Wednesday, 24 June 2026
NewsFeed

กระบี่ - หน.อุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี เผย!เทศกาลปีใหม่ 1- 3 ม.ค.65 มีนทท.เข้าชมอ่าวมาหยา 12,375 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวประทับใจ ‘อ่าวมาหยาราชินีแห่งอันดามัน สวรรค์เกาะพีพี’ แม้ไม่ได้ลงเล่นน้ำ

4 มกราคม 2565 นายปราโมทย์ แก้วงาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา- หมู่เกาะพีพี กล่าวว่า หลังจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอ่าวมาหยา เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา โดยจองผ่านคิวคิว ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชก่อน และสามารถเข้าชมอ่าวมาหยาได้ตั้งแต่เวลา 07.00 – 18.00 นาฬิกา ซึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อรอบ รวม 11 รอบ ๆ ละ 375 คน 4,125 ต่อวัน ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาดเพราะต้องการที่จะรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ เช่นฉลามหูดำ ที่มีมากกว่า 100 ตัว และกุ้งมังกร 7 สี แต่สามารถเดินเล่นและนอนหน้าชายหาดได้ หาดผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษถูกปรับตามอัตราที่กรมกำหนด

ซึ่งนักท่องเที่ยวรวมทั้งไกด์นำเที่ยว เรือนำเที่ยวต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวก็เข้าใจในเรื่องของกฎระเบียบ ข้อบังคับของทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชก่อน ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ ส่วนใหญ่ยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 -3 มกราคม ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมอ่าวจำนวน 12,375 คน

นอกจากนั้นทางอุทยานฯยังได้เตรียมความพร้อมตั้งในเรื่องของกำลังเจ้าหน้าที่ ไว้คอยดูแลนักท่องเที่ยว เมื่อเดินทางมายังอ่าวมาหยาตั้งแต่ท่าเทียบเรือ เดินทางเข้ามายังจุดบริการนักท่องเที่ยว ที่จะต้องตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกาย ตามขันตอนที่ได้กำหนดเอาไว้  มีทางเดิน ทางเท้า ทางลาดสำหรับผู้พิการ ป้ายบอกทาง ห้องปฐมพยาบาล ห้องสุขา ทุกอย่างได้จัดเตรียมไว้รอรับนักท่องเที่ยวไว้หมดแล้ว

นางรวินันท์ พุทธชาติ นักท่องเที่ยวชาวไทย จากจังหวัดสงขลา กล่าวว่า มีความประทับใจมาก ที่ได้มาเยือนอ่าวมาหยาอีกครั้ง หลังจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คอยมาอ่าวมาหยามีแล้วครั้งหนึ่ง แต่มาครั้งนี้สภาพหาดอ่าวมาหยา มีการฟื้นฟูธรรมชาติสมบูรณ์ มีระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์อีกครั้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามระดับโลก สมฉายาราชินีอันดามัน สวรรค์เกาะพีพี  ที่นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกต้องการมาเยือนสักครั้งในชีวิต 

 

"กรณ์" สรุปผลงานพรรคกล้า 1 ปี ทำงานอาสาสู้โควิด เคียงข้างพี่น้องประชาชน แจกแมสก์ 5,000,000 ชิ้น แจกข้าวกล่อง 150,000 มื้อ ช่วยเหลือประชาชนกว่า 7,000 ราย ตั้งศูนย์พักคอย 36 ศูนย์ พร้อมขับเคลื่อนการเมืองสร้างสรรค์ 

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวถึงการทำงานในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ว่าเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับพวกเราทุกคน  โควิดเล่นกับเราแรงมาก ขอแสดงความเสียใจกับทุกๆท่าน ที่ต้องสูญเสียญาติพี่น้องให้กับโควิด ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังพยายามที่จะฟื้นตัวจากการติดเชื้อ และใครที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนอย่าลังเล ส่วนใครที่มีโอกาสฉีดเข็ม 3  ถ้าหมอแนะนำให้ฉีด ก็ขอให้ฉีดทันที  วันนี้โอมิครอนคืบเข้ามาสู่ประเทศไทยเราแล้ว ปลอดภัยไว้ดีกว่า ส่วนประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจ ก็ยังมีความน่าเป็นห่วง หลายๆท่านสูญเสียโอกาสในการทำมาหากิน รายได้ลดลง  ประเด็นปัญหาเรื่องหนี้สินเพิ่มมากยิ่งขึ้น  ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ทุกคนต้องมีสติในการดูแลเรื่องค่าใชhจ่าย  อย่าเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น เพราะว่าประเด็นปัญหาเศรษฐกิจยังไม่จากเราไป 

ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา พวกเราพรรคกล้าได้เลือกที่จะเน้น “งานอาสา” แทน “งานการเมือง” กลุ่ม “กล้าอาสา” ได้ช่วยเหลือประชาชนที่ติดต่อเข้ามากว่า 7,000 ชีวิต เราได้แจกแมสก์ไปกว่า 5 ล้านชิ้น และได้ตั้งศูนย์พักคอยชุมชนเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากชุมชนในการสะกัดการแพร่เชื้อถึง 36 แห่ง ทีมงานและว่าที่ผู้สมัครของเราได้ทำครัวร่วมกับเพื่อนๆ จิตอาสาแจกข้าวกล่องไปกว่า 150,000 มื้อ ให้ผู้ที่เดือดร้อนและผู้ยากไร้ และงานอาสาเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องโควิดแต่ทีมอาสาเรายังได้ช่วยผู้ประสบภัยอื่นๆเช่น น้ำท่วมในภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ หรือช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ 

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากงานอาสาแล้ว งานการเมืองเราก็ทำอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้น เราทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอดในการเสนอแนวคิดนโยบายไปทางรัฐบาล ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาประชาชนหรือเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเราได้เสนอความคิดทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอดเพื่อช่วยให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเรามีจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อลดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการแสดงจุดยืนสนับสนุนสิทธิการสมรสอย่างเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQ+ 

“บิ๊กตู่” ห่วง ปชช.ย้ำขับขี่เคารพกฏจราจร งดดื่มแอลกอฮอล์ ขอความร่วมมือ Work from Home 1 สัปดาห์ หลังจากกลับมาจากการไปท่องเที่ยวหรือภูมิลำเนา

ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (pmoc ) เผยแพร่ข้อความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แสดงความห่วงใยประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยย้ำผู้ขับขี่ยานพาหนะต่างๆ ให้เคารพและปฏิบัติตามกฎจราจร รวมทั้งงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ระหว่างขับขี่ยานพาหนะ  เพื่อให้การเดินทางไปสู่ที่หมายอย่างปลอดภัยเพื่อจะได้ร่วมฉลองปีใหม่อยู่กับครอบครัวและญาติพี่น้องอย่างมีความสุข 

พร้อมย้ำทุกฝ่ายต้องป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 ขั้นสูงสุด ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขแบบครอบจักรวาล Universal Prevention และให้สถานประกอบกิจการและร้านอาหารต่าง ๆ เข้มงวดในการปฏิบัติตาม COVID Free Setting รวมทั้งการฉีดวัคชีนให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดอย่างน้อย 2 เข็ม แม้ในภาพรวมของประเทศไทยเริ่มดีขึ้นแล้ว  แต่ก็พบว่ามีผู้ติดเชื้อจากโควิดสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น  

‘ธนาธร’ ติดโควิด!! ยืนยัน ผลตรวจออกมาเป็นบวก หลังเพิ่งกลับจากต่างประเทศ

วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ระบุว่า ติดเชื้อโควิด-19 หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ

โพสต์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อวานนี้ (3 ม.ค.) ผมเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ได้กักตัวและตรวจโควิดตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมาณ 15.00 น. ผลออกมาเป็นบวก

"ปิยบุตร" เผย 3 ภารกิจ "คณะก้าวหน้า" ปี 65 หนุนผู้สมัครชิงนายกเมืองพัทยา-ปักธงความคิดสร้างความหวังการเมืองท้องถิ่น-เปิดอะคาเดมีนักการเมือง-รณรงค์แก้ ม.112 รูปแบบใหม่ น่ารักสดใสยิ่งขึ้น

