Tuesday, 7 July 2026
NewsFeed

โฆษก ตร.เผย ตำรวจได้รับหนังสือขอความร่วมมือดูแลความปลอดภัยโรงเรียนแล้ว ไม่ใช่การไปเข้าเวรแทนครู เป็นการบูรณาการร่วมตรวจหลายฝ่าย ซึ่งรอความชัดเจนในการประชุมหารือ กำหนดแนวทางทำงานร่วมกัน ย้ำตำรวจมีหน้าที่โดยตรงดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอยู่แล้

วันนี้ (25 ม.ค. 67) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีครูถูกทำร้ายร่างกายขณะอยู่เฝ้าเวรโรงเรียนในวันหยุด ที่ จ.เชียงราย ทำให้มีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ ว่า  ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือมาถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจดูแลความปลอดภัยและติดตั้งตู้แดงประจำสถานศึกษาแล้ว ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมอบหมายให้ฝ่ายป้องกันปราบปราม ไปประชุมหารือร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการดูแลความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับครู อาจารย์ นักเรียนต่อไป โดยคงมีการหารือการแก้ปัญหาระยะสั้นในการออกตรวจตราของตำรวจ ร่วมกับ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน รวมทั้งปัญหาระยาวในการเรื่องการติดตั้งกล้อง CCTV การเพิ่มงบประมาณต่างๆ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมยั่งยืนต่อไป คงต้องยอมรับว่าตำรวจทั่วประเทศมีเพียง 1,400 กว่าสถานีตำรวจ ขณะที่โรงเรียน สถานศึกษา มีหลายหมื่นแห่ง กำลังตำรวจเพียงหน่วยเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆภาคส่วน โดยเฉพาะ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย 

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอเรียนให้พี่น้องตำรวจและประชาชนได้ทราบว่า การทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ใช่การไปเข้าเวรประจำโรงเรียนแทนครู ซึ่งรูปแบบแนวทางการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่จะเป็นอย่างไร คงต้องรอความชัดเจนของการประชุมหารือร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่การรักษาความสงบเรียบร้อย การดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถานศึกษา สถานที่ราชการอื่นๆ แม้กระทั่งบ้านเรือนพี่น้องประชาชน ตำรวจก็ต้องเข้าไปตรวจตราดูแลความเรียบร้อยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในส่วนของสถานศึกษาคงจะมีการกำหนดเพิ่มความเข้มในการดำเนินการ ตามแนวทางที่จะต้องมีการหารือกับกระทรวงศึกษา และกระทรวงมหาดไทยต่อไป เพื่อบูรณาการร่วมปฏิบัติ

สมุทรปราการ- พิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี “หลวงพี่ตุ๋ย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ครอบครัวพาณิชย์พิศาลร่วมในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ภายในวัดมหาวงษ์ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ท่านพระครูปลัดจริยวัฒน์ (หลวงพี่ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ จัดพิธีไหว้ครูพร้อมทั้งถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จากวัดต่างๆ  จำนวน 9 รูป ที่เดินทางมาร่วมในพิธีฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี พระครูปลัดจริยวัฒน์ (หลวงพี่ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำสมุทรปราการ

จากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมเจริญชัยมงคลคาถา เนื่องในโอกาสฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ปากน้ำสมุทรปราการ

โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูธีรธรรมคุณากร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกลางวรวิหาร (พระอารามหลวง) สมุทรปราการ ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมประกอบพิธี อาทิ เจ้าอาวาสวัดกลางบางซื่อ วัดสุขใจ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น 

โดยมี นายอัครนันท์ พร้อมด้วย นางธัญยธรณ์ และนางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ครอบครัวเศรษฐีผู้ใจบุญ อีกทั้งยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและบูรณะวัดมหาวงษ์ตลอดมา ตลอดจนคณะศิษย์ยานุศิษย์พี่น้องประชาชนร่วมในพิธีครั้งนี้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

กระบี่-รองผู้ว่าฯกระบี่ เปิดศูนย์ประสานงานและลานกิจกรรมอำเภอเมืองกระบี่ โครงการ TO BE NUMBER ONE รวมพลังป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ทุกตำบลและหมู่บ้าน สนองพระปณิธาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 
วันที่ 25 มกราคม 2567 ที่บริเวณลานกิจกรรม อำเภอเมืองกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่   มอบหมายให้ นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เป็นประธาน เปิดศูนย์ประสานงานและลานกิจกรรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE อำเภอเมืองกระบี่ และมี นายเดชรัฐ สิมศิริ อนุกรรมการโครงการโครงการ TO BE NUMBER ONE ร่วมเป็นเกียรติในพิธี เพื่อให้ลานกิจกรรม เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE แบบบูรณาการ ที่ทุกหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เยาวชน และเครือข่ายประชาชน ได้ถือปฏิบัติและสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วย ในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการประกวดอำเภอ TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2567
โดยกิจกรรมภายในงาน จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อน TO BE NUMBER ONE ระหว่าง หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาและกลุ่มพลังมวลชน  พิธีมอบป้ายชมรม TO BE NUMBER ONE  มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่ผู้สนับสนุนกิจกรรม การแสดงความสามารถของเยาวชน TO BE NUMBER ONE นอกจากนี้ยังจัดให้มีนิทรรศการผลงานและความสำเร็จของสมาชิก TO BE NUMBER ONE  การจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าOTOP ของสมาชิก TO BE NUMBER ONE ในอำเภอเมืองกระบี่ อีกด้วย

สำหรับ อำเภอเมืองกระบี่ และ จังหวัดกระบี่ ได้เข้าร่วมโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE ใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ได้พระราชทานโครงการให้กับเยาวชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2545 มาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการให้ทุกหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือปฏิบัติและสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วย นำแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดเข้าไปบรรจุในแผนงานของหน่วยงาน กำหนดสวมใส่เสื้อ TO BE NUMBER ONE อำเภอเมืองกระบี่ ทุกวันพุธ เพื่อเป็นการแสดงถึงพลังและประชาสัมพันธ์โครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อมทั้งร่วมกันรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง นำแนวทางการดำเนินงานตามหลัก 3 ก ได้แก่ กรรมการ กองทุน กิจกรรม และ 3 ยุทธศาสตร์หลักของโครงการ TO BE NUMBER ONE คือ การสร้างกระแส การสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างและพัฒนาเครือข่ายเป็นแกนหลักในการดำเนินงานในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานชาวกระบี่ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สร้างความตระหนักรู้ถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด เพื่อให้เป็นเยาวชนที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายจิตใจ ...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
 

‘เศรษฐกิจไทย’ อาจเสี่ยงวิกฤตต้มยำกุ้งในปลายปีนี้ หากยังบริหารประเทศตามแนวทางเดิม โดยไร้ยาแรง

ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ที่มีการพูดกันมากจากวงนักวิชาการอิสระ และนักการเมืองที่มีการดูแลด้านเศรษฐกิจ ว่าโอกาสที่จะเข้าสู่สภาพเศรษฐกิจเดียวกับปี 2540 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้งมีสูงมาก

เรื่องนี้ หากย้อนไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย.66 ‘หมอเลี้ยบ’ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีคลัง และกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟพาวเวอร์แห่งชาติ ได้มีการโพสต์ข้อความใน X ว่า…

เศรษฐกิจไทยเหมือนคนไข้อ่อนแอที่เลือดกำลังไหลไม่หยุด

1. จีดีพี 66 จะโตต่ำกว่า 2%
2. สภาพคล่องทางการเงินติดลบกว่า 1 ล้านล้านบาทตั้งแต่สิงหาคม 66
3. 11% ของหนี้ครัวเรือนจะเป็น NPL

