Friday, 24 July 2026
NewsFeed

‘วราวุธ’ ดันไทยฐานผลิต xEV รับทุนจีน!! อุตสาหกรรมไทยขยับสู่รถไฟฟ้าเต็มตัว อัปสกิลช่าง EV–AI ปูทางศูนย์กลางยานยนต์อนาคต นักลงทุนจีนมองไทยฐานผลิตอนาคต ย้ำคุณภาพกำลังคนคือตัวตัดสินความสำเร็จระยะยาว

“วราวุธ” จ่อ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต ดึงเทคโนโลยีขั้นสูง อัปสกิลช่าง EV–AI

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation Vehicles : xEV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ โดยเดินหน้ามาตรการสนับสนุนอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการลงทุน การขยายตลาดภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้พัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์แห่งอนาคตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ผ่านหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการพัฒนานักนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 200 คน ผ่าน 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรช่างติดตั้งและบำรุงรักษาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และหลักสูตรช่างเทคนิคซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี EV มาตรฐานความปลอดภัย การติดตั้งอุปกรณ์ และการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์อุตสาหกรรมภาคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมเข้าสู่การประเมินคุณวุฒิวิชาชีพในสาขายานยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า การเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การอัปสกิลและรีสกิลแรงงานไทย” เป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจำนวนมากมีความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งนอกจากการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เข้มแข็งแล้ว ไทยยังต้องเตรียมความพร้อมด้านการรีไซเคิล (Recycle) และอัปไซเคิล (Upcycle) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในอนาคต ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการให้มีความคืบหน้าและนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ต่อไป

“วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบควบคุมอัจฉริยะ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน ช่างเทคนิคยุคใหม่จึงต้องมีความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และ AI การซ่อมบำรุงรถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” นายวราวุธกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงเตรียมผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อร่วมกันยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยต่อยอดจากบทบาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ได้เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อีกบทเรียนสำคัญจากจีนคือ การเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการศึกษาไปจนถึงภาคธุรกิจ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางแผนการตลาด การบริหารต้นทุน การจัดทำบัญชี และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

“นักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อธุรกิจ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในระยะยาวคือคุณภาพของกำลังคน หากเราสามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะด้าน EV ดิจิทัล และ AI ได้เพียงพอ ไทยจะไม่ใช่แค่ฐานการผลิตรถยนต์ แต่จะก้าวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายวราวุธ กล่าว

ETC รักษาแชมป์ ESG คว้าอันดับ ESG100 ต่อเนื่อง 6 ปี ย้ำความสำเร็จด้านพลังงานสะอาด มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนโดยรอบ

ETC โชว์ศักยภาพผู้นำพลังงานสะอาด คว้าอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยังยืน

บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากสถาบันไทยพัฒน์

นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้ ETC ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนทั้งหมด 931 หลักทรัพย์ โดย ETC ได้รับการยอมรับให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค"
"บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการต่อยอดการบริหารจัดการขยะสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตของชุมชน ด้วยการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าภายใต้มาตรฐานระดับสูง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม" นายศุภวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับทิศทางการดำเนินงาน ETC ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยไม่ละเลยที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย

“เถียนมี่มี่” ไม่ใช่แค่เพลงรัก เคยเป็นเสียงเพลงต้องห้าม แต่วันนี้กลับกลายเป็นบทเพลงที่คนจีนจำนวนมาก ใช้ร่วมกันเพื่อจดจำความรัก ความหวาน และยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศ

อ้างจากเฟส Chaiyan Chaiyaporn

เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน
เมื่อถาม AI ว่า “คนจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันคิดอย่างไรกับเพลงเถียนมีมีและเติ้งลี่จวิน ?”

