Friday, 17 July 2026
NewsFeed

‘ศศิกานต์-รทสช.’ อึ้ง!! หลังลงพื้นที่ พบกระแสดี แต่แอบห่วง ยังมีคนไม่รู้ ‘ลุงตู่’ อยู่รวมไทยสร้างชาติ

(17 เม.ย.66) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตบางแค ภาษีเจริญ หมายเลข 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พูดถึงการรณรงค์หาเสียงในพื้นที่เขตบางแค ภาษีเจริญ ว่า ตนเองเน้นเรื่องการลงพื้นที พบปะพี่น้องประชาชน พยายามเข้าถึง พูดคุยทุกบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก และพบว่ามีพลังเงียบที่เป็นกองเชียร์ลุงตู่เยอะมาก 

มีหลายคนอาสาเข้ามาช่วยงานโดย ไม่คิดค่าจ้าง เช่น แจกใบปลิวและช่วยติดป้าย รวมถึงช่วยเป็นเพื่อนเดินหาเสียงในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ตลอดจนแจ้งข่าวสารในพื้นที่ เช่น ป้ายบริเวณซอยนั้นไม่มี ป้ายซอยนี้พัง ให้มาซ่อม อย่างนี้เป็นต้น ทำให้ยิ่งเดิน ก็ยิ่งมั่นใจในกระแสพรรคมากยิ่งขึ้น 

‘อนุทิน’ จัดหนัก!! นโยบายสวัสดิการเอาใจ ‘อสม. – อสส.’ เหตุเป็นกลุ่มฟันเฟืองสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเรียบร้อย

‘อนุทิน’ เปิดนโยบายสวัสดิการเอาใจ ‘อสม. – อสส.’ จัดเต็มกองทุนเงินออมให้ยืม 1 แสนบาท ตั้งสถาบันอสม. เหน็บ ไม่ต้องตั้งสกุลเงินใหม่ แต่ใช้เงินหมุนเวียนในระบบอสม. หวัง ได้เสียงสนับสนุนกว่าล้านเสียง กลับเข้าไปสานต่องานกระทรวงสาธารณสุข

(17 เม.ย. 66) ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็นประธานการแถลงนโยบายการพัฒนา และสวัสดิการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (อสส.) พร้อมด้วย น.ส.เรวดี รัศมิทัต และนายจำรัส คำรอด ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร่วมแถลงด้วย โดยมี อสม.และ อสม.เข้าร่วมรับฟัง 

นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สมัยที่ตนเป็นรมช.สาธารณสุข ตนไม่รู้จัก อสม. แต่พอได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกกระทรวง ได้พบเห็นได้รับการซึมซับ อสม.จนเข้าใจว่าคือ ฟันเฟืองสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเรียบร้อย หลังจากนั้นคำว่า ‘อสม.’ ก็อยู่ในความคิดของตนตลอด กระทั่งวันที่ได้กลับมาเป็นรมว.สาธารณสุข ก็ได้ออกปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่างจังหวัดอีกครั้ง ความรู้สึก และบรรยากาศ ทุกอย่างเหมือนเดิม และเมื่อโควิด - 19 เข้ามายิ่งทำให้มีความใกล้ชิดกับ อสม.มากขึ้น ทำให้เรากล้าแสดงให้คนทั้งประเทศได้เห็นความสำคัญของ อสม. ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด และส่วนตัวได้สมัครเป็นอสม.ด้วย ที่ ต.อิสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวที่เป็น อสม. 

ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า อสม.คือบุคคลที่เป็นอาสาสมัคร ถ้าเราอยากหาเสียงแบบไม่ลืมหูลืมตัว เราคงแถมแหลกแจกสะบัด แต่ตนบอกเสมอว่า อสม.คืออาสาสมัครไม่มีใครบังคับให้มา พวกท่านมากันเอง ถ้ามาเรียกร้องค่าตอบแทนความเป็น อสม.จะหมดไปทันที ตนต้องรักษาศักดิ์ศรีของพวกท่านทุกคนที่เป็นอสม.ด้วย จึงต้องทำให้ทุกท่านยืนหยัดได้ด้วยความมีศักดิ์ศรี เราทำงานขนาดนี้ ก็คงต้องกลับไปดูและกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง

‘จุรินทร์’ ลุยฝั่งธนฯ ช่วย ‘แนน ศิริภา’ เบอร์ 11 หาเสียง ลั่น!! ปชป.ไม่เคยทิ้งพื้นที่ เชื่อ อยู่ในสายตา ปชช.มาตลอด

