำนวนมากให้กับวงการการศึกษา การทูต การค้า และสื่อสารมวลชน นับเป็นผู้มีคุณูปการต่อการสานสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีนกับไทย 

อาจารย์จากแดนไกล ทำงานได้แม้ไม่เข้าใจภาษาจีน

ปี 2022 นี้นับเป็นปีที่ 30 แล้วที่ ผศ.เกื้อพันธุ์มีความผูกพันกับประเทศจีน 

“ปักกิ่งเป็นเหมือนบ้านเกิดหลังที่ 2 ของดิฉัน และดิฉันตั้งใจจะทำงานที่นี่เป็นแห่งสุดท้าย” ท่านกล่าวพร้อมเผยว่าเวลากลับมาถึงห้องพักก็จะรู้สึกเหมือนกลับมาบ้าน

เมื่อวันจันทร์ (28 ก.พ.) นับเป็นวันแรกของการสอนในภาคการศึกษาใหม่ ผศ. เกื้อพันธุ์ตื่นนอนตั้งแต่ตีสามและสอนช่วงเช้าติดต่อกัน 4 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก แต่ท่านกลับบอกว่าต่อให้ไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักอึกเดียวก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะรักการสอนหนังสือมาก

“ซานเยว่อีเฮ่าเต้าเป่ยจิงไหล” คือประโยคภาษาจีนที่ ผศ.เกื้อพันธุ์จำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้ โดยมีความหมายว่า “ฉันมาถึงปักกิ่งวันที่ 1 มีนาคม” ท่านเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “ดิฉันยังจำได้ดี ตอนเดินทางมาถึงปักกิ่งเป็นช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว ซึ่งอากาศยังหนาวกว่าช่วงที่หนาวที่สุดของเชียงใหม่มาก แต่เพื่อนชาวจีนเขาบอกว่าตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว”

จากเชียงใหม่ถึงปักกิ่ง คิดเป็นระยะทางเกือบ 3,000 กิโลเมตร นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผศ. เกื้อพันธุ์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 47 ปี “กลัวก็กลัวนะ ที่กลัวเพราะไม่เคยคิดจะออกนอกประเทศนอกจากเที่ยว เพราะฉะนั้น กินก็ไม่ได้ นอนไม่หลับ ผอมลงๆ”

แต่ถึงกระนั้นความวิตกกังวลใดๆ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อหัวใจที่รักในการสอนและความรับผิดชอบที่มีต่อนักศึกษา ผศ. เกื้อพันธุ์ ผู้ตั้งฉายาให้ตนเองว่า “อาจารย์โลว์เทค” จึงตั้งใจทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เช่น เรียนภาษาจีนไม่ทันก็เรียนพินอินแทน สื่อสารกับนักศึกษาไม่เข้าใจก็ใช้ภาษาอังกฤษและหน้าตาท่าทางเข้าช่วย เป็นต้น

ผศ. เกื้อพันธุ์เล่าว่าท่านประสบปัญหาหลายอย่างเลี่ยงไม่ได้ตอนมาถึงปักกิ่งครั้งแรก ซึ่งรวมทั้งอุปสรรคทางภาษา แต่โชคดีที่มีคนคอยยื่นมือช่วยเหลือท่านอยู่เสมอ “ที่ดิฉันอยู่มาได้หลายปีขนาดนี้ ต้องขอบคุณคณาจารย์และลูกศิษย์ที่คอยช่วยเหลือ”

ไม่หยุดสอนแม้เกษียณ

หลังจากเกษียณในปี 2005 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้ชักชวนให้ผศ. เกื้อพันธุ์ สอนหนังสือในจีนต่อไป ท่านจึงตอบตกลงไปแม้ขณะนั้นกำลังเศร้าเสียใจกับการจากไปของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด “ดิฉันสัญญากับพ่อแม่ว่าเกษียณแล้วจะไปอยู่กับพวกท่าน แต่พอท่านทั้งสองจากไปแล้ว ดิฉันก็ไม่มีที่ไป อยู่ก็ไม่เป็นสุข ไม่อยู่เสียเลยดีกว่า ก็เลยมาที่นี่”

