Monday, 22 June 2026
NewsFeed

“อลงกรณ์” ชี้! ปชป.รีเทิร์น เพราะทุ่มเททำงานหนัก ทำได้ไว - ทำได้จริง หลังทราบผล มสธ.โพลระบุ “จุรินทร์” ขึ้นแท่นเบอร์ 1 เหมาะเป็นนายกฯคนต่อไป!! พร้อมเปิดตัวผู้ว่ากทม. และประกาศยุทธศาสตร์เดินหน้าลุยสนามใหญ่

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันนี้ (5 พ.ย. 64) หลังทราบผล มสธ.โพล ว่า ผลสำรวจของมสธ.โพล เป็นการสะท้อนถึงความคิดเห็นของประชาชนซึ่งต้องขอขอบคุณคนกรุงเทพมหานคร ที่มอบความไว้วางใจให้กับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และขอขอบคุณศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนในครั้งนี้ ตนมองว่า “มสธ.โพล” ไม่ใช่เป็นเพียงการสำรวจความนิยมเหมือนโพลอื่น ๆ ก่อนหน้านี้แต่เป็นการสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคและพรรคประชาธิปัตย์ว่าเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลในวันข้างหน้า ทั้งนี้ พิจารณาจากการตั้งคำถามสำรวจความเห็นประชาชนในหัวข้อต่าง ๆ

ตนมองว่า ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาเป็นพรรคในใจประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ก็ด้วยผลงานจากการมุ่งมั่นทุ่มเททำงานหนักของทุกคนในพรรคในยุคอุดมการณ์ ทันสมัย ทำได้ไวทำได้จริงซึ่งทำงานเป็นทีมแบบอเวนเจอร์ และการมีจุดยืนที่มั่นคงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“ผลโพลเสมือนกำลังใจ เราจะทำงานหนักแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนต่อไป และเตรียมประกาศยุทธศาสตร์ประชาธิปัตย์เพื่อประชาชนในการประชุมใหญ่พรรควันที่ 18 ธันวาคม ที่จะถึงนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ส่วนการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครเมื่อไหร่นั้นคงอีกไม่นาน หัวหน้าพรรค และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค กำลังพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสม ขอให้อดใจรอ เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถในการบริหาร มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า เหมาะกับยุคกทม.เมตะเวิร์ส (METAVERSE) แน่นอน นายอลงกรณ์ กล่าวในที่สุด

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผย ผลสํารวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับ “ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องการผู้นําที่มีคุณลักษณะแบบใดเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปและคุณลักษณะพรรคการเมืองแบบใดที่ผู้นําสังกัดหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ดําเนินการสํารวจ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2564 กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 12,350 คน เป็นชาย 6,820 คน (55.22%) หญิง 5,530 คน (44.78%)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสํารวจครั้งนี้ ชี้ให้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในสถานการณ์ช่วงเวลา 4-5 ปี ข้างหน้านี้ เนื่องด้วยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคุณลักษณะความเป็นผู้นําเฉพาะตัวเด่นชัดและมีคุณลักษณะพรรคการเมืองที่สังกัดเด่นชัด ตามรายละเอียดของผลการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปนี้

1. ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินคุณลักษณะความเป็นผู้นําของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

1.1 ผลสรุปภาพรวมคุณลักษณะความเป็นผู้นําของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

จะเห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนโดยภาพรวมสูงสุด (54.24%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (52.99%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (38.12%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (8.87%)

1.2 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 1 คือ ความสามารถในการกอบกู้และแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

จะเห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (50.30%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (41.31%), นายกรณ์ จาติกวณิช (32.02%) ตามลําดับ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (9.20%)

1.3 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 2 คือ คุณลักษณะด้านความสามารถในการแก้ปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (50.89%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (43.44%), นายกรณ์ จาติกวณิช (30.14%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (7.72%)

1.4 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 3 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การบริหารประเทศ มีผลงานโดดเด่น เป็นที่ประจักษ์มาแล้วทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (59.53%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (42.47%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (33.40%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (6.09%)

1.5 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 4 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่รอบรู้ รอบคอบ ทุ่มเท ขยัน และรู้กลไกการผลักดันงานหรือนโยบายให้สําเร็จได้

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (63.58%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (58.72%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (42.20%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (6.36%)

1.6 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 5 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่อ่อนน้อม ปรองดอง เข้าถึงง่าย ทํางานกับทุกฝ่ายได้