‘จุรินทร์’ ควง ‘วิลาศ เบอร์ 2’ ลุยฝั่งธน หาเสียงช่วย ‘แนน ศิริภา’ เบอร์ 11 พบแฟนคลับ FC แน่น เตรียมเปิดปราศรัยใหญ่เปิดจุดยืน ประชาธิปไตยเต็มใบ ไม่โกง ที่วงเวียนใหญ่ 23 เม.ย.นี้

(17 เม.ย. 66) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม., ดร.รัชดา ธนาดิเรก นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 และนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ ผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่ 32 เขตบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ธนบุรี เบอร์ 2 ได้มาช่วยกันขอเสียงสนับสนุนให้กับ น.ส.ศิริภา อินทรวิเชียร ผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่ 24 เขตธนบุรี คลองสาน ราษฎร์บูรณะ เบอร์ 11 โดยมี น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี หรือ ‘ลูกหมี’ ซุปเปอร์โมเดล, นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล หรือ ‘บ๊วย’ ส.ก.เขตคลองสาน และอดีตผู้สมัคร ส.ก.รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคร่วมกันสักการะอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน เนื่องในการครบรอบวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งตรงกับวันที่ 17 เมษายน ของทุกปี ก่อนเดินทักทายพี่น้องย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งพี่น้องประชาชนชาวฝั่งธนส่วนใหญ่ต่างยืนยันว่า เลือกประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 แน่นอน

นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกลยุทธ์ในการหาเสียงว่า ประชาธิปัตย์เดินหน้าทุกวันด้วย 3 ทัพ ทั้งทัพหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และอดีตหัวหน้าพรรค ทั้งท่านชวน ท่านบัญญัติ ท่านอภิสิทธิ์ ต่างมาช่วยกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์สู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยความตั้งใจจริงและรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

“ผมถือโอกาสขอบคุณอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 ท่าน ท่านชวน ท่านบัญญัติ ท่านอภิสิทธิ์ และสมาชิกพรรคทุกคนที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ อย่างสุดกำลังความสามารถในการรณรงค์หาเสียงให้กับพรรค สิ่งนี้จะเป็นกำลังใจให้กับผู้สมัครของพรรค เป็นกำลังใจให้พวกเราชาวประชาธิปัตย์ เพื่อเร่งเดินหน้าหาเสียง และเป็นการเพิ่มแรงสนับสนุนจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศด้วย สำหรับในกรุงเทพมหานคร ที่แม้การเลือกตั้งคราวที่แล้วประชาธิปัตย์ไม่มีที่นั่ง ส.ส. เลย แต่พวกเราไม่เคยทิ้งพื้นที่ เชื่อว่าพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เห็นประชาธิปัตย์อยู่ในสายตามาตลอดระยะเวลา 4 ปีเต็ม เชื่อว่าในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พี่น้อง กทม.จะให้โอกาสประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 มากขึ้น” นายจุรินทร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงการรับมือกับกระแสทางการเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำพาให้พรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 ด้าน ตนอยากให้ชาว กทม.ได้พิจารณาว่าพรรคการเมืองใด และผู้สมัครของพรรคการเมืองใด มีความจริงใจกับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ซึ่งเรื่องนี้ประชาธิปัตย์ไม่แพ้ใคร พวกเราทำงานอย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปีเต็ม โดยเฉพาะช่วงโควิด ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองหนึ่งในไม่กี่พรรคที่มีศูนย์ ศปฉ.ปชป.เพื่อช่วยจัดหาเตียงได้ถึง 5 - 6 พันเตียง และยังมีข้าวกล่องดีลิเวอรี่ ส่งตรงถึงบ้านยามประเทศล็อคดาวน์ รวมถึงถุงน้ำใจ ปชป.ที่ทำมาต่อเนื่อง

‘ปิยบุตร’ เข้าพบ พนง.สอบสวน หลังถูกหมายเรียก ม.116 แนะ ‘ตร.’ ใช้ดุลยพินิจ ป้องกันการกลั่นแกล้งจากช่องโหว่ กม.

