Friday, 17 July 2026
NewsFeed

‘พิธา’ ขอบคุณ ปชช.เทคะแนนโหวต หนุนเป็นนายกฯ คนต่อไป สะท้อนคนไทยเบื่อการเมืองแบบเดิม พร้อมลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 66 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีประชาชนโหวตให้เป็นอันดับ 1 คนที่จะเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง 2566 จากผลโพลของสำนักข่าวมติชนที่ร่วมกับสำนักข่าวเดลินิวส์ ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 84,076 ราย กระจายทุกภูมิภาค ทุกระดับอายุ อาชีพ การศึกษา และรายได้ และเป็นการโหวตแบบไม่ซ้ำไอพีแอดเดรส (IP Address) ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา

นายพิธา กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ คะแนนจากโพลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เราสัมผัสได้ในทุกจังหวัดที่เดินทางไป และสอดคล้องกับตัวเลขในทางออนไลน์ ที่ประชาชนแสดงออกว่าสนับสนุนพรรคก้าวไกลมากขึ้น ยิ่งกว่าสมัยอดีตพรรคอนาคตใหม่ในปี 2562 อย่างเห็นได้ชัด ทั้งอยากเห็นตนเป็นนายกฯ อยากได้ ส.ส.เขตแบบก้าวไกลมาทำงานรับใช้ประชาชน และในภาพใหญ่ คืออยากให้คนบริหารประเทศเป็นคนแบบก้าวไกล

เสียงสนับสนุนที่เราได้รับ สะท้อนให้เห็นว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เราพิสูจน์การทำงานให้ประชาชนเห็นแล้วว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล ทำงานได้โดดเด่นและแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่เคยมีมาอย่างไร จนได้รับคำชมว่า ก้าวไกลทำงานตรงไปตรงมา ทำงานคุ้มค่า และมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอ

“สิ่งที่สำคัญที่สุด เสียงสนับสนุนที่ก้าวไกลได้รับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนว่าคนไทยไม่ต้องการวนเวียนอยู่กับการเมืองแบบเดิม ๆ อีกแล้ว เพราะนักการเมืองแบบเดิม ๆ วิธีคิดและวิธีการทำงานการเมืองแบบเดิม ไม่สามารถตอบโจทย์ของสังคมไทยยุคใหม่ได้ ประชาชนจึงต้องการพรรคก้าวไกลมาทำในสิ่งที่นักการเมืองในอดีตทำไม่ได้” นายพิธา กล่าว

หัวหน้าพรรคก้าวไกลทิ้งท้ายว่า ในช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง พวกเราพรรคก้าวไกลต้องทำงานให้หนักมากขึ้น ทั้งเปิดเวทีปราศรัยทั่วประเทศ ทั้งสื่อสารทางออนไลน์และผ่านสื่อมวลชน ทั้งเดินเคาะประตูบ้าน เพื่อเข้าหาพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชัยชนะของพรรคก้าวไกลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดโฉมหน้าของรัฐบาลชุดต่อไป ว่าจะน่าไว้วางใจแค่ไหน และจะมีพรรคทหารจำแลงร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่

“ชวน”ชื่นชม3อดีต ส.ส.เพชรบุรี มั่นคงอุดมการณ์ไม่ขายตัวไม่ทิ้งพรรค วอนคนเพชรเลือก ”อลงกรณ์-กัมพล-อภิชาติ”เบอร์7ทั้ง3เขตพ่วงกาประชาธิปัตย์เบอร์26

เมื่อวันที่ 15 เม.ย เวลา 18.00 น.อดีตประธานรัฐสภาและอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หาเสียงที่อำเภอบ้านลาดจังหวัดเพชรบุรีขึ้นรถแห่ปราศรัยหาเสียงพร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครเขต1 นายกัมพล สุภาแพ่่ง ผู้สมัคร เขต 2 
นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ผู้สมัครเขต3 พรรคประชาธิปัตย์เบอร์7ทั้ง3เขตจากนั้นจึงเดินทักทายประชาชนในตลาดบ้านลาดมีประชาชนให้การต้อนรับอย่างคึกคัก


     นายชวนปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตนเป็น ส.ส.16สมัยเห็นความจริงทางการเมืองมายาวนาน55ปี การเมืองทุกวันนี้ใช้เงินซื้อนักการเมืองเหมือนประมูลตัวแต่นักการเมือง3คนของจังหวัดเพชรบุรีมีอุดมการณ์มั่นคงไม่ทิ้งพรรคไม่ขายตัว ขอให้คนเมืองเพชรสนับสนุนนักการเมืองที่ดีมีอุดมการณ์ โดยช่วยกันเลือกอดีตส.ส.ทั้ง3คนคือนายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครเขต1 นายกัมพล สุภาแพ่่ง ผู้สมัคร เขต 2  นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ผู้สมัครเขต3 พรรคประชาธิปัตย์เบอร์7ทั้ง3เขตและพรรคประชาธิปัตย์เบอร์26 สถาบันการเมืองของประชาชนเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศอยู่มายาวนานกว่า77ปีเป็นหลักของบ้านเมือง


  นับเป็นการมาช่วยหาเสียงผู้สมัครส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์แบบเซอร์ไพรส์ครั้งที่2ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา.

