Thursday, 9 July 2026
NewsFeed

’มาดามแป้ง‘ ปิดฉากประธานสโมสรหญิงคนแรกแห่ง ‘การท่าเรือ’ เผย!! ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง พร้อมย้ำ!! ไม่ไปทำทีมอื่นแน่นอน

(26 ธ.ค.66) หลังจากที่ ‘มาดามแป้ง’ นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประกาศลงจากตำแหน่งประธานสโมสร ‘สิงห์เจ้าท่า’ การท่าเรือ เอฟซี ต่อหน้าแฟนบอลในเกม ‘รีโว่ ไทยลีก 2023/24’ ส่งท้ายเลกแรกที่เอาชนะราชันมังกร ราชบุรี เอฟซี 3-0 เมื่อคืนวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่ง ‘มาดามแป้ง’ เปิดใจหลังอำลาตำแหน่งว่า รู้สึกโชคดีมากที่ได้เข้ามาเป็นประธานสโมสรการท่าเรือ หนึ่งในสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดของฟุตบอลไทย และไม่เคยเสียใจแม้แต่คำเดียว หรือแม้แต่นาทีเดียวที่มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ไม่ว่าเราจะเจออะไร ตนรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่สนามฟุตบอลหรือสโมสรฟุตบอล แต่เป็นเหมือนทุกสิ่งของคนที่นี่ ไม่ใช่แค่พื้นที่คลองเตย แต่ยังรวมถึงแฟนบอลของการท่าเรือที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพราะเชื่อว่าทีมการท่าเรืออยู่ในใจของใครอีกหลายคน

“ยอมรับว่าใจหายเพราะผูกพันมาก ไม่มีทางเลยที่แป้งจะไปทำทีมอื่นได้นอกจากการท่าเรือ ซึ่งแม้ว่าแป้งจะไม่ได้เป็นเจ้าของสโมสรโดยตรง และได้สิทธิ์เข้ามาทำโดย MOU แต่ตลอด 8 ปี แป้งก็รักทุกอย่างที่เกี่ยวกับที่นี่ และไม่มีทางเลยที่จะไปหาความพิเศษ และบรรยากาศแบบที่ ท่าเรือได้จากที่อื่น”

“สุดท้ายแป้งอยากบอกว่า แป้งมีความภาคภูมิใจมากที่เป็นประธานสโมสรหญิงคนแรกของที่นี่ เราผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาด้วยกันมากมาย และมีครบทุกรสชาติ ตั้งแต่วันที่ดึงตาข่าย เดินกราบ เดินไหว้ ขอถอดออกจากสนาม ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ทุกคนไม่เคยทำให้ผิดหวัง และบ้านของเราเป็นที่ที่พิเศษและหายากจริงๆ แป้งเชื่อว่าถ้าใครได้มาสัมผัส แพท สเตเดียม หรือที่เราเรียกกันว่า นรกทีมเยือน แล้ว คงไม่สามารถละเป็นการแฟนบอลของเราได้ เช่นเดียวกับแป้งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวแสด-น้ำเงิน แล้วก็จะเป็นแสด-น้ำเงินตลอดไป และแป้งหวังว่าสโมสรแห่งนี้จะประสบความสำเร็จ อยู่เคียงข้างวงการฟุตบอลไทยและก้าวอย่างมั่นคงต่อไป” มาดามแป้ง ปิดท้าย

ทั้งนี้ มาดามแป้ง ได้ทำการแต่งตั้ง นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) น้องชายมาดามแป้ง เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสโมสรการท่าเรือ เอฟซี เพื่อทำงานร่วมกับ นายเฉลิมโชค ล่ำซำ ลูกพี่ลูกน้อง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นเป็นประธานสโมสรคนใหม่แทน

สำหรับ ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ เปิดตัวเข้ามาเป็นประธานสโมสร การท่าเรือ เอฟซี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ก่อนก้าวลงจากตำแหน่ง วันที่ 25 ธันวาคม 2566 รวมเวลา 8 ปี 10 เดือน 9 ฤดูกาล และ 3,238 วัน มีผลงานสำคัญ คือการพา สิงห์เจ้าท่า คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อฤดูกาล 2019 และได้สิทธิ์ลงเล่นในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในช่วง 4 ฤดูกาลหลังสุด

บริษัท อุบลราชธานี ดีเวลลอปเม้นท์ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำร่างรายงานและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประชุมรับฟังความคิดเห็น ประชาชนครั้งที่ 2

