Tuesday, 23 June 2026
NewsFeed

คมนาคม เตรียมมาตรการช่วยฟื้นอุตสาหกรรมการบิน เฟส 4

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาอุตสาหกรรมการบินของไทย ประจำปี64 ว่า ขณะนี้ คณะกรรมการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กบร.) และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน ,บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท., บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย ( บวท.) และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบินระยะที่ 4 เพื่อช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบินในช่วงปี 65-68 ซึ่งคาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป

ทั้งนี้ได้มอบนโยบายให้กรมท่าอากาศยาน ร่วมกับกรมการค้าภายใน ในการนำสินค้าทางการเกษตรมาขายและให้ประชาชนสามารถขนขึ้นเครื่องได้ ,ให้กรมท่าอากาศยาน จัดตั้งศูนย์จำหน่ายและกระจายสินค้าโอทอปในทุกสนามบิน นอกจากนั้นให้นโยบายกรมท่าอากาศยาน และ ทอท. ในการรับโอนย้ายสนามบินที่มีศักยภาพของ กรมท่าอากาศยาน เช่น สนามบินกระบี่ สนามบินอุดรธานี และสนามบินบุรีรัมย์ มาอยู่ในความรับผิดชอบ ทอท.  

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 85,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 7.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และสามารถสร้างการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมการบินโดยรวมได้กว่า 700,000 ตำแหน่ง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินโดยรวมในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ที่มีเครือข่ายการบินครอบคลุมเชื่อมโยงไปทั่วโลก และในประเทศไทยมีสนามบินภูมิภาคกว่า 39 สนามบิน 

ธ.ก.ส.กางแผนจ่ายเงินช่วยชาวนา 4.69 ล้านครัวเรือน

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี และมติคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการจ่ายเงินตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร วงเงินรวมกว่า 160,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.69 ล้านครัวเรือน ประกอบด้วย

1. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 รอบที่ 1 (เพิ่มเติม) เป้าหมายเกษตรกร 4.69 ล้านครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงตามข้อมูลที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านการประชุมของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ งวดที่ 3 - 7 ในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 13 ธ.ค. 2564 รวมทั้งสิ้น 3.58 ล้านครัวเรือน เป็นเงินจำนวนกว่า 64,000 ล้าน

2. โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 โดยรัฐจ่ายเงินสนับสนุนให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 รอบที่ 1 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อครัวเรือน วงเงินงบประมาณจำนวน 53,871.84 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 4.69 ล้านครัวเรือน โดยจะเริ่มโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรในวันที่ 13 – 17 ธ.ค.2564 ทั้งนี้ เฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จะเริ่มโอนวันที่ 14-17 ธ.ค. 2564 โดยมีเกษตรกรได้รับเงินจำนวน 4,452,805 ครัวเรือน เป็นเงิน 51,988 ล้านบาท

รู้จัก ‘ฮัรนาซ สันธู’ สาวงามอินเดีย ผู้คว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2021

เพจ หลงอินเดีย โพสต์เรื่องราวสาวงามอินเดีย ผู้คว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2021 โดยระบุว่า สาวงามจาก #จันดิการ์ สู่ Miss Universe 2021 #สมมงอินเดีย เขาล่ะ

ก่อนอื่นต้องขอกรี๊ดดัง ๆ ก่อนเลยค่ะ เพราะว่าแอบติดตามน้อง “ฮัรนาซ สันธู” มาตั้งแต่ขึ้นเวทีประกวด Miss Diva 2021 ของอินเดียแล้ว เพราะความฉลาดตอบคำถามบนเวที ทำให้เสน่ห์ของน้องคนนี้ ยิ่งเข้ารอบลึก ๆ ยิ่งทรงพลัง

ฮัรนาซ สันธู สาวงามจากเมืองจันดิการ์ รัฐปัญจาบ เป็นคนอินเดียแต่กำเนิด ไม่มีเชื้อชาติอื่นผสม และรัฐปัญจาบนี้ สาวอินเดียจะได้ใบหน้าคม ๆ ละมุน ๆ ตาโต จมูกโด่งเป็นสันทรงสวยมาก แถมด้วยผิวที่งามงด หลายท่านขาวมากนะคะ ทำให้สาวจากรัฐนี้ มีความคล้ายกับสาวปากีสถานด้วยค่ะทุกคน

ฮัรนาซ ในวัย 21 ปี ได้ลงประกวดเวทีแรกตั้งแต่ปี 2017 และเธอก็ได้รับตำแหน่ง Miss Chandigarh ไปครองด้วย

ต่อมาในปี 2018 เธอคว้าตำแหน่ง Miss Emerging Star India The Grand Finale of Max Emerging Star 2018 จากการจัดที่เมืองมุมไบ