‘พงษ์ภาณุ’ ชี้!! ปักหลักไทยเกิน 180 วัน อย่านิ่งดูดาย มีรายได้จาก ‘ธุรกิจดิจิทัล-สื่อออนไลน์’ ก็ควรต้องเสีย

(16 เม.ย. 66) นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ฮิโรชิมะ ประเทศญี่ปุ่น และอดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวถึง ประเด็นการกวดขันเก็บภาษีต่อผู้มีรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัล (Digitalization) แม้รายได้นั้น ๆ จะมาจากต่างประเทศ ผ่านรายการ ‘NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า’ ออกอากาศช่วงเช้า เวลา 07.00- 08.00 น. ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 66 ระบุว่า…

ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ยังมีบุคคลหรือบริษัทดิจิทัลและแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ต่าง ๆ จำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ หรือแม้แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหมือนรูปแบบบริการอื่น ๆ แต่มีรายได้สะพัดอยู่ในบัญชีประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่า ด้วยการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น สามารถทำให้ธุรกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ (Digitalization) และมองผิวเผินเหมือนตรวจสอบได้ยาก

“อย่างหลายคนที่เราเห็นเขาขายสินค้าผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ ตัวผู้ขายหลาย ๆ คนเองก็มีทั้งที่อยู่ในไทยและไม่ได้อยู่ในไทย แต่อย่างไรซะ หากมีถิ่นฐานในไทยหรืออยู่ในไทยเกิน 180 วันนั้น ผมคิดว่าสรรพากรควรจะต้องเข้มงวดกับบุคคลหรือบริษัทเหล่านั้นให้มากขึ้น เพราะนี่คือเรื่องผลประโยชน์ของประเทศ ควรที่จะเข้าไปตรวจสอบว่า ใครที่มีรายได้เยอะ ๆ จากขายสินค้าผ่านช่องทางระบบดิจิทัล และมีถิ่นฐานอยู่ในบ้านเราบ้าง จากนั้นก็ต้องมาทำการเสียภาษีจากรายรับที่ได้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สรรพากรสามารถทำได้ เนื่องจากระบบดิจิทัลมีหลักฐานบันทึกไว้อยู่”

เชียงใหม่- ผบช.ภ.5 ออกตรวจเยี่ยม และมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันที่ 15 เมษายน 2566 เวลา 22.30 น. พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม จุดตรวจ ของ สภ.แม่ปิง พบ พ.ต.อ.ญาณพล พัฒนชัย ผกก.สภ.แม่ปิง พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.แม่ปิง พร้อมกันนี้ได้มอบสิ่งของให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และได้มอบนโยบายและข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา ดังนี้ 

1.การให้บริการประชาชนในสถานีให้เน้นการทำ one stop service เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน
2.ให้ ผกก. รอง ผกก. และสารวัตร อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ติดต่อได้ตลอดเวลา คอยติดตามสถานการณ์ , แก้ไขปัญหา และรายงานเหตุกรณีเร่งด่วนให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องทราบ
3.จัดตำรวจออกตรวจรักษาความสงบเรียบร้อยและบริการประชาชนให้ทั่วถึง เน้นตามแหล่งชุมชน สถานที่จัดงานเทศกาลสงกรานต์
4.ประชาสัมพันธ์ และบังคับใช้กฎหมายจราจร 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะข้อหา ขับรถในขณะเมาสุรา เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชน
5.เนื่องด้วยช่วงเทศกาลสงกรานต์มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ขบวนการหรือเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดมักแฝงตัวในช่วงหยุดยาวมาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่เดินทางข้ามจังหวัด  ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด พร้อมกันนี้ให้อำนวยความสะดวกการจราจรและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวไปในคราวเดียวกัน 
6.ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ตามหลักยุทธวิธี ด้วยความรอบคอบ รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต เอื้อเฟื้อต่อประชาชน ดูแลอำนวยความยุติธรรมและให้บริการประชาชนด้วยจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
7.ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ไทย พ.ศ.2566  ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดประทานพรให้ ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง ปลอดภัยและแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ปฏิบัติหน้าที่ ผู้พิทักษ์สันติราฎร์ เพื่อความสงบสุขของประชาชนต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่