วันที่ 17 เมษายน 2566 ที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน จากกรณีที่ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ตามที่นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องทุกข์กล่าวโทษข้อหายุยงปลุกปั่น และมีการลงนามออกหมายเรียกโดย พ.ต.ท.สำเนียง โสธร รองผู้กำกับการ (สอบสวน)

นายปิยบุตร กล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 ซึ่งผ่านมากว่า 1 ปี จึงได้ทราบว่ามีหมายเรียกเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ภายหลังจากตนไปช่วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หาเสียงที่อีสาน โดยก่อนหน้านี้ ได้ประสานเจ้าพนักงานเพื่อขอเลื่อนการเข้าพบเป็นช่วงหลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม เนื่องจากอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จะไม่มีเวลาว่าง แต่เจ้าพนักงานไม่ยอม ให้เหตุผลว่าพรรคการเมืองขาดผู้ช่วยหาเสียงเพียงหนึ่งคนก็คงไม่เป็นอะไร ให้มารายงานตัวให้มันจบ ๆ ไป แต่นั่นทำให้ผมต้องยกเลิกการหาเสียงที่หนองคายในวันนี้ และทำให้เพื่อนพ้องน้องพี่ผู้สมัคร ส.ส. กทม.พรรคก้าวไกล ต้องเสียเวลามาให้กำลังใจตนแทน

ดังนั้น เมื่อมีการออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สองจึงได้เดินทางมาเข้าพบวันนี้เพื่อมาดูว่าสิ่งที่ นายณฐพร ฟ้องร้องนั้นเข้าข่ายหรือไม่ หรือเป็นการกล่าวหาลอย ๆ เพราะที่ผ่านมา นายณฐพร ก็ถือว่าเป็นนักร้องมืออาชีพ ซึ่งเคยร้องเข้าเป้าตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงขั้นโดนยุบพรรค รวมถึงนิสิต นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ต่างก็โดนฟ้องร้องด้วยเหมือนกัน โดยพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้ตนถูกร้องในครั้งนี้คือ การจัดคลับเฮาส์พูดคุยถึงกรณี ‘แอมมี่’ นายไชยอมร แก้ววิบูลพันธุ์ เผาพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งตนได้บรรยายกรณีศึกษาในต่างประเทศและในไทย ที่เคยตัดสินยกฟ้องมาแล้ว

นายปิยบุตรเห็นว่า กรณีที่ตนถูกร้องนี้เป็นการจินตนาการของผู้กล่าวหาที่เลยเถิดไปมาก ซ้ำยังเป็นการลงทุนต่ำ เพียงแค่ถอดเทปจากรายการ พิมพ์เป็นเอกสาร และเดินทางมาร้อง ทำให้เป็นภาระต่อทั้งผู้ถูกกล่าวหา เจ้าพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานอัยการ และศาล เพราะสุดท้ายเมื่อไม่ถูกต้องตามองค์ประกอบความผิดก็ถูกยกฟ้องอยู่ดี ดังที่ปรากฏว่า ช่วงที่ผ่านมาคดีตามมาตรา 116 ถูกยกฟ้องเป็นประจำ โดยหากพนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจ ก็อาจบรรเทาการร้องเรียนเชิงกลั่นแกล้งเช่นนี้ได้

เมื่อถามว่าจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อตรวจสอบดุลยพินิจของเจ้าพนักงานสอบสวน นายปิยบุตร กล่าวว่า ตอนสมัยเป็นอาจารย์ไม่ได้โดนหมายเรียก แต่เมื่อมาเป็นนักการเมืองกลับถูกหมายเรียกในคดีต่าง ๆ มาเป็นชุด และในช่วงที่ถอยออกจากการเมืองก็เงียบหายไป ล่าสุด ก็โดนคดี ม.112 ที่ สน.ดุสิต วันนี้ ก็คดี ม.116

สำหรับ คดี ม.116 พบว่า หลายคดีอัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือเรื่องไปถึงศาล ก็ยกฟ้อง อยู่จำนวนมาก แต่ยังสงสัยว่าทำไมเจ้าพนักงานถึงทำสำนวนคดีให้ฟ้องอยู่ตลอด ทั้งที่ตนและเจ้าพนักงานสอบสวนก็เรียนหลักการทางนิติศาสตร์มาเหมือนกัน จึงอยากให้ระลึกถึงตอนเป็นนักศึกษาปริญญาตรี หากมีข้อเท็จจริงแบบนี้มาออกเป็นข้อสอบ เชื่อว่าหากพนักงานสอบสวนที่เคยเป็น นศ. ในตอนนั้น ก็คงตอบว่า กรณีไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ตนขอให้พนักงานสอบสวนพิจารณาใช้ดุลพินิจ เพราะเจ้าพนักงานสอบสวนไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่เมื่อใครมาร้องทุกข์กล่าวโทษก็ต้องทำสำนวนคดี เพื่อออกหมายเรียกทุกกรณีไป

‘หนุ่มไทย’ แชร์ประสบการณ์ติดโควิดสายพันธุ์ใหม่ในออสเตรเลีย เผย อาการหนัก ตาอักเสบรุนแรงจนแทบมองไม่เห็น!!