และในปี 2019 ฮัรนาซ ลงประกวดเวที Miss India 2019 แต่เวทีนั้น เธอทำได้ดีที่สุดเพียงติดอันดับในรอบ 12 คนสุดท้าย … แต่ฮัรนาซ ก็ไม่ยอมแพ้แต่โดยดี เธอยังมุ่งมั่นที่จะลงแข่งขันในเวทีประกวดต่อไป

‘สตม.’ บุกทลาย!! 'ปาร์ตี้ผิวสี' ย่านรามคำแหง ลักลอบมั่วสุมยันหว่างร่วมครึ่งร้อย!! หวั่นแพร่เชื้อโอไมครอน

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัย หรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ  นิธินนทเศรษฐ์  ผบก.ตม.1, และ พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดปฏิบัติการสืบสวนฯ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย ดังนี้ 

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ได้ทราบข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าที่ร้านนครบาร์บางกอก ในย่านรามคำแหงจะมีการลักลอบจัดปาร์ตี้สังสรรค์ และจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับกลุ่มลูกค้า โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติผิวสี และมีหญิงไทยร่วมด้วย ซึ่งมักมีการนัดรวมตัวเพื่อมั่วสุมดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ร้านดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้มีการประชุม วางแผนในการเข้าปิดล้อมตรวจสอบร้านดังกล่าว

ต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม 2564 เวลาประมาณ 01.45 น. สตม. โดย กก.สส.บก.ตม.1 ได้สนธิกำลังกับ กก.2 บก.ปส.1 และ สน.หัวหมาก เข้าปิดล้อมตรวจค้นร้านนครบาร์บางกอก ที่เกิดเหตุ พบสภาพภายในร้านมีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ตกแต่งภายในโดยมีโต๊ะพูล รวมทั้งมีการจัดโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  มีลูกค้าทั้งคนไทย และคนต่างชาติ กำลังใช้บริการอยู่จำนวนหลายสิบราย

จากการตรวจสอบเอกสารหนังสือเดินทางของกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติทั้งหมดในร้าน พบเป็นบุคคลต่างด้าวผิวสีจากประเทศในแถบแอฟริกาเช่น ไนจีเรีย คองโก แคเมอรูน เป็นต้น โดยในจำนวนบุคคลต่างด้าวทั้งหมดนี้ เจ้าหน้าที่พบว่ามีบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีหนังสือเดินทาง หรือมีหนังสือเดินทางที่ไม่มีรอยตราประทับจากช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นจำนวนถึง 15 ราย ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลต่างด้าวในจำนวนนี้ว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และไม่ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย” นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบนางสาวดา (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี สัญชาติไทย แสดงตนเป็นเจ้าของและผู้ดูแลร้าน โดยอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าได้มีการเช่าช่วงจากเจ้าของร้านเดิม ซึ่งร้านดังกล่าวนี้เคยเปิดเป็นร้านจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดโควิด-19 จนต้องปิดตัวไป     

โดยหลังจากทำการเช่าช่วงร้านดังกล่าว นางสาวดาได้ลักลอบใช้ร้านดังกล่าวเป็นที่นัดรวมตัวมั่วสุมของกลุ่มคนต่างชาติผิวสีเรื่อยมาเป็นเวลากว่า 1 เดือน โดยจะใช้แผ่นเมทัลชีทปิดช่องแสงโดยรอบจนทึบและปิดเสียงดนตรี เพื่อปิดบังอำพรางเจ้าหน้าที่เพื่อให้ยากต่อการตรวจสอบพบ

ซึ่งในส่วนของเจ้าของร้านที่เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ได้จับกุมในข้อหา “จำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับอนุญาต และ จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มโดยร้านไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยฯ โดยจัดให้มีการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านเกินเวลา อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 47 ข้อ 2 ลงวันที่ 29 พ.ย.64” และควบคุมตัวทั้งนางสาวดาฯ และบุคคลต่างด้าวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมากดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

“แรมโบ้-กวิน"เลขารมต.พลังงาน หารือร่วมกับประธานและกรรมการสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ นำข้อเรียกร้องเสนอ"สุพัฒนพงษ์"รองนายกฯและรมต.พลังงาน

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นายวุฒิพงษ์  วิศิษฏ์ศักดิ์ อุปนายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้าส่งออก และนายสิรภพ  พิชัยรัตนพงศ์ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ร่วมกันหารือถึงการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซล ที่กระทรวงพลังงาน

โดยการหารือในวันนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการหรือร่วมกับนายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยและคณะ ถึงข้อเสนอที่จะให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 27 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 8 เดือน และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อเสนอมาเพื่อจะหารือให้ภายใน 14 วัน และขอให้กลุ่มผู้ประท้วงรถบรรทุกชะลอเดินทางมาในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 