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวถึงภารกิจของคณะก้าวหน้าในปี 2565 ว่า คณะก้าวหน้ามี 3 ภารกิจใหญ่ๆ คือ 1.เรื่องท้องถิ่น คณะก้าวหน้าคงจะสนับสนุนผู้สมัครชิงนายกเมืองพัทยา ส่วนระดับเทศบาลและอบต.ที่มีผู้บริหารที่เราสนับสนุน ก็จะเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา แนวทางการทำนโยบายต่างๆ และจะมีการจัดงานซิมโพเซียมโชว์ โดยนำนโยบายท้องถิ่นดีๆ ในหลากหลายที่มาโชว์ การเดินหน้ารณรงค์เรื่องนี้เพื่อเปลี่ยนความคิดคนให้เห็นว่า เราสามารถมีความหวังกับการเมืองในระดับท้องถิ่นได้ และเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนได้ 2.เรื่องการรณรงค์ทางความคิด เราจะเดินหน้าคอมมอน สคูล ซึ่งมีทั้งโครงการยืมหนังสือฟรี การทำค่ายเยาวชน Awaken Land  การบรรยายในตลาดวิชาอนาคตใหม่ และจะทำอะคาเดมีสำหรับนักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อคัดเลือกผู้สมัครและหลอมรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีการฝึกอภิปรายในสภาฯ และความรู้พื้นฐานในทางการเมือง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ตรงนี้จะเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของคนที่อยากเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ขององค์กรของพวกเรา 

"ผมหวังว่าอะคาเดมีนี้จะคู่ขนานไปกับสารพัดหลักสูตรของภาครัฐ ที่สร้างขึ้นมาโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อดึงคนมาสร้างเครือข่ายคอนเนกชั่น ไม่ได้คิดเรื่องความรู้อย่างลึกซึ้ง และเสียค่าใช้จ่ายแพง แต่ของเราคนที่มาเรียนจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ซึ่งจะเป็นการแข่งขันกันในอนาคตระหว่างหลักสูตรของภาครัฐที่มีทรัพยากรอุดหนุนตลอด และมีโอกาสที่จะได้เจอคอนเนกชั่นมากมาย ขณะที่หลักสูตรของเราค่อยๆ เริ่มทำ เพื่อหวังจะสร้างบุคลากรเข้าไปอยู่ในสนามการเมืองมากยิ่งขึ้น ฝันไกลที่สุดคือผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้าไปอยู่ในแวดวงการเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยมีพื้นฐานความรู้ในแบบอนาคตใหม่" นายปิยบุตร กล่าว

“ชัชชาติ” วิ่งไหว้พระ9วัด รับปีใหม่ เพื่อสิริมงคล พร้อม ดูปัญหาเมืองกทม. ฟุตบาท กันสาด ทางข้าม คนไร้บ้าน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หนึ่งในว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำกิจกรรมวิ่งไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพฯ เป็นระยะทางประมาณ 12.5 กิโลเมตร เพื่อเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ 2565  โดยได้ถือโอกาสดูเมืองเส้นทางท่องเที่ยว ทางเดินเท้า ถนน บริเวณรอบเมืองชั้นใน โดยเริ่มจากวัดเทพศิรินทร์ฯ วัดสระเกศฯ วัดเทพธิดารามฯ วัดราชนัดดารามฯ วัดบวรนิเวศฯ วัดชนะสงครามฯ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดราชบพิธฯและวัดสุทัศน์ฯ