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 66 มีรายงานว่า หนุ่มไทยรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้ออกมาโพสต์ข้อความบอกเล่าอาการของตนเองหลังติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘Arcturus’ โดยมีลักษณะอาการที่หนัก ๆ คือ ตาอักเสบรุนแรง แทบมองไม่เห็น ทั้งนี้ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า…

“บันทึกโควิดสายพันธุ์ใหม่ Arcturus

ไม่ได้มีการตรวจเชื้ออย่างเป็นทางการ (ตรวจเอทีเค) แต่คาดว่าโดนตัวนี้เพราะกำลังระบาดในออสเตรเลีย และสายพันธุ์นี้จะทำลาย soft tissue บริเวณใกล้เคียงที่ติดเชื้อ เช่น ตา และโพรงจมูก

วัคซีนไฟเซอร์ 3 เข็มแทบไม่ช่วยอะไร หรือช่วยไม่ได้เลย อาการหนักเหมือนคนที่ติดแรก ๆ สมัยยังไม่มีวัคซีน

วันแรกรู้สึกแปลก ๆ ในลำคอ แต่ตรวจ ATK ผลยังเป็นลบ

วันที่ 2 รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เลยตรวจอีกที ผลบวกแล้ว เลยรีบกักตัวเองทันที และจากนั้นไข้ขึ้นสูงตลอดระยะเวลา 3 วัน โดยยาพาราฯ สามารถลดไข้ได้เพียงไม่เกิน 2 ชม.ไข้จะกลับมาสูงปรี๊ดใหม่ ต้องนอนทนอยู่แบบนั้น โดยไม่สามารถขยับหรือช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะไม่สามารถให้ใครเข้ามาช่วยเช็ดตัวลดไข้ได้ ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่เหมือนจะขาดใจตายได้ตลอดเวลา

โดยตั้งแต่วันที่ 2 เป็นต้นมาอาการไอแบบมีเสมหะสีเขียวข้น ขากออกมาเป็นก้อน ๆ มีน้ำมูกสีเขียวข้นสั่งออกมาได้จำนวนมากทุกเช้า ถ้าเทียบปริมาณก็เหมือนได้เต็มถ้วยน้ำจิ้มขนาดพอเหมาะหรือประมาณ 1 กอบมือ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นชา ชาแบบรู้สึกว่ามันชา

วันที่ 4 เริ่มมีอาการเคืองตา จากนั้นตาทั้ง 2 ข้างก็อักเสบรุนแรงแทบมองอะไรไม่เห็น เหมือนมองผ่านผ้าม่านบาง ๆ สีขาว

วันที่ 6 เริ่มมีเลือดสดออกมากับน้ำมูกเขียว บางทีไอแรงมีเลือดพุ่งออกมาจากจมูกจำนวนมาก คาดว่าเป็นเลือดกำเดา แต่เข้าใจว่าน่าจะมีอาการไซนัสอักเสบ เพราะเลือดนึกจะไหลออกมาก็ไหลซะงั้น แต่แค่ซึม ๆ ออกมา ไม่น่าใช่เลือดกำเดา

หลังจากผ่านอาทิตย์แรกไป ยังคงมีไข้ต่ำ ๆ เวลากลางคืน เลือดยังออกจากจมูกเป็นบางครั้ง ยังไอมีเสมหะพร้อมน้ำมูกเขียวปนเลือดจำนวนมาก ตายังคงแดงแต่อาการดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะหยอดตาตลอด เริ่มรู้สึกแข็งแรงขึ้นหลังผ่านไป 13 วัน”

‘บัญญัติ-กัลยา-ไชยยศ-จิตภัสร์’ ขนคาราวาน ปชป.สู่อีสาน  ยิงตรงนโยบายตอบโจทย์ชาวบ้าน ประชาธิปไตยท้องอิ่ม 

