Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

หนังยาวที่ชื่อ Trump’s Tariffs ศาลอุทธรณ์อเมริกา สั่งให้ แพ้คดี

(30 ส.ค. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า...

หักมุมอีกรอบ !!

สำหรับหนังยาวที่ชื่อ Trump’s Tariffs 
ศาลอุทธรณ์อเมริกา สั่งให้ President Trump แพ้คดี
เพราะใช้อำนาจเกินตัว

ยึดอำนาจที่เป็นของรัฐสภา มาใช้ในการขึ้น Tarifffs ใส่ทุกประเทศ
พร้อมบอกว่า ขาดดุลการค้าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่อง “ฉุกเฉิน“
แต่ …..

1. ผลของคำพิพากษา ยังไม่ใช้บังคับจนกระทั่ง 14 ตุลาคม
ให้เวลานำไปขึ้น Supreme Court ขอให้พิจารณา

2. ผลจะบังคับใช้ เฉพาะบริษัทที่นำมาฟ้อง
- V.O.S. Selections, Inc. (ขายไวน์)
- Plastic Services and Products, LLC (ขายท่อ)
- MicroKits, LLC (ขายของเล่น)
- FishUSA Inc (ขายอุปกรณ์ตกปลา)
- Terry Precision Cycling LLC (ขายจักรยานและอุปกรณ์)
- อื่นๆ ที่ร่วมฟ้อง
ซึ่งเป็นส่วนน้อยมาก
บริษัทที่เหลือต้องให้ศาลล่างตัดสินอีกทีว่า จะมีผลไปถึงหรือไม่

3. ที่สำคัญที่สุด … ยังดีใจไม่ได้
เพราะหนังเรื่องนี้ 
คงไม่จบง่ายๆ แบบนี้
เพราะศาลอุทธรณ์ลงคะแนนกัน 7-4 
โดยมีผู้พิพากษาอีก 1 ท่านไม่ได้เข้าร่วม
6 ใน 7 คนที่สั่งให้ทำเนียบขาวแพ้คดี
เป็นผู้พิพากษาที่ Clinton, Obama และ Biden แต่งตั้ง มีเพียง 1 คนใน 7 ที่มาจาก George H. W. Bush !!

ดังนั้น President Trump จึงบอกว่า 
ผู้พิพากษากลุ่มนี้เอียงซ้าย 
ไม่เข้าข้าง ไม่ยุติธรรมกับ ทำเนียบขาว  
ขอให้รอให้ถึงมือ Supreme Court 
แล้วมาเจอกัน
เพราะศาลสูงสหรัฐฯ ที่มีผู้พิพากษา 9 ท่าน
6 ใน 9 ตั้งโดย George H.W. Bush, George W. Bush และ President Trump !!
คราวนี้ ศาลก็คงจะเอียงมาอีกข้าง 
งั้นช่วงนี้ …
ขอทุกคนอย่าเพิ่งดีใจ
ให้รอดูไปก่อน

นอกจากนี้ … ถ้าสุดท้ายแล้ว จะแพ้จริงๆ ในเรื่องนี้
ยังมีอำนาจอื่นๆ ที่ President Trump สามารถเอามาใช้ ในการขึ้น Tariffs ได้อยู่ดี
Tariffs จะอยู่กับเราอีก 3.5 ปี 
เพราะ ท่านประธานาธิบดีเชื่อและชอบ !!

ดังนั้น รอบนี้ให้คิดว่า 
เป็นการวางพลอตหักมุม ให้เร้าใจ 
ทำให้ยากขึ้นอีกนิด
แต่ไม่ยากเกินเอื้อม
กรุณาโปรดติดตามชมตอนต่อไป
ตามที่ท่านประธานาธิบดีชอบจบที่ท่านโพสต์ว่า

Thank you for your attention to this matter.  