พลันที่ หมอเลี้ยบ ออกมากล่าวเช่นนี้ ก็มีนักวิชาการหลายสำนักออกมาตีโต้อย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในนั้น คือ น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ที่มีข้อสงสัยว่าข้อมูลดังกล่าว สามารถอ้างอิงจากที่ใด

ทั้งนี้เชื่อว่า ข้อมูลที่ หมอเลี้ยบ เอ่ยนั้น มีการอ้างอิงจาก ดร.ชาติชัย พาราสุข นักเศรษฐศาสตร์และคอลัมนิสต์อิสระของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อเดือน ก.ค.ปี 2566 หรือปีก่อน ที่มีการตีพิมพ์ใน Bangkok Post และเป็นที่มาในการคาดการณ์จีดีพี และคำว่า ‘สภาพคล่องทางการเงินติดลบ’ ที่อยู่ใน X และเฟซบุ๊กของหมอเลี้ยบ

ในครั้งนั้น หมอเลี้ยบ หยิบยกโดยอ้างอิงข้อมูลจาก ดร.ชาติชัย ที่มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจย่อมฟ้องในตัวเองอยู่แล้ว ยกเว้นแต่ว่าจะมีใครตั้งใจปกปิดหรือดัดแปลงตัวเลขเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ซึ่งคนๆ นั้นก็ควรต้องรับผิดชอบหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจากการปกปิดตัวเลข เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’ เมื่อปี 2540

โดยข้อ 1.ตัวแปรปัจจัยที่ทำให้ GDP โตต่ำกว่า 2% เมื่อปลายปีที่แล้ว เริ่มจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่า GDP ปี 2565 จะเติบโต 3.4% และGDP ปี 2566 จะเติบโต 3.8% แต่ปรากฏว่า ในความเป็นจริง GDP ปี 2565 เติบโตเพียง 2.6% (น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ 0.8%) และตอนหลังสำนักงานเศรษฐกิจการคลังก็มาปรับลดการคาดการณ์ GDP ปี 2566 ไว้เหลือเติบโตเพียง 2.7% (น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้วถึง 1.1%) ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยก็คาดการณ์ว่า GDP จะเติบโต 2.8% 

แต่เมื่อย้อนดูข้อมูลการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2566 ก็พบว่า เติบโตเพียง 2.6% ส่วนในไตรมาสที่สองเติบโตเพียง 1.8% ขณะที่ไตรมาสที่สามก็เติบโตเพียง 1.5% ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ GDP รวมทั้งปี 2566 จะสามารถเติบโตเกิน 2%

2.ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นในระบบ (Money supply growth) เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงทุกไตรมาส สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity) ลดลงจนกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง

Milton Friedman กูรูทางเศรษฐศาสตร์เคยเสนอวิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินกับ GDP ไว้ว่า ถ้ามีการเติบโตของปริมาณเงินสูง การเติบโตของ GDP ก็จะสูงตาม แต่ถ้าการเติบโตของปริมาณเงินลดลง GDP ก็จะเติบโตน้อยลงด้วย

ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลข GDP ไทยในไตรมาสที่หนึ่งปี 2566 จะพบว่า ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น 3.3% GDP เติบโต 2.6% ส่วนในไตรมาสที่สอง ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 2.0% GDP เติบโต 1.8% แต่พอมาเริ่มไตรมาสที่สามในเดือนกรกฎาคม ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 1.6% / ในเดือนสิงหาคม ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 1.4% / ในเดือนกันยายน ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 1.8%

ดังนั้น ดร.ชาติชัย จึงคาดการณ์ว่า GDP ในไตรมาสที่สามน่าจะเติบโตเพียงไม่เกิน 1.4-1.5% ยิ่งในไตรมาสที่สี่ พบว่า เพียงสามสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม มีปริมาณเงินไหลออกนอกประเทศอีก 77,300 ล้านบาท จึงน่าสงสัยว่า จะมีการเติบโตของ GDP อย่างก้าวกระโดดในไตรมาสที่สี่ จนทำให้จีดีพีรวมในปี 2566 เติบโตถึง 2.8% ได้อย่างไร

ข้อสุดท้าย ข้อที่ 3.ปัญหาหนี้ท่วมหัว ประชาชนกำลังเอาตัวไม่รอด โดยรายงานจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร ให้ข้อมูลว่า หนี้ครัวเรือนซึ่งมีขนาด 90.6% ของ GDP นั้น ในจำนวนนี้มีอยู่ถึง 7.4% ของหนี้ครัวเรือน เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไปแล้วตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2566และหนี้ครัวเรือนอีก 480,000 ล้านบาทกำลังจะกลายเป็นเอ็นพีแอลในอีกสองสามเดือนข้างหน้า หรือหมายความว่า 11% ของหนี้ครัวเรือนจะเป็นเอ็นพีแอล

ทว่า มีตัวเลขที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2565 หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 139,000 ล้านบาทต่อไตรมาส แต่ในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2566 หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง 88,000 ล้านบาทและมีเพียง 1,100 ล้านบาทเท่านั้นที่เป็นหนี้ซึ่งกู้จากธนาคาร

ฉะนั้นความหมายของตัวเลขข้างบนคือ เกิดการก่อหนี้ครัวเรือนลดน้อยลงเพราะผู้ต้องการเงินเริ่มไม่สามารถขอกู้หนี้ยืมสินได้อีกแล้ว และมีผู้สามารถกู้จากธนาคารได้เพียง 1.2% ของเงินกู้เท่านั้น ที่เหลือต้องกู้หนี้นอกระบบ ซึ่งตอนนี้เจ้าหนี้นอกระบบก็เริ่มไม่ปล่อยกู้แล้วเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปแล้ว หมอเลี้ยบ ค่อนข้างกังวลว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้จะไม่สามารถเอาตัวรอด และดำรงชีวิตเป็นปกติสุขอยู่ได้ โดยการบริหารประเทศด้วยแนวทางปกติแบบเดิมๆ หากไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการใหม่ๆ เพราะหากพิจารณาดูแล้ว ตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังประสบกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่ติดลบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยแบบสะสม ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มปริมาณเงินด้วยการอัดฉีด ‘เงินใหม่’ ก้อนโตเข้าหมุนเวียนในระบบ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ 

และแน่นอนว่า เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นลากยาวมาจนถึงปี 2567 ที่หลายบทความของ ดร.ชาติชัย ยังคงถ่างแผลนี้ให้เห็นมากขึ้นไปอีก โดยล่าสุด ดร.ชาติชัย ได้ระบุว่า ข่าวร้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น วิกฤติการเงินในปี 2567 จะคืบคลานเข้ามา และมั่นใจถึง 90% ว่า เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่วิกฤตการเงินเหมือนปี 2540 แม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะอยู่ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นและประเทศมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียงพอสำหรับชำระหนี้ต่างประเทศทั้งหมดจำนวน 190.1 พันล้าน ดอลลาร์ แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น กำลังการผลิตและรายได้จากการท่องเที่ยวจะไม่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 เพราะเศรษฐกิจถูกกำหนดโดยความเพียงพอของสภาพคล่อง ตัวเลข GDP จริงจะค่อยปรากฏ จากปัญหาหมักหมกที่เริ่มหลุดออกมา เช่น  ภาคเอกชนมีหนี้มากเกินไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 8.44% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของ GDP มาก รวมถึงการชำระหนี้จำนวนมากจะเริ่มครบกำหนดในปี 2567 ควบคู่เข้ามาด้วย