วันนี้ (26 ธ.ค. 66) เวลา 08:30 น.-12:00 น. ณ.วัดบ้านทุ่งเทิง ต.ทุ่งเทิง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานีบริษัท  อุบลราชธานี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ต่อการจัดทำร่างรายงานและมาตรการ โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม อุบลราชธานี ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ตั้งอยู่ที่ ตำบล นากะแซง และตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งดำเนินการโดย บริษัทโฟร์เทียร์คอนซัลแตนต์ จำกัด ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาโครงการ โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา หัวหน้าส่วนสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดการประชุม

ทั้งนี้มีประชาชนในพื้นที่ตั้งโครงการฯ และพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรโดยรอบ โครงการฯ จาก 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เดชอุดม อ.ทุ่งศรีอุดม 5 ตำบล ได้แก่ต.นากระแซง ต.สมสะอาด ต.ทุ่งเทิง ต.นาห่อม และต.หนองอ้ม จ.อุบลราชธานี รวมกว่า 1,200 คน มาร่วมรับฟังการประชุม บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายสุริยา บุตรจินดา กล่าวว่า การจัดการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีเปิดเวทีให้ทุกคนได้แสดงความเห็น และข้อเสนอแนะที่มีการจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนและบ้านของเราขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผลในการพูดคุย เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนจังหวัดอุบลราชธานีของเราให้เดินหน้าต่อไปได้ 

ด้านคุณณัฐวัฒน์ เลิศสุรวิทย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ นิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการนำเสนอข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี โดยในวันนี้ได้มีการจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไข ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ ให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบ และขอขอบคุณทุกความเห็น ทุกข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชน ประชาชน รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ซึ่งทางโครงการฯ จะนำความเห็นเหล่านี้ ไปกำหนดเป็นมาตรการในการดูแลโครงการ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป

ด้าน น.ส. นันยา ฮูมเมลิงค์ วิศวกร จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ. จะนำรายงานและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบไปกำกับดูแลโครงการ รวมทั้งบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมภายใต้กรอบการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) คือ การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของพื้นที่ ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกับความเจริญของ ชุมชนและการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างสมดุลเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ความร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบปีที่ 55 'ค่ายวีรวัฒน์โยธิน' เพื่อ ระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของ พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน

วันที่ 26 ธันวาคม 2566 เวลา 07.09 น. ที่ อนุสาวรีย์ พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน พลตรีชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วยคุณอุไรวรรณ เจริญพิบูลย์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 จัดพิธีบวงสรวงสักการะอนุสาวรีย์ พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนามณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน ครบรอบปีที่ 55 เพื่ออุทิศบุญกุศล และเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของพลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน และกำลังพลที่ได้เสียสละชีวิต ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย 

โดยจัดให้มีพิธีสงฆ์ และตักบาตร บริเวณหน้ากองบังคับการมณฑลทหารบกที่ 25 โดยมี พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี นายสัดทัด แสนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พันตำรวจเอก วรายุส์  จันทร์เยี่ยม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 รวมทั้งครอบครัว ร่วมพิธีฯ มณฑลทหารบกที่ 25 เดิมคือ “ค่ายวีรวัฒน์โยธิน” จังหวัดทหารบกสุรินทร์ ซึ่งวีรกรรมอันกล้าหาญของ พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน กองทัพบกจึงได้ขอพระราชทานนามค่ายแห่งนี้ว่า “ค่ายวีรวัฒน์โยธิน” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2511 เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังระลึกถึงคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ของท่าน ในการปฏิบัติการรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา

ผบช.สตม. จับมือผู้ว่า , นายก อบจ.ภูเก็ต เปิดประชุมสภากาแฟจังหวัดภูเก็ต ระดมความคิดสร้างเมืองภูเก็ตให้เข้มแข็ง พร้อมรับนักท่องเที่ยวอย่างประทับใจ ลั่นต้องช่วยกันควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

วันนี้ (26 ธ.ค.66) เวลา 08.00 น. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. เป็นประธานในการประชุมสภากาแฟสัญจร จว.ภูเก็ต โดยมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต , นายเรวัต อารีรอบ นายก อบจ.ภูเก็ต,​ พล.ร.ท.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 , นายประสิทธิ์ สินเสาวภาคย์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต , ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต, แรงงานจังหวัดภูเก็ต หน่วยงานราชการและภาคเอกชน ทุกภาคส่วน เข้าร่วมในการประชุม ณ ตม.จว.ภูเก็ต