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (55.51%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (52.83%), นายอนุทิน ชาญวีรกูล (47.40%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (12.81%)

1.7 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 6 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เล่นพรรคเล่นพวก

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (64.72%) รองลงมา คือ พลตํารวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (58.74%), พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (54.13%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (9.60%)

1.8 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 7 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนสูงสุด (62.01%) และรองลงมา คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (60.12%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (57.96%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (16.34%)

1.9 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 8 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ควบคุมกํากับความมั่นคงทางการทหารและตํารวจ

เห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนสูงสุด (68.99%) และรองลงมา คือ พลตํารวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (60.92%) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (60.12%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อย

ที่สุด (2.85%)

2. ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินคุณลักษณะพรรคการเมืองที่ผู้นําสังกัด หรือ อาจจะเป็นผู้ได้รับเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

2.1 ผลสรุปภาพรวมคุณลักษณะพรรคการเมืองที่ผู้นําสังกัด หรือ อาจจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนรวมสูงสุด (58.15%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นําจากพรรคพลังประชารัฐ (45.59%), นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นําจากพรรคภูมิใจไทย, (40.74%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร ผู้นําจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนน้อยที่สุด (31.44%)

2.2 ผลสรุปคุณลักษณะพรรคการเมือง ด้านที่ 1 ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด (62.01%) และรองลงมา คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นําจากพรรคภูมิใจไทย (54.20%), ตามลําดับ ส่วนนางสาว พินทองทา ชินวัตร ผู้นําจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนน้อยที่สุด (26.28%)

2.3 ผลสรุปคุณลักษณะพรรคการเมือง ด้านที่ 2 มีกลไกการทํางานที่เป็นระบบ เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่เป็นพรรคของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ คณะบุคคล หรือ นายทุน

เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด (58.74%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นําจากพรรคพลังประชารัฐ (45.93%), นายกรณ์ จาติกวณิช ผู้นําจากพรรคกล้า (42.63%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (23.46%)

 

ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมหน่วยในพื้นที่กรุงเทพและประมณฑล ย้ำกำลังพลทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี มีความสมัครสมานสามัคคี

พล.ร.อ.สมประสงค์  นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยกองทัพเรือ ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

โดยผบ.ทร. ได้ถวายสักการะ พระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของทหารเรือไทย และตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ พร้อมทั้งให้โอวาสตอนหนึ่ง ว่า การทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี มีความสมัครสมานสามัคคี วิริยะอุตสาหะ บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย มีความซื่อสัตย์สุจริต


 “หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ ที่มีที่ตั้ง อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ประกอบด้วยหน่วยต่างๆ ที่อยู่ในส่วนบัญชาการ ส่วนกำลังรบ ส่วนยุทธบริการ และส่วนการศึกษาและวิจัย ซึ่งในแต่ละส่วนมีความสำคัญ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่และภารกิจต่างๆ บรรลุตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกองทัพเรือ สำหรับในปีงบประมาณ 2565 นี้ ผมขอให้ทุกคนตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ อย่างเต็มกำลังความสามารถ ดังเช่นที่ผ่านมา ด้วยความจงรักภักดี ความรักสามัคคี มีความวิริยะอุตสาหะ บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ของกองทัพเรือเป็นที่ตั้ง โดยนำนโยบายกองทัพเรือนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2565 และเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นกรอบทิศทางหลัก  และแนวทางปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันเสริมสร้าง และพัฒนากองทัพเรืออันเป็นที่รักยิ่งของเราให้มีความเจริญก้าวหน้า และมั่นคง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกองทัพเรือต่อไป”
 
 

‘อังกฤษ’ เจ้าแรก ไฟเขียว!! ‘โมลนูพิราเวียร์’ สู้โควิด หลังพบใช้เร็ว ลดเข้า ‘โรงหมอ-เสียชีวิต’

สหราชอาณาจักร อนุมัติ!! ‘ยาโมลนูพิราเวียร์’ เชื่อ!! ตัวเปลี่ยนเกมต่อสู้โควิด-19

สหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติ ‘ยาโมลนูพิราเวียร์’ (Molnupiravir) ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัท Merck ร่วมกับ Ridgeback Biootherapeutics หลังพบว่าช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมาก ทำให้ยาดังกล่าวถูกมองว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของสหราชอาณาจักรต่อจากนี้