ดังนั้นเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้จะเลือก ‘ลงจอดแบบนุ่มนวล’ หรือ ‘ลงจอดแบบแข็ง’ ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ ดร.ชาติชัย ทิ้งไว้ให้ตามในคราวต่อไป

‘โครงการหงส์ดำ’ หนึ่งในการค้นพบ ‘สมบัติ’ มูลค่ามหาศาล ใต้ท้องทะเล ก่อน ’Odyssey‘ บริษัทที่กู้พ่ายแพ้คดี จำยอมส่งคืน ‘สเปน’ เจ้าของตัวจริง

เรื่องราวของการค้นหาสมบัติในทะเลซึ่งมีการทำเป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจังในหลายมหาสมุทรบนโลกใบนี้ และ ‘โครงการหงส์ดำ’ ก็เป็นหนึ่งในการค้นพบและการกู้สมบัติ ที่มีมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สำเร็จ แต่ผู้ที่กู้ได้ก็พ่ายแพ้ในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และต้องส่งคืนสมบัติเหล่านั้นสู่เจ้าของเดิม

(เรือรบสเปน Nuestra Señora de las Mercedes จมลงนอกชายฝั่งโปรตุเกสในปี 1804)

‘โครงการหงส์ดำ’ เป็นชื่อโครงการของบริษัท ‘Odyssey Marine Exploration’ ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจค้นหาทรัพยากรใต้น้ำ การทำเหมืองแร่ในทะเล การค้นหาและกู้สมบัติใต้ทะเล โดยมีสำนักงานอยู่ในมลรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ทั้งนี้ จากการค้นพบและการกู้เหรียญเงินและเหรียญทองมูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (314 ล้านปอนด์) จากพื้นมหาสมุทร โดยในขั้นต้น Odyssey เก็บเรื่องสมบัตินี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาสมบัติเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ในห้องทดลองว่า สินค้าที่กู้ได้ถูกขนส่งโดยเรือรบสเปน Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งจมลงนอกชายฝั่งโปรตุเกสในปี 1804 

เมื่อเรื่องเกี่ยวกับการกู้สมบัติครั้งนี้เผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2007 เมื่อ Odyssey ได้ขนส่งสมบัติน้ำหนัก 17 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงินจาก Gibraltar ไปยังสถานที่ปลอดภัยซึ่งไม่ปรากฏที่อยู่ในมลรัฐฟลอริดา ซึ่ง Odyssey ไม่ได้เปิดตัวประเภท วันเวลา หรือสัญชาติของเหรียญในขณะที่มีข่าวลือว่า สมบัติเหล่านั้นเป็นของเรือ Merchant Royal ซึ่งจมลงใกล้ชายฝั่งในปี 1641 โดยในเวลานั้น Odyssey กล่าวว่า มีแผนที่จะกลับไปที่จุดค้นพบเพื่อทำการค้นหาด้วยคาดว่า จะค้นพบเหรียญมากขึ้นรวมทั้งสมบัติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามต่อมา Odyssey ถูกรัฐบาลสเปนฟ้องในศาลสหรัฐฯ ซึ่งในที่สุดศาลฯ ก็มีคำสั่ง Odyssey ให้ส่งคืนสมบัติให้สเปน Odyssey ดำเนินการตามช่องทางกฎหมายทั้งหมด แม้กระทั่งการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาแต่ในที่สุดก็แพ้คดี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2012 สมบัติเหล่านั้นจึงถูกส่งกลับไปยังสเปน ซึ่งขณะนี้เหรียญและสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ จากซากเรืออับปางอยู่ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดี Subaquatic แห่งชาติใน Cartagena (Murcia) และในปี 2015 ศาลแขวงสหรัฐได้สั่งให้ Odyssey จ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐบาลสเปนในข้อหา “ดำเนินงานอย่างไม่สุจริตและไม่เหมาะสม”
 

Odyssey ระบุเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2007 ว่า เหรียญและสมบัติที่กู้ได้ส่วนใหญ่เชื่อว่ามาจากเรืออับปางโดยเฉพาะ แต่มีแนวโน้มว่าจะมีการผสมวัตถุจากซากเรืออื่น ๆ เข้าด้วยกันและได้รับการกู้คืน ซึ่ง Odyssey กล่าวว่าเนื่องจากตำแหน่งของเรือในพื้นที่ที่ทราบกันดีว่ามีซากเรืออับปางในยุคอาณานิคมจำนวนมาก จึงไม่อาจเปิดเผยอัตลักษณ์ตัวตนของเรือระหว่างที่ทำการตรวจสอบเหรียญและโบราณวัตถุเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังคิดว่า สมบัติเหล่านี้อาจมาจากเรือที่ Odyssey ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางเพื่อขออนุญาตกู้ซาก ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักร ภายในรัศมี 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร) จาก 49 ° 25′N 6 ° 0′W

(เรือสินค้าอังกฤษ Merchant Royal)

ในตอนแรก มีการคาดการณ์ว่า สมบัติอาจมาจากซากเรือสินค้าอังกฤษ Merchant Royal ซึ่งจมลงในวันที่ 23 กันยายน 1641 ขณะเดินทางกลับลอนดอน เรือลำนั้นจมลงในสภาพอากาศที่เลวร้ายเมื่อเครื่องสูบน้ำไม่สามารถทำงานได้ทันกับน้ำที่รั่วไหลผ่านแผ่นกระดานของตัวเรือ ลูกเรือกว่าครึ่งรวมทั้งกัปตัน John Limbrey ได้สละเรือ และได้รับการช่วยเหลือจากเรือ  Dover Merchant เรือซึ่งมาพร้อมกับ Merchant Royal จากกาดิซไปลอนดอน ผู้รอดชีวิตได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่สูญหายโดยอธิบายไว้ในปี 1641 ว่า "เงิน 300,000 ปอนด์ ทองคำ 100,000 ปอนด์ และอัญมณีอีกจำนวนหนึ่ง" รวมทั้งพิกัดที่ใกล้กับ Isles of Scilly ประมาณ  ‘21 ลีก’ (ประมาณ 35 ถึง 40 ไมล์) จากชายฝั่ง

ในปี 2003 Greg Stemm ผู้ร่วมก่อตั้ง Odyssey Marine ได้ยอมรับกับ Richard Larn ผู้เชี่ยวชาญด้านการซากเรือของอังกฤษว่า บริษัทของเขากำลังค้นหา Merchant Royal เรือค้นหาด้วยโซนาร์ของ Odyssey Marine ได้เข้าสำรวจพื้นที่อย่างกว้างขวางในปี 2005 จนถึง 2006 บ่อยครั้งที่ลูกเรือต้องเดินทางไปเมือง Falmouth เพื่อพักผ่อน ลูกเรือของ Odyssey ยังคงค้นหาเรือดังกล่าวในรายการโทรทัศน์ Treasure Quest ของ Discovery Channel 2009 (ถ่ายทำในปี 2008) ภาพของเหรียญที่ค้นพบโดย Odyssey ถูกปิดบังเครื่องหมายเพื่อป้องกันการระบุอัตลักษณ์ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบขอบของเหรียญปรากฏว่า มาจากกลางศตวรรษที่ 18 จึงไม่น่าที่จะมาจากเรือ Merchant Royal 

ทั้งนี้ Nick Bruyer ผู้เชี่ยวชาญด้านเหรียญหายาก ผู้ผ่านการตรวจสอบตัวอย่างกว่า 6,000 เหรียญจากซากเรือกล่าวถึงการค้นพบว่า "สำหรับยุคอาณานิคมนี้ผมคิดว่า (สิ่งที่พบ) เป็นประวัติการณ์ ... ผมไม่รู้ว่ามีอะไรที่เท่าเทียมหรือเทียบได้กับ " นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า เหรียญจำนวนมากหรือทั้งหมดยังไม่เคยมีการใช้หมุนเวียน สิ่งที่พบถูกส่งด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดเผยในสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการตรวจสอบ Odyssey กล่าวว่า พวกเขาคาดว่าซากเรือจะกลายเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องโด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์’ การดำเนินการทั้งหมดต้อง

