Friday, 26 June 2026
NewsFeed

เชียงใหม่ - เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน!! ชวนร่วมออกไอเดีย ประกวดตั้งชื่อภาษาจีน ให้ “เสือโคร่งสีทอง" จำนวน 3 ตัว ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ!!

วันที่ 25 มกราคม 2565 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ชวนร่วมประกวดตั้งชื่อภาษาจีน ให้กับ “เสือโคร่งสีทอง" จำนวน 3 ตัว ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ บัตรเข้าชมฟรี 4 ใบ และแมสก์ลายกรงเล็บน้องเสือ 4 ชิ้น จากเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

นายสายสิทธิ์ เจตสิกทัต ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เปิดเผยว่า เนื่องจากปีนี้เป็นปีเสือ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์หายากที่สุดในโลก “เสือโคร่งสีทอง” (Golden Tabby Tiger) เพศเมีย จำนวน 3 ตัว โดยได้มีการประกวดตั้งชื่อไปก่อนหน้านี้ ได้ชื่อ น้องฮันนี่, น้องเลมอน และน้องชูการ์ ซึ่งทางเราเห็นว่าเพื่อเป็นการต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึง และเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศตรุษจีน จึงขอเชิญร่วมออกไอเดียประกวดตั้งชื่อภาษาจีนที่มีความหมายมงคล ให้กับน้องๆ ทั้ง 3 ตัว โดยน้องๆ เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เกิดจาก “พ่อเดรสเปรสโซ่” และ “แม่คริสต้า” และในขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ ในส่วนจัดแสดงอาคาร Tiger world ปัจจุบันเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี มีเสือโคร่งสีทองทั้งหมด 5 ตัว และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความน่ารักของ 3 เสือโคร่งสีทอง ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น.

 

รู้จักอาชีพที่ซาอุฯ ห้ามคนต่างชาติทำ

จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำประเทศคนแรกในรอบ 32 ปี ที่เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตกต่ำมายาวนาน ขณะที่มีการคาดหมายว่า การไปเยือนในครั้งนี้ จะมีข่าวดีสำหรับแรงงานไทย ที่จะมีโอกาสเดินทางไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง 

ทว่า ก่อนจะไปลุ้นว่า ซาอุดีอาระเบียจะเปิดรับแรงงานจากไทยหรือไม่นั้น เราไปดู ‘19 อาชีพสงวน’ สำหรับชาวซาอุดีอาระเบีย ที่ไม่อนุญาตให้คนต่างชาติทำ กันดีกว่า

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ได้เผยแพร่ 19 ตำแหน่งงาน ที่อนุญาตให้แรงงานชายหญิงชาวซาอุดีอาระเบียเท่านั้น ได้แก่

1.) ผู้จัดการบริหารทรัพยากรบุคคล (Executive HR manager)
2.) ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR manager)
3.) ผู้จัดการด้านแรงงาน (Labor affairs manager)
4.) ผู้จัดการด้านธุรการ (Staff relations manager)
5.) ผู้เชี่ยวชาญงานธุรการ (Staff relations specialist)
6.) พนักงานเสมียนธุรการ (Staff relations clerk)
7.) พนักงานรับสมัครงาน (Recruitment clerk)
8.) พนักงานกิจการบุคคล (Staff affairs clerk)
9.) เสมียนควบคุมการเข้าร่วมประชุม (Attendance control clerk)

ปทุมธานี - ผู้ว่าฯปทุมธานี ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองปทุมธานี กำชับให้ผู้ประกอบการติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน!!

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 09.00 น. ที่ ตลาดสดเทศบาลเมืองปทุมธานี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นายแพทย์ภุชงค์ ไชยชิน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี นางสาวธนิยา นัยพินิจ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปทุมธานี พ.อ.วินัย อภัยกุญชร รอง ผอ.รมน.จังหวัดปทุมธานี พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ หาญสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองปทุมธานี พ.ต.อ.ธนกฤต บุญเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.ณรงค์ เอี่ยมระหงส์ ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี นางพรอัปสร นิลจินดา ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี นางสายสุดา พานย้อย หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง

ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่จับจ่ายซื้อสินค้า อุปโภคบริโภค อาทิ เนื้อหมูสด เนื้อไก่ ผักสด  ผลไม้ อาหารสำเร็จรูป อื่น ๆ เพื่อตรวจสอบราคาสินค้าให้มีความยุติธรรมต่อผู้บริโภคไม่ขายเกินราคาที่กำหนดและการติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน เปิดเผยและสามารถอ่านได้โดยง่าย แสดงราคาสินค้าไว้บริเวณใกล้เคียงหรือแขวนในบริเวณที่ผู้บริโภคเห็นได้ ต้องเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่นด้วยก็ได้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า