พรรคประชาชน ประกาศชัด!! จะโหวตรัฐบาลใหม่ แต่ขอไม่เอี่ยว ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา!! พร้อมของแถม!! ดันแก้รัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนว่า พรรคประชาชนประกาศชัด จะโหวตให้มีรัฐบาลใหม่ แต่ตัวเอง “ขอไม่เอี่ยว” เหมือนจะหล่อ ๆ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แถมยังได้สิทธิพิเศษนั่งวิจารณ์ นั่งซ้ำเติม ได้คะแนนนิยมฟรี ๆ ไปอีกต่างหาก เรียกว่าหลอกขายฝัน หลอกขายไอเดีย เตรียมปูทางสู่การเลือกตั้งในอนาคต แถมยังมีของแถมคือดันแก้รัฐธรรมนูญในกรอบเวลา 4 เดือนที่เหลืออยู่

แต่ตรงนี้แหละครับ ที่อันตราย… ช่วงเวลา 4 เดือนข้างหน้านี้อาจกลายเป็นเวทีทองของการ “ลักไก่” ผลักดันกฎหมาย สอดไส้รัฐธรรมนูญที่แฝงเจตนาซ่อนเร้น อาจบ่อนทำลายสถาบัน ลดทอนระบบราชการ และกระเทือนรากฐานสังคมไทยอย่างเงียบ ๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคนไทยทุกคนต้องทำไม่ใช่แค่นั่งดู แต่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา จับจ้อง ติดตาม เปิดโปง และสกัดแผนแอบแฝงเหล่านี้อย่างรู้เท่าทัน ไม่งั้น “หล่อ ๆ ลอยตัว” ของพรรคประชาชน อาจกลายเป็น “หล่อหลอก” ที่ทำให้ทั้งประเทศต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลัง

‘เอม พินทองทา’ โพสต์ซึ้ง!! ถึง น้องสาว ‘แพทองธาร’ สง่างาม!! จนนาทีสุดท้าย ที่ก้าวออกจากทำเนียบ

(30 ส.ค. 68) ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ล่าสุด 'เอม' พินทองทา ชินวัตร พี่สาวของ แพทองธาร โพสต์ข้อความคลิปวิดีโอและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @aimpintongta ความว่า วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 อีกหนึ่งวันที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป จากมุมมองของเอม...ความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของใจ ต้องขนาดไหน...ถึงจะรวบรวมสติ...เดินลงมาและพูดจากใจ การจัดการอารมณ์และย่อยสิ่งต่างๆ ในช่วงเวลาไม่กี่นาที มันช่างน่าทึ่ง...

การพูดครั้งสุดท้ายที่ทำเนียบรัฐบาลของนายกในดวงใจ...ยังคงมีแต่ความจริงใจเหมือนทุกๆ ครั้ง สำหรับเราที่ยืนฟังข้างๆ นั้น มันท่วมท้น และกินใจ....สง่างาม..จนนาทีสุดท้ายที่ก้าวออกจากทำเนียบ

คุณค่าและความดีในตัวของน้องไม่ได้ลงหรือจางหายไปไหน...ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนค่าและละความมุ่งหวังเจตนาดีของน้องไปได้...แต่กลับยิ่งทำให้เราได้มีประสบการณ์ ได้มีโอกาสผ่านบททดสอบของชีวิตที่ท้าทายแล้วท้าทายอีกนี้...และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ใจเราไปอีก อะไรเกิดแล้วย่อมดีเสมอ

‘วิโรจน์’ ชี้!! นายกรัฐมนตรี ต้องมี 247 เสียง การเมืองติดล็อก!! พรรคประชาชนคือกุญแจ

(30 ส.ค. 68) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม จะเลือกตาม TOR เมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วเท่านั้น 

เสียง สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนนี้มีอยู่ 492 เสียง

พรรคร่วมรัฐบาล (รวม 11 พรรค, 253 เสียง)

พรรคเพื่อไทย: 140 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ: 36 คน

พรรคประชาธิปัตย์: 25 คน

พรรคกล้าธรรม: 25 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา: 10 คน

พรรคประชาชาติ: 9 คน

พรรคชาติพัฒนา: 3 คน

พรรคไทรวมพลัง: 2 คน

พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน

พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน

พรรคไทยก้าวหน้า: 1 คน

พรรคฝ่ายค้าน (รวม 5 พรรค, 239 เสียง)

พรรคประชาชน: 143 คน

พรรคภูมิใจไทย: 69 คน

พรรคพลังประชารัฐ: 20 คน

พรรคไทยสร้างไทย: 6 คน

พรรคเป็นธรรม: 1 คน

ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรมได้งูเห่ามาเพิ่ม 6 เสียง มาจากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง

ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลเดิมจึงมีเสียงอยู่ 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมีเสียงอยู่ 233 เสียง

ตามมาตรา 159 วรรคสาม การเห็นชอบให้ใครได้เป็นนายกฯ จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก ดังนั้น คนที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงมากกว่า 246 เสียง หรือ 247 เสียงขึ้นไป

ถ้าคิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางที่จะกลับมาร่วมงานกันได้อีกแล้วในสภาชุดนี้ และเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคกล้าธรรมพร้อมงูเห่าได้แล้ว 31 เสียง และกลุ่มคุณสุชาติอีก 18 เสียงมาร่วมด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ = 259-31-18 = 210 เสียง ในขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีเสียงอยู่ = 69+20+1+1+31+18 = 140 เสียง

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ยังไงประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกรัฐมนตรีได้ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่เสียงที่รวมได้ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง และทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็ต่างรับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ

1. เป็นนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา

2. ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนไม่ขอร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้น บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ติดหล่มรัฐธรรมนูญ 2560 ไปไหนไม่ได้เสียที

อีกทางหนึ่งที่เป็นทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคพลังประชารัฐกลับไปได้ ก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรคประชาชนแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น เราจึงต้องออก TOR มากำกับแนวทางในการเลือกของเรา เพราะเรายังคงเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะโกลาหล ก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

ส่วนกรณีที่หลายท่านกรุณาเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ผมบอกตรงๆ ว่าผมเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า “ทั้ง 2 ทางในที่สุดแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมดแหละครับ” การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นอย่าไปคิดครับว่าคนนี้จะหักหลัง คนนั้นไม่หักหลัง ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า

เอาเป็นว่ายุบสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือถ้าแต่ละพรรคไปจับกันเองได้โดยไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ก็เอาทางนั้นก่อนได้เลย เราคงจะเลือกแบบจำใจต้องเลือกเมื่อบ้านเมืองถึงคราวจำเป็นแล้วจริงๆ ครับ

ผมยอมรับตรงๆ เลยว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า ดังนั้น การตัดสินใจจะต้องไม่คิดว่าทางไหนจะไม่ถูกด่า หรือทางไหนจะถูกด่าน้อยกว่า เรื่องพรรคถูกด่าผมว่าเรื่องเล็ก ไม่ควรเอามาคิดเลย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ขอไม่เลือกดีกว่าครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้ ก็ต้องกล้าหาญที่จะเลือกทางที่บ้านเมืองเสียหายน้อยที่สุด มีกลไกที่รัดกุมที่พอจะบังคับให้คนที่เราเลือกรักษาสัญญาได้มากที่สุด แต่ก็คงต้องทำใจว่า ต่อให้มีกลไกมัดแน่นแค่ไหน ลิ้นคนเราเวลาที่มันจะตระบัดสัตย์ มันก็พลิกลิ้นได้เสมอ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้า

ณ วินาทีนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนตัดสินใจว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ก็วิเคราะห์ได้ประมาณนี้ครับผม

สส.หนุน!! ‘เสี่ยหนู’ นั่งนายกรัฐมนตรี 283 เสียง ยังรอ เพื่อไทย ไหลเติมอีก ลั่น!! ไม่กังวลแม้ยุบสภา

(30 ส.ค. 68) การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ทุกอย่างนิ่งแล้ว รอเพียงการลงนามข้อตกลง และเงื่อนไข ร่วมกันกับพรรคประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยรับหลักการแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รอทางพรรคประชาชน นัดวันที่จะลงนามร่วมกันว่าจะเป็นเมื่อใด ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า 

ส่วนเสียงที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ขณะนี้กว่า 90% นิ่งแล้ว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง เนื่องจากตัด น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์ พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียง คือ นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา และ นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวม 283 เสียง

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า สส.พรรคเพื่อไทยกำลังแตกรัง มีสส.ติดต่อเข้ามาร่วมรัฐบาล ทั้งจากฝั่งพรรคกล้าธรรม และติดต่อผ่านมาโดยตรงผ่านกลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีเสียงสนับสนุน 10 กว่าเสียงแล้ว ทำให้ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการรอการเข้ามาเติมเสียง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ส่วนเรื่องการยุบสภาโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยไม่กังวล เพราะเชื่อว่า พรรคที่ไม่พร้อมเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องคะแนนนิยม และการขาดความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชน

‘เท้ง’ บอกลำบากใจ!! จะเลือกใครเป็นนายกฯ นัดคุยกันจันทร์นี้

(30 ส.ค. 68) ‘แยม’ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวชื่อดัง สื่อมวลชนสายการเมือง
 ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า …

‘เท้ง’ บอกว่าลำบากใจครับ อย่างที่พี่แยมเห็น ไม่ว่าจะไปทางไหน พท.-ภท.พรรคจะฟังเสียงสส. คุยกันจันทร์นี้ตกลงกันก็ต้องทำTOR เลือกนายกฯ 3 ก.ย. นี้

FIBO เผย!! เทคโนโลยีใหม่ ใช้กู้ทุ่นระเบิดแทน ‘มนุษย์’ ทดสอบแล้ว!! พบทุ่นระเบิด 100% เตรียมใช้จริงอาทิตย์หน้า

(30 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ข่าวดี #กองทัพไทย และ #ทหารไทย!!

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา #สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (#FIBO) #มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทหารไทยประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดอยู่บ่อยครั้งจากการลาดตระเวนบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา 

ทาง FIBO จึงได้นำเสนอ เทคโนโลยี remote plastic/metal detector with AI Camera ติดตั้งบนหลัง #สุนัขหุ่นยนต์ 10-15 meter telemetry controlled ซึ่งปัจจุบัน FIBO ได้ร่วมมือกับจีน เรื่องสุนัขหุ่นยนต์และ AI Humanoid 
ในรูปชุดนี้ ทาง FIBO ได้ไปทดสอบหุ่นยนต์หาทุ่นระเบิดที่ศูนย์ปฎิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ผลทดสอบ blind test พบทุ่นระเบิด 100% เมื่อวานนี้

โดยสัปดาห์หน้า จะลงสนามจริง ชายแดนไทย-กัมพูชา:
พร้อมแจ้งว่าในส่วนของ #หุ่นยนต์สะพายหลัง (FIBO Life Buddy:หุ่นยนต์ยุทโธปกรณ์) ที่ FIBO เคยสร้างให้กองทัพไทยนั้น คงไม่เหมาะกับการลาดตะเวณของเหล่าทหารกล้าของไทย

“เรารักสงบ แต่รบไม่ขลาด เขมรมาหยามน้ำใจกัน
พวกเรารวมพลังช่วยกัน ในฐานะนักเทคโนโลยีครับ”

หมายเหตุ : สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) หรือ Institute of Field Robotics เป็นหน่วยงานระดับคณะในสังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538 โดย รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ด้วยคติพจน์ “A Cradle of Future Leaders in Robotics” เพื่อพัฒนาผู้นำด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของประเทศไทย

FIBO คืออะไร?
FIBO เป็นสถาบันแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการศึกษาและวิจัยด้าน วิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อย่างเฉพาะทาง โดยเปิดสอนครบทั้งระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลักสูตรเน้นการเรียนการสอนแบบ Outcome-based Education ซึ่งช่วยให้บัณฑิตสามารถนำความรู้ไปพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้จริงในภาคสนาม ทำให้บัณฑิต FIBO เป็นที่ต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชน

ผลงานและการวิจัย
• FIBO มีผลงานวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มากกว่า 300 ระบบ ในด้านการผลิตและคุณภาพชีวิต เช่น หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อาหาร การแพทย์ การเกษตร และการฟื้นฟูสมรรถภาพ
• ตัวอย่างผลงาน: หุ่นยนต์ประชาสัมพันธ์นะโม (NAMO) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์กึ่งฮิวแมนนอยด์ที่มีล้อเพื่อความคล่องตัว พัฒนาโดยนักวิจัยของ FIBO
• งานวิจัยขั้นสูง เช่น ระบบ Haptic Interface, Intelligent Algorithm, Nonlinear Control System และ Multi-body Dynamic Analysis
• มีความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เช่น อุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และการศึกษา
การรับสมัครและโอกาส

ความโดดเด่น
• เป็นศูนย์กลางการพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ได้รับการยอมรับจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)
• มีเครือข่ายกับโรงเรียนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาด้านหุ่นยนต์