ใช้เวลาหลายปี และมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การยื่นข้อเรียกร้องเพื่อที่จะสร้างข้อเรียกร้องทางกฎหมายสำหรับสมบัติที่กู้ Odyssey ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่ออายัดสินค้าเมื่อ 4 เมษายน 2007 และเผยแพร่ประกาศการอายัดครั้งนั้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2007 ต่อมาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2007 รัฐบาลสเปนตามประกาศการอายัดได้ยื่นคำร้องต่อสมบัติที่กู้ได้ โดยอ้างว่าเงินและเหรียญทองที่ Odyssey กู้มาจากเรือสเปนที่ชื่อ Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งเป็นเรือรบสเปนติดปืน 36 กระบอกแล่นออกนอกชายฝั่งโปรตุเกสระหว่างเส้นทางจากมอนเตวิเดโอไปยังกาดิซ เรือรบ Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งจมลงโดยเรือรบของราชนาวีอังกฤษในเดือนตุลาคม 1804 และเป็นที่ทราบกันดีว่า เรือรบลำดังกล่าวบรรทุกเหรียญเงินมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม 2008 ศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐในเมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดามีคำสั่งให้ Odyssey เปิดเผยรายละเอียดของจุดที่เรือรบ Nuestra Señora de las Mercedes อับปางต่อรัฐบาลสเปน และให้ทั้งคู่กลับขึ้นศาลในเดือนมีนาคม ในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว Odyssey ระบุว่าสมบัติของ Black Swan ได้ถูกกู้ในมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกของโปรตุเกสประมาณ 180 ไมล์ (290 กม.) สถานที่นั้นดูเหมือนจะออกจาก Merchant Royal (ซึ่งจมลงไปทางเหนือมากในมหาสมุทรแอตแลนติก) และ Mercedes (ซึ่งจมอยู่ห่างจากชายฝั่งโปรตุเกสประมาณ 30 ไมล์ทะเล (56 กม.)) และเรือหลวง Sussex (ซึ่งจมลงในช่องแคบของ Gibraltar) สมบัติที่พบแล้วส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงิน มีเหรียญทองและแท่งทองแดงบางส่วน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาจากเรือของสเปนในยุคอาณานิคมที่จมลงขณะขนส่งเงินที่เพิ่งทำใหม่จากอเมริกาใต้ไปยังสเปน 

กฎหมายกู้สมบัติในน่านน้ำสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับของบางประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ บริษัทที่กู้ได้สามารถรับมอบสมบัติที่กู้ได้ถึง 90% แต่สเปนอ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของซากเรือและสมบัติทั้งหมดโดยประกาศว่าจะไม่จ่ายรางวัลใด ๆ เลยสำหรับการกู้ดังกล่าว เนื่องจากสมบัติของเรือ Mercedes จะได้รับการคุ้มครองโดยเอกสิทธิทางอธิปไตยซึ่งมีผลเหนือกฎหมายใด ๆ ทางทะเล เนื่องจากบางส่วนของเหรียญที่กู้ได้ถูกสร้างขึ้นใน Lima รัฐบาลเปรูก็อ้างสิทธิ์ในสมบัติเช่นกัน ในปี 2008 Jose Jimenez เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมสเปนระบุว่า สเปนยินดีที่จะแบ่งปันสมบัติ 'จากความรู้สึกของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน' อย่างไรก็ตามเปรูรวมถึงทายาทของพ่อค้าที่ส่งเหรียญ ซึ่งเป็นสินค้าไปกับเรือ Mercedes ได้โต้แย้งสิทธิ์ของสเปนในสมบัติพร้อมกับ Odyssey ในคดีระหว่างดำเนินการในศาลด้วยเช่นกัน วันที่ 26 กรกฎาคม 2007 Odyssey Marine Exploration ได้มีการเคลื่อนไหวสองสามครั้งเพื่อขอขยายเวลาในการยื่นคำตอบต่อคำสั่ง Motions for More Definite ของสเปนในการจับกุมเรือสามครั้ง ซึ่งขณะนั้น 

Odyssey ต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงสหรัฐ เพื่อการพิสูจน์ว่า เขตอำนาจศาลอยู่เหนือพิกัดที่เรืออับปาง วันที่ 16 ตุลาคม 2007 สเปนได้ยึดเรืออีกลำหนึ่งคือ Odyssey Explorer ซึ่งเป็นของ Odyssey Marine Exploration ในขณะที่แล่นออกจากท่าเรือจากดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษใน Gibraltar กัปตัน Sterling Vorus ของ Odyssey Explorer อ้างว่าอยู่ในน่านน้ำสากล แต่ถูกบังคับให้เทียบท่าที่ Algeciras เมื่ออยู่ในท่าเรือในที่สุด Vorus ก็ถูกจับเนื่องจากขัดขวางการจับกุมหลังจากปฏิเสธการตรวจสอบเรือโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสถานะสัญชาติของ Odyssey Explorer ซึ่งเป็นจดทะเบียนในเครือจักรภพแห่งบาฮามาสก่อน ในขณะที่ถูกจับมีนักข่าวและช่างภาพประมาณหนึ่งโหล ซึ่งทุกคนมี เครื่องบันทึกเทปวิดีโอ เครื่องบันทึกเทป และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ที่ถูกเจ้าหน้าที่สเปนยึดไว้ เพื่อเป็นการลดข้อพิพาท ในวันรุ่งขึ้นทางการสเปนตัดสินใจคืนหนังสือเดินทางและเอกสารทางการให้กับลูกเรือ และปล่อยตัว โดยเรือสำรวจของ Odyssey ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกไป หลังจาก Spanish Civil Guard ทำการตรวจสอบแล้ว เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2007 โดยสเปนระบุว่า ถือเป็นกระทำในน่านน้ำของตนเอง แต่สหราชอาณาจักรได้โต้แย้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในน่านน้ำสากล ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามสเปนกล่าวอ้างด้วยวาจาเหนือน่านน้ำว่า ไม่รับรองน่านน้ำของ Gibraltar ยกเว้นท่าเรือ Gibraltar และน่านน้ำทั้งหมดที่อยู่ห่างจากชายฝั่งไม่ถึง 12 ไมล์ (19 กม.) จึงถือเป็นน่านน้ำของสเปน


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ผู้พิพากษาสหรัฐฯในเมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดา (ศาลแขวงสหรัฐสำหรับเขตมิดเดิลฟลอริดา) ได้ตัดสินว่า สมบัติดังกล่าวมาจากเรือรบของสเปนชื่อ ‘Nuestra Senora de las Mercedes’ และประกาศว่า ศาลไม่มีเขตอำนาจในการดำเนินการกับคดีนี้ จึงได้ตัดสินให้สเปนตามอ้างว่ามี ความคุ้มกันอธิปไตย Odyssey และอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2009 ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบรายงานและคำแนะนำของผู้พิพากษา แต่ยังคงสั่งให้ส่งสมบัติคืนให้สเปนจนกว่า กระบวนการอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น “ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในกรณีนี้คือ Nuestra Señora de las Mercedes เป็นเรือของสเปน และซากเรือ สินค้าที่เรือลำนี้บรรทุกมา รวมถึงศพ เป็นสิทธิและความเชื่อตามกฎหมายของสเปน” ผู้พิพากษากล่าวในคำสั่งของเขา ในเดือนมกราคม 2011 Odyssey อ้างถึงข่าวในวงการทูตที่รั่วไหลแสดงให้เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาเพื่อช่วยให้รัฐบาลสเปนได้รับสมบัติคืน เพื่อแลกกับการคืนงานศิลปะที่ถูกกล่าวหาว่า ถูกขโมย