 

กนอ.จัดสัมมนา ‘สร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันโควิด-19’ กระตุ้นบุคลากรเกี่ยวเนื่องในนิคมฯ การ์ดแน่น

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จับมือสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จัดสัมมนา ‘สร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันโควิด-19’ ให้กับบุคลากร กนอ. ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หวังสร้างการตระหนักรู้ในการป้องกันตนเอง ลดการแพร่กระจายและความเสี่ยง รวมถึงลดภาระสถานพยาบาล

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้มากขึ้น รัฐบาลจึงยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด โดยได้ออกประกาศข้อกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 41) เพื่อใช้ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดในไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 (ข้อ 6) การยกระดับการปฏิบัติงานเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด ด้วยการประเมินสถานการณ์แพร่ระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

กนอ.มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ‘โครงการสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันโควิด-19’ กับสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการฯ โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แนวทางการดูแลตนเอง การทำ Home Isolation เพื่อรักษาตนเองที่บ้าน และการทำ Company/Factory Isolation รวมถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วย Rapid Antigen Test Kit แก่บุคลากรของ กนอ. และผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายเชื้อ ลดความเสี่ยง รวมถึงลดภาระสถานพยาบาล

กัมพูชา - บริษัทต่างชาติ บีบเกษตรกรออกจากธุรกิจ - บีบให้แรงงานย้ายถิ่นฐาน!!

เกษตรกรชาวกัมพูชาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการครอบงำบริษัทต่างชาติในบ้านเกิดของตน เนื่องจากเจ้าของบริษัทยังคงควบคุมพื้นที่ทำการเกษตรมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพได้ยากขึ้นและทำให้เกิดการย้ายถิ่นของแรงงาน

สิ่งนี้เห็นได้ชัดในหมู่บ้านที่ชนกลุ่มน้อย Kouy อาศัยอยู่ในจังหวัดพระวิหาร ทางการได้ให้สิทธิแก่บริษัทต่างชาติในการให้เช่าพื้นที่ต่าง ๆ แก่คนนอกพื้นที่ โดยให้ชาวบ้านที่สูญเสียพื้นที่ทำการเกษตรไปมาก บังคับให้หลายคนมองหาโอกาสในการทำงานในต่างประเทศ ตอนนี้ชาวบ้านและกลุ่มสิทธิที่ได้รับความเดือดร้อนเริ่มโต้เถียงเรื่องพื้นฐานทางกฎหมายของสิทธิของบริษัทในการควบคุมที่ดินและเรียกร้องให้มีการปฏิรูป

นาย ล จันทร์ - ผู้ประสานงานกลุ่มสิทธิ ADHOC จังหวัด บอกว่า “ในหมู่บ้านของฉัน มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับบริษัทอ้อยตั้งแต่ปี 2555 ชุมชนของฉันได้สูญเสียที่ดินทำกิน พื้นที่เพาะปลูก ป่าไม้ ป่าเชื่อ ฐานรากของวัดโบราณถูกทำลายไปแล้ว”

นายตีบ เติม-ตัวแทนชนพื้นเมืองโกย บอกว่า “บริษัทเป็นบริษัทจีน Hengfu Group บริษัทได้ก่อตั้งบริษัทขนาดเล็กห้าแห่ง ได้แก่ Heng Non Cambodia International Co. Ltd, Heng Yue Cambodia International Co. Ltd, Heng Rui Cambodia International Co. Ltd, Lan Feng Cambodia International Co. Ltd และ Rui Feng Cambodia International Co. Ltd, ”

นาย ล จันทร์-ผู้ประสานงานกลุ่มสิทธิ ADHOC จังหวัด บอกว่า “สัญญาระหว่างรัฐบาลและบริษัทคือการปลูกต้นยางพารา ต้นกระถิน และอ้อย การปลูกอ้อย บริษัทไม่ผิด บริษัทผิดคือเอาที่ดินทำกินคูยเช่าให้พวกอพยพ และที่ไม่ธรรมดาคือบริษัทเอาสัมปทานที่ดินไปปลูกข้าวซึ่งกำลังปล้นธุรกิจของชนพื้นเมืองคูย"