(17 เม.ย.66) นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นายไชยยศ จิรเมธากร รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคอีสาน, น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรค และนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภาคอีสาน และผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ร่วมเปิดศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง เขต 2 อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ของนายวุฒิพงษ์ นามบุตร ผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี เขต 2 เบอร์ 4 และศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง เขต 3 อำเภอม่วงสามสิบของนายศุภชัย ศรีหล้า ผู้สมัคร ส.ส อุบลฯ เขต 3 เบอร์ 2 โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมงานคับคั่ง

โดย นายบัญญัติ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า จุดแข็งของ ปชป. คือ เราเป็นสถาบันพรรคการเมือง ข้อ 2 คือ มีอุดมการณ์ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความจริงจังต่อการแก้ปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองและประชาชน และจุดแข็งข้อ 3 คือ ผลงานรัฐมนตรีของ ปชป. อาทิ นโยบายประกันรายได้ช่วยประคับประคองเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปากได้ ในช่วงเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำจากวิกฤตโควิด-19 พิสูจน์ได้จากยอดส่งออก ตนจึงมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรค ปชป.จะไม่ผิดหวัง ขอย้ำว่าแม้จะมีคนออกไปจากพรรคไป แต่เราก็ยังมีคนไหลกลับเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก

‘หมอหนุ่ม’ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แจ้งข่าวดีหลังรักษา 6 เดือน เผย อาการดีขึ้นตามลำดับ เชื้อไม่มีการกระจายไปอวัยวะอื่นเพิ่ม

หมอหนุ่มป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แจ้งข่าวดีหลังรักษา 6 เดือน ก้อนในปอดขวายุบลงครึ่งหนึ่ง ก้อนเล็กในปอดซ้ายหายเกือบหมด ไม่มีการกระจายไปที่กระดูก ตับ ไต หรือต่อมน้ำเหลือง ไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหน อย่าหมดหวังกับชีวิตเด็ดขาด

หมอหนุ่มป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย วานนี้ (15 เม.ย.66) นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล อายุ 28 ปี อัปเดตผลการรักษา 6 เดือน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘สู้ดิวะ’ โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ตัวเลข 6 เดือนนี้มีสำคัญมาก มันแปลว่าที่ 6 เดือนหลังจากวินิจฉัยจะมี 50% ของคนที่เป็นโรคมะเร็งปอดชนิดนี้ ที่มีการลุกลามของมะเร็งเพิ่มขึ้น และดื้อต่อการรักษาหลักที่กำลังให้อยู่

เดือน ต.ค.65 หมอกฤตไท ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดที่มีการลุกลามไปสมอง โดยหมอกฤตไทได้รับการผ่าตัด ตรวจร่างกาย รับยาเคมีบำบัด รับการฉายแสง ต่อมาในเดือน พ.ย.65 หมอกฤตไทได้รับผลข้างเคียงทุกอย่าง ขนร่วงหมดตัว

เดือน ธ.ค.65 ติดตามผลการรักษาครั้งแรกที่ 3 เดือน ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บอกว่าก้อนที่ปอด มีขนาดเล็กลง และมะเร็งไม่มีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นเพิ่มเติม ตัวโรคในภาพรวมยังคงสงบ แต่ก้อนในสมอง ไม่ใช่แบบนั้น เนื่องจากยาที่ได้ ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก เชื้อมะเร็งในเนื้อสมองจึงเริงร่า

เดือน ม.ค.66 อาการของหมอกฤตไทย ดีขึ้นมากๆ กลับไปออกกำลังกายได้แทบจะปกติ ได้กลับไปสอนนักศึกษา ได้กลับไปทำงาน เริ่มวางแผนที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป

เดือน ก.พ.66 การติดตามในสมอง 3 เดือนหลังจากฉายแสงครบ ถึงแม้ก้อนที่ฉายแสงไปจะยุบลง แต่มีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นมา 3 ก้อน  ตอนนั้นหมอกฤตไทตัดสินใจที่จะสังเกตอาการไปก่อน หลังจากนั้นกลับมารับการตรวจสมองอีกครั้ง ก้อนที่เจอครั้งก่อน โตขึ้นเป็น 2 เท่า ร่วมกับมีก้อนใหม่เพิ่มขึ้นอีก ตอนนี้ในหัวของหมอมีทั้งหมด 13 ก้อน และมีอาการชักร่วมด้วย จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงทั้งศีรษะ เพื่อกำจัดเชื้อมะเร็งที่น่าจะกระจายไปทั่วสมอง ซึ่งก็แปลว่าเนื้อสมองส่วนปกติของผมก็จะโดนรังสีไปด้วย ส่งผลให้สมองผมเสื่อมแน่นอน แค่มากหรือน้อย เร็วหรือช้าเท่านั้น จะเรียนปริญญาเอกอีกใบก็คงจะเป็นไปได้ยากมาก ๆ ถึงผมจะไม่อยาก แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วจริง ๆ