พล.ต.ท.อิทธิพล ฯ กล่าวว่า ที่เชิญทุกภาคส่วนมาประชุมสภากาแฟในวันนี้ เนื่องจากภูเก็ตเป็นจังหวัดที่สำคัญที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเปิด Visa Free ดึงนักท่องเที่ยวจากหลายๆ ประเทศ เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย เป็นต้น จึงอยากมารับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อบูรณาการกันแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วครบวงจร

ด้าน นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้า จ.ภูเก็ต กล่าวว่า เรามีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพำนักระยะยาว และมาต่อวีซ่า ขอให้ทำอย่างรวดเร็ว ประทับใจ อย่าให้เกิดปัญหาความล่าช้า อยากให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดเรื่องการป้องกันความปลอดภัย โดยเฉพาะพวกที่เข้ามาทำงานสีเทา เป็นมาเฟีย อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยกวดขัน นอกจากนี้เรื่อง Big Data การแชร์ข้อมูลกันระหว่างหน่วยงาน เช่น การแจ้งที่พักของชาวต่างชาติ จะทำให้มีข้อมูลของชาวต่างชาติทั้งหมด ภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง จากการรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่

ผบช.สตม.ฯ กล่าวต่อว่า ในด้านความมั่นคงของจังหวัด อยากให้จังหวัดภูเก็ตมีคณะทำงานเพื่อคัดชาวต่างชาติหรือคนต่างด้าว เพื่อผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ ตม.พิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้  นอกจากนี้เราต้องช่วยกันดึงนักลงทุนชาวต่างชาติที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนในไทยให้มากๆ เพื่อช่วยรัฐบาล และเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยว

นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า อบจ.ภูเก็ต สนับสนุนรายได้ไปยังสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ลูกค้าบางรายกว่าจะเข้ามาประเทศไทยเพื่อลงทุนได้ ค่อนข้างยากลำบาก เพราะฉะนั้นเข้ามาแล้ว เราต้องดูแลเขาเป็นอย่างดี ในเอเชียของเรามี 10 ประเทศที่เป็นคู่แข่งเกาะภูเก็ต เราต้องแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต

นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช กงสุลกิตติมศักดิ์ ฮังการี กล่าวว่า เรามีนักลงทุนที่ยังไม่ได้รับการส่งเสริม คือนักลงทุนที่มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจแรก 4 แสนล้าน มาจากการท่องเที่ยว แต่อีกด้านมาจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ บ้านจัดสรร คอนโด วิลล่า ภูเก็ตกำลังจะเป็นแบรนด์ดิ้งระดับโลก ใกล้ฮาวาย คนที่มาซื้ออสังหา มองอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่เป็นยุโรปตะวันออก จึงอยากให้ภาครัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันด้วย 

ด้าน นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้จะไปตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการอยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ควบคุมและคัดกรองชาวต่างชาติที่มาก่อความวุ่นวาย กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และขอบคุณ ผบช.สตม.ที่มาแนะนำสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับชาวภูเก็ต 

‘อิสราเอล’ บุกโจมตีทางอากาศใน ‘ซีเรีย’ เด็ดชีวิต!! ที่ปรึกษาระดับสูงกองทัพอิหร่าน

(26 ธ.ค.66) อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่พื้นที่รอบนอกกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย เมื่อวานนี้ (25 ธ.ค.) สังหารที่ปรึกษาระดับสูงรายหนึ่งของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวด้านความมั่นคง 3 รายและสื่อมวลชนแห่งรัฐอิหร่าน ในเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส

แหล่งข่าวบอกกับรอยเตอร์ว่า ที่ปรึกษารายดังกล่าวก็คือซายเยด ราซี มัวซาวี ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบประสานงานพันธมิตรทหารระหว่างซีเรียกับอิหร่าน

"ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวของต่างประเทศ ในเรื่องเหล่านี้หรืออื่นๆ ในตะวันออกกลาง" พล.ร.ต.ดาเนียล ฮาการี โฆษกกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอลกล่าว ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง "แน่นอนว่ากองทัพอิสราเอลมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอิสราเอล"

สถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่าน แทรกรายงานข่าวปกติ ด้วยการออกอากาศคำแถลงแจ้งว่า มัวซาวี ถูกสังหาร พร้อมให้คำจำกัดความเขาว่าเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเก่าแก่ที่สุดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านในซีเรีย