นาย ล จันทร์- ผู้ประสานงานกลุ่มสิทธิ ADHOC จังหวัด บอกว่า “บริษัททำอย่างนั้นแตกต่างไปจากสัญญาที่ตกลงกับรัฐบาล บริษัท มีสิทธิทำเฉพาะแผนแม่บทที่เขียนไว้ในสัญญาที่ลงนามแล้วเท่านั้น”

นาย ล จันทร์- ผู้ประสานงานกลุ่มสิทธิ ADHOC จังหวัด บอกว่า “โดยหลักการแล้ว กฎหมายว่าด้วยสัมปทานที่ดินไม่ได้ให้สิทธิบริษัทการลงทุนที่จะได้รับพื้นที่มากกว่า 10,000 เฮกตาร์ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ฉันได้ร่วมมือกับ EC เช่นเดียวกับองค์กรอื่น ๆ เราพบว่าห้า บริษัท นั้นมีสัมปทานที่ดินมากกว่า 50,000 เฮกตาร์ ดังนั้นตามหลักการของกฎหมายสัมปทานที่ดิน บริษัท นี้ได้ทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง "

นางเซิงแซม-ตัวแทนชาวพื้นเมืองโกย บอกว่า“ด้วยเหตุพิพาทเรื่องที่ดินนี้ ชาวคูตี้จึงต้องอพยพไปทำงานต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย และกระทบต่อการศึกษาอย่างหลานๆ ของตัวเองที่เพิ่งลาออกจากโรงเรียน "

นาย. ซินสนา –หลานชายของนางเซิงแซม บอกว่า “ผมเคยร่วมประท้วงปัญหาที่ดินนี้ด้วย เราไปตอนกลางของจังหวัดเพื่อนอนที่นั่น ฉันไปที่นั่นเพราะต้องการสนับสนุนให้พวกเขาอ้างสิทธิ์ในที่ดินที่บริษัทจีนยึดครอง "

นาง Soeung Sam-ตัวแทนชนพื้นเมืองกวย บอกว่า “ฉันรู้สึกเศร้าแต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพราะบริษัทมีอำนาจมากกว่าชุมชนของฉัน ดังนั้น เราจะยืนหยัดเพื่อทวงคืนที่ดินของเราเท่านั้น”

 

‘ตั๊ก บริบูรณ์’ อำลา ร.ร.วรรณวิทย์ ไม่ลืมพระคุณครูใหญ่ให้เรียนแม้ไม่มีค่าเทอม

"ตั๊ก บริบูรณ์" อำลาโรงเรียนเก่า หลังเตรียมปิดตำนาน 76 ปี เผย “ครูให้เรียนแม้ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” 

"ตั๊ก บริบูรณ์" นักแสดงตลกอารมณ์ดี โพสต์อำลาโรงเรียนเก่าแก่ ที่เตรียมปิดตัวลง และเตรียมจัดงานสิ้นเสียงระฆังวรรณวิทย์ ในวันที่ 26 ก.พ. 65 นี้

เป็นข่าวที่หลายๆ คน ถึงกับใจหาย หลังโรงเรียนวรรณวิทย์ ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 76 ปี เตรียมปิดตัวลง ซึ่งปัจจุบันมีหม่อมราชวงศ์รุจีสมร สุขสวัสดิ์ อายุ 101 ปี เป็นครูใหญ่ 

ล่าสุดในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนักแสดงตลกอารมณ์ดีอย่าง "ตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง" ได้เผยภาพตนเองไปเยี่ยมชมโรงเรียนเก่า ที่เตรียมปิดตัวลงในอีกไม่ช้า

โฆษกรัฐบาลเผย 'นายกฯ' ชื่นชมการทำงานหน่วยงานด้านเศรษฐกิจทำงานเห็นผล เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ขยายตัวกว่า 4.5% ย้ำรัฐบาลเดินถูกทางเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 6 ด้าน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ควมคุมการดำเนินนโยบายตามที่ได้สั่งการ และชื่นชมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ หลังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอนาคต ยืนยันรัฐบาลเดินถูกทางเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 6 ด้าน

จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะขยายตัวในช่วง 3.5-4.5% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน เช่น การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของภาคเอกชนและภาครัฐ การลงทุนรวม มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ ดุลการค้า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่เปิดเผยว่า ในปี 2565 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ยังคงขยายตัว 4-5% เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม หรือจีดีพีภาคอุตสาหกรรม ที่ขยายตัว 2.5-3.5%