ได้คำตอบดังนี้
คนจีนในปัจจุบันมองว่า เติ้ง ลี่จวิน และเพลง "เถียนมี่มี่" (Tian Mi Mi) เป็นดั่งมรดกทางวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

โดยผู้คนทุกเพศทุกวัยให้การยอมรับ ยกย่อง และมักใช้เพลงนี้เป็นตัวแทนของความรักและความทรงจำอันแสนหวาน

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและความเป็นมา สามารถแบ่งมุมมองของชาวจีนออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1. จาก "เสียงเพลงต้องห้าม" สู่ "ตำนานแห่งยุคสมัย"ในยุคทศวรรษที่ 1970 - 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้ง ลี่จวิน โด่งดังที่สุดในเอเชีย
รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เคยแบนผลงานของเธอ โดยจัดว่าเป็น "เพลงเสื่อม" (Yellow Music) จากโลกทุนนิยมและอิทธิพลของไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในยุคนั้นลักลอบฟังเพลงของเธอผ่านวิทยุคลื่นสั้น (Shortwave) จนเกิดวลีเปรียบเปรยที่ว่า "เติ้ง เสี่ยวผิง ปกครองจีนในเวลากลางวัน แต่ เติ้ง ลี่จวิน ปกครองหัวใจคนจีนในเวลากลางคืน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโหยหาเสรีภาพผ่านบทเพลงของเธอ

2. มุมมองของชาวจีนในปัจจุบันปัจจุบันเพลงของเติ้ง ลี่จวิน ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการและถูกนำมาร้องใหม่โดยศิลปินรุ่นหลังนับไม่ถ้วน
คนรุ่นก่อน (Gen X และ Baby Boomers): มองว่าเพลงของเธอคือบทเพลงแห่งความทรงจำที่สะท้อนถึงการก้าวผ่านยุคปิดประเทศมาสู่ยุคเปิดรับเสรีนิยม
คนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z): แม้จะเป็นคนละยุคสมัย แต่คนรุ่นใหม่ในจีนก็ยังรู้จักเพลงเถียนมี่มี่เป็นอย่างดี
พวกเขามองว่าเพลงนี้คือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่คลาสสิกและมีความหมายเชิงบวก

3. นัยยะทางการเมืองและความรู้สึกระดับชาติเถียนมี่มี่ เป็นเพลงรักที่ไม่มีเนื้อหาทางการเมือง
แต่ด้วยน้ำเสียงหวานๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเติ้ง ลี่จวิน ทำให้ชาวจีนจำนวนมากมองว่าเธอคือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน ความเป็นจีนที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก แม้เธอจะเป็นคนไต้หวันแต่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ก็ภาคภูมิใจในตัวเธอในฐานะนักร้องเชื้อสายจีนระดับตำนาน
หลักฐานการยอมรับ เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน ในปัจจุบัน

1. การยอมรับอย่างเป็นทางการจากสื่อและหน่วยงานของรัฐบาลจีนรางวัลเพลงคลาสสิกแห่งยุคปฏิรูปประเทศ:
ในปี 2008 หนังสือพิมพ์วิเคราะห์ข่าวการเมืองและสังคมชื่อดังของจีนอย่าง 《南方周末》 (Southern Weekly) ได้จัดอันดับให้เพลง "เถียนมี่มี่" เป็น "1 ใน 10 บทเพลงคลาสสิกที่สุดในรอบ 30 ปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน" (改革开放三十年十大经典歌曲)
ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลและสื่อกระแสหลักของจีนได้เปลี่ยนมุมมองและยกย่องเพลงนี้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการบุคคล
ผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรม:
ในปีเดียวกัน เติ้ง ลี่จวิน ได้รับการโหวตจากประชาชนจีนและสื่อทางการให้เป็นหนึ่งใน "บุคคลทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดของจีนยุคใหม่" (新中国最有影响文化人物) สะท้อนให้เห็นว่าสถานะของเธอเปลี่ยนจาก "เสียงเพลงต้องห้าม" ในอดีต กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน

2. บันทึกประวัติศาสตร์ในสารานุกรม Baidu Baike (กูเกิลของจีน)
หากสืบค้นข้อมูลใน สารานุกรม Baidu Baike ของจีน จะมีการบันทึกถึงอิทธิพลของเพลงนี้ที่มีต่อสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ไว้ดังนี้:
การปลุกกระแสแฟชั่นและสังคม: ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ถึงต้น 1980 ทันทีที่เพลงเถียนมี่มี่เริ่มแพร่เข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ทรงผม แฟชั่น และท่าทางการโพสต์ถ่ายรูปของเติ้ง ลี่จวิน บนปกอัลบั้ม ได้กลายเป็นต้นแบบที่หญิงสาวชาวจีนทั่วประเทศพากันลอกเลียนแบบ
การเยียวยาจิตใจผู้คน:
ตัวบันทึกของจีนระบุว่า เพลงของเธอเปรียบเสมือน "สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ และน้ำเสียงอันอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์นี้ ได้ช่วยปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากยุคสมัยที่ด้านชา"