นอกจากนี้แล้วสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่าน ยังระบุด้วยว่า มัวซาวี เป็นหนึ่งในผู้ติดตามของ พล.ต.กาเซ็ม โซไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ (Quds) แห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตในอิรัก ในปฏิบัติการโดรนโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อปี 2020

ฮอสเซน อัคบารี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำดามัสกัสให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐ ว่า มัวซาวี มีตำแหน่งหน้าที่การงาน ณ สถานทูต ในฐานะผู้แทนทูต และถูกสังหารโดยจรวดของอิสราเอล ขณะเดินทางจากที่ทำงานมุ่งหน้ากลับบ้าน

เอบราฮิม ไรซี ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวว่าเหตุลอบสังหารมัวซาวี แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในส่วนของอิสราเอล "การกระทำนี้เป็นสัญญาณถึงความผิดหวังและความอ่อนแอของระบอบไซออนิสต์ในภูมิภาค ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องชดใช้ราคาแพง"

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน บอกว่าอิสราเอลจะต้องทุกข์ทรมานจากการสังหารมัวซาวี ซึ่งประดับยศนายพลจัตวาแห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ "รัฐบาลไซออนิสต์ผู้แย่งชิงและป่าเถื่อน จำเป็นต้องชดใช้อาชญากรรมนี้"

นาสเซอร์ คานานี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน บอกกับสื่อมวลชนแห่งรัฐว่า "อิหร่านขอสงวนสิทธิ์ในการใช้มาตรการต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อตอบโต้การกระทำนี้ ณ เวลาและสถานที่ที่เหมาะสม"

ในส่วนของญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ก็ประณามการสังหารมัวซาวีเช่นกัน โดยเรียกมันว่าเป็นการกระทำที่ขี้ขลาดตาขาว พร้อมเผยว่ามัวซาวี มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนขบวนการต่อต้านในภูมิภาค เช่นเดียวกับประชาชนชาวปาเลสไตน์และเหตุผลของชาวปาเลสไตน์

เป็นเวลานานหลายปีแล้ว ที่อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีในสิ่งที่พวกเขาให้คำจำกัดความว่าเป็นเป้าหมายต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับอิหร่านในซีเรีย ประเทศที่อิทธิพลของเตหะรานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ที่อิหร่านให้การสนับสนุนประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ในสงครามกลางเมือง ที่ปะทุขึ้นในซีเรียเมื่อปี 2011

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือน อิหร่านบอกว่าการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ได้สังหารสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน 2 นายในซีเรีย ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารแก่ซีเรีย

อิหร่าน ส่งสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติหลายร้อยนาย ในฐานะที่ปรึกษา เข้าไปช่วยฝึกฝนและจัดระบบแก่พวกนักรบติดอาวุธชีอะห์หลายพันคนจากอิรัก อัฟกานิสถานและปากีสถาน เพื่อสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาด ในความขัดแย้งในซีเรีย ขณะที่นักรบจากกลุ่มฮิบบอลเลาะห์ในเลบานอน ก็ทำงานใกล้ชิดกับบรรดาผู้บัญชาการทหารของอิหร่านในซีเรียเช่นกัน

‘วัชระ’ ยื่นหนังสือถึง ‘นายกฯ’ ตั้ง กก.สอบ ‘นช.ทักษิณ’ พร้อมมอบใบมะละกอ หวังช่วยรักษาโรค จะได้กลับเรือนจำเร็วๆ

(26 ธ.ค.66) ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายพันศักดิ์ เจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านมวลชน เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณี นช.ทักษิณ ชินวัตร ต้องคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี แต่ไม่ได้จำคุกจริงในเรือนจำแม้แต่วันเดียว และขอให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งโทษอาญาและแพ่งให้ นช.ทักษิณชำระเงินให้แก่รัฐคดีทุจริตปล่อยของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงค์) จำนวนเงิน 189,125,644.55 บาท พร้อมดอกเบี้ย 

ตามหนังสือที่อ้างถึงข้าพเจ้านายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค
ประชาธิปัตย์ ได้กราบเรียนนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องขอทราบผลการติดตามของกระทรวงการคลังได้ดำเนินการให้จำเลย (นายทักษิณ ชินวัตร) ชดใช้ความเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวการติดตามเร่งทวงเงินคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยนั้น