ชลบุรี-"บิ๊กปุ้ม" เปิดอนุสาวรีย์ ท่านทรงศักดิ์ ศิวนารถ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระดับชาติ

เมื่อวันที่ 15 เม.ย.66 พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ (บิ๊กปุ้ม) และพลตรีหญิง อรัณยานี วงษ์สุวรรณ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอนุสาวรีย์  ท่านทรงศักดิ์ ศิวนารถ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติ ณ ศิวนารถนคร ตลาด 700 ไร่ สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี


โดยมี นายศราวุธ ศิวนารถ ประธานกรรมการ บริษัท อัมรินทร์นิเวศน์ จำกัด คุณ ปภัคศรา โกสิยกุล รองประธานฯ พร้อมครอบครัวศิวนารถ และแขกผู้มีเกียรติร่วมให้การต้อนรับ โดยนิมนต์พระสงฆ์ 15 รูป นำโดย พระครูปลัดวินัย ธีระปัญโญ (พระอาจารย์ยอด) เลขานุการเจ้าคณะตำบลสัตหีบ/ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเตาถ่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีทางศาสนา นำเจริญพระพุทธมนต์และสวดชัยงคลคาถา


นายศราวุธ ศิวนารถ ได้กล่าวรายงานถึงการจัดสร้างอนุสาวรีย์ ท่านทรงศักดิ์ ศิวนารถ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติซึ่งเป็นบิดา จากนั้นได้เรียนเชิญ พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานในพิธีกดปุ่มเปิดผ้าแพรคลุมอนุสาวรีย์และป้ายอนุสาวรีย์ อย่างเป็นทางการท่ามกลางเครือญาติศิวนารถ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี


สำหรับประวัติความเป็นมาของ ท่านทรงศักดิ์ ศิวนารถ เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2484 ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 รวมสิริอายุได้ 78 ปี เป็นบุตรชายของ เรือตรีประสาน วนาวรรณ กับนางละเมียด วุฒิพงษ์ เกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ และมาเติบโตที่ กรุงเทพมหานคร เป็นนักธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มจากการรับเหมาก่อสร้างกับหน่วยงานราชการต่างๆ และเป็นนักพัฒนาที่ดินสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรในช่วงต้นๆ ของการจัดสรรหมู่บ้านในประเทศไทย ระหว่างปี 2518 - 2560 มีบริษัท ในเครือ 5 บริษัท ประกอบธุรกิจโครงการหมู่บ้านจัดสรร เช่น หมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 6 ,โครงการรับเหมาก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย, ธุรกิจซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

 

จนเมื่อปี 2560 ได้ก่อตั้ง ศิวนารถนคร ตลาด 700 ไร่ สัตหีบเมืองใหม่ และเทวาลัยศิวนารถนคร ตลาด 700 ไร่ เพื่อประกอบธุรกิจตลาดขนาดใหญ่ ร้านค้า ร้านอาหาร และร่วมพัฒนาควบคู่ไปกับ บริษัท ค้าปลีกค้าส่งในพื้นที่

'จตุพร' ถก 'สุริยะใส' ร่วมชี้!! 3 สัญญาณอันตรายเลือกตั้ง วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ยิ่งรุก!! ยิ่งขันเกลียวภาพปี 62 ให้แน่นขึ้น

(16 เม.ย.66) จากรายการ ‘ถลกข่าว ถลกคน’ รายการเกาะติดเจาะลึกการเลือกตั้ง 2566 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับ TV Direct ช่อง 76 (จานดาวเทียม PSI) ใน EP แรก ได้เชิญ 2 นักวิเคราะห์วิจารณ์ ผู้มองสถานการณ์การเมืองไทยแบบเกาะติด มาร่วมฉายฉากทัศน์การเลือกตั้ง 66 ได้อย่างน่าสนใจ 

ท่านแรกเป็นนักต่อสู้นักเคลื่อนไหว เคยเป็น ส.ส 2 สมัย พรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2550 และพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2554 เป็นอดีตประธาน นปช. ทุกวันนี้ยังออกรายการทีวี คือ 'คุณจตุพร พรหมพันธ์' ส่วนอีกท่านหนึ่งเคยเป็นผู้ประสานงานคนดังของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้เข้าสู่โหมดวิชาการอย่างเต็มรูปแบบ เป็นคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 'รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา' ดำเนินรายการโดย นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส

>> 3 สัญญาณอันตรายเลือกตั้ง 66
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจใน 'ถลกข่าว ถลกคน' EP แรกนี้ รศ.ดร.สุริยะใส ได้เปิดประเด็นด้วยการขีดเส้นใต้ให้เห็นถึงความของการเลือกตั้งหนนี้ กับครั้งก่อนหน้า โดย รศ.ดร.สุริยะใส เผยว่า...