3. เสียงสะท้อนจากสังคมจีนยุคปัจจุบัน (Zhihu & สื่อดนตรี)ในแพลตฟอร์มถาม-ตอบของจีนอย่าง Zhihu (知乎)
มีการตั้งคำถามยอดฮิตว่า "คนจีนปัจจุบันประเมินค่า เติ้ง ลี่จวิน อย่างไร?"
ซึ่งคำตอบที่ได้รับความนิยมสูงสุดสามารถสรุปได้เป็นคำว่า "最大公约数" (ตัวหารร่วมมากที่สุดของคนจีนทั่วโลก):

นักวิเคราะห์และผู้ใช้ชาวจีนใน Zhihu อธิบายว่า ไม่ว่าคนจีนคนนั้นจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบไหน (ไม่ว่าจะเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน หรือชาวจีนโพ้นทะเลในต่างแดน) ทุกคนสามารถวางความขัดแย้งลงได้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพลงของเติ้ง ลี่จวินบนแพลตฟอร์มฟังเพลงยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง QQ Music (QQ音乐)

มีบทความพิเศษยกย่องเธอว่า "ในแผ่นดินจีน ฮ่องกง และไต้หวัน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่า ตำนาน อย่างแท้จริง"
เพราะเนื้อเพลงของเธอ (รวมถึงเถียนมี่มี่) เป็นเพลงที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน และไม่สร้างความเกลียดชังหรือความหม่นหมองให้แก่ผู้ฟัง

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/27984994621126750/?rdid=P7BbZXIXamJMcqBj#

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

จับตาผลกระทบตลาดยาโลก!! ‘ทรัมป์’ คงนโยบายยาแบรนด์–ยานวัตกรรม แต่เปิดศึกภาษียาสามัญนำเข้าระยะยาว ยาสามัญนำเข้าสหรัฐฯ ยัง 0% ถึงปี 2028 ก่อนถูกปรับภาษี 100% และ 200% ตามลำดับ

ทรัมป์ประกาศ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญเป็น 100% ในปี 2028 และ 200% ในปี 2029 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

ยาสามัญ (Generic Drugs) ทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 0% เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้น ภาษีนำเข้าจะถูกปรับขึ้นเป็น 100% เป็นเวลา 1 ปี และจะเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป

ส่วนนโยบายที่ใช้กับ ยาที่มีสิทธิบัตร (Patented Drugs), ยาแบรนด์ (Branded Drugs) และยานวัตกรรม (Innovative Drugs) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จะยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353540443600979/?rdid=mlyeujuDXrZkKnAo#

อังกฤษ ชี้หนุนยูเครน!! นายกฯ อังกฤษย้ำไม่เปลี่ยนนโยบาย สัญญาสนับสนุนเซเลนสกีเต็มที่ เตรียมโทรคุยผู้นำยูเครนทันที พร้อมผลักดันเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ

แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ประกาศว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะยังคงให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน

"ผมจะสนับสนุนเซเลนสกีอย่างเต็มที่ 100% เหมือนที่สตาร์เมอร์เคยทำ การสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรนั้นแน่วแน่ และวันนี้ผมจะแสดงให้เซเลนสกีเห็น"

แม้ว่า เบิร์นแฮมจะกล่าวให้ประชาชนชาวอังกฤษรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง โดยระบุว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการฟื้นฟูเสถียรภาพให้แก่ประเทศ พร้อมประกาศเตรียมผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี” ซึ่งเป็นการกล่าวปราศรัยต่อประชาชนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

หลังจากนั้นไม่นาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยืนยันว่า อังกฤษจะยังคงให้ “การสนับสนุนยูเครนอย่างไม่สั่นคลอน” และเปิดเผยว่า เขามีกำหนดโทรศัพท์หารือกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ภายในวันนี้เป็นคนแรก

ก่อนหน้านี้ "เบิร์นแฮม" เคยดำรงตำแหน่งเพียงนายกเทศมนตรีของเมืองเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) และได้กลับเข้าสู่รัฐสภา ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนปัจจุบัน

เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) ไม่ใช่เมืองแมนเชสเตอร์ (City of Manchester) เพียงเมืองเดียว แต่เป็นเขตมหานครระดับเทศมณฑล (Metropolitan County) ที่ประกอบด้วย 10 เขตการปกครอง โดยมีเมืองแมนเชสเตอร์เป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น ซอลฟอร์ด (Salford), โบลตัน (Bolton), เบอรี (Bury), โอลด์แฮม (Oldham), รอชเดล (Rochdale), สต็อกพอร์ต (Stockport), เทมไซด์ (Tameside), เทรฟฟอร์ด (Trafford) และวีแกน (Wigan)

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1352957026992654/?rdid=KfGozeSc8gibo75d#

สหรัฐ ปลดล็อกนิวเคลียร์ ซาอุ!! ดันซาอุดีอาระเบีย พัฒนาพลังงาน สหรัฐ ทิ้งระเบิด อิหร่านอย่างรุนแรง แต่อนุมัติโครงการนิวเคลียร์ซาอุฯ แสดงมาตรฐานเลือกปฏิบัติทางการเมือง

ในขณะที่สหรัฐกำลังเดินหน้าทิ้งระเบิดใส่อิหร่านอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยอ้างว่าต้องหยุดยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองนิวเคลียร์

แต่ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์กลับลงนามเปิดทางให้ "ซาอุดีอาระเบีย" พัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งๆที่รู้ว่า ซาอุดีอาระเบียจะก้าวเข้าใกล้การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต

สรุปแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง "นิวเคลียร์" แต่อยู่ที่ว่า "พวกใคร" จะได้เป็นเจ้าของนิวเคลียร์

ตัวอย่างชัดเจนของความเลือกปฏิบัติ พอเป็นซาอุฯ ชาติที่ยอมจ่ายเงินให้สหรัฐ ทรัมป์ก็แทบจะปูพรมแดง เซ็นอนุมัติ และเรียกมันว่า “โครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ” เพื่อหลบเลี่ยงนโยบายต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

แบบนี้มันคือมาตรฐานหน้าด้านๆ ที่ตัดสินว่า ศัตรูไม่มีสิทธิ์ แต่พวกเดียวกันเสือกมีได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353583153596708/?rdid=sXHGNEPYUdOYfweV#

ขายบริการเกลื่อนโซเชียล!! ถึงเวลาทบทวนกฎหมาย คุมให้ชัดก่อนปัญหาสังคมบานปลาย ถ้ารัฐควบคุมไม่ได้ การปล่อยให้ขายบริการอยู่ใต้ดิน อาจยิ่งเปิดช่องให้เอาเปรียบ ค้าคน และปัญหาสังคมโตเงียบกว่าเดิม

กะหรี่เกลื่อนโซเชียล….ถึงเวลาหรือยังสำหรับกฎหมายขายบริการ

เอย่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวเรื่องนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้ว สำหรับเรื่องการขายบริการที่ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ไม่ได้มีแค่สาวขายบริการ แต่รวมไปถึงหนุ่มขายบริการและกลุ่ม LGBT ที่ขายบริการด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลมีเดียและเวปไซท์หรือแอฟหาคู่เดทถือว่าเป็นช่องทางหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ไปเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่าเราจะไปโทษผู้ขายเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะไม่มีอุปสงค์ก็ไม่มีอุปทาน ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเปิดว่าประเทศไหนขายประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายและประเทศเหล่านั้นมีการคุ้มครองและควบคุมผู้ขายและผู้ซื้ออย่างไรกันบ้าง

ก่อนอื่นเลยประเทศที่มีการค้าประเวณีแบบถูกต้องตามกฎหมายคือ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ
ตุรกี รวมถึงบางรัฐของออสเตรเลียและบางมณฑลของรัฐเนวาดาในสหรัฐอเมริกา แต่นอกจากประเทศเหล่านี้แล้วยังมีประเทศที่มีกฎพิเศษเช่น การค้าประเวณีไม่ได้เป็นความผิดทางอาญาหากเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแต่มีความยินยอมได้แก่ นิวซีแลนด์และเบลเยี่ยมและอีกหลายประเทศที่ไม่ได้กฎหมายลงโทษผู้ค้าแต่ลงโทษผู้จัดหา ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส แคนาดา และไอร์แลนด์