ไปให้กับพลเมืองของสหรัฐฯ แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธเรื่องนี้ ขณะที่สเปนปฏิเสธข้อเรียกร้องของ Odyssey ต่อมาสำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงการต่างประเทศได้สอบสวนข้อกล่าวหาตามคำร้องขอของ Kathy Castor สส.แห่งมลรัฐฟลอริดา ในเดือนมีนาคม 2011 ระบุว่า ไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างคดีหงส์ดำและการเจรจาขอคืนภาพวาดของพิสซาร์โรซึ่งเป็นผลงานศิลปะที่เป็นปัญหา 

ในเดือนกันยายน 2011 ศาลอุทธรณ์ (คณะที่ 11) ได้เห็นพ้องกับคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า เรือที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นเรือ ‘Nuestra Senora de las Mercedes’ จริง และตัดสินว่า Odyssey Marine Exploration ต้องคืนเหรียญเงิน 17 ตัน และสมบัติที่กู้ได้อื่น ๆ ให้กับรัฐบาลสเปน คำตัดสินสามารถค้นได้โดยการค้นหาฐานข้อมูลความคิดเห็นของศาลอุทธรณ์สำหรับกรณีที่ไม่มีคำตัดสินของศาลส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการตีความกฎหมาย Foreign Sovereign Immunities Act (FSIA) และหลักการของการได้มา ซึ่งกล่าวว่า "ไม่สามารถครอบครอง (สมบัติ) ที่กู้มาได้ ในท้ายที่สุดแล้วต้องเป็นทรัพย์สินของสเปน ด้วยเป็นเพียงแค่ความคุ้มกันของอำนาจอธิปไตยที่เกิดจากเหตุที่เรือ Nuestra Senora de las Mercedes อับปาง และยังใช้กับสินค้าที่เรือลำดังกล่าวบรรทุกขณะที่จมลงด้วย" วันที่ 31 มกราคม 2012 ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ (คณะที่ 11) ในนครแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ปฏิเสธคำร้องจาก Odyssey Marine Exploration, Inc. ให้คงคำตัดสินของศาลเดิมในเดือนพฤศจิกายนที่สั่งให้ บริษัท เปลี่ยนการถือครองสมบัติ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลฎีกาของสหรัฐฯปฏิเสธที่จะรับคำร้องฉุกเฉินสำหรับการถือครองที่ยื่นโดย Odyssey ซึ่งระบุว่า ต้องการคงไว้ซึ่งการครอบครองเหรียญทองและเหรียญเงินมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์จนกว่าจะมีการตัดสินคดีในขั้นสุดท้ายว่า ใครมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ผู้พิพากษา  Clarence Thomas ซึ่งมีเขตอำนาจเหนือมลรัฐฟลอริดาปฏิเสธโดยไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการการฟ้องร้องระหว่าง Odyssey Marine Exploration Inc. กับ Kingdom of Spain โดย Odyssey Marine Exploration ได้ยื่นอุทธรณ์ฉุกเฉินต่อศาลสูงในความพยายามที่จะระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสมบัติกลับไปยังสเปน 

ข้อสรุป วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2012 มีรายงานว่า  Mark Pizzo ผู้พิพากษาสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ Odyssey คืนเหรียญดังกล่าวให้กับสเปนภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2012 โดยจะแยกย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์ (ซึ่งไม่ใช่ทายาท) ศาลฎีกาปฏิเสธที่เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ และ Odyssey ต้องปฏิบัติตามคำตัดสิน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2012 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules 2 ลำของกองทัพอากาศสเปนได้ลำเลียงสมบัติดังกล่าวจากมลรัฐฟลอริดาและขนไปยังสเปน Odyssey ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาประเด็นในคดีนี้ใหม่ แต่ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2012 ศาลปฏิเสธที่จะรับคำอุทธรณ์ ด้วยเหรียญดังกล่าวถูกส่งคืนไปยังสเปนแล้ว และโดยกฎหมายของสเปนกำหนดว่า จะไม่สามารถนำออกจำหน่ายให้กับประชาชนได้ วันที่ 2 ธันวาคม 2012 รัฐบาลสเปนได้นำเหรียญทองและเงินจำนวน 14.5 ตันที่กู้ได้ไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ Subaquatic ในเมือง Cartagena (Murcia) เพื่อทำการศึกษาและจัดแสดงถาวร ในปี 2015 ศาลแขวงสหรัฐได้สั่งให้ Odyssey จ่ายเงินให้สเปน 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับ “การดำเนินการอย่างไม่สุจริตและการดำเนินการโดยมิชอบ’ ผู้พิพากษาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดการดำเนินคดี Odyssey รู้อยู่ตลอดเวลาว่า สเปนมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการระบุอัตลักษณ์ตัวตนของเหรียญดังกล่าวโดยตลอด มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญที่สามารถระบุได้ทันทีว่า ซากที่เป็นปัญหานั้นเป็นเรือของสเปนหรือไม่" และ "ข้อเท็จจริง ที่ Odyssey ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากสเปนในการระบุตัวเรือแสดงให้เห็นถึง แรงจูงใจและวัตถุประสงค์ของ Odyssey" ตั้งแต่ปี 2014 สมบัติส่วนหนึ่งถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สาธารณะของสเปนหลายแห่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการอับปางของเรือ และการกู้สมบัติ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2017 จากการติดตามโครงการ กองทัพเรือสเปนได้กู้ปืนใหญ่ 2 กระบอก ชื่อ ‘Santa Barbara’ และ ‘Santa Rufina’ โดยแต่ละกระบอกมีน้ำหนักมากกว่า 2 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และประทับตราโดยโรงหลอม Bernardino de Tejeda (เซบียา, สเปน - ลิมา, เปรู) สร้างขึ้นในปี 1596 ซึ่งพบที่ Minor Basilica และ Convent of San Agustin ในเขต Old Lima ได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1942 โดยทายาทชาวเปรูโดยตรงของ Tejeda ได้แก่ Carlos PérezCánepa Jimenez (Lima 1918-85) และ Javier Pérez de Cuéllar (Lima 1920-2020) ตามที่ระบุไว้ในภายหลังในหน้า 19 ของหนังสือ Memorias ของเขา, ซึ่งเผยแพร่โดย Aguilar ในปี 2012 มีหนังสือการ์ตูนที่สร้างจากโครงการ The Treasure of the Black Swan เขียนโดยนักการทูตชาวสเปนซึ่งมีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางกฎหมาย Guillermo Corral และ Paco Roca นักเขียนนิยายภาพชาวสเปน ตีพิมพ์ในปี 2018