"ผมขอขีดเส้นใต้ไปที่สัญญาณอันตราย 3 เรื่อง...
1) ใช้เงินเท่าไร ทุจริตเท่านั้น : การเลือกตั้ง 66 จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และก็จะเป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตมากอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย...เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมเพิ่งจะคุยกับหัวคะแนน...สมัยก่อนเวลาจ่ายเงินซื้อเสียงเนี่ย ล็อกเป้าหวังผล จ่ายแสนต้องได้ 3,000 / 4,000 คะแนน เรียกว่าล็อกเป้าได้ แต่เดี๋ยวนี้จ่าย 500,000 ได้ 2,000 ก็เอาแล้ว  เพราะมันล็อกเป้าไม่ได้!! เพราะทุกพรรคจ่ายกัน แล้วจ่ายเยอะด้วย ฉะนั้นชาวบ้านก็รับทุกทาง ก็เป็นโอกาสของชาวบ้านว่าไป แต่ว่าเรานึกถึงตอนเขาถอนทุนสิ เขาต้องถอนทุนหนักกว่าเดิมแน่

"2) หาเสียงในวังวนเดิม : มีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเดิมพันประเทศไทย แต่ปรากฏว่าวาระของประเทศกลับไม่ถูกพูดถึงหลายเรื่องเลย...เอาง่ายๆ ตอนนี้เราอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ อันนี้พูดแบบวิชาการหน่อย แต่ว่าการเลือกตั้งรอบนี้ยังมาเถียงกันเรื่อง 600 / 400 / 700 / 300 / 3 พัน / 2 พัน เราถึงมักถูกบีบให้เลือกจีนหรือเลือกอเมริกา...คำถามคือ แล้วต่อไปไทยอยู่ตรงไหนของระเบียบโลกใหม่ เรื่องนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนตอบเลย และน่าห่วงมาก คือ พอไปถามพรรคพวกที่อยู่ในแวดวงทุกพรรค ก็บอกว่าเลือกประเด็นแบบนั้นมาเสนอ มันหาเสียงไม่ได้ ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง นี่คือเรื่องที่น่าห่วง 

"3) กลืนกินเงินอนาคต : ประชานิยมรอบนี้น่ากลัวมาก กินไปถึงเงินคงคลัง กินไปถึงเงินทุนสำรอง คำถามคือแล้วความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ซึ่งเข้าไปผูกมัดตัวเองกับเรื่องที่มาของเงินล่ะ จะเอายังไง แน่นอนว่านาทีนี้ใครลงเลือกตั้งก็อยากชนะ แต่มันสมควรหรือไม่? แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งทำอะไรอยู่ ทำไมต้องรอคนไปร้อง มันเรียกแจงได้แต่ละพรรคได้แล้ว"

รศ.ดร.สุริยะใส กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "ถ้าหากพรรคการเมืองทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ เท่ากับว่าเป็นการส่งสัญญาณที่จะกินไปถึงเงินคงคลังที่ว่า 1.โกง 2.วาระของประเทศน้อยไป ไม่ถูกพูดถึง 3.เรื่องประชานิยม"

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ด้านคุณจตุพร ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า "อย่างที่คุณสุริยะใสบอกกล่าว การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินที่มาก เพราะท่ามกลางห้วงเวลาที่ประชาชนมีความยากลำบากเนี่ย เงินก็จะมีผล ไม่ว่าเงินโดยระบบการซื้อเสียง เงินโดยผ่านนโยบาย ซึ่งจะมีการคิดสารพัดพลิกแพลงที่จะแจกกัน ไม่ว่าเงินดิจิทัล 10,000, บัตรคนจน 1,000, บัตรพลังประชารัฐ 700, บำนาญประชาชน 3,000 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นเรื่องการแจกทั้งสิ้น 

"แต่ในมุมผม บางนโยบาย เช่น การนำแนวคิดด้านดิจิทัลมาขายนั้น อาจเป็นการคิดการขายที่เร็วเกินไป ทั้งที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็จริงอย่างที่คุณสุริยะใสบอก ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรที่จะตัดสินว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่ารอการชี้แจงจากผู้ร้อง และก็เป็นการชี้แจงเพียงแค่ว่าจะหาเงินมาจากไหน ขณะเดียวกันวันนี้ทุกคนต่างก็พูดพื้นฐานในเรื่องนโยบายเหมือนๆ กันว่า จะเก็บภาษีเพิ่ม ตัดงบประมาณที่ไม่เป็นจำออกไป แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องวินัยทางการคลังหรือว่ากฎหมาย หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอื่นใดๆ เลย"