นายชัชชาติ กล่าวว่า วันนี้ได้มาวิ่งกับกลุ่มนักวิ่งที่วิ่งด้วยกันอยู่ประจำ โดยส่วนใหญ่พวกเราก็จะวิ่งตอนเช้าและที่มาวิ่งในวันที่ 1 มกราคมหรือปีใหม่ก็เพื่อศิริมงคลและไหว้พระ 9 วัด ส่วนทำไมต้องวิ่ง 9 วัดนั้นเพราะเป็นความเชื่อ แต่จริงๆจะกี่วัดก็ได้ทั้งนี้การมาวิางวันนี้สนุกมากและมีประโยชน์แฝงอยู่หลายอย่าง ทั้งเรื่องสุขภาพและการได้เห็นเมือง อย่างที่วันนี้ได้วิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯชั้นในได้เห็นปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องถนน ฟุตบาท คนไร้บ้าน ซึ่งในเขตพระนครมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก และตนคิดว่าปีนี้เป็นที่เศรษฐกิจจะลำบาก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมาตนเห็นว่าเรามีแหล่งวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในกรุงเทพฯแล้วเราจะทำอย่างไรให้คนในประเทศท่องเที่ยวกันมากขึ้น แม้จะทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็จะทำให้เศรษฐกิจกระตุ้นขึ้น คนกรุงเทพฯออกไปเที่ยวต่างจังหวัดคนต่างจังหวัดมาเที่ยวในกรุงเทพฯ

อย่างวันนี้ที่ตนได้วิ่ง 9 วัดก็ได้รู้ว่าแต่ละวัดมีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่และเป็นเสน่ห์ คนที่อยู่ต่างจังหวัดตอนนี้โรงแรมกรุงเทพฯว่างมหาศาลสามารถหาโอกาสเข้ามาเที่ยวได้ โดยการท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีราคาแพงมาก มาดูประวัติศาสตร์ในกรุงเทพฯ และคนกรุงเทพฯมีเวลาก็ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด อย่างน้อยก็จะช่วยเรื่องเศรษฐกิจเพราะตนเชื่อว่าปีนี้เรื่องเศรษฐกิจจะหนักมาก เรื่องสุขภาพเป็นเทรนของคนกรุงเทพฯและคนทั้งประเทศที่ดูแลสุขภาพมากขึ้น และเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะไม่ควรรอให้เป็นโรคถึงมารักษาออกกำลังกายทุกวันให้แข็งแรง ส่วนเศรษฐกิจก็ช่วยกันประคับประคองไป อย่างวิ่งวันนี้ก็ได้ประโยชน์หลายอย่างทั้งสุขภาพและดูเมืองดูปัญหาเศรษฐกิจดูการกระตุ้นและการใช้จ่ายของประชาชน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากที่ได้มาวิ่งพบปัญหาใดชัดเจนบ้าง นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องฟุตบาทกับทางข้ามนั้นชัดเจน อย่างพวกตนที่เป็นนักวิ่งจะมีปัญหาเรื่องทางข้ามถนนเยอะเพราะทางข้ามบางทีไม่มีจุดว่าเมื่อไหร่จะให้คนข้ามก็ต้องวัดใจกันว่าตกลงไฟเขียวหรือไฟแดงฉะนั้นตนคิดว่าทางแยกทางข้ามทุกจุดควรจะมีจังหวะให้คนข้ามและมีสัญญาณบอกให้ชัดเจน ส่วนเรื่องฟุตบาท คือ ฟุตบาทไม่เรียบและยังมีกันสาดที่มาเกะกะทางเดินคนยิ่งถ้าเป็นคนแก่หรือผู้พิการก็จะใช้ทางได้ยาก โดยพวกเราก็ได้รวบรวมข้อมูลและดูว่าจุดไหนต้องเร่งดำเนินการก่อน 

"สมศักดิ์" วอน ชาวสุโขทัย ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีรับนักท่องเที่ยว สร้างความประทับใจ เกิดรายได้ให้ท้องถิ่น ร่วมใจ ฝ่าทุกวิกฤตไปด้วยกัน 

ที่ จ.สุโขทัย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานในงานทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ "รับบุญแรกแห่งเมืองสุโขทัย" นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศชาติของเราต้องประสบปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรง จนต้องปิดเมือง ปิดประเทศ ประชาชน ค้าขายลำบาก ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ รายได้ของประชาชนไม่พอต่อการดำรงชีวิต

'มัลลิกา' เผย ราคาข้าวขยับขึ้น! จ่ายส่วนต่างลดลง “ข้าวเปลือกเจ้า” รับชดเชยสูงสุด ตามด้วย “ข้าวเปลือกหอมมะลิ ชาวนายิ้มแป้น! "จุรินทร์" เดินหน้า จ่ายงวดที่ 11-12 ข้าวฤดูนี้ ชดเชย 5 ชนิดเหมือนเดิม v

