ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ คณะฯ ลงพื้นที่กระบี่เยี่ยมเยียนและสร้างกำลังใจในการปฏิงานตามแนวท่องเที่ยววิถีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ฯ ตามแนวนโยบายการเปิดประเทศ
ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท. สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวพร้อมคณะฯ ประกอบด้วยพล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบช.ทท./พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.เอกกฤต วิริยะภาพ รอง ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ รอง ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.ยุทธภูมิ ปั้นลายนาค รอง ผบก.ทท.3 /พ.ต.อ.พิเชษฐ์พงศ์ แจ้งค้ายคม ผกก.2 บก.ทท.3

โดยมี พ.ต.ท.ศักดิ์อนันต์ คำไสย รรท.สว.ส.ทท.3 กก.2 บก.ทท.3 หัวหน้าสถานีตรวจท่องเที่ยวกระบี่ และเจ้าหน้าที่รวมถึง ล่ามแปลภาษาประจำสำนักงานฯ และอาสาสมัครท่องเที่ยว ที่เป็นทีมทำงาน ร่วมให้การต้อนรับ และรับนโยบายการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ

ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า การเดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ เพื่อมาดูการทำงานที่ต้องสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเปิดประเทศทเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2564 เนื่องจากจังหวัดกระบี่ ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ สีฟ้าของประเทศ ที่เป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่อง ท่องเที่ยวประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร กระบี่ ภูเก็ต พังงา ที่สามารถ ร่วมโครงการเปิดประเทศ ท่องเที่ยวได้ทั้งจังหวัด

ในส่วนจังหวัดกระบี่นั้น มีพื้นที่เป้าหมาย Phuket Sandbox ที่มีความเข้มงวดตามเงื่อนไข การทดลองเปิดประเทศก่อนหน้านี้ จำนวน 3 แหล่งท่องเที่ยว คือ เกาะพีพี เขตอุทยานแห่งขาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพี เกาะไหง ในเขตอุทยานแห่งขาติหมู่เกาะลันตา อ่าวไร่เล เขตอำเภอเมือง

การท่องเที่ยวในแนวทางใหม่ เป็นเรื่องการดูแลความปลอดภัยทางสาธารณสุข มาตรฐานการรักษาโรค ในโลกสีเขียว วิถีใหม่เป็นเรื่องที่ตำรวจท่องเที่ยวจะต้องปรับตัวในการทำงานให้เกิดผลดีที่สอดคล้องกับแนวนโยบายฯและได้ทำการทดลองใช้ อุปกรณ์และตรวจสอบ การทำงานของ Call Center 1155 สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว ตามสโลแกน Your First Friend " เพื่อนคนแรกของนักท่องเที่ยว" ที่ให้บริการ สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว เมื่อมีปัญหา และสอบถามข้อมูล ที่มีล่ามแปล สนทนาได้ 5 ภาษา ตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย



















โดยสรุปสถานการณ์ภาพรวม จากอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ตั้งแต่ 10 พ.ย.64 ส่งผลให้ฝนตกหนักต่อเนื่อง เกิดอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งใน 8 จว.ภาคใต้หลายพื้นที่ ปัจจุบันยังมีน้ำท่วมขัง 3 จว.คือ ชุมพร สุราษฎร์ธานีและสงขลา รวม 10 อำเภอ 315 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,909 ครอบครัว โดยคาดการณ์ว่ายังมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลต่อระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลางของภาคใต้ มีปริมาณน้ำมากกว่า 80%และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลายแห่ง เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ
พล.อ.ประวิตร’ ย้ำว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่จังหวัด ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบหลายครัวเรือน ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจกับผู้ประสบภัยทุกครอบครัว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลและทุกส่วนราชการจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการช่วยเหลือดูแลจนกว่าสถานการณ์จะปกติ
พร้อมกันนี้ ยังได้กำชับให้ทุกส่วนราชการในพื้นที่ เร่งระบายน้ำลงทะเล โดยเฉพาะ อ.สวี อ.ท่าแซะ อ.เมือง จว.ชุมพร ที่เป็นที่ต่ำและยังคงมีน้ำท่วมขัง พร้อมทั้งให้กระจายช่วยเหลือเร่งด่วนให้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ เร่งซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาผู้ประสบภัยให้ทั่วถึง ขณะเดียวกันให้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์และพื้นที่เสี่ยง โดยต้องมีการแจ้งเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง 