>> ฉากทัศน์การเมืองเดิม
เมื่อภาพของการหาเสียงไม่ต่าง การเปลี่ยนแปลงในเชิงฉากทัศน์เพื่อปากท้องไม่เปลี่ยน โอกาสที่ฉากทัศน์ทางการเมืองจะวนเวียนเหมือนเดิม จึงไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งประเด็นนี้คุณจตุพร มองว่า "โอกาสสวิงขั้วอำนาจของ 2 ซีกการเมืองเดิมนั้น คงจะเป็นไปได้น้อยมาก หรือก็คือ ซีกรัฐบาลเดิม ที่ถูกจำกัดความเรียกว่า 'อนุรักษ์นิยม' กับอีกซีกหนึ่งที่เรียกว่าพวก 'เสรีนิยม' นั้น จะปรากฏภาพของคะแนนในแต่ละภาคฝั่งที่มันจะถูกหารกันออกมาคล้ายๆ เดิม โดยในซีกรัฐบาลเดิม ไม่ว่าจะรวมไทยสร้างชาติ, พลังประชารัฐ, ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย ก็คงหมุนวนอยู่ตรงนั้น อีกซีกนึง เพื่อไทย, ก้าวไกล, ไทยสร้างไทย, เสรีรวมไทย, ประชาชาติ ก็จะอยู่ในวนนี้ โอกาสที่จะสวิงข้างยากลำบาก 

"ฉะนั้น เมื่อฉากทัศน์ในแง่ของขั้วการเมืองไม่ต่าง จึงสังเกตได้ว่า ตอนนี้รูปแบบการหาเสียงเลือกตั้งเลยดูจะเน้นไปในทางสร้างความแตกแยกก่อน เพื่อจะแย่งเอาคะแนนไปให้ฝ่ายตนได้มากสุด

"ยกตัวอย่าง พรรคพลังประชารัฐ ลุงป้อม ก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่เดินไปเดินมาชักจะเป็นปัญหา เพราะมีการปรากฏตัวของนายทักษิณ รวมถึงการขับเคลื่อนของพรรคก้าวไกลที่เข้มข้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อทักษิณผลุบ ซีกฝั่งของพลเอกประยุทธ์อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาดื้อๆ เพราะการปรากฏตัวของทักษิณโดยเฉพาะยิ่งพูดถึงเรื่องการกลับบ้านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความแข็งแรงให้พลเอกประยุทธ์มากเท่านั้น 

"หรือแม้แต่วันก่อนกับ พรรคที่ขอก้าวข้ามความขัดแย้ง  รองหัวหน้าพรรคไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาสัมภาษณ์ว่าจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่เคยประกาศว่าจะจับมือกับพรรคก้าวไกล มีเพียงก้าวไกลประกาศจับมือกับพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทยก็ประกาศไม่จับมือกับพรรคก้าวไกล ทั้งหมดเนี่ยก็คือ การละเลงทางการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า คะแนนเดิมมันปริ่มน้ำทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนตอนยุบไทยรักษาชาติแล้วคะแนนมางอกที่อนาคตใหม่ยังไงยังงั้น เพราะฉะนั้นบริบทคะแนนมันไม่ได้ต่างกัน จึงต้องมีการกระทำเพื่อนำไปสู่การเทคะแนนเสียงไปมา

"นี่ไม่นับเรื่องการยุบพรรค ซึ่งดูกำหนดเวลาแล้วเนี่ย น่าจะมีการยุบภายหลังการเลือกตั้งในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล ในกรอบ 180 วัน ก่อนพระราชกฤษฎีกาหลังพระราชกฤษฎีกา"

>> ทักษิณขยับ!! ลุงตู่ผงาด!!
เกี่ยวกับประเด็นนี้ รศ.ดร.สุริยะใส ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยว่า "คงยังไม่มีกรณีซ้ำรอยเช่นพรรคไทยรักษาชาติแบบเมื่อปี 2562 ซึ่งตอนนั้นมีการยุบพรรคก่อน แต่หนนี้อาจจะยุบพรรคทีหลัง ส่วนในเรื่องสูตรของรัฐบาล คงเป็นเรื่องที่ต้องคาดการณ์ล่วงหน้ากันไป แต่มันไม่ใช่ตัวแปรที่จะทำให้การเลือกตั้งสะดุด เพียงแต่ว่าสูตรที่วางกันในขณะนี้มันกลับไปสูตรเดิม นั่นก็คือทันทีที่คุณทักษิณขยับ คะแนนแกจะหยุด แล้วเรตติงบิ๊กตู่ดันขึ้นมา"