‘LGBTQ+’ ด่าเหยียด!! ‘สาวอิสลาม’ ขู่!! จะตบกลางรถไฟฟ้า ลั่น!! ไม่กลัวจ่ายค่าปรับแค่ 500 บาท ล่าสุด!! โดนไล่ออกแล้ว


(30 ส.ค. 68) เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปลงกลุ่ม Airport Rail Link เผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวานนี้ (29 สิงหาคม 2568) ขณะที่ผู้โดยสาร 2 รายกำลังมีเรื่องโต้เถียงกันบนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 

โดยผู้โพสต์ระบุว่า เวลาเกือบเที่ยงคืน น้องผู้หญิงอิสลามได้ไปเฉียดโดนกระเป๋าของผู้โดยสารที่เป็น LGBTQ+ ตอนกำลังจะนั่ง ซึ่งน้องได้พยายามขอโทษหลายครั้งและไม่ได้หยาบคายใส่เลย แต่กลับถูกคู่กรณีด่าทอด้วยคำหยาบคาย แถมยังเหยียดศาสนา ด่าถึงพ่อแม่ แถมยังถอดรองเท้าบอกว่าพร้อมตบ ปรับแค่ 500 บาท 

โดยในช่วงหนึ่งของคลิป พบว่าน้องผู้หญิงอิสลามพยายามขอโทษอย่างสุภาพ แต่คู่กรณีไม่ยอมฟังเสียง มีการยืนชี้หน้าด่า ทำนองว่า "ถ้ามึงพูดอีกรอบกูตบมึงแน่ กูเสียแค่ 500 กูไม่กลัวหรอก กูตบมึงน่ะ อิสลาม ! กูไม่ได้บูลลี่คนอิสลาม กูบูลลี่แค่มึงนี่แหละ มารยาทน่ะให้พ่อกับแม่มึงสอน ไม่ต้องมาขอโทษกู ไปขอโทษพ่อกับแม่มึง ที่เค้าไม่สอนมารยาทให้กับคนอย่างมึง มึงไม่ต้องมาอ้างว่ากูไม่รู้ไม่ได้หรอก อีดอก"

น้องผู้หญิงยังคงพยายามขอโทษด้วยท่าทีสุภาพ บอกว่า "ขอโทษค่ะ" แต่ฝ่ายคู่กรณีที่นั่งลงไปแล้ว กลับลุกขึ้นเท้าเอว บอกว่า "กูไม่รับ" และยังชี้หน้าด่าต่อ บอกว่าถ้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว "ตีนกูอยู่บนหน้ามึงแน่"

ประเด็นที่เกิดขึ้นทำให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น ในพฤติกรรมของฝ่าย LGBTQ+ ที่ดูจะรุนแรงเกินเหตุ แถมยังด่าทออีกฝ่ายเสียหายและเหยียดศาสนา

ล่าสุด (30 สิงหาคม) เฟซบุ๊ก Stadium One - The Sports Society โพสต์ประกาศพ้นสภาพการเป็นพนักงาน กรณีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยระบุว่า

"บริษัทฯ ขอชี้แจงกรณีคลิปเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าบุคคลในคลิปเป็นพนักงานรายวันของบริษัทฯ จริงและได้ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ผลการสอบสวนสรุปว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำการที่ไม่เหมาะสมต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯ จึงมีมติให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานรายวัน โดยมีผลบังคับใช้ทันที

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่าให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกบุคคล โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือความแตกต่างใด ๆ และมุ่งยืนหยัดในหลักความเท่าเทียมอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดนี้ บริษัทฯ ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและทุกเสียงสะท้อนจากสังคม ที่ช่วยชี้แนะและเป็นพลังผลักดันในครั้งนี้"

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เยี่ยมกิจกรรม “ญาติเยี่ยมทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68” ให้กำลังใจน้องเล็กกองทัพเรือ และครอบครัว ทั้ง 5,389 คน ยืนยันการดูแลเสมือนลูกหลาน ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด

(30 ส.ค. 68) พล.ร.ท. อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เยี่ยมชม และพบปะพูดคุยกับครอบครัวของทหารใหม่ ในกิจกรรม “ญาติเยี่ยมทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68” โดยมี น.อ. ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ศฝท.ยศ.ทร. ให้การต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่โดยรอบอาคารกองบังคับการ ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 - 31 ส.ค.68 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารใหม่ และญาติ รวมถึงสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ให้แก่ครอบครัวของทหารใหม่ได้เห็นผลของการฝึกอบรม และการดูแลทหารใหม่ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ที่เข้ามาเป็น “น้องเล็กของกองทัพเรือ” ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในแนวทางของการฝึกอบรมทหารใหม่ของกองทัพเรือยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทหารใหม่ ผลัดที่  2/68 ระหว่าง 1 ส.ค. 68 - 30 ก.ย. 68 เข้ารับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ส.ค. 68 - 30 ก.ย. 68 เพื่อปรับสภาพจากพลเรือนให้เป็นทหารเรือที่เข้มแข็ง องอาจ พร้อมปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือต่อไป

โดยในวันนี้มีครอบครัวของทหารใหม่ร่วมกิจกรรม จำนวน 5,389 คน ทหารใหม่ จำนวน 1,001 นาย และยานพาหนะ จำนวน 1,300 คัน  

ในการนี้ จก.ยศ.ทร. ยืนยันกับครอบครัวทหารใหม่ถึงการฝึกอบรม และการดูแล ว่า “…ขอให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และญาติของน้องทหารใหม่เชื่อมั่นว่า การฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ศฝท.ยศ.ทร. ตลอดระยะเวลา 2 เดือน จะทำให้ทหารใหม่ปรับสภาพจากพลเรือนเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่เข้มแข็ง องอาจ พร้อมกันนี้ขอให้มั่นใจได้ว่า เราจะดูแลทหารใหม่ด้วยความเมตตาเสมือนลูกหลานหรือญาติมิตรของเรา และด้วยความปลอดภัย…”

โอกาสนี้ จก.ยศ.ทร. ได้ให้กำลังใจแก่ผู้บังคับบัญชา และครูฝึกของ ศฝท.ยศ.ทร. และขอให้คำนึงถึงมาตรการในการดูแลทหารใหม่ให้อยู่ในกรอบของความปลอดภัยสูงสุด ตามที่ผู้บัญชาการทหารเรือกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ “Navy-Safety 2025”

DIT x CPN จัด ‘Thai Fruits Festival by DIT’ รณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกร ระบายผลผลิต

(31 ส.ค. 68) นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน DIT ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดกิจกรรม “Thai Fruits Festival by DIT”
เพื่อสนับสนุนพื้นที่ระบายผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงนี้ โดยคัดสรรผลไม้คุณภาพเยี่ยมจากสวนเกษตรกร เช่น ลำไยภาคตะวันออก มะพร้าวน้ำหอมภาคกลาง และผลไม้ตามฤดูกาล

ในภูมิภาคอื่นๆ มาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาดแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลไม้มากขึ้น สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัด
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่

• เซ็นทรัล พัทยา วันที่ 30 สิงหาคม 2568
• เซ็นทรัล เวสเกตระหว่างวันที่ 3 – 9 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล พระราม 3ระหว่างวันที่ 4 – 8 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล มหาชัย ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล นครปฐม ระหว่างวันที่ 15 – 19 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ศาลายา ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568

รองอธิบดี DIT กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ (30 ส.ค. 2568) ที่เซ็นทรัลสาขาพัทยา นอกจาก DIT จะนำผลไม้มาจำหน่ายแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษ โดย ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา “แจกฟรีมะพร้าวน้ำหอม” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลอง เพื่อสร้างการรับรู้ในรสชาติ ที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยที่หอมและหวานจนขึ้นชื่อว่าเป็น “Aromatic Coconut Water from Thailand is the Best in the World” และสร้างภาพจำที่ดีให้นักท่องเที่ยวหากจะซื้อมะพร้าวน้ำหอม ต้องซื้อมะพร้าวน้ำหอมไทยเท่านั้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การตลาด นำไปสู่การผลิตที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ร่วมสนับสนุนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เกษตรกร
นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่เป็นธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และครอบครัว ร่วมเที่ยว ช้อป ชิม เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี ได้ครบจบในที่เดียว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 7 สาขา ตามกำหนดการดังกล่าว” นางสาวญาณีกล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top