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรต่อเนื่อง ล่าสุดให้แจ้งเกษตรกรโดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่แจ้งการเก็บเกี่ยวตรงกับงวดที่ 11-12 การเพาะปลูกข้าวปี 2564/2565 ในขอบล่าสุดซึ่งเป็นการจ่ายส่วนต่างราคาข้าวผู้ที่ทราบ ซึ่งโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 3 ได้ประกันราคาข้าวเปลือก 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน

สำหรับงวด 12 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงได้ประกาศอนุมัติราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 24-30 ธ.ค.2564 จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว 

สำหรับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการจ่ายเงินส่วนต่าง งวดที่ 12 ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 11,221.50 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,778.50 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 10,895.61 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,104.39 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 9,925.94 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,074.06 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,191.25 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,808.75 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ราคา 9,511.47 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 2,488.53 บาท โดยงวด12 เกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างสำหรับงวดที่ 12 สูงสุด ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 52,899 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 49,670.24 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 26,851.50 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 54,262.50 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 39,816.48 บาท

ส่วนงวดที่ 11 มีมติจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 ที่ระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 17-23 ธ.ค.2564 และประกาศราคากลางฯเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2564 หรือก่อนหน้านี้งวดล่าสุด 1 สัปดาห์ โดยราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 11,200.61 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,799.39 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 10,867.60 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 3,132.40 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 9,936.67 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,063.33 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,154.29 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,845.71 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ราคา 9,316.15 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 2,683.85 บาท โดยเกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างสำหรับงวดที่ 11 สูงสุด ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 53,191.46 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 50,188.40 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 26,583.25 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 55,371.30 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 42,941.60 บาท

“ชวน”คาด ปี 65 กม.เข้าสภามากขึ้น แนะ รมต.เข้าสภาฟังอภิปราย – ตอบกระทู้ เชื่อเป็นประโยชน์ปชช. ชี้เรื่องที่กมธ.พิจารณาแล้วไม่ผ่าน เท่ากับไม่มีผลงาน ปัด ประเมินอายุรัฐบาลอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่สภาไม่เป็นอุปสรรคให้ฝ่ายบริหาร

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในปี65 ว่าช่วงที่ผ่านมากฎหมายของฝ่ายบริหารทุกฉบับผ่านไปได้ด้วยดี ในส่วนที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ส่วนใหญ่เป็นญัตติทั่วไปประมาณ 200 ญัตติ และคิดว่าปี 65 จะมีกฎหมายใหม่ๆเข้ามามากขึ้น ส่วนเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว ถือเป็นผลงานของทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรจะผ่านการพิจารณา ถ้าไม่ผ่านเท่ากับผลงานไม่ออกมาเลย 

นายชวน กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่มีปัญหาบ้าง และแนะนำเป็นการภายใน เป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ถาม ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสภาฯก็ไม่มีตัวอย่างในการตั้งกระทู้ ทำให้มีการตั้งกระทู้ลักษณะขัดต่อข้อบังคับ เพราะการตั้งกระทู้ไม่ใช่ลักษณะของการอภิปราย แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อต้องการคำตอบ ที่ผ่านมามีสมาชิกส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ แต่การตั้งกระทู้ถามตรวจสอบฝ่ายบริหารในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม เดิมเป็นกระทู้ถามทั่วไป แต่ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ และข้อบังคับ ให้มีกระทู้ถามสดด้วยวาจา

ซึ่งรัฐมนตรีไม่มีโอกาสทราบคำถามล่วงหน้า เพราะเป็นเรื่องด่วน เรื่องที่ประชาชนสนใจ และกระทบผลประโยชน์ของประเทศ และยังมีกระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะที่ เฉพาะเรื่อง รวมทั้งยังมีกระทู้ทั่วไป ที่เป็นเรื่องในอดีตที่เคยทำมา ซึ่งสมาชิกมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหารด้วยการใช้กระทู้เพิ่มขึ้นใน 2 ระบบ ทั้งนี้ เรื่องกระทู้ต่างๆ ถือเป็นวาระที่รัฐมนตรีจะต้องเตรียมตัว ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ตรวจสอบ และสอบถามข้อมูล