"กลายเป็นว่าเป็นคนเดียวที่จะหยุดนายกทักษิณได้ คือ พลเอกประยุทธ์" คุณจตุพรสำทับ 

'ศิลัมพา-รทสช.' โชว์ภาพยูทูปเบอร์ทั่วโลก แห่ทำ Content งานสงกรานต์ สะท้อน!! แรงผลักซอฟเพาเวอร์ของรัฐบาลและคนไทยทุกคน

(16 เม.ย.66) น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตคลองสาน ธนบุรีและแขวงบางปะกอก เบอร์ 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงซอฟต์เพาเวอร์ของรัฐบาล หลังยูทูปเบอร์ทั่วโลก แห่ทำ Content งานสงกรานต์ว่า ตนได้เห็นภาพงานเทศกาลสงกรานต์ ในหลาย ๆ ที่ ทั้งในกรุงเทพ และในส่วนภูมิภาค ล้วนมีแต่ความคึกคักมีชีวิตชีวา 

โดยนอกเหนือจากพวกเราคนไทย ที่ออกมาเล่นสงกรานต์กันอย่างมีความสุขที่สุด นี่เป็นครั้งแรกหลังจากสถานการณ์โควิด ภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นถือปืนฉีดน้ำ ถือขันน้ำสาดกันในสถานที่ต่าง ๆ นี่เป็นภาพที่ยืนยันถึงความสุขของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ดังนั้นใครที่ยังคงสร้างวาทกรรทหลอกชาวบ้านว่า "ประเทศไทยเต็มไปด้วยความทุกข์” นั้นควรเลิกพูดได้แล้ว

ด้านประเด็นยูทูปเบอร์ทั่วโลก แห่ทำ Content งานสงกรานต์ ศิลัมพา กล่าวว่า ถ้าเราเข้าไปดูในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จะเห็นว่า เรื่องราวของเทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทยของเรา กลายเป็นเทศกาลที่ถูกนำเสนอออกไปโดยชาวต่างชาติที่มีโอกาสมาสัมผัสเและเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

โดยเฉพาะในยูทูป เท่าที่ตนติดตามดูพบว่า มีบรรดายูทูปเบอร์ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ทำคอนเทนต์ หรือเรื่องราว ของเทศกาลสงกรานต์ประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 30 ช่อง แต่ละช่องก็มีผู้ชมจำนวนมากทั้งนั้น

ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า งานเทศกาลสงกรานต์ของไทยเรานั้น ได้กลายเป็นงานเทศกาลระดับโลกไปแล้วเป็นที่รู้จัก และเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ครั้งหนึ่งใชีวิตนจะต้องมาร่วมงานให้ได้

‘เลขาฯ ป.ป.ส.’ ชื่นชม ‘เมียนมา’ หลังทลายโรงงานผลิตเฮโรอีน สะท้อนการประชุมแม่น้ำโขงปลอดภัย 6 ประเทศ สัมฤทธิผล

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 66 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า ผลจากการเข้าร่วมประชุมสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และหารือเกี่ยวกับการพิจารณารับร่างแผนแม่น้ำโขงปลอดภัย เพื่อการควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566 - 2570) โดยมีผู้แทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, จีน, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม เข้าร่วมประชุม ในระหว่างวันที่ 5 – 7 เม.ย 2566 ที่ผ่านมานั้น

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. โดยศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย (Safe Mekong Coordination Centre : SMCC)  ได้เสนอแผนความร่วมมือให้ทั้ง 6 ประเทศ ลดปัญหายาเสพติดในภูมิภาคด้วยการผนึกกำลังร่วมกัน โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การลดศักยภาพการผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยมุ่งเน้นมาตรการในการสกัดกั้นปราบปราม
ยาเสพติด การควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด รวมถึงการร่วมกันสืบสวนขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ค้าสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และเครือข่ายการค้ายาเสพติด ไม่ให้กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ โดยประสานข้อมูลการข่าว และปฏิบัติการในประเทศตนเองอย่างเคร่งครัด