ในสายตาของนักศึกษา ผศ.เกื้อพันธุ์เปรียบเสมือน “เครื่องจักรนิรันดร์” เพราะท่านมักมาถึงห้องเรียนเร็วกว่าเด็กเสมอ ทั้งยังสามารถสอนหนังสือแบบไม่หยุดพักตลอด 2 ชั่วโมง และถึงแม้จะไม่ใช่เวลาเรียนหรือค่ำมืดแค่ไหน ท่านก็ยินดีจะสละเวลาส่วนตัวมาติวให้ เพราะต้องการให้เด็กๆ เรียนรู้และพูดภาษาไทยได้ไวและเก่งขึ้น และเป็นเช่นนี้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา “เวลาของครูไม่ค่อยสำคัญ ถ้าสอนแล้วเด็กๆ ได้ ครูก็ดีใจด้วย”

มีครั้งหนึ่งที่นักศึกษาเคยพูดติดตลกว่า “อาคารเรียนของภาควิชาภาษาไทยมีสองแห่ง แห่งแรกคืออาคารเรียนในมหาวิทยาลัย แห่งที่สองคือตึกจวนเจีย (ตึกบ้านพักของผศ. เกื้อพันธุ์)” เนื่องจากท่านจะให้นักศึกษาผลัดกันมานั่งเรียนที่ตึกนี้ 

เริ่มตั้งแต่การสอนออกเสียงและการประกอบคำให้นักศึกษาปีหนึ่ง สอนโครงสร้างประโยคและบทสนทนาให้นักศึกษาปีสอง อบรมด้านการพูดสุนทรพจน์และเขียนเรียงความให้นักศึกษาปีสาม และให้คำปรึกษาด้านการเขียนวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษาปีสี่ จนนักศึกษาทุกคนต่างเรียกท่านด้วยคำสนิทชิดเชื้อว่า “คุณย่า” และท่านเองก็มองว่าลูกศิษย์ชาวจีนทุกคนนั้นเป็นเหมือนลูกเหมือนหลาน

“เสกสกล” ถกคกก.เฉพาะกิจฯ สางหวยแพง เผย ตร.เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ ลั่น เอาผิดผู้ค้ารายใหญ่-นายทุน เอี่ยวขายเกินราคา

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายเสกสกล  อัตาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนด ในสลากกินแบ่งรัฐบาล ครั้งที่1/2565 เป็นประธานประชุมคณะกรรมการฯ มีพล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผบ.ตร.ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เข้าร่วม เป็นต้น ใช้เวลากว่า

นายเสกสกล กล่าวว่า กรรมการชุดนี้ เหมือนจับกุมโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับสำนักงานสลากฯจะเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่และดำเนินการกับผู้ขายสลากเกินราคา ซึ่งจะเน้นที่ผู้ขายรายใหญ่ ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จะนทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ ว่าให้ดำเนินการไม่ว่าจะเป็น ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรืออดีตนักการเมือง นายทุนที่เกี่ยวกับนักการเมือง หากพบเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายเกินราคา ต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด  สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ฝ่าฝืน คงไม่สามารถบอกก่อนล่วงหน้า เนื่องจากคนที่กระทำผิดจะทราบและรู้ตัวก่อน

จากนั้นนายเสกสกล ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ว่า คณะทำงานฯได้เร่งรัดการทำงานอย่างจริงจังและจะแก้ไขให้ตรงจุด  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยที่ประชุมมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงฯ  ซึ่งชุดปฏิบัติการแต่ละพื้นที่ จะดำเนินการทันทีที่ได้รับข้อมูลจากสำนักงานสลากฯ เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย และมีมาตรการลงโทษอย่างจริงจัง

 

ศาลปกครองสูงสุด รับคำร้อง คมนาคม -รฟท. สั่งรื้อคดี ค่าโง่โฮปเวลล์ พิจารณาใหม่อีกครั้ง

