Friday, 3 July 2026
NewsFeed

"พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ"ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี กำชับ "พล.ต.อ.ธนาฯ" ,"พล.ต.ท.ธัชชัยฯ" และ ผบช.สอท.เร่งปราบอาญาชญากรรมไซเบอร์ อย่างจริงจังให้เป็นรูปธรรมตามกำหนดเวลา 30 วัน 

วันนี้ (2 เมษายน 2567) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปมอบนโยบายในการปฎิบัติหน้าที่ให้กับกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมื่อวานนี้ (1 เมษายน 2567) ที่ บช.สอท. นั้น สาระสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายและสั่งการคือ ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องขับเคลื่อนเร่งรัดการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย ที่ใช้กลโกงหลอกลวงพี่น้องประชาชน หรือ คอลเซ็นเตอร์ และเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งการจับกุมจะต้องขยายผลถึงขบวนการ ผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิด ทำลายโครงสร้าง บัญชีม้าต่างๆ อย่างเด็ดขาด โดยผลการปฏิบัติงานต้องเป็นที่ประจักษ์และเป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ฯ กล่าวว่า ตนได้สั่งการกำชับ พล.ต.อ.ธนา ชูวงษ์ รอง ผบ ตร รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวน และ บช.สอท. , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส. ตร.) และ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ให้ขับเคลื่อนตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างจริงจังและบังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตามกำหนดเวลาที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจของพี่น้องประชาชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบและปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ด้วย

‘สุริยะ’ มั่นใจ!! ‘รถไฟฟ้าม่วง-แดง’ 20 บาทตลอดสายทำได้ ปลื้ม!! ลดราคาลง คนใช้เพิ่ม 20% กำไรมากกว่าก่อนลด

(2 เม.ย. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ว่า “ทำได้แน่นอน ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตั๋วร่วม โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม จะกำหนดให้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นเงินอุดหนุนในนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้”

นายสุริยะ กล่าวว่า “สำหรับผลประกอบการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงนั้นมีประชาชนมาโดยสายเพิ่ม 20% คิดว่ามีแนวโน้มผู้ประกอบการจะมีกำไรมากกว่าช่วงที่ไม่ลดราคา”

ส่วนจะมีรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ลดราคาเป็นเฟสที่ 2 เฟสที่ 3 ต่อไปหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า “ขณะนี้ในส่วนที่กระทรวงคมนาคมทำได้ คือ รถไฟฟ้าสายที่อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ส่วนสายอื่นที่อยู่นอกเหนือในการดูแลของกระทรวงคมนาคมไม่สามารถลดราคาได้ ต้องไปลดทีเดียวพร้อมกันอีก 1 ปีเศษตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”

รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” เพื่อชื่นชมและเป็นขวัญกำลังใจกับตำรวจจราจร 2 นาย ที่ใช้ความรู้และทักษะการปฐมพยาบาล ช่วยเหลือประชาชนจนปลอดภัย

วันนี้ (2 เม.ย.67) เวลา 13.00 น. ที่ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ให้แก่ตำรวจจราจร 2 นาย คือ ส.ต.อ.กฤษณชัย ศรีเจริญ ผบ.หมู่ (จร.) สน.ชนะสงคราม ช่วยชีวิตเด็กสำลักอาหารติดคอ และ ส.ต.ต.อนุชิต ฆารไสว ผบ.หมู่ (จร.) สน.คลองตัน ทุบกระจกรถยนต์ ทำการ CPR ช่วยชีวิตชายประสบอุบัติเหตุหมดสติภายในรถ ซึ่งมีปรากฎคลิปภาพ 2 เหตุการณ์ จนมีกระแสชื่นชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก 