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยว่า ผลจากการประชุมได้ทำให้แต่ละประเทศตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการตามแผนปฎิบัติการร่วมกัน โดยเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566 ทางการเมียนมาได้รับรายงานว่ามีโรงงานผลิตยาเสพติดในบริเวณหมู่บ้านห่างจากเมืองน้ำคำ รัฐฉาน ไปทางตะวันตกประมาณ 6.7 กม. เจ้าหน้าที่เมียนมาได้เข้าตรวจสอบพบเพิงพักชั่วคราวที่ประกอบขึ้นเป็นโรงงานจำนวน 4 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเฮโรอีน และสามารถตรวจยึดฝิ่นสกัดจำนวน 60 ลิตร พร้อมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ ได้แก่ เอทิลอีเทอร์ (Ethyl Ether) จำนวน 80 ลิตร เบนซีน (BenZene) จำนวน 60 ลิตร โซเดียมคาร์บอเนต จำนวน 3 กก. โซเดียมไนเตรท จำนวน 4 กก. และ โพรเทสเซียม 15 กก. พร้อมอุปกรณ์การผลิต

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประสานข้อมูลการข่าวกับประเทศรอบข้างรวมทั้งประเทศไทยเพื่อขยายผลต่อไป เนื่องจากเมืองน้ำคำ ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว อยู่ติดชายแดนประเทศจีน และห้ามคนต่างชาติ

ผบ.ตร.ลงพื้นที่โคราช เน้นความปลอดภัยเล่นน้ำสงกรานต์ ลานย่าโม นำโมเดล ถนนข้าวสาร มาปรับใช้ ชื่นชมตำรวจ ภ.3 ป้องกันลดอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่งประเทศ เร่งอำนวยความสะดวกการจราจรประชาชนเดินทางกลับ กทม.คาดหนาแน่นสุด 16-17 เม.ย.นี้...

วันนี้ (15 เม.ย.) ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือลานย่าโม จ.นครราชสีมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี รอง ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.อิทธิพล นาคคำ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เดินทางมาตรวจเยี่ยมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับร่วมประชุมติดตามสถานการณ์การดูแลความปลอดภัยการจัดงานสงกรานต์ การอำนวยความสะดวกการจราจร และการป้องกันลดอุบัติเหตุในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ภาพรวมของการจัดงานสงกรานต์บริเวณลานย่าโม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามแผน แนวทางที่ ตร.สั่งการเป็นอย่างดี ทั้งจุดคัดกรอง แผนเผชิญเหตุต่างๆ โดย ผบ.ตร.ได้กำชับเพิ่มเติม การจัดระเบียบการละเล่นกรณีคนหนาแน่น รวมทั้งคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ การทะเลาะวิวาทต่างๆ โดยนำโมเดลถนนข้าวสารมาปรับใช้ พร้อมมอบสิ่งของเป็นขวัญกำลังใจ เพื่อขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข็มแขงเสียสละ และขอให้นำอุดมคติตำรวจมาเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ตร.พร้อมจะดูแลสวัสดิการ ขวัญกำลังใจหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

หลังจากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.ท.ธนา ได้เดินทางไปร่วมประชุมร่วมกับข้าราชการตำรวจ เพื่อรับทราบปัญหาการดูแลความปลอดภัย การจัดการจราจร และการป้องกันลดอุบัติเหตุในพื้นที่ ภ.3 ณ ห้องประชุม ภ.จว.นครราชสีมา โดยมี ผบช.ภ.3 ตำรวจภูธรในจังหวัด ภ.3 และ ตำรวจทางหลวงเข้าร่วมผ่านการประชุมทางไกล โดยที่ประชุมได้รายงานสภาพการจราจรมีประชาชนเริ่มเดินทางกลับเข้า กทม. โดยการจราจรจะเริ่มหนาแน่นในเส้นทางถนนมิตรภาพตั้งแต่รอยต่อ จ.ขอนแก่น เชื่อมต่อนครราชสีมา ต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางดง ออกสู่ จ.สระบุรี ส่วน ทล.24 จะเริ่มหนาแน่นตามแยกสัญญาณไฟจราจร และ ทล.348 ช่องตะโก

ผบ.ตร.สั่งการเน้นย้ำให้ ตำรวจทางหลวง ตำรวจท้องที่ ส่วนเกี่ยวข้อง เปิดช่องทางพิเศษระบายการจราจร และเข้าควบคุมสัญญาณจราจรตามแยกที่จราจรหนาแน่น ส่วนมอเตอร์ M6 ปากช่อง-ขามทะเลสอ เปิดให้บริการขากลับเข้า กทม.แล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ทำให้ช่วยการจราจรถนนมิตรภาพให้คล่องตัวขึ้น 