ทั้งนี้ สำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยเร็วที่สุดหลังตรวจพบเชื้อ หรือภายในเวลา 5 วัน หลังจากที่เริ่มมีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ อาทิ เบาหวาน, โรคอ้วน และโรคหัวใจ เป็นต้น

ศาสตราจารย์สตีเฟน พาววิส (Stephen Powis) ผู้อำนวยการด้านการแพทย์แห่งชาติของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ในอังกฤษกล่าวว่าเบื้องต้นยาดังกล่าวจะถูกแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน ก่อนที่จะกระจายในวงกว้างหากพบว่าเป็นแนวทางการรักษาที่คุ้มค่า และสามารถลดอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

โดยรัฐบาลอังกฤษบรรลุข้อตกลงในการสั่งซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ไปแล้วเป็นจำนวน 480,000 ชุด ในขณะที่อังกฤษกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ท้าทายอย่างยิ่งในการรับมือกับการแพร่ระบาด

ด้านสหรัฐฯ ระบุว่าจะมีการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. ที่จะถึงนี้เพื่อทบทวนข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา ก่อนที่จะพิจารณาว่าควรอนุมัติยาดังกล่าวหรือไม่ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ขณะที่ Merck เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ให้หลายประเทศทั่วโลก

ต่อเวลาถึงสิ้นเดือนพ.ย. ฉีดเข็มสองนั่ง บขส.ลด 20%

นายสัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส. ได้มีการขยายเวลาจัดโครงการ “บขส.วิถีใหม่ห่างไกล Covid-19 ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ลด 20 %” จนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2564 โดยมอบส่วนลด 20 % เฉพาะค่าโดยสาร (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ให้กับผู้ใช้บริการรถโดยสาร บขส. ที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็ม โดยมีเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ตามที่บริษัทฯ กำหนด 

อีกทั้ง บขส. ยังได้ร่วมสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง โดยผู้โดยสารสามารถชำระค่าโดยสาร บขส. ผ่าน แอปพลิเคชัน เป๋าตัง ได้แล้วที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส. ทั่วประเทศ ทั้งนี้สิทธิ์ดังกล่าวไม่สามารถใช้กับการจองตั๋วล่วงหน้าได้ และไม่สามารถยกเลิก/คืน/เปลี่ยนแปลงตั๋วได้ทุกกรณี นอกจากนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการจองตั๋วออนไลน์ บขส.ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน E-Ticket ด้วย

'ณัฐชา' ชี้!! นายกฯ สั่งกองทัพปลูก 'ผักชีโรยหน้า' แค่หวังเบี่ยงปัญหาเสถียรภาพรัฐบาล

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาพืชผลเกษตร โดยเฉพาะผักชีที่มีราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 400 บาท โดยสั่งการในที่ประชุม ครม. ให้นำพื้นที่ของทหารมาปลูกผักชี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ที่ต้องบริโภคพืชผักสวนครัวนำมาประกอบอาหาร 

โดย นายณัฐชา ระบุว่า ประเทศไทยสิ้นหวังมานานแล้วที่มีผู้นำชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเหตุการณ์มากมายที่ตอกย้ำความสิ้นหวังของพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เลี้ยงปลา ตอนที่มีน้ำท่วม หรือช่วงที่ราคามะนาวแพงก็แนะพี่น้องประชาชนให้ปลูกมะนาว มาวันนี้ก็ให้ทหารปลูกผักชี นี่คือวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาสินค้าเกษตร 

เจ้าเมืองนิวยอร์ก ขอรับเงินเดือนเป็น Bitcoin ช่วยกระตุ้นระบบเงินดิจิทัล ‘สหรัฐฯ - มะกัน’

นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก-ไมอามี แข่งกันรับเงินเดือนเป็น Bitcoin เชื่อ!! มุ่งช่วยสร้างเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรม  Cryptocurrency (เงินดิจิทัล)

เอริก อดัมส์ (Eric Adams) ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากพรรคเดโมแครต กล่าวภายหลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กคนล่าสุดว่า จะขอรับเงินเดือน 3 เดือนแรกเป็น Bitcoin เมื่อเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมนี้ พร้อมทั้งยังได้โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ (4 พ.ย. 64) ว่า “นิวยอร์ก ซิตี้ กำลังจะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม Cryptocurrency และอุตสาหกรรมนวัตกรรมอื่น ๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