กรณีแรก เมื่อวันที่ 26 มี.ค.67 เวลาประมาณ 09.00 น. ส.ต.อ.กฤษณชัย ศรีเจริญ ผบ.หมู่ (จร.) สน.ชนะสงคราม ขณะขับรถจักรยานยนต์ปฏิบัติหน้าที่บริเวณถนนจักรพงษ์ ได้สังเกตเห็นเด็กชายยืนก้มหน้าบ้วนน้ำลายได้สติดี จึงรุดเข้าไปสอบถามได้ความว่า มีอาหารติดอยู่ที่คอ ส.ต.อ.กฤษณชัยฯ จึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการรัดกระตุกที่ท้องเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ ตามหลักการปฐมพยาบาล ทำให้อาหารที่ติดอยู่บริเวณลำคอหลุดออกมา จนเด็กชายคนดังกล่าวปลอดภัย

กรณีที่สอง เมื่อวันที่ 26 มี.ค.67 เวลาประมาณ 11.00 น. ขณะที่ ส.ต.ต.อนุชิต ฆารไสว ผบ.หมู่ (จร.) สน.คลองตัน ปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรอยู่บริเวณถนนพัฒนาการ ได้รับแจ้งทางวิทยุว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์และรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกันบริเวณปากซอยพัฒนาการ 20 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่ามีผู้บาดเจ็บเป็นชายนอนคว่ำหน้าหมดสติอยู่ภายในรถยนต์ และประตูรถยนต์ล็อคอยู่ไม่สามารถเปิดได้ ส.ต.ต.อนุชิตฯ จึงได้ตัดสินใจทุบกระจกรถยนต์เพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากรถยนต์คันดังกล่าว และได้ทำการ CPR อย่างต่อเนื่อง เพื่อรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาต่อไป

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ตนขอชื่นชมการปฏิบัติงานของตำรวจจราจรทั้ง 2 นาย ที่มีไหวพริบปฏิภาณ สามารถนำองค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลและทักษะด้านการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับการอบรม มาช่วยเหลือชีวิตของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทันท่วงที จึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและสังคมต่อไป

‘รร.ในชุมพร’ ประกาศยกเลิกระเบียบการแต่งกายนักเรียน หลังโดนดรามาสนั่น เหตุห้ามเด็ก ‘กันคิ้ว-แต่งหน้า-ใส่คอนแทคเลนส์-พกมือถือ’ ถ้าเจอจะยึดไม่คืน

(2 เม.ย.67) จากกรณีโลกโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์ โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.สวี จ.ชุมพร เผยแพร่กฎระเบียบและเครื่องแบบการแต่งกาย บนเฟซบุ๊กแฟนเพจของโรงเรียน โดยห้ามนักเรียนพกมือถือ-อุปกรณ์แต่งหน้า หากตรวจพบจะถูกยึดและไม่คืนให้ทุกกรณี รวมถึงห้ามกันคิ้ว ห้ามแต่งหน้า ห้ามใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งปรากฏอยู่ในข้อ 11, 12, 14, 15 และ 16 มีรายละเอียดดังนี้

- ข้อ 11 คิ้ว ไม่ถอน ไม่โกน ไม่กัน ไม่เขียนคิ้ว
- ข้อ 12 ใบหน้า ไม่ตกแต่งใบหน้าด้วยเครื่องสำอางทุกชนิด
- ข้อ 14 ห้ามใส่คอนแทคเลนส์ กรณีสายตาสั้นให้ใส่แว่นตา
- ข้อ 15 ห้ามนำอุปกรณ์การใช้โทรศัพท์ทุกชนิดมาโรงเรียน หากตรวจพบทางโรงเรียนจะเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นและไม่คืนให้ในทุกกรณี
- ข้อ 16 ห้ามนำอุปกรณ์การแต่งหน้า ทำผม และเครื่องประทินผิวทุกชนิดมาโรงเรียน หากตรวจพบทางโรงเรียนจะเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นและไม่คืนให้ในทุกกรณี

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเพจของโรงเรียนเป็นจำนวนมาก อาธิ เป็นการละเมิดสิทธินักเรียนหรือไม่ กฎดังกล่าวมีความเข้มงวดจนเกินไป ควรปรับเปลี่ยนกฎให้ทันโลกนั้น 