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 ก.ย.66 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา “การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง โปร่งใสและตรวจสอบได้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 53 รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” แต่ปรากฏว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติตามคำแถลงนโยบายในเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ คือ กรณี นช.ทักษิณ ชินวัตร ต้องคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี แต่ไม่ได้จำคุกจริงในเรือนจำแม้แต่วันเดียว และยังได้อภิสิทธิ์ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และยังมีการเร่งรัดออกระเบียบตำรวจถึงวันนี้รวม 126 วันโดยพี่น้องประชาชนไม่เชื่อว่ามีการเจ็บป่วยจริง กรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2560 ลงวันที่ 5 ธ.ค.66 ให้ทันในปีนี้เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ นช.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นบิดาของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติซึ่งเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลในรัฐบาลนี้

ดังนั้น จึงขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกประเด็นในเรื่องนี้ ธรรมให้ข้อเท็จจริงแก่พี่น้องประชาชน รวมทั้งขอให้บังคับโทษทางอาญาและแพ่งให้แก่รัฐคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จำนวนเงิน 189,125,644.55 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากท่านปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตไม่ดำเนินการตามกฎหมายภายใน 15 วัน ข้าพเจ้าจะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาทันที

และนายวัชระได้มอบใบมะละกอให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ผู้เผยแพร่คลิปว่าใบมะละกอนำมาต้มรักษาโรคร้ายได้ จึงนำมาให้นายสมศักดิ์ นำไปให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนาน 126 วันแล้ว จะได้หายกลับเรือนจำเสียที

‘นายกฯ’ ลั่น!! 314 เสียง แฮปปี้ดี  พร้อมย้ำ!! ตอนนี้ยังไม่คิดปรับ ครม.

(26 ธ.ค.66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสื่อทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายาเซลล์แมนสแตนด์ ‘ชิน’ ให้ ว่า ก็เข้าใจในทุกๆ ปีก็มีการตั้งฉายา ซึ่งเป็นเรื่องของสีสัน ฉายาของนายกฯ ที่ตั้งเป็นเซลล์แมนสแตนด์ชิน คำว่า เซลล์แมน ตนก็ทราบอยู่แล้ว เพราะประกาศตัวอยู่แล้ว ส่วนสแตนด์ ‘ชิน’ เป็นคำควบกล้ำระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษหรือเปล่า ซึ่งสื่อต้องอธิบายให้ฟัง ตนจึงจะตอบได้ ตนเองก็เข้าใจหลวมๆ ขอให้ถามได้เลย ไม่เป็นไรจะได้ตอบได้ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คำว่าสแตนด์ ‘ชิน’ ในคำบรรยายหมายความว่าอาจจะเป็นเงาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่รอการขึ้นมาเป็นนายกฯ นายเศรษฐา กล่าวว่า “อ๋อ !โอเค”แต่วันนี้ตนก็เป็นนายกฯ อยู่ และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และพยายามตั้งใจเอาให้ครบ 4 ปีให้ได้ แต่สำคัญมากกว่านั้นไม่ใช่อยู่ไปให้ครบ 4 ปีแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนไม่ได้ดีขึ้น ส่วนสแตนด์ ‘ชิน’ คือคอยสำหรับให้ครอบครัวไหนเข้ามา อันนี้พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินมากกว่า ตรงนี้ก็ต้องคอยการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็เข้าใจไม่ได้คิดอะไร

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับฉายารัฐบาลแกงส้ม ‘ผลัก’ รวม นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ค่อยเข้าใจคำว่าผลักสักเท่าไหร่ แต่หลักแกงส้มเป็นแกงที่มีรสชาติดี และตนก็รู้ว่าเรารวมกันหลายพรรคอยู่แล้ว และรสชาติแกงส้มก็มีทั้งเปรียว หวาน เค็ม เผ็ด ใช่ไหม ตนคิดว่ารัฐมนตรีทุกคนก็ครบเครื่องพร้อมที่จะทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ตนมองเป็นลักษณะนั้นมากกว่า 

เมื่อถามย้ำว่าคำว่า ‘แกง’ หมายถึงการแกล้ง ที่เป็นการพรรคก้าวไกลในช่วงต้นๆ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่พรรคเพื่อไทยเราก็โหวตให้ในตอนนั้น แต่ไม่สามารถรวบรวมเสียงได้ และเราก็ไม่สามารถคอยได้ 9-10 เดือนตามที่เขาบอก ก็ต้องทำหน้าที่กันไป ประเทศคอยไม่ได้ ไม่ได้แกล้งแน่นอน และยืนยันตามที่ตนพูดมาตลอดตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งก็บอกอยู่แล้วว่าพร้อมสนับสนุนตรงนั้นหากสามารถทำได้ 