ประธานรัฐสภา กล่าวด้วยว่า ในภาวะวิกฤตโควิด – 19 ที่ผ่านมา ส.ส.ถือว่าเป็นส่วนที่ช่วยได้มาก ตนขอชื่นชมทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน จากการลงพื้นที่ด้วยตนเอง จึงได้เห็นการช่วยเหลือจากทั้งส่วนรวม และส่วนตัว จากนั้น ได้นำปัญหาเข้ามาหารือในที่ประชุมสภาฯ ดังนั้นแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนช่วงวิกฤตโควิด – 19 ส.ส.ถือเป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ชาวบ้านร้องเรียนมาที่ตน ประมาณ 1 พันกว่าเรื่องในรอบปีที่ผ่านมา

ซึ่งสมัยก่อนไม่มีคนร้องทุกข์มากขนาดนี้ แสดงว่าประชาชนหวังให้สภาฯเป็นที่พึ่งในหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มการประชุมในปี 65 จะมีการนัดประชุมชดเชยวันหยุดช่วงปีใหม่ โดยนัดประชุมนัดพิเศษวันที่ 14 ม.ค.และ 28 ม.ค.65 และในวันพุธ พฤหัสบดี ของการประชุมสภาฯ จะเพิ่มเวลาการประชุมขึ้นอีกประมาณ 2 ชม. ซึ่งคาดว่าในปี 65 จะพิจารณาเรื่องที่ค้างอยู่ทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ ขณะที่ การประชุมรัฐสภา มีเรื่องที่ค้างอยู่ 3 เรื่อง โดยจะมีการหารือเพื่อกำหนดวันประชุมร่วมรัฐสภาต่อไป 

เมื่อถามว่า มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปี 65 จะเป็นอย่างไร เพราะยังมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นพอสมควร นายชวน กล่าวว่า ในส่วนของสภาฯส่วนตัวคิดว่าความคิดเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกันนั้นยังคงมีอยู่ แต่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูการทำงาน เชื่อว่าระบบนี้ยังสามารถเดินไปได้ปกติ ไม่น่าจะมีอะไรเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การปฏิบัติภารกิจของนักการเมืองก็อยู่ในสายตาของประชาชนมากขึ้น ใครที่สร้างปัญหา ประชาชนจับตาดูอยู่ ซึ่งในสมัยนี้ก็ปฏิเสธยาก เพราะมีการสื่อสารในหลายรูปแบบ แต่ถึงจะมีความขัดแย้งไม่พอใจเรื่องใดก็ตาม ก็ควรต้องอยู่ในกรอบที่สามารถควบคุมได้ 

เมื่อถามว่า ประเมินแล้วรัฐบาลจะสามารถอยู่จนครบวาระหรือไม่ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ส่วนตัวไม่สามารถประเมินฝ่ายบริหารได้ แต่ในส่วนของสภาฯคิดว่าไม่น่าจะเป็นอุปสรรคในการทำงานของฝ่ายบริหาร และฝ่ายอื่น ๆ และเชื่อว่าในระบบนี้ เราสามารถที่จะผ่านการปฏิบัติภารกิจของแต่ละฝ่ายไปได้ด้วยดี ตนได้ย้ำเตือนทุกครั้ง เมื่อพบฝ่ายบริหารก็ได้ย้ำว่าถึงอย่างไรก็ต้องมาตอบกระทู้ของสภาฯ และเมื่อมีการเสนอญัตติในสภาฯ ฝ่ายรัฐบาลต้องมาชี้แจงต่อสภาฯ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ และโอกาสที่จะได้ชี้แจงข้อมูลความจริงที่มีการตั้งประเด็น หากฝ่ายบริหารไม่ตอบสภาฯ ประชาชนก็ไม่รู้ข้อมูล “อย่างน้อยรัฐมนตรีควรเข้ามานั่งฟัง จะได้รู้ว่าเขากล่าวหาอย่างไร และใช้สิทธิชี้แจงว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง” นายชวน กล่าว