ต่อมาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำไปหารือกับฝ่ายนโยบายของกระทรวงพลังงาน พบว่า ปัจจุบัน สถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนอยู่ และน้ำมันดิบได้ปรับลดราคาลงมา ซึ่งจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

จากนั้นคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติได้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากราคา โดยปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจากเดิมที่มี 3 ชนิด ได้แก่ B20 B10 และ B7 ให้เหลือเพียงน้ำมันดีเซล (B7) เป็นระยะเวลา 4 เดือน (ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564 - 31 มีนาคม 2565) และปัจจุบันน้ำมันดีเซลได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ราคา 28.24 บาทต่อลิตรแล้ว 

ขณะที่กลุ่มเครือข่ายสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ร้องขอให้มีการปรับลดสัดส่วนน้ำมันดีเซล จาก B7 ให้เหลือเป็น B5 และลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงอีก 1 บาท และทางกลุ่มฯ จะมีการประชุมสัญจรในเขตภาคอีสาน ที่จังหวัดอุดรธานีในบ่ายวันที่ 24 ธันวาคม 2564 จึงขอให้กระทรวงพลังงานช่วยให้คำตอบเพื่อจะได้นำไปชี้แจงในวันประชุมดังกล่าว

"เชียงราย" ขนมาก็จับ "กองกำลังผาเมือง เฉพาะกิจกรมทหารม้าที่3 สกัดจับตรวจยึดยาบ้า5ล้านเม็ดชายแดนเชียงราย

พลตรี นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองและผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมืองได้สั่งการให้หน่วยในความรับผิดชอบของกองกำลังผาเมืองปฏิบัติตามมาตรการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดโดยต่อเนื่อง

โดยในห้วงที่ผ่านมาได้มีการบูรณาการด้านการข่าวระหว่างหน่วยงานป้องกันชายแดนและปราบปามยาเสพติดภาค 5 และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายพบว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด มีความพยายามที่จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทยในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อลำเลียงไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศต่อไป

พันเอก สุทธิ์เขตต์ ศรีนิลทิน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ ๓ ได้สั่งการให้เปิดยุทธการนำกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ ตรึงกำลังตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดได้และสั่งการให้ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจและทำการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดทั้งพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 เวลา 02.00นาฬิกา กอง

บังคับการควบคุมป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ 4 จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการตั้งจุดตรวจและจุดสกัด บริเวณ บ้านห้วยหาน หมู่ 9 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่นรีโว่สีบรอนหมายเลขทะเบียน ยต 8567 เชียงใหม่ขับผ่านมาบริเวณจุดตรวจ

จึงได้ขอทำการตรวจค้นแต่รถยนต์คันดังกล่าวได้ขับหลบหนีเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการติดตามจนเมื่อเวลา02.20นาฬกา สามารถจับกุมได้ ณ บริเวณ บ้านสันติพัฒนา ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ทราบชื่อ คือ นาย โชคอนันต์  สวาทชาติอายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150 หมู่ 6 ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นผู้ขับขี่
 

‘สุริยะ’ เผยอุตฯ ยานยนต์ไทยเริ่มฟื้น คาดปี’65จะผลิตรถยนต์ได้ 1.7 ล้านคัน

สุริยะ ปลื้มอุตฯ ยานยนต์ไทยมีสัญญาณการเติบโตดี หลังเปิดประเทศ ผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ทุ่มทุนอัปเกรดโรงงาน เตรียมผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ปีหน้า สนองนโยบายส่งเสริมอุตฯ ยานยนต์สมัยใหม่ คาดปี’ 65 การผลิตจะอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกทำให้การผลิตชะลอตัว นักลงทุนจึงมีการทบทวนแผนการลงทุน และปรับแผนการผลิตในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีค่ายรถยนต์หลายบริษัท หันมาให้ความสนใจเพิ่มการลงทุนในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทย และนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย ยกระดับการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสมัยใหม่ 

รูดม่าน 'มอเตอร์เอ็กซ์โป' ยอดจองทะลุ 3 หมื่นคัน!!