เมื่อถามว่า นายกฯ จะรักษาบรรยากาศของพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้อยู่ครบกันไปถึง 4 ปีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อยู่ที่ผลงานของเรามากกว่า และดูที่ความตั้งใจของรัฐมนตรีทุกท่าน ไม่ได้มองแยกว่าเป็นรัฐมนตรีจากพรรคไหนเป็นพรรคไหน เราดูผลงานเป็นหลักของทุกๆ รัฐมนตรี และเอาผลงานเป็นที่ตั้ง เมื่อถามว่า 314 เสียงแปลว่าจะไม่มีการปรับพรรคไหนมาหรือปรับออกใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่วันนี้เรามีความสุขอยู่แล้วตรงนี้ และเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกท่านจากทุกพรรคได้ทำงานอย่างเต็มที่ และตนก็ตระหนักดีพี่น้องสื่อมวลชนได้ให้ข้อคิดตลอดเวลา มีปัญหาตรงไหน ต้องแก้ไขตรงไหน และต้องปรับปรุงอย่างไร ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐมนตรีทุกคนทุกพรรคช่วยกันทำงานอยู่แล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่การจะมีพรรคใหม่เข้ามาเพิ่มร่วมรัฐบาล ก็พร้อมที่จะพิจารณาใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ตอนนี้ไม่ได้คิด ผมเชื่อว่า ณ วันนี้ 314 เสียงเรายังทำงานกันได้ดีอยู่ มีเรื่องหรือมีปัญหาอะไรเราก็คุยกันอย่างตรงไปตรงมาโดยเอาผลงานเป็นที่ตั้ง วันนี้เราโอเคอยู่แล้วตรงนี้”

เมื่อถามย้ำว่าอนาคตถ้าจะมีเสียงเพิ่มก็ไม่ติดใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า วันนี้แฮปปี้อยู่แล้ว มีความสุขอยู่แล้ว 314 เสียงจาก 500 เสียงเพียงพอต่อการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีทำงานอย่างเต็มที่ก็ต้องปรับกันไป แม้ไม่เห็นด้วยกันหมดแต่ก็มีการพูดคุยกันอย่างผู้ใหญ่ เมื่อถามว่า วัด KPI รัฐมนตรีอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า โอ้โห แต่ละกระทรวงมีเรื่องที่ต้องทำต่างกันไปคงพูดลำบาก เราเน้นเรื่องวัดผลงานเอาระยะเวลามาเป็นตัวจับไม่ใช่พูดลอยๆ 

เมื่อถามว่า ถ้าได้มาเพิ่มอีก 25 เสียงจากพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้ดีขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ในแง่ของตัวเลขก็อาจจะดีขึ้น แต่ในแง่ของการที่จะมาเกลี่ยมาแบ่งกระทรวงกันใหม่มันก็ลำบากขึ้น มันไม่มีอะไรดีหมดหรอก ขอให้ยึดคำที่ตนพูดไว้ วันนี้ 314 เสียงพอแล้ว และรัฐมนตรีทุกท่านทำงานกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ผลงานก็เริ่มทยอยออกมาแล้ว 

เมื่อถามว่า ทำไมถึงยังมีกระแสข่าวการปรับครม.ออกมา นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ตนไม่ได้เป็นคนให้ข่าว ตนมีหน้าที่ตอบคำถามอย่างเดียว 

เมื่อถามว่า ในที่ประชุม ครม.มีการกำชับถึงการอภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีการกำชับอะไรเป็นพิเศษ 

'รมว.ปุ้ย' เผย!! โอนเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดคุณภาพดีเข้าบัญชีวันนี้วันแรก  ภายใต้ความร่วมมือ 'ก.คลัง-ก.พาณิชย์-ก.อุตสาหกรรม'

(26 ธ.ค.66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ได้รับเงินสนับสนุน 125,139 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 64.53 ล้านตัน เป็นเงิน 7,743.859 ล้านบาท โดยรัฐบาลเริ่มโอนเงินวันนี้เป็นวันแรก ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 

"ในวันนี้มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงิน 105,411 ราย เป็นเงิน 6,918.02 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84% ของเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน เกษตรกรที่ได้รับเงินสนับสนุนจะสามารถเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี รวมทั้งนำเงินไปปรับปรุงพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการเผาอ้อย ในอนาคตเราจะนำเครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีมาบริหารจัดการในไร่อ้อย ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การเพาะปลูก การบำรุง และการเก็บเกี่ยว เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าว

ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธาน Kick off โครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปีที่ผ่านมา ว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 7,990.60 ล้านบาท ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดูแลและสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยมีความสุขกับของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลได้มอบให้

รถไฟความเร็วสูง ‘จาการ์ตา-บันดุง' กระแสตอบรับดี!! ยอดโดยสารทะลุ 1 ล้านครั้ง หลังเปิดให้บริการตั้งแต่ ต.ค.