โดยไทยมีศักยภาพหลายด้านที่ได้เปรียบประเทศคู่ค้า ทั้งการมีแรงงานทักษะที่มีฝีมือและคุณภาพ วัตถุดิบทางการเกษตร ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ตลอดจนโครงการลงทุนต่าง ๆ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สอดคล้องกับแนวนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเมื่อรัฐบาลปลดล็อกการเดินทางระหว่างประเทศแบบ test and go จะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อีกมาก ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 6 ด้าน ได้แก่ 

1. ส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 
2. พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับหมุดหมายการพัฒนาตามตารางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) 
3. พัฒนาผู้ประกอบการและภาคการผลิตไปสู่ 4.0 เช่น การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการอัจฉริยะ ส่งเสริมเอสเอ็มอี เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล
4. พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
5. จัดตั้งและส่งเสริมการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 
และ 6.การยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

โฆษกรัฐบาล เผย “นายก ฯ” ติดตามสถานการณ์โควิด-19 ตลอด แนะ กลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ ย้ำ เข็มกระตุ้น กันป่วยหนัก-เสียชีวิต

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงแม้ที่อยู่ในระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ได้ติดตามสถานการณ์โควิด-19  ไทย โดยย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ เพื่อยับยั้งอาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาด ช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่ผู้ติดเชื้อจะต้องรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน หรือโอกาสที่จะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากโควิด-19  

นายธนกร กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีกำหนดแผนการบริหารวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่ง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เห็นชอบแผนการฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 4 ให้กับประชาชนในพื้นที่ 10 จังหวัดท่องเที่ยว และจังหวัดที่พบการติดเชื้อสูง จากเดิมที่ให้ฉีดเฉพาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และกลุ่มเสี่ยง สำหรับวัคซีนเข็ม 4 ที่จะฉีดให้นั้น กรณีฉีดเข็ม 1 - 2 เป็น Sinovac เข็ม 3 เป็น AstraZeneca เข็ม 4 จะแนะนำเป็น AstraZeneca ขณะที่ คนที่ฉีดเข็ม 1- 2 เป็น AstraZeneca เข็ม 3 เป็น Pfizer เข็ม 4 จะแนะนำเป็น Pfizer ทั้งนี้ ประชาชนที่รับวัคซีนเข็ม 3 ไปแล้วเกิน 3 เดือน สามารถเข้ารับเข็ม 4 ได้  สำหรับ 10 จังหวัดที่ประชาชนสามารถเข้ารับเข็ม 4 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวที่เปิดรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา กลุ่มที่ 2 พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว หรือมีการระบาด

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน มอบอาชีพ “สร้างชีวิต” อย่างยั่งยืนแก่ครัวเรือนยากจนจังหวัดน่าน 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 18 ครัวเรือน  คิดเป็นมูลค่า จำนวน 316,450 บาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ”บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  

โดยมี นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน   และนายอาทร พิมชะนก ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายวิทยา จงประสาธน์สุข ประธานคณะกรรมการพ่อค้าน่านโรงเรียนซินจง จ.น่าน ร่วมในพิธี  ณ  บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองน่าน  จังหวัดน่าน

ซึ่งในปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดอุทัยธานี สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ พะเยา เชียงราย และน่าน แล้วรวม 10 จังหวัด 146 ครัวเรือน มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพทั้งสิ้น จำนวน 2,197,380 บาท (สองล้านหนึ่งแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันสามร้อยแปดสิบบาทถ้วน)

การดำเนินการ “โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์  จะจัดทีมลงพื้นที่ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้ความรู้ ทักษะ และมีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหาอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนสร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2563 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 500 ครัวเรือน งบประมาณดำเนินงานทั้งสิ้น 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) 

ไทย - ซาอุฯ ร่วมฟื้นสัมพันธ์ 32 ปี สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่

ภายหลังเสร็จสิ้น การเดินทางมาเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียให้เป็นปกติอย่างสมบูรณ์แล้ว และพร้อมที่จะเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกันต่อจากนี้ ซึ่งในระยะแรกจะมีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตและการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีในมิติต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และแรงงาน เป็นต้น

ซึ่งการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ยังจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับไทยและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะการเสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะ “ครัวโลก” เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของซาอุดีอาระเบีย และในฐานะ “ศูนย์กลางทางการแพทย์และการท่องเที่ยว” ของไทย โดยคาดว่า นักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ จะช่วยสร้างรายได้ให้ไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของไทย ในฐานะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับต้นของโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top