สำหรับอุบัติเหตุ ภ.3 มีการกวดขันวินัยจราจร บังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องปรามเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุ จนมีผลดำเนินการด้านการลดอุบัติเหตุดีที่สุดเป็นดับหนึ่งของประเทศ  แต่อย่างไรก็ตามปีนี้มีการละเล่นสงกรานต์หลายพื้นที่ ทำให้สถิติอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากเมาแล้วขับ จยย.ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่งท้ายกระบะ  จึงสั่งปรับแผนให้เน้นตรวจเพิ่มตามชุมชน พื้นที่รอบการจัดงาน โดยแสวงหาความร่วมมือ บูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกัน ซึ่งพื้นที่ ภ.3 ทำได้ดีในทุกมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า “ ขอบคุณและชมเชยตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัด นครราชสีมาที่ใช้มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุ ซึ่งสถิติสี่วันที่ผ่านมาตำรวจภูธรภาค 3 ถือว่าเป็นมีผลดำเนินการด้านการลดอุบัติเหตุดีที่สุดเป็นดับหนึ่งของประเทศ  อีก 3 วันที่เหลือ ได้สั่งการให้ดำเนินการตามมาตรการเพื่อคงสถิติที่ดีอย่างนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของการจัดงานสงกรานต์ จ.นครราชสีมา บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือลานย่าโม ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้กำชับการเพิ่มแผนปฏิบัติเช่นเดียวกับถนนข้าวสาร กรณีที่มีคนหนาแน่น เช่น การกำหนดทางเข้าออก การกำหนดเวลาละเล่นสงกรานต์ เส้นทางฉุกเฉิน การทะเลาะวิวาท และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ 

'สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา' ยุทธศาสตร์เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ สร้างมูลค่าการค้ามหาศาลต่อไทย ใต้รัฐบาลที่ถูกตราหน้าว่า 'เผด็จการ'

ไม่รู้ว่าคนไทยจะทราบกันหรือไม่ว่า 'สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา' แห่งที่ 2 ถือเป็นโครงการที่สร้างมูลค่าการระหว่างประเทศระหว่างไทยกับเมียนมา ผ่านด่านชายแดนถาวรแม่สอดให้กับประเทศไทยในปีที่ผ่านมาสูงถึง 105,426 ล้านบาทนั้น ซึ่งถูกผลักดันมาจากรัฐบาลที่ตอนนั้นใครๆ เรียกว่า 'เผด็จการ' 

เอย่าจำได้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลเผด็จการมีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกลถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ โดยหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมทั้งทางบก, น้ำ และอากาศ ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียในอนาคต ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้มีการเชื่อมโยงด้านระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบเป็นแบบ 'ไร้รอยต่อ' หรือที่เรียกว่า Seamless Connectivity

แต่ก่อนอื่น เอย่าขอเล่าถึงปฐมบทของเรื่องราวนี้ก่อน โดยขอย้อนกลับไปในสมัยยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลานั้น 'นายอลงกรณ์ พลบุตร' ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ และมีการลงพื้นที่สำรวจและประชุมร่วมกันกับ หอการค้าจังหวัดตาก และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา แห่งที่ 2 อยู่หลายรอบ เพื่อการริเริ่มโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นผลสำเร็จ อันเนื่องมาจากมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา ณ ชายแดนแม่สอด -เมียวดี เจริญเติบโตขึ้นทุกๆ ปี อาจส่งผลทำให้เกิดความหนาแน่นจากรถบรรทุกที่ข้ามสะพานแห่งที่ 1 ได้ จนทำให้การจอดรอของรถบรรทุกต่างๆเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรในตัวเมืองแม่สอด ที่ทำให้เกิดปัญหาการจราจรในตัวเมืองแม่สอด

อย่างไรก็ตาม โครงการการก่อสร้างสะพานฯ และ ถนนเลี่ยงเมือง ก็ได้หยุดชะงักลง พร้อมกับการยุบสภาของ 'นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ในตอนนั้น กลับกันตลอด 3 ปีที่ได้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจมาเป็น 'พรรคเพื่อไทย' ก็ไม่ได้มีการพัฒนาโครงการนี้ต่อ ด้วยสาเหตุทางการเมือง เพราะพื้นที่จังหวัดตากไม่ใช่พื้นที่คะแนนเสียงหรือฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งมาถึงวันเกิดรัฐประหารขึ้น โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ทว่า หลังจาก 2 เดือนของการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ในขณะนั้น ได้มีการส่งทีมเศรษฐกิจของ คสช. เข้ามาลงพื้นที่สำรวจและพูดคุย จึงได้เริ่มมีการปัดฝุ่นโครงการสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้จากการร่วมผลักดันของหอการค้าจังหวัดตากและจังหวัดตาก รวมถึงการใช้ ม.44 ในเวลานั้น ทำให้รัฐบาล คสช. ได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อเริ่มโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 นี้ขึ้นมาใหมา โดยได้เริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 และแล้วเสร็จเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top