รูดม่านปิดฉากไปเรียบร้อย สำหรับงาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 โดยผู้จัดงาน เผยยอดขายรถทะลุเป้า มียอดจองรถยนต์ 31,583 คัน จักรยานยนต์ 3,253 คัน ส่วนผู้เข้าชมงานอยู่ที่ 1,151,540 คน โดยจำนวนนี้มีผู้ชมงานผ่าน MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM 139,110 คน เรียกดู 1,819,123 คลิป

และจากข้อมูลผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อรถ...ชิงรถ” พบว่า รถยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, MAZDA และ MG โดยรถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ได้รับความสนใจสูงสุด สัดส่วน 49.8% รถเก๋ง สัดส่วน 35.1% รถกระบะ สัดส่วน 10.6 % และอื่น ๆ 4.5% ด้านรถจักรยานยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรม “ซื้อมอเตอร์ไซค์...ชิงบิกไบค์” สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ROYAL ENFIELD, HONDA และ TRIUMPH

เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 หมดแล้ว! ลุ้นเปิดเฟสใหม่อีก 2 ล้านสิทธิ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ขณะนี้โครงการ เราเที่ยวด้วยกัน ระยะที่ 3 ที่มีการจอง 2 ล้านสิทธิ ได้มีผู้เข้ามาใช้สิทธิจนหมดลงทั้ง 2 ล้านสิทธิแล้วในช่วงประมาณ 16.10 น. วันนี้ (13 ธ.ค.) ล่าสุดนายพิพัฒน์ รัชกิจประกาศ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้จัดทำโครงการในระยะที่ 4 โดยเพิ่มอีก 2 ล้านสิทธิ และเปิดใช้ได้ถึงเดือนเม.ย. 2565 เพื่อเป้นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน 

สำหรับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน  ระยะที่ 3 รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนรับสิทธิ์ปลายเดือน ก.ย. และเปิดให้ลงทะเบียนจองโรงแรมที่พักเมื่อวันที่ 8 ต.ค.2564 ถึง 23 ม.ค.2565 ระหว่างเวลา 06.00 - 23.00 น. เริ่มเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2564 เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ม.ค.2565 

กนอ.ประกาศแผนปี’65 เดินหน้ากระตุ้นลงทุนในนิคมฯ ดันขึ้นแท่นฮับฐานผลิตในอาเซียน

กนอ. ครบรอบ 49 ปี พร้อมเปลี่ยนเพื่ออนาคต ประกาศแผนปี’65 เดินหน้าพัฒนานิคมฯ ครบวงจร ตอบรับนโยบาย BCG มุ่งสู่ศูนย์กลางฐานการผลิตของภูมิภาคอาเซียน 

นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการ กนอ. ร่วมเป็นเกียรติในงานฉลองครบรอบ 49 ปี กนอ. โดยระบุว่า ภารกิจหลักของ กนอ.คือ การพัฒนา จัดตั้ง และบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม สร้างฐานการผลิตเพื่อรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร มุ่งเน้นนวัตกรรมนำการเปลี่ยนแปลง และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้เกิดการเติบโตในทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งนี้จากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้ กนอ. ต้องปรับตัวเพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีมาตรฐานจริยธรรม จรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจ และกรอบการบริหารจัดการความยั่งยืน 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การดำเนินงานขององค์กรเพื่อให้เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นนำของประเทศ จำเป็นต้องใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาในทิศทางที่สมดุล และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก

นายสมเจตน์ ทิณพงษ์ อดีตผู้ว่าการ กนอ. (ปี 2532 - 2542) กล่าวว่า กว่า 49 ปี ที่ กนอ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานบนฐานของพันธกิจ ปรัชญาในการดำเนินงาน และหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบบคุณค่า 5E’s ประกอบด้วย มุ่งสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economy) มุ่งกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง เท่าเทียม (Equitability) มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย (Environment) สร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ชุมชน และสังคม (Education) และการเสริมสร้างจริยธรรม คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ (Ethics) ซึ่ง กนอ. ได้ยึดถือเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานมาโดยตลอด จนทำให้ กนอ. เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ที่วางกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

อดีตผู้ว่าการ กนอ. กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ส่งผลต่อการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความก้าวหน้า โดยปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น มุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดทางธุรกิจ ด้วยการจัดการบนพื้นฐานของเทคโนโลยี ผสานองค์ความรู้และนวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้องค์กรเติบโตยั่งยืน และมุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ดีของสังคม สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อวางรากฐานให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนควบคู่กับการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ควบคู่กับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาอุตสาหกรรม ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ความสำเร็จของ กนอ. ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นว่า บนรากฐานของความร่วมมืออย่างดีจากพันธมิตรทางธุรกิจ และนโยบายของผู้บริหารที่มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในแต่ละช่วงสมัย ส่งผลให้ กนอ. เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพ จนกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในระดับภูมิภาค เห็นได้จากปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 65 แห่ง 16 จังหวัด ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. ดำเนินงานเอง 14 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน 51 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ประมาณ 178,891 ไร่ มูลค่าเงินลงทุนสะสม 5.27 ล้านล้านบาท มีผู้ใช้ที่ดินสะสม 5,019 โรงงาน มีแรงงานสะสม 815,804 คน โดยมีนักลงทุนทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศร่วมลงทุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top