การตัดสินใจของอดัมส์ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ ฟรานซิส ซัวเรส (Francis Suarez) นายกเทศมนตรีเมืองไมอามี ประกาศว่าจะรับเงินเดือนงวดหน้าเป็น Bitcoin 100% 

กพช.ขยายกรอบกู้เงินโปะกองทุนน้ำมันเป็นไม่เกิน 4 หมื่นล้าน

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดสถานะกองทุนให้มีเงินของกองทุนเองรวมกับเงินกู้ต้องไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท หรือจากนี้ไปสามารถกู้เงินได้มากกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน ล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุน กำลังเสนอหลักเกณฑ์การขอกู้เงินให้ที่ประชุมครม.อนุมัติ ซึ่งเบื้องต้นจะมีการทยอยกู้เงินล็อตแรกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงกลางเดือนม.ค. 65 โดยปัจจุบันกองทุนมีเงินอยู่ประมาณ 7,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน โดยปรับลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันดีเซลหมุนช้า และน้ำมันเตา จากเดิม ในอัตรา 0.10 บาทต่อลิตร เหลือจัดเก็บในอัตรา 0.005 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 1 ปี และอัตรา 0.05 บาทต่อลิตร ระยะเวลา 2 ปี โดยมีผลทันทีหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

‘ปิยบุตร’ สวน ‘ก้าวไกล’ แค่แก้ไขไม่พอ ยัน!! ยกเลิก 112 เหตุไม่ใช่แค่กฎหมายธรรมดา

จูงจมูกกันอีกพรรค ‘ปิยบุตร’ หวดก้าวไกล ถ้าเป็นพรรคหัวไม่ก้าวหน้า ไม่รู้ว่าจะลาออกจากอาจารย์ ทิ้งชีวิตวิชาการมาทำไม เลือกตั้งคราวหน้าคงไม่มีใครเลือก เหน็บอธิบายยืดยาวให้ยกเลิก ม.112 แต่ไม่ทำตามจบ ได้ผล! โฆษกก้าวไกลแถลงทันที อ้างสถานการณ์เปลี่ยน แค่แก้ไขไม่พอ เพราะภาคประชาชนร้องให้ยกเลิก ขณะที่ ‘กำนัน-หมอวรงค์’ ประกาศ ห้ามแตะ ม.112 กังวลนำไปสู่ความขัดแย้ง

เมื่อ 4 พ.ย. 64 ภายหลังจากนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมด้วย ส.ส.พรรคก้าวไกล ร่วมแถลงท่าทีต่อ ม.112 โดยยืนยันว่าร่างแก้ไขมาตรา 112 ของพรรค ไม่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญมาตรา 6 แต่อย่างใดนั้น ก็ได้ถูก ‘นายปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการคณะก้าวหน้า ออกมาตำหนิอย่างรุนแรง

โดยนายปิยบุตรทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า พรรคต้องเป็น Avant-Garde (อาวองการ์ด: ผู้นำทางสังคม) ถ้าพรรคไม่เป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะลาออกจากอาจารย์ ทิ้งชีวิตวิชาการมาทำไม คำว่า Avant-Garde ไม่เท่ากับ ‘ต้องตามใจ - เอาใจการชุมนุม’ แต่ คือ การชี้นำสังคม ผลักวาระนำหน้าเพื่อให้สังคมตาม 

...เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าไม่มีพรรคแบบนี้ คงกาไม่เลือกใคร!!

“ส.ส. บางคนถามผมว่าจะเสนอร่างกฎหมาย 112 แบบใด ผมยืนยันเรื่องยกเลิก 112 พร้อมยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาททั้งหมด ผมอธิบายเหตุผลยืดยาว แต่เมื่อพรรค ก.ก. เสนอแบบนั้นก็จบ ผมไม่เกี่ยวด้วย แต่ผมขอใช้เสรีภาพแสดงจุดยืนของผม เท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าผมไม่เกี่ยวกับ ก.ก. สั่งการ ก.ก. ไม่ได้”