เดือน มี.ค.66 หมอกฤตไท เริ่มรับการฉายแสงทั่วศีรษะ โชคไม่ดีเท่าไหร่ สมองบวมเยอะ ทำให้มีความดันในกะโหลกเพิ่มขึ้น หมอปวดหัวมากๆ ปวดแบบลูกตาจะกระเด็นออกมา อ้วกพุ่งออกมาทางจมูกด้วยความแรงเดียวกับที่พุ่งออกทางปาก ต้องนอนโรงพยาบาลสังเกตอาการ และรับยาสเตียรอยด์เพื่อกดการอักเสบของสมอง ยาทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกกับผลข้างเคียงของยา

หลังจากนั้น หมอกฤตไทมีอาการปวดหัวรุนแรงอีกครั้ง ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองบอกว่า ก้อนในสมองผมมีเลือดออกและเลือดนั้นทำให้แรงดันในสมองเพิ่มขึ้น อาจต้องรับการผ่าตัดระบายเลือดออก โชคดีที่สุดท้ายปริมาณเลือดนั้นไม่ได้มากพอที่จะต้องผ่าตัดเปิดสมอง อาการปวดหัวน่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการฉายแสงมากกว่า แต่ก็ต้องรอทำเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กินยากดการอักเสบลดสมองบวมต่อไปก่อน ซึ่งพอกินยาตัวนี้ติดต่อกันนานๆ ทำให้ต้องกินยาป้องกันการติดเชื้อราในปอดควบคู่ไปด้วย ค่าผลเลือดต่าง ๆ พังไปหมด ทั้งที่ออกกำลังกายและคุมอาหารอย่างดีกินยาสม่ำเสมอในขนาดสูงสุด แต่ค่าไขมันเลวในเลือดก็สูงกว่าค่าปกติมากๆ นอกจากนี้ยังต้องกินยากันชักและยาชะลออาการสมองเสื่อมทุกวันเช้า-เย็น มีอาการปวดกระดูกซี่โครง ที่ไม่รู้ว่ามะเร็งลุกลามไปกระดูกหรือเปล่า

“ก่อนหน้านี้ผมจองตั๋วไปญี่ปุ่นเอาไว้ แต่จากอาการต่างๆ ทำให้ความหวังที่จะได้ไปเที่ยวดูเป็นเรื่องตลกมาก ๆ 2 วัน ก่อนบินไปญี่ปุ่น ผมยังแอดมิทอยู่ด้วยซ้ำ เหลือเชื่อมาก ๆ ที่ผมได้ไปเดินกับพีมในสวนที่เต็มไปด้วยดอกซากุระ ได้พาพีมไปดูภูเขาไฟฟูจิ ไปสูดอากาศสะอาด ไปกินอาหารอร่อย ได้ไปสวนสนุก ได้ใส่ชุดกิโมโนคู่กัน และผมได้กินเนื้อโกเบ ผมยังคงกินยามหาศาล นอนได้วันละ 2-3 ชั่วโมง ยังคงท้องผูกและต้องคอยสังเกตอาการตัวเองอย่างจริงจังตลอดเวลา แต่ผมก็ยังไปด้วยความหวัง ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เดือน เม.ย.66 ตอนนี้ คือ 6 เดือน หลังจากได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผบเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ทรวงอกและช่องท้อง รวมถึงตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง พบว่า ก้อนที่ปอดขวายุบลงไปครึ่งหนึ่งจากของเดิม ก้อนเล็กๆ ที่ปอดซ้ายหายไปเกือบหมด ก้อนในสมองทุกก้อนยังอยู่ แต่ถือว่าสงบ ไม่มีก้อนขึ้นใหม่ที่อวัยวะอื่น ไม่มีการกระจายไปที่กระดูก ตับ ไต ปอด หรือต่อมน้ำเหลือง มีเพียงก้อนที่เยื่อหุ้มปอดที่โตขึ้นไปกดกระดูกซี่โครงทำให้มีอาการปวด ซึ่งสามารถทำการฉายแสงเฉพาะจุดที่ก้อนได้