4 มี.ค. 65 ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในคดีคำร้องที่ 394-396/2564 ระหว่าง กระทรวงคมนาคม ผู้ร้องที่ 1 และ การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ร้องที่ 2 กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน อันเป็นคดีที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ไว้พิจารณา โดยอ้างว่า การนับระยะเวลาหรืออายุความในการยื่นข้อเรียกร้องของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี คือ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นวันที่หนังสือบอกเลิกสัญญาของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ไปถึงบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มิใช่นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 อันเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ ซึ่งกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เห็นว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กล่าวอ้างเข้าหลักเกณฑ์และองค์ประกอบการพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75 (1) (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542

กรณีในคดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดง ที่ อ. 221-223/2562 ให้ยกคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าตอบแทนตามสัญญาสัมปทาน จำนวน 2,850,000,000 บาท คืนหนังสือค้ำประกัน และค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกัน จำนวน 38,479,800 บาท กับเงินที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ใช้ในการก่อสร้างโครงการ จำนวน 9,000,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้ว่าที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเคยมีมติในคราวประชุมใหญ่ ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ว่า “ในกรณีที่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในขณะนั้น ต่อมา หลังจากที่ศาลปกครองเปิดทำการ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยขณะที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อายุความฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมยังไม่ครบกำหนด แต่การนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครองนั้น จะเป็นการฟ้องคดีปกครองเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 มาตรา 50 หรือมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แล้วแต่กรณี ในกรณีเช่นนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 

ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการเป็นต้นไป” ก็ตาม และต่อมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีนี้ โดยวินิจฉัยว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รู้ว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 อันเป็นวันที่ได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม เมื่อสัญญาระหว่างคู่พิพาทไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการไว้โดยเฉพาะ การเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ จึงกระทำได้ภายในอายุความการฟ้องคดีต่อศาล เมื่อข้อพิพาทได้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลปกครองเปิดทำการ การนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 อันเป็นการยื่นภายในกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา ข้อพิพาทนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาโดยชอบแล้ว

จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาโดยอาศัยข้อกฎหมายกรณีการเริ่มนับระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ได้เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะไม่ได้ระบุถึงมติที่ประชุมใหญ่ฯ ดังกล่าวโดยตรง แต่ก็เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตามที่กำหนดในมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545

ต่อมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า มติของที่ประชุมใหญ่ฯ ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ฯ เกี่ยวกับการเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และโดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 211 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

ศาลพิพากษายืนจำคุก 'วัฒนา เมืองสุข' 50 ปี ปิดฉากคดีทุจริต ‘บ้านเอื้ออาทร’

ปิดฉากคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร ปิดฉากเส้นทางการเมือง วัฒนา เมืองสุข หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 99 ปี ส่งเข้าเรือนจำทันที

คำพิพากษาในครั้งนี้ถือเป็นที่สุด เพราะเป็นการตัดสินหลัง นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยื่นอุทธรณ์ จากการพิพากษาครั้งแรกให้จำคุก 99 ปี กรณีทุจริตเรียกรับสินบนจากบริษัท พาสทิญ่า จำกัด ผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทร ผ่านบริษัทและลูกจ้างบริษัท เพรซิเด้นท์เทรดดิ้ง จำกัด จำนวนเงิน 82.6 ล้านบาท มีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ, ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น 11 กระทง กระทงละ 9 ปี แต่คงจำคุกจริง 50 ปี ส่วนพวกอีก 13 คน ถูกตัดสินจำคุกตามลำดับโทษที่แตกต่างกัน ในคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร อาทิ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักโทษในคดีทุจริตจำนำข้าว ก็มีเอี่ยวในการทุจริตครั้งนี้ด้วย รับโทษจำคุก 66 ปี แต่จำคุกจริง 50 ปี ส่วนนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง จำคุก 4 ปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top