Jai Bhim สุดยอดหนังอินเดีย สะท้อน ‘วรรณะ - ความยุติธรรม’ ขึ้นแท่น IMDb เหนือ The Shawshank Redemption
#ถกหนังแขก ‘ตำรวจทุกคนไม่ได้เป็นคนเลวนะ’ … ‘ก็จริง แต่ตำรวจทุกคน ก็ไม่ได้เป็นคนดีหนิ’ … นี่คือเรื่องราวเรียกน้ำย่อยของ Jai Bhim (2021) หนังอินเดียอันดับ 1 ใน Top 250 และ Top 1000 ของ IMDb ที่ทำคะแนนโหวตสูงสุด ที่ 9.6/10 โดยเพจ ‘หลงอินเดีย’ ได้นำมาเผยถึงเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ได้คะแนนแซงหน้าหนังอมตะอย่าง The Shawshank Redemption ที่ 9.3 คะแนน และ The Godfather ที่ 9.2 คะแนน ว่า…
#พล็อตเรื่องสั้นๆ
ทนายความ Madras K. Chandru ผู้ที่เข้ามาว่าความต่อสู้ กับคดีที่ดูจะไม่เป็นธรรมแก่ชาวเผ่า Irulas ที่ถูกผู้มีอิทธิพลในชุมชน และบรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ใส่ความว่าได้เข้าไปขโมยของมีค่า จากบ้านหลังหนึ่ง ทำให้พวกกลุ่มคนชาวเผ่าอิรูลัส ต้องกลายมาเป็นแพะรับบาป และต้องถูกกดขี่ ด้วยการใช้อำนาจที่เกินกว่ากฎหมาย กระทั่งทนายความจันดรู ได้เข้ามาต่อสู้กับคดีนี้เพื่อชาวเผ่า และต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดัน ที่อยู่เหนือกฎหมายมากมาย...และทนายความจันดรู จะสามารถช่วยชาวเผ่าที่เกือบ เป็นผู้ไร้ตัวตนของประเทศอินเดีย ในคดีนี้ได้หรือไม่ เพราะบรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย สามารถทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงได้เลยจริง ๆ
#ความสนุกของหนัง
ช่วงแรกของหนัง อาจจะสร้างความสงสัยให้แก่ผู้ชมมากพอสมควร เพราะหนังเปิดมาด้วยฉาก การคัดแยกคนกระทำผิด ด้วยการให้ขานชื่อของวรรณะ แล้วหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้เลือกปฏิบัติ กับคนกลุ่มหนึ่งทันที
หนังพาเราย้อนไปในเหตุการณ์ปี 1993 ว่า ในประเทศอินเดียนั้น ยังคงมีกลุ่มชาวเผ่าอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมี โดยกลุ่มชาวเผ่าต่าง ๆ นี้ มักจะถูกกดขี่ ข่มเหง รวมถึงถูกตั้งชนชั้นวรรณะให้แก่พวกเขา ในลำดับที่เกือบจะต่ำที่สุดด้วย
และเพราะชนชั้นที่สังคมได้ตีตราให้นั้น มันค่อนข้างต่ำมาก จึงทำให้การที่ชาวเผ่า จะกลายเป็น #แพะรับบาป ในกรณีผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย เป็นการง่าย ที่จะโยนความผิดให้























บริเวณศาลาริมทางหน้าวัดเจดีย์ทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี รวมทั้งสิ้น 2 จังหวัด รวม 1,000 ชุด คิดเป็นมูลค่า 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยมี สำนักงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแต่ละจังหวัดเป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐร่วมในพิธี เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 64 ที่ผ่านมา
ซึ่งทางบริษัทประชารัฐรักสามัคคีตรัง( วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ได้ทำหนังสื่อไปถึงนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แจ้งความประสงค์ขอรับการประกาศแนวชายฝั่งทะเลอันดามันจังหวัดตรัง ความยาว 119 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
หลังรับฟังการบรรยาย ดร.นาที กล่าวว่าจังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและมีต้นทุนทางทรัพยากรที่สูงอยู่แล้ว ดังนั้นการจะพัฒนาให้ตอบรับต่อการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นจำเป็นจะต้องมีการบูรณาการระหว่างหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐอาทิเช่นท้องถิ่น ร่วมกับภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยผลักดันหรือ ชี้ช่องทางการตลาดให้ดึงดูดแก่บุคคลภายนอกให้รู้จักอำเภอสิเกาหรืออำเภออื่นๆในจังหวัดตรังมากขึ้น
ดังนั้น หากต้องการให้ภาคท่องเที่ยวในจังหวัดเติบโตขึ้นจำเป็นจะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ให้ดีเสียก่อนตนจึงกล่าวในที่ประชุมว่าให้ส่วนราชการอย่างเช่นกรมทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของถนนและไฟฟ้าให้สว่างไสวและเดินทางสะดวก ซึ่งตนนั้นก็จะช่วยผลักดันงบประมาณเพื่อเข้ามาพัฒนาอย่างเต็มที่เช่นกัน 