(26 ธ.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด เปิดเผยว่าทางรถไฟความเร็วสูงสายจาการ์ตา-บันดุง ซึ่งเป็นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอินโดนีเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับรองการเดินทางของผู้โดยสารมากกว่า 1 ล้านครั้งแล้ว นับตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินงานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 2023

รายงานระบุว่า การเดินทางของผู้โดยสารทางรถไฟความเร็วสูงสายจาการ์ตา-บันดุง ได้สูงแตะหลัก 1 ล้านครั้งเมื่อวันอาทิตย์ (24 ธ.ค.) โดยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้บริษัทพีที เคเรตา เซปาต อินโดนีเซีย-ไชน่า (KCIC) กิจการร่วมค้าระหว่างบริษัทอินโดนีเซียและจีนที่ก่อสร้างและดำเนินงานทางรถไฟสายนี้ เพิ่มการเดินรถจาก 14 เป็น 48 เที่ยวต่อวัน

คณะทำงานจากจีนและอินโดนีเซียได้ร่วมผลักดันการดำเนินงานที่มีคุณภาพสูงของทางรถไฟความเร็วสูงสายนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม โดยมีการส่งเสริมการจำหน่ายบัตรโดยสารทางออนไลน์ การปรับปรุงขึ้น-ลงรถไฟของผู้โดยสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการบูรณาการระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เข้ากับทางรถไฟสายนี้

นอกจากนั้นมีการเปิดให้บริการร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อที่สถานีรถไฟฮาลิม สถานีรถไฟปาดาลารัง และสถานีรถไฟเตกัลลัวร์ รวมถึงมีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มบนขบวนรถไฟด้วย

อนึ่ง ทางรถไฟความเร็วสูงสายจาการ์ตา-บันดุง ระยะทาง 142.3 กิโลเมตร มีความเร็วออกแบบ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย และนครบันดุงในจังหวัดชวาตะวันตก จากกว่า 3 ชั่วโมง เหลือราว 40 นาที

130 ปี รำลึก ‘เหมา เจ๋อตง’ ความเงียบเหงา เพราะ ‘หนุ่ม-สาวจีน’ เหินห่าง ภายใต้ค่านิยม ‘นอนหายใจทิ้ง’ ที่กำลังท้าทายพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

วันที่ 26 ธันวาคม 2566 รัฐบาลปักกิ่งจีนได้เตรียมงานฉลองวันคล้ายวันเกิด ให้กับ 'เหมา เจ๋อตง' อดีตผู้นำ และนักปฏิวัติผู้ก่อตั้ง วางรากฐานระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และได้รับการขนานนามว่า ‘บิดาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน’

เหมา เจ๋อตง เกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2436 หากท่านประธานเหมา มีชีวิตถึงวันนี้ ก็จะมีอายุครบ 130 ปีพอดี  

โดยปกติ รัฐบาลจีนจะจัดงานรำลึก วันคล้ายวันเกิดให้แก่ เหมา เจ๋อตง เป็นประจำทุกปีอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งงานพิธีทางการที่จะจัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง และ ที่บ้านเกิดของเขา ที่เมืองเฉาชาน ในมณฑลหูหนาน 

แต่ทว่าในปีนี้ รัฐบาลจีนตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีให้เรียบง่ายกว่าที่ผ่าน ๆ มา แม้แต่งานรำลึกที่บ้านเกิดของ เหมา เจ๋อตง ก็มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม โดยแหล่งข่าวในจีนเปิดเผยว่า ทางการจีนไม่ต้องการให้งานรำลึกของ เหมา เจ๋อตง โดดเด่นจนเกินไป เพื่อป้องกันการถูกโยงไปเป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มแนวคิดฝ่ายขวา และ ฝ่ายซ้าย ที่โต้แย้งกันถึงปรัชญาแนวทางในระบอบสังคมนิยมของเหมา เจ๋อตง ที่ผ่านมาว่าถูกต้อง เหมาะสมกับจีนหรือไม่