ล่าสุด เว็บไซต์ของโรงเรียนได้ออกประกาศ ยกเลิกระเบียบการแต่งตัวนักเรียน หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กรณีห้ามใส่คอนแทคเลนส์-ห้ามนำโทรศัพท์มือถือทุกชนิดมาโรงเรียน

'รัดเกล้า' เผย!! ครม.เห็นชอบร่างประกาศฯ คนต่างด้าวทำงานในไทย โฟกัส!! กลุ่มกิจการในเรือประมง ขยายเวลายื่นขออนุญาตได้ตลอดปี

(2 เม.ย.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี / รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ร่างประกาศ 2 ฉบับ คือ ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการออกหนังสือคนประจำเรือว่าด้วยการประมง โดย สาระสำคัญ มีการแก้ไขคุณสมบัติคนต่างด้าวที่จะยื่นหนังสือเป็นคนประจำเรือ รวมถึงแก้ไขระยะเวลาในการยื่นขออนุญาตได้ตลอดทั้งปี จากเดิมที่ 2 ช่วง คือ กำหนด 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. และ 1 ก.ย.- 30 พ.ย. และร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าว 4 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม ที่ได้รับอนุญาตทำงานในราชอาณาจักรไทย เป็นกรณีพิเศษ ในกิจการประมง 

ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานประมงได้รับการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย โดยให้ยื่นคำขอหนังสือคนประจำเรือเป็นกรณีพิเศษหรือ ได้ตลอดปี และในอนาคตนอกเหนือจาก 4 สัญชาติ สามารถจะมาทำงานดังกล่าวได้ ทั้งนี้กรมประมงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นรวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากกฎหมายดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

"นายกฯ สั่งการให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบให้เกิดความเรียบร้อย โดยเรื่องของการแก้ไขปัญหาประมงในระยะยาว มอบหมายให้คณะกรรมการประมงแห่งชาติ ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานไปศึกษาการแก้ปัญหาต่อไป" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เปิดยอดพีคไฟฟ้าปี 2567 รอบ 3 ทะลุ 33,340 เมกะวัตต์ คาดอากาศร้อนระอุ ดันสถิติใช้ไฟรอบ 4 พุ่งเป็นประวัติการณ์

ประเทศไทยร้อนจัด หลังก้าวเข้าสู่เดือน เม.ย. 2567 ประชาชนใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดรอบที่ 3 ของปี 2567 เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 ช่วงกลางคืนเวลา 21.00 น. ยอดใช้ไฟฟ้าแตะ 33,340 เมกะวัตต์ จ่อทุบสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกิดในปี 2566 ที่ 34,827 เมกะวัตต์ ตามคาดการณ์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ชี้พีคไฟฟ้าปี 2567 อาจทะลุ 35,000 เมกะวัตต์ได้หากไม่มีฝนมาช่วยคลายร้อน

(2 เม.ย. 67) ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center - ENC) รายงานว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนเดือน เม.ย. 2567 ประเทศไทยก็เกิดยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของปี 2567 ขึ้นทันที โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ได้เกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี 2567 ขึ้น มียอดการใช้ไฟฟ้าถึง 33,340 เมกะวัตต์ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนสะสมมาหลายวันอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 35-43 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประชาชนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าคลายความร้อนมากขึ้น

โดยพีคไฟฟ้าดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เฉพาะปี 2567 ซึ่งในแต่ละครั้งเกิดพีคไฟฟ้าดังนี้…

- ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.24 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989 เมกะวัตต์
- ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. มียอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์
- ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 33,340 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพีคไฟฟ้าโดยภาพรวมจะพบว่า ยอดพีคไฟฟ้าในปี 2567 ดังกล่าว เริ่มใกล้เคียงกับยอดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2566 เวลา 21.41 น. ที่มียอดพีคไฟฟ้าสูงสุดที่ 34,827 เมกะวัตต์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนเช่นเดียวกับพีคไฟฟ้าของปี 2567 เช่นกัน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้คาดการณ์พีคไฟฟ้าช่วงฤดูร้อนของปี 2567 ว่า อาจเกิดยอดพีคไฟฟ้าทำลายสถิติสูงสุดมากกว่า 35,000 เมกะวัตต์ หากมีสภาพอากาศร้อนสะสมยาวนาน และไม่มีฝนมาช่วย ทั้งนี้หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการใช้ไฟฟ้าที่ทำลายสถิติพีคของประเทศในปี 2566 ที่มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ประมาณ 34,827 เมกะวัตต์ และจะเป็นยอดพีคไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 15-16% จากพีคปี 2566 ด้ว

นอกจากนี้ ช่วงเวลาการเกิดพีคไฟฟ้าเริ่มไปเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน เนื่องจากช่วงกลางวันมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นและมาช่วยตัดยอดพีคไฟฟ้าช่วงกลางวันได้ แต่ตอนกลางคืนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ทำให้ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงอื่น ๆ เต็มที่ ดังนั้น สนพ.คาดว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า กระทรวงพลังงานจะต้องบริหารจัดการกับการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับพีคไฟฟ้าใหม่ โดยต้องพิจารณาว่าในช่วงกลางคืนจะมีพลังงานทดแทนชนิดใดที่พึ่งพาได้มาช่วยเสริมระบบ เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานลม และไฟฟ้าส่วนเกิน เป็นต้น

สำหรับสถิติยอดใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือน นับตั้งแต่ ม.ค.- เม.ย. 2567 มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนี้…

- เดือน ม.ค. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2567 เวลา 18.52 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 29,051 เมกะวัตต์
- เดือน ก.พ. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 19.29 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 30,989 เมกะวัตต์
- เดือน มี.ค. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2567 เวลา 19.47 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 32,704 เมกะวัตต์
- เดือน เม.ย. 2567 มียอดพีคไฟฟ้าเกิดขึ้นในวันที่ 1 เม.ย. 2567 เวลา 21.00 น. ยอดใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 33,340 เมกะวัตต์

ส่วนการใช้ไฟฟ้าล่าสุด วันที่ 2 เม.ย. 2567 เวลา 14.22 น. มียอดการใช้ไฟฟ้าแตะ 31,476 เมกะวัตต์ ซึ่งหากสภาพอากาศยังคงร้อนสะสมต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2567 รอบที่ 4 ขึ้นได้ และอาจทำลายสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศได้เช่นกัน

ผบช.สตม. สั่งการเข้ม! ระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนเทศกาลสงกรานต์ เปิดปฏิบัติการฟ้าสางพื้นที่มีนบุรี รวบแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย 23 ราย

พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. รับนโยบาย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของ สตม. โดยสั่งการและกำชับให้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย  โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่รับผิดชอบงานสืบสวน เน้นการบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2567 พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ได้จัดให้มีพิธีปล่อยแถวเพื่อระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่บริเวณถนนข้าวสาร และสั่งการให้ดำเนินการตามนโยบาย ผบช.สตม.ในการ X-RAY พื้นที่เสี่ยงโดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในสังกัด กก.สืบสวน บก.ตม.1 สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และ กอ.รมน.กทม. รวมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 40 นาย ประชุมวางแผนเพื่อเข้าตรวจสอบบุคคลต่างด้าวหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา เมียนมาร์ ลาว และเวียดนาม ที่พักอาศัยอยู่บริเวณจุดต่างๆ ในซอยเจริญพัฒนา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. ซึ่งได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากประชาชน ทั้งทางช่องทางสื่อกระแสหลัก และโซเชียลมีเดีย ว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติจำนวนมากใช้เป็นที่พักอาศัย และรอรับการว่าจ้างให้ใช้แรงงานในกิจการก่อสร้างหารายได้แบบรายวัน