สำหรับบ้านเรา งานโบราณคดีใต้น้ำประเทศไทยเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2517 ที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สาเหตุที่กรมศิลปากรเริ่มทำงานวิชาการด้านนี้อย่างจริงจังและกะทันหัน โดยที่กรมศิลปากรยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติงานในทะเล และไม่มีอุปกรณ์ปฏิบัติงานใต้น้ำ เนื่องจากมีชาวประมงพบซากเรื่อจมโบราณมีโบราณวัตถุประเภทเครื่องสังคโลกจำนวนมากในร่องน้ำลึกใกล้เกาะคราม และมีนักล่าสมบัติ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปงมเครื่องถ้วยสังคโลกขึ้นมาขาย โดยไม่หวั่นกลัวต่อกฎหมาย ทำให้หลักฐานทางวิชาการและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติถูกทำลายไปมากมาย ในการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำระยะเริ่มต้นกรมศิลปากรได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือ จัดส่งเรื่องอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการใต้น้ำมาช่วยดำเนินงานกู้โบราณวัตถุเครื่องถ้วยในแหล่งเรือจมโบราณใกล้เกาะครามได้เป็นผลสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2518 กรมศิลปากรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยแนะนำการปฏิบัติงาน และร่วมการปฏิบัติงาน ให้ทุนฝึกอบรมและศึกษาดูงานในประเทศเดนมาร์ก นับตั้งแต่ปีนั้นมาคนไทยและนานาชาติก็รู้จักโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2520 รัฐบาลไทยจึงอนุมัติให้กรมศิลปากร จัดตั้งโครงการโบราณคดีใต้น้ำ และได้บรรจุโครงการฯ เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) ต่อมาภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนยกระดับจากโครงการโบราณคดีใต้น้ำมาเป็นงานโบราณคดีใต้น้ำ ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดีจนสุดท้ายมาเป็น กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในปัจจุบัน

ธรรมนัสสั่งลงดาบเชือดกลุ่มกินหัวคิวโคบาลชายแดนใต้

โฆษก ก.เกษตรฯ เผย ธรรมนัส สั่งลงดาบเชือด กลุ่มกินหัวคิว โคบาลชายแดนใต้ สอบพบทุจริตเอาผิดไม่เว้นหน้าใคร ด้าน ”รมช.ไชยา“ รับไม้ต่อเร่งสอบขยายผลเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่เดือดร้อนด่วน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2567 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงกรณี  “โครงการโคบาลชายแดนใต้” เรื่องการจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะ(Specification) ของโครงการ ว่า  การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท 

จึงย้ำว่า ขณะนี้เป็นการดำเนินงานระยะนำร่อง ปัญหานี้ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และมอบหมายให้ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เร่งหาข้อมูลในการช่วยเหลือ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปัญหาในขณะนี้ คือ กลุ่มเกษตรกรจังหวัดปัตตานีบางกลุ่มได้ “แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ แต่จังหวัดอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ยังไม่เจอกับปัญหานี้ จึงขอชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นแค่จุดเดียว คือ จ. ปัตตานี  ข้อกำหนดในเอกสารเขียนชัดเจนว่า ให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร เมื่อผู้ขายแจ้งกำหนดส่งมอบโค ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตรวจสอบโค ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ เมื่อเอกสารและคุณภาพตรงตามเงื่อนไข และเกษตรกรมีความพึงพอใจ ก็จะดำเนินการตรวจรับและจัดส่งเอกสารเพื่อทำการเบิกจ่ายเงินต่อไป หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการดำเนินให้ถูกต้องต่อไป ซึ่ง จ. ปัตตานี มีการส่งมอบโคครบทุกกลุ่มแล้ว จำนวน 16 กลุ่ม จากที่ได้รับรายงาน มีการแก้ไข 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่ง ขอเปลี่ยนแม่โค จำนวน 20 ตัว และอีกกลุ่มหนึ่ง ขอยกเลิกสัญญา ส่วนในกลุ่มอื่นๆ กำลังทำการขยายผลและตรวจสอบอย่างละเอียด

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นสั่งการให้ดูแลด้านสุขภาพ ให้ยาบำรุงและสนับสนุนพืชอาหารสัตว์แก่เกษตกรที่ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว

“นอกจากนี้สั่งการให้กรมปศุสัตว์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อทำงานควบคู่กับทางคณะกรรมการตรวจสอบของ ศอ.บต. โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐบาลในยุคของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จะปราบปรามปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน พร้อมช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร หากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือข้าราชการ จะดำเนินการเอาผิดอย่างถึงที่สุด”

ทั้งนี้ การส่งมอบโคแก่เกษตรกรในโครงการโคบาลชายแดนใต้ ภาครัฐร่วมกับเอกชน ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรใน จ.ปัตตานี 800 ตัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน จ.นราธิวาส เมื่อเดือนธันวาคม จำนวน 800 ตัว และ จ.สตูล 400 ตัว สำหรับ จ.สงขลา และ ยะลา ยังไม่มีการจัดส่งวัว ณ เวลานี้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 37,601,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 40.43 และมีวัวที่รับมอบเป็นผลผลิตทางโครงการให้ลูกแก่เกษตรกรจำนวนหลายตัวแล้ว

‘แฟนบอล’ ปลื้ม!! ‘ไทย’ เข้ารอบ 16 ทีมเอเชียนคัพสำเร็จ แห่ติดเทรนด์ X ชื่นชม!! หลังรักษาประตูจากซาอุฯ มาได้

(26 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2023 รอบสุดท้าย ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อคืนวันที่ 25 ม.ค.67 เกมนัดที่ 3 ในกลุ่มเอฟ ระหว่างทีมชาติไทย อันดับ 113 ของโลก พบกับ ซาอุดีอาระเบีย อันดับ 56 ของโลก ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทย เสมอ ซาอุดีอาระเบีย 0-0 จบอันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ เข้ารอบ 16 ทีม ไปพบกับ อุซเบกิซสถาน ในวันที่ 30 ม.ค.67 เวลา 18.00 น.

ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้แฮชแท็ก ‘บอลไทย’ ขึ้นเทรนด์ X โดยแฟนบอลต่างยินดีและแสดงความเห็นมากมาย เช่น…

“ถ้ามีคนบอกเสมอ เพราะซาอุส่งสำรอง ตอบมันไปเลยไทยก็สำรอง บางคนนี่แทบจะไม่รู้จัก ตัวจริงคือพักหมดเลย แล้วถ้าบอกว่า แค่นี้ก็ทำเป็นดีใจ ก็อยากตอบเหมือนกันว่าใช่ ดีใจมาก ได้เสมอกับทีมอันดับต้นๆ ของโลก แถมเขาก็ไม่ใช่ขี้ๆ บุกทีแทบใจจะขาดแต่ไทยมันก็เหนียวจัดไง”

“ไม่ว่าทีมชาติไทยจะไปไกลถึงรอบไหน แต่เอเชียนคัพครั้งนี้ นักเตะไทยทุกคนคือฮีโร่ของชาติแล้ว ใครลงเล่น ก็ทำได้ดีทุกคน 3 นัด ไม่แพ้และไม่เสียประตูเลย เก็บชัยชนะก็ได้ และการที่ไทยยันเสมอซาอุที่มีมันชินี่โค้ชระดับโลกคุมทีมได้ ต้องปรบมือให้นักเตะไทยและอิชิอิดังๆ เลยค่ะ สุดยอด”

“ใครจะไปคิดว่าทีมที่มีอันดับโลกรั้งท้ายที่สุดของกลุ่ม มีเวลาเก็บตัวรวมทีมกันน้อยมาก เดินทางถึงกาตาร์เป็นทีมสุดท้าย โดนกูรูฟันธงว่าจะตกรอบแรกแน่นอน จะกลายมาเป็นทีมที่ได้เข้ารอบด้วยผลที่ไม่แพ้ใครเลยและเก็บคลีนชีตได้ทุกนัด สุดยอดมากทีมชาติไทย”

“ในยุคที่คนปรามาสบอลไทยตกต่ำ เก็บตัวแค่ 6 วัน เดินทางเป็นทีมสุดท้าย แต่ประวัติศาสตร์จารึก ไทยได้ 5 แต้ม รักษาคลีนชีทได้ทั้ง 3 นัด fifa ranking top100 ในรอบเกือบ 20 ปี อันดับ 1 อาเซียนอย่างเป็นทางการ มีความสุขโว้ยยย”