นายปิยบุตรทวีตอีกว่า “112” ไม่ใช่แค่กฎหมายธรรมดา แต่เป็นมากกว่านั้น การปล่อยให้ “112” อยู่ต่อไป แบบเบาลง หรือปล่อยให้อวตารเป็นร่างอื่น คือ กินยาพารา แต่ก็มีโอกาสฟื้นคืนชีพกลับมาได้เสมอ ปฏิวัติที่ไม่ปฏิวัติไม่ใช่ปฏิวัติ โค้กที่ไม่มีน้ำตาลไม่ใช่โค้ก กาแฟที่ไม่ขมไม่ใช่กาแฟ ปฏิวัติอยู่หน้าประตูแต่ไม่ใช้

จากนั้นท่าทีของพรรคก้าวไกลเปลี่ยนไป โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคก้าวไกลดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ การแก้ไข น่าจะเป็นทางออกที่โอบรับบุคคลทุกฝ่ายที่พอจะมีฉันทามติร่วมกันได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไป มาตรา 112 ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีมากเป็นประวัติการณ์ จนสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นคดีการเมืองแล้ว อาจจะไม่ใช่คดีอาญาแล้ว

วิโรจน์ กล่าวอีกว่า จากการเสนอแก้ไขเมื่อ 9 เดือนก่อน วันนี้พรรคก้าวไกลต้องกลับมาทบทวนแล้วว่ามันตอบรับกับสถานการณ์หรือไม่ แต่เราต้องคิดถึงการโอบรับคนอื่นด้วย แค่การแก้ไข ยังไม่มีพรรคการเมืองใดลงชื่อร่วมกันกับเราเลย ก็ต้องคิดถึงมือในสภาด้วย ถ้ามือในสภายกผ่าน จึงจะเกิดการแก้ไข ความพยายาม หรือการผลักดันจากภาคประชาชนที่จะให้มีการยกเลิกมาตรา 112 พรรคก้าวไกล ก็รับฟัง

“ไม่ว่าจะการแก้ไขก็ดี หรือการยกเลิกก็ดี พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะรับฟังและผลักดันอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องโอบรับความเห็นอื่น ๆ และคำนึงถึงโอกาส หรือวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการหาว่าพรรคก้าวไกลไปปลุกม็อบอีกหรือไม่ นายวิโรจน์ ชี้แจงว่า วันนี้ถ้าพรรคก้าวไกลเงียบ คุณคิดว่าสังคมหยุดหรือไม่ กลับคิดว่าถ้าวันนี้พรรคก้าวไกลเงียบ ภาคประชาชนจะยิ่งรุนแรง เพราะไม่มีทางระบายออกเชิงระบบที่เป็นไปได้ ข้อกล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลปลุกม็อบนั้น วันนี้ภาคประชาชนตั้งคำถามกับพรรคก้าวไกลอย่างรุนแรง ในสภาเป็นพรรคที่ชัดเจนที่สุดแล้ว ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนว่า ตอบสนองเขาน้อยเกินไป ขอบันทึกไว้ตรงนี้ว่า ไม่ได้รู้สึกไม่ดีต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน เป็นความชอบธรรมของภาคประชาชนที่จะเรียกร้องมากกว่าสิ่งที่เราทำ เราก็ต้องน้อมรับและสกัดเอาแก่นของความคิดเห็นเหล่านั้นมาประมวล

ขณะที่ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้เผยแพร่รายการ “คุยกับลุง” EP.4 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)’ ถึงประเด็นมาตรา 112 ว่า เราตรากฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้น เพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ผู้ใดละเมิด จริง ๆ แล้ว ของเรา เราไม่ได้ปกป้องเฉพาะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศเรา เรามีกฎหมายอาญามาตรา 133 ปกป้องประมุขของรัฐอื่น ประเทศอื่นเช่นเดียวกัน ข้อความเหมือนกันเลย สาระในกฎหมายที่บัญญัติไว้ มีข้อความเหมือนกัน มาตรา 133 บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางคุกจำโทษ ตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 1 แสน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

"เรามีกฎหมายอาญาปกป้องทั้งพระประมุขที่เป็นพระมหากษัตริย์ของเรา และเราให้เกียรติ ปกป้องประมุขของประเทศอื่น และลองนึกดูว่า ถ้าเราไม่เขียนปกป้องประมุขของประเทศอื่นไว้ หากมีคนไทยคนไหนเครื่องร้อนขึ้นมา ไปหมิ่นประมาท ไปดูหมิ่น หรือไปแสดงความอาฆาตมาดร้ายประมุขประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือพระราชาธิบดี หรือประธานาธิบดี ถ้าเกิดมีคนไทยทำอย่างนั้นขึ้นมา เป็นเรื่องระหว่างประเทศ ประชาชนเขาก็คงไม่ยอมว่า ทำไมคนไทยถึงไปล่วงละเมิดดูหมิ่นประมุขของประเทศเขา อันนี้ก็เรียกว่า เป็นสงครามได้ เป็นเรื่องใหญ่ได้"