ต่อมาในวันที่ 2 เม.ย.2567 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบตามจุดต่างๆ ในซอยเจริญพัฒนาโดยพร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่ช่วงแยกเจริญพัฒนา เรื่อยมาจนถึงตลาดเช้ากลางซอย ในระหว่างตรวจสอบกลุ่มคนต่างด้าว ทั้งกลุ่มที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย และกลุ่มที่มีเอกสารถูกต้อง ต่างตกใจแตกฮือ  วิ่งหนี บางส่วนวิ่งไปหลบซ่อนตัวตามป่ารกข้างทาง เจ้าหน้าที่ต้องกระจายกำลังวิ่งไล่ติดตาม จนสามารถจับกุมตัวได้บางส่วน ปฏิบัติการดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ จึงสามารถควบคุมตัวคนต่างด้าวไว้ได้จำนวนทั้งสิ้น 23 คน มาตรวจสอบจำแนกโดยละเอียดอีกครั้งโดยใช้รถบรรทุกควบคุมผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมไว้  ผลการตรวจสอบโดยละเอียดพบว่าส่วนใหญ่เป็น บุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 22 คน สัญชาติลาว 1 คน แบ่งเป็นความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” 16 คน และ ความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” 7 คน ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

อนึ่ง สตม.ขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนทุกท่านทราบว่า บุคคลต่างด้าวทุกสัญชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร นอกจากจะต้องเข้ามาตามช่องทางอนุญาตตามกฎหมายและได้รับการตรวจลงตราโดยถูกต้องแล้ว ยังมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และหากประสงค์จะทำงานในประเทศไทยจะต้องดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนายจ้างที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีโทษปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท ในส่วนของเจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองเคหสถานยังมีหน้าที่ในการแจ้งต่อ สตม. เมื่อมีบุคคลต่างด้าวเข้ามาพักอาศัยในสถานที่ที่อยู่ในความดูแลของตน ซึ่ง สตม. จะมีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามคนต่างด้าวที่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้หากผู้ใดให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ จะมีความผิดตามมาตรา 64 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘ศาลอาญา’ อนุมัติหมายจับ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ข้อหาฟอกเงิน หลังออกหมายเรียกแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ไปรายงานตัว

(2 เม.ย. 67) ที่ศาลอาญารัชดา พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมายื่นคำร้อง ขอออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิด ฐานฟอกเงินและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ตามที่สมคบกัน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5,9,10 และศาลอาญาพิพากษา ให้ออกหมายจับ พร้อมกับมีผลในทันที โดยหากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเห็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็สามารถแสดงหมายจับและจับกุมตัวได้ทันที

รายงานแจ้งว่า ภายหลังมีการยื่นขอออกหมายจับในช่วงเช้าทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เรื่องขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หากมีการยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ซึ่งศาลได้รับคำร้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยใช้เวลาอ่านรายละเอียดนานกว่า 5 ชั่วโมง แต่ศาลพิเคราะห์เห็นแล้วว่า พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน มีเพียงพอที่จะออกหมายจับประกอบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีท่าทีหลบเลี่ยงหมายเรียกของพนักงานสอบสวนถึง 3 ครั้ง จึงเป็นสาเหตุในการออกหมายจับครั้งนี้

‘บิ๊กป้อม’ ยิ้มแย้ม!! สมาชิก พปชร. เข้ารดน้ำขอพรอย่างอบอุ่น อวยพร “ขอให้ทุกคนเจริญรุ่งเรือง มีความสุข ร่วมงานกันอย่างเข้มแข็ง”

(2 เม.ย. 67) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรค พร้อมผู้บริหารพรรค นัดพบปะสังสรรค์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกพรรค โดยถือโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย ได้ร่วมกันรดน้ำขอพรจาก พล.อ.ประวิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล 

ทั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง โดยสมาชิกและผู้บริหารพรรคทุกคนต่างร่วมใจกันสวมเสื้อลายดอก สีสันสดใส มาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ให้พรสมาชิกทุกคน พบกับความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข อยู่ร่วมงานกันอย่างเข้มแข็งเพื่อนำพาพรรคพลังประชารัฐไปสู่การเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้ดูแลปากท้อง ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน เพื่อให้พรรคเป็นสถาบันการเมืองได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางการเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัย ที่พร้อมเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนทำงานเพื่อประชาชน และประเทศชาติ ให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน

พล.อ.ประวิตร ยังได้ย้ำให้สมาชิกพรรค ทุกคนเข้าร่วมประชุมสภาฯ ในการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ในวันที่ 3 - 4 เม.ย.นี้ อย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมทำงานและนำเสนอแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างสร้างสรรค์ และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นต่อไป

'สส.ก้าวไกล' ไม่แตะ 'ทักษิณ' ศึกอภิปรายรัฐบาล  อ้าง 'โรม' จัดหนักไปแล้ว กระบวนการยุติธรรมก็มีอยู่

(2 เม.ย.67) ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ของพรรคก้าวไกล ว่า ทางพรรคก้าวไกลได้มีการเตรียมประเด็นครอบคลุมทุกเนื้อหา ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญชวนติดตาม

เมื่อถามว่าดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นเอนเอียงไปฝั่งรัฐบาลนั้น จะทำให้เสถียรภาพการทำงานของพรรคฝ่ายค้านไม่มั่นคงหรือไม่? นายปิยรัฐ กล่าวว่า “ตนไม่เข้าใจความหมายว่าเอนเอียงไปฝั่งรัฐบาลจะเป็นในเนื้อหาหรืออะไร แต่เรารอรับฟังพร้อมกัน คิดว่าทั้งหมดอาจไม่ถูกใจพี่น้องประชาชน แต่เราต้องการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล เพราะการอภิปรายตามมาตรา 152 ไม่ได้ลงมติ คงไม่มีใครยกมือให้ผ่านหรือไม่ผ่าน การซักถามก็อาจจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล ถ้ารัฐมนตรีตอบได้หรือรับฟังข้อเสนอแนะของ สส.ฝ่ายค้านก็จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ถ้าบอกว่าเอนเอียงก็จะเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ถ้าถามแล้วประชาชนถูกใจ รัฐมนตรีตอบได้ และนำไปปรับปรุงแก้ไขก็เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน”

เมื่อถามว่าส่วนหัวข้อการอภิปรายที่รัฐบาลติงว่าหัวข้อของพรรคก้าวไกลไม่สร้างสรรค์? นายปิยรัฐ กล่าวว่า “คิดว่าเป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของพรรคฝ่ายค้านจะสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์หรือไม่อยู่ที่เนื้อหา หัวข้อก็เป็นเหมือนน้ำจิ้มที่เชิญชวนให้ประชาชนติดตาม อาจจะตั้งเป็นประเด็นเพื่อให้สังคมติดตามมากกว่า ส่วนเนื้อหาอยากให้คนติดตามในวันที่ 3-4 เม.ย.นี้ ว่าน่าสนใจเพียงใด”

เมื่อถามว่าเรื่องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีกระแสมองว่าพรรคก้าวไกลอาจจะทำได้ไม่ดีนั้น? นายปิยรัฐ กล่าวว่า เรื่องนายทักษิณเราไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เพราะล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จัดหนักพอสมควร ไม่ต้องอภิปรายมาตรา 152 ก็จัดหนักกันไปแล้ว ถ้าจะมากกว่านั้น ตนคิดว่าคงจะต้องถึงลูกถึงคนกว่านั้น น่าจะเป็นเรื่องรายละเอียด มั่นใจว่ามีทุกเรื่องสาระสำคัญ เรื่องนายทักษิณเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เรามีหัวข้อนี้อยู่”

เมื่อถามว่าฝ่ายรัฐบาลขอเพิ่มเวลาให้รัฐมนตรีชี้แจง ฝ่ายค้านมองอย่างไรบ้าง? นายปิยรัฐ กล่าวว่า “ตนไม่ทราบมติวิปฝ่ายค้านว่ามีการตกลงอย่างไร จึงขอสงวนคำตอบนี้ไว้ก่อน” 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top