“แมนออฟเดอะแมทยกให้สรานนท์เลย เปิดเกมส์มาเซฟจุดโทษตั้งแต่10นาทีแรก พี่ชายซาอุก็ป้วนเปี้ยนหน้าประตูมันทั้งเกมส์ โยกซ้ายขวา ครึ่งหลังพี่ส่งยีราฟลงมาอีก สูงโย่งมาเล่นลูกทางอากาศ แต่ก็ไม่หวั่น เซฟแล้วเซฟอีก เซฟตลอดไป ล่าสุดเซฟบนเส้น เซฟจนหอบ 555555”

“กราบประตูจริงๆ ตอนนั้นถ้าเขายิงได้โมเมนตั้มคงไปที่ทีมนั้นเต็มๆ แต่พอเซฟได้ทุกคนก็ฮึบกันมากขึ้นบุกน้อยแต่ได้มากสุดๆ ถ้าไม่ล้ำหน้าก็ 2 ประตูอ่ะ แผนอิชิล้ำมากมึง55555”

‘รมว.ดีอี’ มอบรางวัล ‘Hackulture 2023 Illuminate Thai’ นำดิจิทัลยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ระดับสากล สร้าง ‘Soft Power’ ยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 25 มกราคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานมอบรางวัลกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ ‘Hackulture 2023 Illuminate Thai อัปเวลแฟชั่นไทย ด้วยดิจิทัล’ ชิงถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วม ณ โรงแรม Graph Hotel รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ กล่าวว่า มรดกทางวัฒนธรรมเป็นรากฐานที่สำคัญของชาติไทย กระทรวงดิจิทัลฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล ที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาแฟชั่นไทยให้มีความร่วมสมัยและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรม สำหรับนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการสร้างความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายประเสริฐ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มุ่งเน้นในด้านแฟชั่น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยทั้งสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง เครื่องประดับ อัญมณี หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ดังนั้น การถ่ายทอดแฟชั่นไทยสู่รูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นในมิติด้านเทคโนโลยี หรือมิติด้านสื่อมัลติมีเดีย จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะสามารถสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้คนไทยมองเห็นถึงคุณค่าและเกิดความหวงแหนในมรดกวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้าน Digital Content เตรียมพร้อมรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ

นายภุชพงค์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 โดยมีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ หรือ Policy Lab เพื่อดำเนินการจัดทำมาตรการ หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และ 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ (Hackathon) การส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อเชิญชวนบุคคลที่มีความสนใจ ร่วมสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Soft Power ของประเทศ

นายภุชง กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่คนรุ่นใหม่ โดยได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ผ่านการนำเสนอด้วยการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ทีมที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินในรอบแรก จำนวน 40 ทีม ได้เข้าร่วมค่ายฝึกอบรม Boot camp เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การสร้างสรรค์ผลงานและการถ่ายทอดเรื่องราว และฝึกปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งทั้ง 40 ทีม ได้เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching) เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2566 โดยมีเพียง 12 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานรอบสุดท้าย (Grand Pitching) โดยแบ่งเป็น 2 สาขา คือ สาขาเทคโนโลยี จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา จำนวน 3 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 3 ทีม และสาขาสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา จำนวน 3 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 3 ทีม 

สำหรับผลการแข่งขัน ทีมผู้ชนะการแข่งขันที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ทีม Fash.Design สาขาเทคโนโลยี  :  ประเภทนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา ประกอบด้วย 
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม 4DEV
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม The Board ThaiGuideGame
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Metampta

ประเภทประชาชนทั่วไป
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Fash.Design
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Fashion Verse
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม DM-TRU Warrior

สาขาสื่อมัลติมีเดีย : ประเภทนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Y2Thai
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Thai Style
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Cocoon

ประเภทประชาชนทั่วไป
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม CrowdMart Thailand
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม FA DPU
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Moody (มูดี้)

บิ๊กโจ๊ก เผย ผู้ต้องหา ชาวเยอรมันที่ซื้อบริการทางเพศเด็ก เขียนจดหมาย ผ่านอัยการเยอรมัน ยืนยัน นักข่าวเยอรมัน บิดเบือนข้อเท็จจริง เรื่องการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐแลกการออกนอกประเทศ เผยฝ่ายตุลาการของไทยทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ พร้อมขอโทษ

หลังจากเดินทางเข้าพบกับตำรวจสหพันธรัฐเยอรมัน ในช่วงเช้า ช่วงบ่าย คณะของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าพบอัยการ เจ้าของสำนวนคดี นายเจน คริช ผู้ต้องหาชาวเยอรมัน ที่ซื้อบริการทางเพศเด็กหญิงในประเทศไทยและถูกจับกุม ก่อนที่จะขอประกันตัวเดินทางกลับประเทศเยอรมัน 

การพูดคุยในวันนี้ทางการไทยได้ประสานมาก่อนล่วงหน้า เพื่อขอเข้าพบหรือขอพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายเจน คริช เพื่อให้ยืนยันว่า กรณีที่นักข่าวชาวเยอรมันได้เผยแพร่สารคดี ระบุว่านายเจน ได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐหนึ่งล้านบาท แลกกับการประกันตัวเดินทางกลับประเทศเยอรมัน มีข้อเท็จจริงอย่างไรกันแน่ เพราะสื่อที่เผยแพร่ในประเทศเยอรมัน ส่งผลเสียต่อเจ้าหน้าที่รัฐและประเทศไทย

จากการพูดคุยกับอัยการรัฐเยอรมัน (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) อัยการยืนยันว่า หลังจากนายเจน เดินทางกลับมายังประเทศเยอรมัน ทางการก็ได้เข้าควบคุมตัวไว้ เข้าสู่กระบวนการสอบสวน ซึ่งจากการสอบสวน นายเจน ได้ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าขณะไปเที่ยวสถานบริการในพัทยา คนที่ตนได้ใช้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี และเมื่อ ถูกจับกุม ก็พยายามขอประกันตัว เพื่อเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากตัวเองมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ และยังมีธุรกิจต้องดูแล สุดท้ายก็ติดเรื่องสถานการณ์โควิดที่ยังมีการแพร่ระบาด จึงไม่สามารถเดินทางกลับมาตามนัดหมายของศาลในประเทศไทยได้

ทั้งยังยืนยันด้วยว่า ไม่มีการจ่ายเงินเป็นค่าสินบนให้แก่ใครและฝ่ายตุลาการของประเทศไทยก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเงินที่จ่ายไปเป็นค่าประกันตัวเท่านั้น

ส่วน ข่าวที่ออกในสื่อของเยอรมัน ผ่านนักข่าวคนหนึ่งที่เข้ามาสัมภาษณ์ ข้อมูลที่ถูกตีแผ่ออกไป ผ่านสารคดี เป็นข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังสร้างเรตติ้ง ด้วยการโจมตีประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งตนรู้สึกผิดมากที่ให้สัมภาษณ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงอยากขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น 

ทั้งนี้นายเจน ได้เขียนจดหมายอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยจั่วหัวจดหมายชัดเจนว่าเป็นการอธิบายข้อมูลที่เป็นจริงจากที่ถูกนักข่าวบิดเบือนจนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย ซึ่งทางอัยการเยอรมัน ได้ส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่ทีมงานของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเดินทางมาติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยตนเอง

อัยการเยอรมันยังบอกด้วยว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า การเดินทางมาในวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย แม้จะไม่ได้พบนายเจนหรือได้พูดคุยทางโทรศัพท์ แต่ กลับได้เอกสาร เป็นไรรักอักษรภาษาเยอรมัน ที่นายเจน เขียนอธิบายถึงข้อมูล สารคดีข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถึงขั้นอ้างว่าตนจ่ายเงินหนึ่งล้านบาทเป็นค่าสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ข้อมูลในจดหมายของนายเจน ตรงกับที่อัยการเยอรมัน ได้อธิบายให้ คณะที่เดินทางมาในวันนี้ได้รับทราบ นายเจน ยังอธิบายด้วยว่า นักข่าวที่ทำสารคดีเรื่องดังกล่าวไม่เพียงจะ บิดเบื่อนข้อมูลเพื่อสร้างยอดผู้ชมใน YouTube นักข่าวคนนั้น ยังดูถูกนายเจนและดูหมิ่นประเทศไทย จนนำมาซึ่งความเสียหาย 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันด้วยว่าเส้นทางการเงินของนายเจน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบ ตรงกับคำชี้แจงของนายเจน เป็นลายลักษณ์อักษร มีการจ่ายเงินให้กับทนายความเพื่อเป็นค่าประกันตัวตามข้อเท็จจริง ซึ่งในเจน ก็ยืนยันว่า ฝ่ายตุลาการและตำรวจของไทย ได้ทำงานอย่างมืออาชีพ และขอโทษในสิ่งที่ตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์และให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่มีทัศนคติต่อประเทศไทยไม่ดี พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจนนำมาซึ่งความเสียหาย เนื่องจากตนเองไม่มีประสบการณ์ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหรือนักข่าว ที่ไร้จรรยาบรรณ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังกล่าวด้วยว่าจากนี้ไปจะนำเอกสารทั้งหมด กลับไปให้พนักงานสอบสวนได้ขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม โดย จะนัดประชุมกับทีมงานทั้งหมดที่สโมสรตำรวจหลังจากที่คณะเดินทางกลับไปถึงประเทศไทย

‘ttb’ ห่วง!! ‘หนี้ครัวเรือน’ สิ้นปีนี้จะทะลัก 16.9 ล้านบาท ผลพวงจาก ศก.ขยายตัวช้า ทำให้รายได้ ปชช.ฟื้นตัวจำกัด

(26 ม.ค.67) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทย ณ สิ้นปี 2567 จะอยู่ที่ 91.4% หรือราว 16.9 ล้านล้านบาท โดยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงน่าเป็นห่วงทั้งในมิติของปริมาณการก่อหนี้ที่ไม่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเร็วและคุณภาพหนี้มีแนวโน้มด้อยลง ส่วนหนึ่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเชื่องช้า ส่งผลให้ระดับรายได้ของครัวเรือนฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพของหนี้ อีกทั้งอุปสรรคจากการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบของลูกหนี้บางส่วน ทำให้ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบและเผชิญกับปัญหาวังวนหนี้ไม่รู้จบ

หากกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย แน่นอนว่าประเด็นหนี้ครัวเรือนสูงเรื้อรังมักถูกพูดถึงมาโดยตลอด โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทั้งยังสูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศที่มีรายได้และความมั่งคั่งสูงกว่า ล่าสุด ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 3 ของปี 2566 อยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คิดเป็น 90.9% ต่อจีดีพี ซึ่งมีทิศทางชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผู้ให้กู้หลักอย่างธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ สวนทางกับตัวเลขหนี้ที่มาจากกลุ่มบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลที่เติบโตในอัตราเร่งสูงสุดในรอบทศวรรษ

นอกจากนี้ คุณภาพหนี้ครัวเรือนก็มีแนวโน้มด้อยลงจากสัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่สูงถึง 2.79% หรือเกือบ 1.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 3.6% ขณะที่สัดส่วนหนี้ค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน หรือ Stage 2 อยู่ที่ 6.66% หรือ 3.62 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 1.7 แสนล้านบาทมาจากสินเชื่อเช่าซื้อรถที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ และยังไม่นับรวมหนี้จากผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) อีกกว่า 35% ของทั้งระบบ

ซึ่ง ttb analytics ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.4% ต่อจีดีพี หรือราว 16.9 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยจะขยายตัวชะลอลงในระยะหลัง แต่เป็นการลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว อีกทั้งอัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในระดับ 3-4 สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวช้าลงทุกปี ทำให้ประเด็นหนี้ครัวเรือนไทยในระยะต่อไปยังมีความเปราะบางสูงจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

>> ปัจจัยแรก : เศรษฐกิจและระดับรายได้ฟื้นช้า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะมีทิศทางดีขึ้นจากปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่กลับมาขยายตัว แต่ด้วยรายได้จากการส่งออกกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งยังมีการกระจุกตัวในมิติของจำนวนแรงงานที่ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากธุรกิจขนาดเล็กกลับมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่า ทำให้ฐานะทางการเงินของผู้ประกอบการขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังมีความเปราะบาง ซึ่งอาจกระทบต่อแรงงานที่มีมากถึง 71% ของแรงงานทั่วประเทศ ส่งผลให้ครัวเรือนบางส่วนอาจต้องกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อทดแทนสภาพคล่องที่หายไป

>> ปัจจัยที่สอง : ต้นทุนทางการเงินสูงกว่าในอดีต โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นจังหวะที่นโยบายทางการเงินผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเมื่อต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยที่มีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จึงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้ในอัตราเร่งชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น ภาระหนี้ที่ถูกพักหรือเลื่อนออกไปก่อนหน้าจากผลของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในช่วงที่เกิดวิกฤตจะถูกนำมาคิดทบต้น และมีส่วนทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนในภาพรวมมีแนวโน้มปรับลดลงช้ากว่าปกติ

>> ปัจจัยที่สาม : พฤติกรรมการก่อหนี้โดยขาดวินัยทางการเงินที่ดี แม้การเพิ่มขึ้นของระดับหนี้ครัวเรือนจะสามารถกระตุ้นการบริโภคได้ในระยะสั้น แต่หนี้ที่สูงเกินระดับ 80% ต่อจีดีพี ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการบริโภคแล้ว แต่จะส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยเกิน 80% ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 และเกือบ 1 ใน 3 เป็นการก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต หรือเรียกได้ว่าเป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ (Non-Productive Loan) ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงอย่างมาเลเซียและจีนที่ 14% และ 13% ตามลำดับ โดยเฉพาะในระยะหลัง การขยายตัวของสินเชื่อที่ไม่สร้างรายได้ รวมถึงความต้องการหนี้นอกระบบเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัย สะท้อนการสร้างหนี้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และพฤติกรรมการก่อหนี้โดยขาดวินัยทางการเงินที่ดี ซึ่งหนี้ประเภทดังกล่าวจะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยกู้ที่สูงกว่ามาก และเสี่ยงก่อให้เกิดเป็นกับดักหนี้ไม่สิ้นสุด ทำให้การลดลงของหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องค่อนข้างยาก

โดยสรุปตราบใดที่เศรษฐกิจฐานรากยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและแข็งแกร่ง ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ก็อาจจะยังไม่กลับมาเป็นปกติ และคาดว่าภาระหนี้ที่สูงจะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจต่อไป ฉะนั้นแล้ว การดำเนินการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนและเป็นระบบมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานกระบวนการให้สินเชื่อและการปฏิบัติกับลูกหนี้อย่างเป็นธรรม (Responsible Lending) ครอบคลุมตลอดวงจรหนี้ของลูกหนี้ ควบคู่ไปกับมาตรการสนับสนุนให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) เพื่อกระตุ้นการปรับวินัยทางการเงินของครัวเรือนให้ดีขึ้น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินของครัวเรือนไทยได้ในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top