‘สามกีบ’ แอบชื่นชม หลัง ‘ชัยวุฒิ’ โชว์ทักษะดีเบตเหนือชั้น แถมชี้ชวนให้กลุ่มอันแฟน ‘ตระหนักถึงรากเหง้า’ ได้อย่างแนบเนียน

จากกรณีเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 66 ที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งใช้เวลา วันหยุดช่วงสงกรานต์ กลับบ้านเกิดหาเสียงที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยในช่วงหนึ่งของการหาเสียงมีข้อความระบุว่า...

"อยากให้ทุกคนคิดถึงรากเหง้าของความเป็นคนไทย บรรพชนที่เสียสละชีวิต เสียสละ เลือดเนื้อเพื่อแผ่นดินไทย ให้มากๆ และไม่อยากให้มีคนมารณรงค์หาเสียงให้เกิดความชังชาติ ลืมรากเหง้าของความเป็นคนไทย รณรงค์ให้คนไม่ไปเกณฑ์ทหาร ไม่รู้จักเสียสละเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ วันนี้จึงต้องมาช่วยกัน ปลูกฝังค่านิยม รักชาติ รักแผ่นดิน ความเสียสละ ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ให้ประเทศไทยมั่นคงเข้มแข็ง และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป ระหว่างนั้นก็มี กลุ่มผู้เเทน บ้านบางระจัน บอกว่าทุกวันนี้ ที่เเต่งชุด วีรบุรุษค่ายบางระจัน ก็เพื่อ อยากให้ คนรุ่นใหม่ รับรู้ถึงความเสียสละ ความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติ ไม่อยากให้คนขัดเเย้งกันมี"

หลังจากนั้น ได้มีการแชร์ในโลกโซเชียลไปมากมาย และปรากฎว่า…

“ต้องยอมรับว่าเค้าดีเบตเก่ง อะไรที่ชัดหรือเขามองว่าเขาจะแก้ไม่ได้ เขาจะพูดแทรก แทรก แทรก แทรก จนเกิดการโต้แย้งและเปลี่ยนประเด็นและยังโยนข้อมูลใส่ร้าย โยนใส่ดื้อ ๆ เพื่อให้ฝั่งที่เชียร์ตัวเองเชียร์เฮ และ พร้อมเชื่อ หรือ คนที่ไม่รู้ข้อมูลอาจเชื่อ”

“ชัยวุฒิฉลาดกว่าในการแถ แบบเนียนๆ”

“ชัยวุฒิ ไพบูลย์ คือมีสกิลนักการเมือง เน้นหาทางวกเข้าเรื่องที่อยากพูด ไม่ได้กะว่าจะต้องตอบคำถามอะไรแบบตรงไปตรงมา คุยกันเรื่องทุนผูกขาด อยู่ดี ๆ พาเข้าทุนไทยซัมมิต ไพบูลย์ก็กฎหมายมันว่ามาอย่างนี้ มันจะไปผิดตรงไหนสุชาตินี้วอแตก ลุกขึ้นยืนเอานิ้วชี้หน้าเลย”

'ศิลัมพา' ถาม 'เศรษฐา' หมดมุกหรือถึงเหยียดลุงตู่เรื่องภาษาอังกฤษ ย้อนเจ็บ ยิ่งลักษณ์ 'แท้งกิ้วทรีไทม์' แบบนี้คือดีใช่ไหม?

(18 เม.ย.66) น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ผู้สมัครส.ส กทม. เขต 24 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวโจมตีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องเกี่ยวกับภาษาอังกฤษว่า ที่ไม่ได้หาตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ ตนเห็นข่าวนี้แล้วก็แทบไม่เชื่อ หูตัวเอง ว่าคนพูดจะเป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย 

เพราะเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่สาระสำคัญของการที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ เพราะนายเศรษฐา ที่เป็นนักธุรกิจบริหารองค์กรใหญ่โต ย่อมจะต้องทราบดีว่า ผู้นำประเทศต่างๆ ที่มีภาษาเป็นของตนเอง เวลาไปเจรจากับประเทศอื่นๆ ก็จะใช้ภาษาของตนเอง ซึ่งแสดงถึงความภูมิใจในเอกลักษณ์ของชนชาติตนเอง โดยจะมีล่ามทำหน้าที่สื่อความหมาย กับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ไม่ได้เป็นปัญหาในการเจรจา การค้าหรือการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นผู้นำจากจีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, รัสเซีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง ผู้นำเขาก็ใช้ภาษาของตนเองทั้งสิ้นเวลาไปเจรจา กับมิตรประเทศต่างๆ

การที่นายเศรษฐาหยิบยกประเด็นเรื่องความสามารถ ในการใช้ภาษาอังกฤษของพลเอกประยุทธ์ มาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถ ไปเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ได้ ซึ่งการเชื่อมโยงเรื่องภาษากับเรื่องการเปิดตลาดการค้า ก็ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแต่อย่างใด เพราะจากความเป็นจริงที่ปรากฏ ก็จะพบว่าในยุคของพลเอกประยุทธ์นั้น เดินทางไปเจริญสัมพันธ์ทำไมตรีและเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ มากมาย

‘ชินวัตร’ ขายที่ดินย่านลาดหญ้า 22 แปลง ให้ ‘เอสซีฯ’ รองรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เพื่อต่อยอดอสังหาฯ

ครอบครัวชินวัตร ขายที่ดินย่านลาดหญ้า 22 แปลง ให้ SC มูลค่า 1,239 ล้าน พัฒนาคอนโด
เมื่อวันที่ (17 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทให้นำวาระบริษัท เอสซี แอสเสท โฟร์ จำกัด (SC FOUR ) เป็นบริษัทย่อยของเอสชีที่มีแผนจะเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 22 แปลง พื้นที่รวม 4 ไร่ 3 งาน 36.3 ตารางวา หรือ 1,936.3 ตารางวา มูลค่ารวม 1,239.23 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนลาดหญ้า จากบริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (RENDE) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวโยงกันกับบริษัท เพื่อนำที่ดินมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ตามแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 พิจารณาอนุมัติในวันที่ 19 เมษายน 2566

อย่างไรก็ตามเนื่องจากบริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (RENDE) ผู้ขายเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวโยงกันกับบริษัท การเข้าทำรายการดังกล่าว จะต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเอสซี ซึ่งต้องได้รับคะแนนเสียงอนุมัติไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยไม่นับส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย และภายหลังได้รับอนุมัติจะเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายในเดือนพฤษภาคมนี้

โดยผู้ซื้อบริษัท เอสซี แอสเสท โฟร์ จำกัด กับผู้ขายบริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีความสัมพันธ์ ดังนี้ 

1. SC FOUR เป็นบริษัทย่อยของบริษัทโดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัทถือหุ้น SC FOUR ในสัดส่วนร้อยละ 99.99 
2. ครอบครัวชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 60.29 ของทุนที่ชำระแล้ว และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ
3. ครอบครัวชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน RENDE ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 100 ของทุนที่ชำระแล้ว 
4. นายณัฐพรศ์ คุณากรวงศ์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการของบริษัทและดำรงตำแหน่งกรรมการของ SC FOUR และเป็นสามีของนางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำนวน 1,176,915,495 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27.80 และถือหุ้นใน RENDE จำนวน 138,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30

การเข้าทำรายการซื้อที่ดินในครั้งนี้ จะทำให้ SC FOUR ได้ที่ดินเปล่าในบริเวณถนนลาดหญ้าขนาดพื้นที่ 4-3-36.3 ไร่ รวมกับที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ SC FOUR ขนาดพื้นที่ 0-3-10.9 ไร่ รวมเป็น 5-247.2 ไร่ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อขายจำนวน 2 อาคาร พื้นที่ขายรวมประมาณ 33, 322 ตารางเมตร โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 เฟส เฟสละ 1 อาคาร โดยทยอยก่อสร้างและเปิดขายที่ละเฟส ซึ่งจะทำให้ SC FOUR สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่อง

โดยทำเลที่ตั้งของที่ดินมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการ ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่บนถนนลาดหญ้า เป็นทำเลที่ดี มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เป็นศูนย์กลางการขยายตัวและเติบโตของเมืองจากฝั่งพระนครมายังอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา มีการคมนาคมที่สะดวก ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีคลองสานเพียง 600 เมตร รวมถึงการเริ่มพัฒนาโครงการสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top