นายสุเทพ เผยว่า กังวลใจลึก ๆ ว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่นำไปสู่ข้อขัดแย้งของคนในประเทศ วันนี้มี 3 ฝ่ายในประเทศ ฝ่ายหนึ่งต้องการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย แต่ฝ่ายที่สามไม่รู้จะคิดอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาคิดจะแก้ไข หรือเรื่องที่เขาไม่ต้องการจะแก้ไข เนื้อหาสาระเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย วันนี้ไม่สนใจไม่ได้แล้ว จึงชวนพี่น้องมาช่วยกันติดตามศึกษา

"ผมสารภาพเลยว่าผมยืนอยู่ข้างฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะเห็นว่าที่บัญญัติไว้แค่นี้ เหมาะสมถูกต้องแล้ว สำหรับประเทศไทยของเรา อยากเอาความคิดตรงนี้มาจุดประกายความคิดในใจของพี่น้องประชาชนว่า ผมคิดถูกหรือเปล่าที่คิดอย่างนี้ พี่น้องประชาชนที่เป็นคนไทยแบบผมคิดเห็นแบบผมกันหรือเปล่า วันหลังเราจะมาคุยกันถึงเนื้อหาสาระในร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่พรรคการเมืองพรรคต่างเขากำลังจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา" นายสุเทพกล่าว

‘ส.ส.จองชัย’ ชงสภาฯ แก้ 3 ปัญหาชาวชลบุรี จี้ปราบแอปฯ ปล่อยกู้ดอกโหด – เร่งออกโฉนด ‘น้ำลบ’

‘ส.ส.จองชัย’ ชงสภาฯ 3 ปัญหาชาวบ้านชลบุรี ขอเร่งปราบแอปฯ ปล่อยเงินกู้เถื่อน ดอก-ทวงหนี้สุดโหด ซ้ำเติม ปชช. กระตุกเร่งฉีดและรับรองวัคซีนเด็กให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และจี้ ‘มท.’ เร่งออกโฉนด 'ที่ดินน้ำลบ' ให้ชาวชลบุรีเพื่อช่วยเพิ่มหลักประกัน-แปลงทรัพย์สินเป็นทุน 

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่รัฐสภา ก่อนเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดย ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวหารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรใน 3 เรื่อง คือ 

1.) ขอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ดูแลเงินนอกระบบและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) รวมไปถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หารือในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับแอปพลิเคชันปล่อยเงินกู้ออนไลน์เถื่อนที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และเป็นการซ้ำเติมประชาชนในภาวะวิกฤตด้วย เพราะประชาชนบางคนไม่สามารถไปกู้เงินในระบบได้ ต้องพึ่งพาการกู้เงินผ่านแอปพลิเคชันเถื่อนเหล่านี้ 

โดยแอปพลิเคชันเถื่อนเหล่านี้ในการกู้เงิน ผู้กู้จะได้รับเงินไม่เต็มจำนวน รวมถึงการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีการแฝงมาในรูปแบบค่าบริการต่าง ๆ และมีการทวงหนี้อย่างโหดร้าย ไม่ว่าจะเป็นการขู่ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการประจานให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงขอฝากไปยังประชาชนอย่าหลงเชื่อ ร.อ.จองชัย กล่าวต่อว่า 

‘สสว.’ ชู ‘SME Restart’ ขานรับเปิดประเทศ ดัน 5 องค์ความรู้ท่องเที่ยววิถีใหม่

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า ปลายปีงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมา สสว. ได้ดำเนินการโครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ (SME Restart) ปีงบประมาณ 2564 หรือโครงการ SME Restart ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สสว. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการขานรับแผนการเปิดประเทศ 120 วัน ซึ่งประกาศโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ผอ.สสว. เผยอีกว่า วัตถุประสงค์โครงการดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งระบบ ทั้งนี้เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับมาเข้มแข็งขึ้นและสร้างรายได้ให้ประเทศ เป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี โดยโครงการดังกล่าว ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ และสามารถดำเนินการได้ใน 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี และพังงา ซึ่งมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top