โดยเฉพาะในยุคสมัยใหม่ ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้โครงสร้างทางสังคม และ เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากโลกเมื่อ 50 ปีก่อน ในช่วงที่ เหมา เจ๋อตง เชื่อมั่นว่าสามารถสร้างชาติจีนที่มั่งคั่ง เสมอภาค และ เท่าเทียมได้ด้วยการ ‘ปฏิวัติวัฒนธรรม’ หนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความแตกแยกในสังคมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน 

แต่ทั้งนี้ เหมา เจ๋อตง มักถูกยกให้เป็นดั่งผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้วางรากฐานอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก่อนที่สังคมจีนจะเกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์โดย เติ้ง เสี่ยวผิง ด้วยการเปิดประเทศ และรับเอารูปแบบเศรษฐกิจระบบทุนนิยม มาผสมผสานเป็นระบอบสังคมนิยมใหม่ ที่ส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชนในตลาดเสรีมากขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นจนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลกในปัจจุบัน 

แต่เมื่อมาถึงยุคของผู้นำ สี จิ้นผิง ผู้ที่ประกาศเจตนารมณ์ในการสืบทอดอุดมการณ์ของ เหมา เจ๋อตง และมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลายอย่าง โดยเน้นนโยบายรวมศูนย์มากขึ้น บริหารงานผ่านระบบรัฐวิสาหกิจ มากกว่าภาคเอกชน เพื่อรัฐสามารถควบคุมได้ง่าย 

รวมถึงนโยบายตัดตอนกลุ่มนายทุนใหญ่ในภาคธุรกิจการเงิน เทคโนโลยี อี-คอมเมิร์ซ และการศึกษาที่ผ่านมา ส่งผลต่อกระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจเอกชนขนาดย่อยในประเทศอย่างมาก 

ทับถมด้วยเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากช่วงวิกฤติ Covid-19 และ ปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์จีน ทำให้หนุ่ม-สาวจีนรุ่นใหม่รู้สึกสิ้นหวัง ขาดแรงจูงใจในการต่อสู้เพื่อก่อร่าง สร้างตัว ด้วยความทะเยอทะยาน มุ่งมั่น ซึ่งแตกต่างจากคนจีนรุ่นก่อน ๆ ในยุคสร้างชาติ 

จนเกิดวัฒนธรรมของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เรียกว่า ‘ถั่งผิง’ - นอนหายใจทิ้ง และ ‘ไป่ลั่น’ - ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เพราะคิดว่าการทำงานหนัก เพื่อสร้างฐานะ กลายเป็นเป้าหมายที่เกินเอื้อม

ดังนั้น หนุ่ม-สาว จีนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกเฉยชา และไม่ค่อยอินกับปรัชญาอุดมการณ์ของเหมา เจ๋อตง ส่งผลให้งานรำลึกถึงวันคล้ายวันเกิดอดีตผู้นำที่มักถูกยกย่อง เทิดทูนให้เป็น 'บิดาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน' ก็ได้รับความสนใจน้อยลงเรื่อย ๆ

ประกอบกับภาพลักษณ์ของ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนคนปัจจุบัน ถูกมองว่าซ้อนทับกับอัตลักษณ์ของ เหมา เจ๋อตง ในแง่การกระชับอำนาจทางการเมืองสูงสุดได้อย่างเบ็ดเสร็จ และการแก้รัฐธรรมนูญให้ผู้นำจีนสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่จำกัดสมัย ซึ่งอาจจะไม่ใช่แง่ดีนักในมุมมองของหนุ่ม-สาวจีนยุคใหม่ 

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่รัฐบาลจีน ตัดสินใจลดทอนงานรำลึกถึง เหมา เจ๋อตง ให้เรียบง่ายลง เพื่อหลีกเลี่ยงการจุดประเด็นที่ถกเถียงในสังคม แต่ยังคงไว้ซึ่งพิธีการที่สำคัญ ตามแบบฉบับคุณธรรมของชาวจีน ที่ต้องมีการรำลึกบรรพบุรุษ ที่อุทิศตนทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ ดังเช่น ส่วนหนึ่งในบทความที่ สี จิ้นผิง เคยเขียนไว้ว่า...

"การรำลึกถึงสหาย เหมา เจ๋อตง ที่ดีที่สุดคือ การสืบทอดเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ ที่เขาและเหล่าสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ ได้ทุ่มเท ทำงานอย่างหนักเพื่อบ้านเมือง และเขียนประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ให้ได้” 

ในวันที่อุดมการณ์เหล่านั้น กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พรรคคอมมิวนิสต์จีน จะทำเช่นไรต่อไป คงต้องติดตามดูกัน...


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top