“วิษณุ” ชี้ การเมือง'65 ร้อนแรงตั้งแต่เดือน พ.ค. เปิดซักฟอกรัฐบาลได้ - ย้ำ กฎหมายลูกห้ามถูกคว่ำ หวั่น กระทบเลือกตั้ง 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำงานระหว่างการทำงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 มีอะไรน่ากังวลหรือไม่โดยเฉพาะการแก้กฎหมายต่างๆ ท่ามกลางปัญหาสภาล่มในปีที่ผ่านมา ว่า สภาฯในสมัยประชุมนี้จะจบในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 กฎหมายที่จะต้องเข้า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ 2555 หรือ วาด้า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. รวมทั้งกฎหมายอีกหลายฉบับที่เสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งเป็นกฎหมายปฏิรูป ดังนั้นสมัยประชุมนี้จึงไม่มีอะไรตื่นเต้นโลดโผน แม้จะมีอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติก็ตาม 

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนสมัยประชุมหน้าที่เปิดในเดือนพ.ค.2565 นั้น มีกฎหมายงบประมาณปี 2566 และมีกฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายปฏิรูปที่เสนอเข้าสภาเดียว ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องที่ต้องว่ากัน รวมทั้งมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติก็จะเข้าสมัยประชุมหน้า 

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าเดือนว่าพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป เป็นช่วงตื่นเต้นของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดว่าเดือนพฤษภาคม แต่หมายถึงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกันยายนเป็นเวลา 120 วัน เป็นสมัยประชุมที่สามารถมีกิจกรรมทางการเมืองหลายอย่างเกิดขึ้น

เมื่อถามว่าหากกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านการพิจารณาในช่วงสมัยประชุมเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จะทำให้เกิดกระแสเรียกร้องยุบสภาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า กระแสเรียกร้องมีแน่และมีทุกวัน ซึ่งวันนี้ก็มีอยู่แล้ว แต่จะสามารถตอบสนองต่อกระแสดังกล่าวได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบางที่อยากสนองก็สนองไม่ได้ เพราะกฎหมายลูกแม้มีผลบังคับใช้แล้วก็ยังมีรายละเอียดว่าจะต้องทำอะไรต่อไปภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนจำนวนวันที่ระบุไว้จะทำให้เห็นว่าหากยุบสภาไปก่อนก็คงยากลำบาก เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งก็ต้องแบ่งใหม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าต้องแบ่งภายใน 90 วัน ใช่หรือไม่ ดังนั้นจะเกิดอะไรก่อน 90 วันนั้นคงไม่ได้ ตนยังไม่พูดถึงเรื่องการประชุมเอเปคและจี 20 ที่อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ แต่พูดถึงระยะเวลาตามปกติ ดังนั้นต้องรอผลของกฎหมายลูก 

เมื่อถามย้ำว่า หากกฎหมายลูกยังไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยุบได้ แต่ยุบแล้วเกิดปัญหา กติกาต่างๆ ยังไม่มีอะไรชัดเจน รัฐธรรมนูญเป็นเพียงแม่บทวางเอาไว้ ซึ่งเดิมกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนวางรายละเอียด แต่ได้มีการตัดออกไปก่อน จึงยังไม่มีใครกำหนดได้ ดังนั้นต้องรอกฎหมายลูกเท่านั้น 

เมื่อถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุยุบสภา รัฐบาลจะสามารถออกพ.ร.ก.มาแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นความเสี่ยงมาก เพราะการออกพ.ร.ก. รัฐบาลกำหนดฝ่ายเดียว สภาจะยอมหรือไม่ที่จะให้รัฐบาลวางกติกาสำหรับเขาในการไปเลือกตั้งฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่มีสิทธิร่วมพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และหากไม่เห็นด้วยขึ้นมาแต่เลือกตั้งผ่านไปแล้วจะให้ทำอย่างไร หรือหากพ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วการเลือกตั้งที่ผ่านไปแล้วและกกต. ได้แจ้งมาว่าใช้เงินประมาณ 5,600 ล้าน จากเดิม 3,000 ล้าน แต่ขณะนี้ตัวเลขขึ้นมาแล้วก็จะเป็นปัญหา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top