สำหรับในประเทศที่มีกฎหมายสำหรับการค้าประเวณีแบบถูกกฎหมายนั้น ประเทศเหล่านั้นจะมีข้อกำหนดเรื่อง อายุขั้นต่ำเช่น 18 ปีขึ้นไปและต้องเป็นการสมัครใจทำมีสถานประกอบการขัดเจน ผู้ค้าประเวณีต้องมีใบอนุญาต โดยต้องมีการเช็คประวัติอาชญากรรมและใรใบตรวจโรค ซึ่งผู้ค้าเหล่านี้จะต้องเสียภาษีให้รัฐแลกกับสวัสดิการที่ได้จากรัฐและกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองผู้ค้ารวมถึงวันลาต่างๆตามกฎหมายและฟ้องนายจ้างได้หากมีการเอารัดเอาเปรียบ

กลับมาดูกฎหมายการค้าประเวณีในไทย ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 จะมีเนื้อหาหลักๆอยู่ 3 ประเด็นคือ ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ลงโทษผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยสาระสำคัญคือ การค้าประเวณีในประเทศไทย ยังไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าการค้าประเวณีในไทยนั้นผิดกฎหมาย ซึ่งต่างจากข้อความอื่นๆเช่น การชักชวนหรือแสดงตนเพื่อค้าประเวณีในที่สาธารณะถือมีความผิด หรือ ผู้จัดหา นายหน้า ผู้เปิดซ่อง หรือผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีถือว่ามีความผิด มีโทษหนักกว่าผู้ขาย รวมถึงการค้าประเวณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและผู้เยาว์ถือเป็นความผิดและมีอัตราโทษสูง ซึ่งจะเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการ ปราบปรามการค้าประเวณีและลงโทษผู้แสวงหาประโยชน์ พร้อมทั้ง คุ้มครองผู้เสียหาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองให้การค้าประเวณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยแต่นี่เองก็เป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ขายบริการรุ่นใหม่สามารถใช้ข้อกฎหมายอ้างสำหรับการค้าประเวณีในไทยได้นั่นเอง ดังนั้นหากควบคุมไม่ได้ภาครัฐควรหาทางควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคตและภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

GGC ดัน Bio Hub นครสวรรค์ผงาดฐานชีวภาพ กระทรวงอุตฯ เยี่ยมชมโครงการ NatureWorks เสริมแกร่งพลาสติกชีวภาพ พร้อมหนุนเศรษฐกิจ BCG ไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์
GGC ตอกย้ำศักยภาพ Bio Hub แห่งแรกของไทย หนุนเศรษฐกิจ BCG

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะ เยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ รับฟังการนำเสนอความคืบหน้าโครงการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรม ไบโอเอทานอล พลังงานหมุนเวียน และพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร โดยโครงการ ทั้ง 2 ระยะได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

นครสวรรค์ 22 กรกฎาคม 2569 - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ในโอกาสเยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์จาก NatureWorks และ GKBI พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ดำเนินการโดย บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร โดยนำจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาผสานกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ และการผลิตพลังงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC กล่าวว่า “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยนำความเชี่ยวชาญของ GGC มาผสานกับจุดแข็งของ KTIS ด้านวัตถุดิบ ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”

“การลงทุนของ NatureWorks ในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ภายในพื้นที่โครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่ช่วยยกระดับนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก GGC มุ่งมั่นที่จะร่วมกับพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.กฤษฎา กล่าว

การพัฒนาโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการ เชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 2 ระยะ ประกอบด้วย

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล โดยนำวัตถุดิบและผลพลอยได้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบ โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดย GKBI เป็นผู้ลงทุนและให้บริการด้านสาธารณูปโภค เพื่อรองรับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิแลกติกแอซิด หรือ Polylactic Acid (PLA) ของบริษัท เนเจอร์เวิร์คส์ เอเชีย

แปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NatureWorks LLC ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองรับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภายในพื้นที่ ในอนาคต โดยระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการระยะที่ 2 ได้เริ่มให้บริการ เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก

โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย โดยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง GGC, KTIS และพันธมิตรระดับโลกอย่าง NatureWorks จะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top