Wednesday, 15 July 2026
NewsFeed

‘ทอ.’ ส่งอัลฟาเจ็ต ยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ สลาย ‘พายุลูกเห็บ’ เป็นฝน หลังถล่มลง ‘เชียงใหม่’

กองทัพอากาศเผยปฏิบัติการบิน ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในพื้นที่เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน ส่งเครื่องบินแบบอัลฟาเจ็ตเข้าสลายหยดน้ำที่กำลังจับตัวเป็นลูกเห็บ ให้ตกลงมาเป็นฝนแทน

(19 มี.ค.66) จากกรณีที่เกิดพายุลูกเห็บพัดถล่มในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (18 มี.ค.) ส่งผลทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบใน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง อำเภอแม่ริม อำเภอสันทราย และอำเภอสันกำแพง รวมทั้งสิ้น 17 ตำบล โดยอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ในเขตตำบลฟ้าฮ่าม เกิดเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่หักโค่นทับรถยนต์ของประชาชนบนถนนสายเชียงใหม่-พร้าว ได้รับความเสียหายหลายคัน รวมทั้งหักโค่นทับบ้านเรือนประชาชน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ได้รับความเสียหายประมาณ 500 หลัง 

นอกจากนี้ ในพื้นที่ตำบลสุเทพ พบความเสียหายหนักเกิดขึ้นใน 3 หมู่บ้านบนดอยสุเทพ คือ บ้านดอยสุเทพ บ้านดอยปุยและบ้านภูพิงค์ เนื่องจากมีลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงมาเป็นจำนวนมาก ทำให้หลังคาบ้านเรือนประชาชนเสียหายรวมกันเกือบ 600 หลังคาเรือนและมีพืชผลทางการเกษตรเสียหายอีกจำนวนหนึ่ง

รายงานข่าวจากกองทัพอากาศ แจ้งว่า กองทัพอากาศร่วมปฏิบัติการบินยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือตอนบน โดยได้ส่งอากาศยานแบบอัลฟาเจ็ต (Alpha Jet) จากฝูงบิน 231 กองบิน 23 วางกำลัง ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ และได้ขึ้นบินเพื่อยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บอย่างต่อเนื่อง 3 วันที่ผ่านมา

เปิด 10 รายชื่อในดวงใจ ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้ง 2566

19 มี.ค. 2566 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ศึกเลือกตั้ง 2566 ครั้งที่ 1” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-8 มีนาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับศึกเลือกตั้ง 2566 ครั้งที่ 1 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 38.20 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 ร้อยละ 15.75 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 4 ร้อยละ 9.45 ระบุว่า ยังหาคนที่ เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 5.10 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 4.45 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.35 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 8
ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 10 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคชาติพัฒนากล้า) อันดับ 11 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 3.35 

ระบุอื่น ๆ ได้แก่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายเศรษฐา ทวีสิน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคไทยศรีวิไลย์) ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนากล้า) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) 

‘ส.ว.ประพันธ์’ สอน ‘ก้าวไกล’ ทบทวนตัวเองใหม่ มุ่งสู่พรรคที่เน้นโยบายก้าวหน้า เชื่อ!! เทียบ 'เพื่อไทย' ได้

‘ส.ว.ประพันธ์’ แนะพรรคก้าวไกล ทบทวนบทบาทตัวเอง หลังเดินทางผิดมานาน เชื่อหากปรับท่าที จะผงาดขึ้นมาแทนเพื่อไทย

19 มี.ค.2566-นายประพันธ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) อดีตนักเคลื่อนไหวการเมืองนอกรัฐสภาชื่อดังตั้งแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516 -6 ตุลาคม 2519 -เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 -กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ความเห็นทางการเมืองถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของพรรคก้าวไกล(ก.ก.)ว่า  จริงๆแล้วพรรคก้าวไกล ก็เป็นพรรคการเมืองที่ดีพรรคการเมืองหนึ่ง มีความตั้งใจที่จะสร้างพรรคขึ้นมาทำงานในเชิงมีหลักการและอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ว่ามันเหมือนสมัยพวกเราเป็นนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีความตื่นตัว และมีความเร่าร้อนเกินความจำเป็น มักจะมีอาการออกไปทางสุ่มเสี่ยงเอียงซ้าย ตามภาษานักทฤษฎีการเมืองและมักจะมองคนอื่นเป็นพวกปฏิกิริยาล้าหลัง

แนวความคิดแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากพวกเรดการ์ดในจีนสมัยหนึ่ง พรรคก้าวไกลต้องปรับตัวเองและสลัดคราบความคิดที่จะไปถึงขนาดจะไปเปลี่ยนแปลงระบอบโครงสร้างการปกครองประเทศ เปลี่ยนแปลงระบอบสถาบันฯ ยกเลิกกฎหมายอะไรต่าง ๆ ที่มันยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องของประชาชน ในฐานะพรรคการเมืองที่เข้ามาตามระบอบของรัฐสภาและการเลือกตั้ง ที่มันไม่ได้มวลชน ไม่ได้แนวร่วม ไม่ได้ผู้สนับสนุนทำให้ตัวเองโดดเดี่ยว เรียกว่า เดินกลยุทธ์การเมืองผิด โดยหากพรรคก้าวไกลปรับตัวเอง และทำงานเหมือนกับที่ทำงานอยู่ในสภาฯในช่วงที่ผ่านมา ไปเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน จะดีกว่าที่จะไปเล่นเกมบนท้องถนน หรือไปท้าทายอำนาจศาล ไปอะไรกับสถาบันฯ ที่ไม่ใช่แนวทางที่ถูกของพรรคการเมือง

“ผมเชื่อว่าหากพรรคก้าวไกลปรับตัวเองและมีท่วงทำนองที่มีความสุภาพ แล้วก็สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ของมหาชน ก็ทำให้ก้าวไกลมีโอกาสจะขึ้นไปแทนพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยมีแต่จะถอยลงมา เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นพรรคของทักษิณ คนในพรรคเพื่อไทยที่มันไม่กล้าพูดเพราะมันโกหกตัวเองทั้งนั้น แม้แต่คนเสื้อแดง ก็ยังแตกหนีออกไป ซึ่งถ้าก้าวไกลปรับตัวเอง ปรับกลยุทธ์ ปรับนโยบาย ก้าวไกลก็มีโอกาสเติบโตได้ เพราะหากดูจากหน้าเสื่อการเมืองตอนนี้ ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุดตอนนี้ ก็คือพรรคก้าวไกล ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน ก้าวไกลก็เหมือนกับประชาธิปัตย์ สมัยเป็นฝ่ายค้าน แต่ว่าก้าวไกลเล่นประเด็นสะเปะสะปะกับประเด็นที่ไม่ควรไปเล่น เลยไม่ได้คนทุกชนชั้นมาเป็นแนวร่วม เป็นมิตรกันทางการเมือง”

นายประพันธ์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาเป็นนายกฯรอบสองหลังเลือกตั้งปี 2562(ม็อบสามนิ้ว)  ไม่สามารถเรียกมวลชนให้มาร่วมเคลื่อนไหวด้วยได้มาก เหมือนตอนพันธมิตรฯ หรือ กปปส.เคลื่อนไหว ทำให้เมื่อไม่มีมวลชนเข้าร่วมด้วย พลังเคลื่อนไหวก็ไปไม่ได้ ทำให้มาถึงตอนนี้ พลังในส่วนของกลุ่มที่เคลื่อนไหวดังกล่าว ก็อ่อนแรงและถดถอยไปเยอะ ไม่มีศักยภาพพอที่จะไปปลุกเร้าประชาชนให้มาเข้าร่วม อีกทั้งแกนนำหลายคนก็ถอดใจไปเยอะเพราะถูกดำเนินคดีหลายสิบคดี เสียอนาคตตัวเองไปเยอะ ผมจึงมองว่าพลังที่จะมาเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ยกเลิกมาตรา 112 มันไม่น่าจะเกิดขึ้น

‘ณัฐวุฒิ’ ต่อสายตรง ‘อุ๊งอิ๊ง’ โฟนอินปราศรัยระยอง อ้อนปชช. เลือกทั้งคนทั้งพรรค ให้เกิดแลนด์สไลด์

เพื่อไทยบุกระยอง ‘เต้น’ ต่อสายตรง ‘อิ๊งค์’ โฟนอินถึงเวทีปราศรัยใหญ่ระยอง บอกคุณหมอขอร้องไม่ให้เดินทางไกล  ด้าน ‘เสี่ยนิด – ชลน่าน’ ประสานเสียงลั่น ตัดญาติขาดมิตรทุกพรรค ขอเทคะแนนให้เพื่อไทยพรรคเดียว

(19 มี.ค.2566) ที่ จ.ระยอง เมื่อเวลา 15.00 น. พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระยอง พรรค ได้พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการนักธุรกิจ ที่ร้านอาหารแหลมเจริญ อ.เมือง จ.ระยอง 

จากนั้นเวลา 17.30 น. พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัย ที่ลานหมู่บ้านเพลินใจ 5 (ข้างขนส่งใหม่) อ.เมือง จ.ระยอง นำโดย นพ.ชลน่าน, นายเศรษฐา ,นพ.พรหมินทร์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัครส.ส.ระยอง 5 เขต ประกอบด้วย นายพเนตร วงษ์ไพศาล ,นายภีมเดช อมรสุคนธ์ ,นายชัยณรงค์ สันทัสนะโชค, นายวิเชียร สุขเกิด และนายวิชัย ล้ำสุทธิ โดยมีประชาชนเดินทางมารับฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ 

โดยนพ.ชลน่าน ปราศรัยว่า ตนเองตื้นตันใจที่พี่น้องชาวระยองมากันอย่างเนืองแน่น ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ฯ ระบุว่าพี่น้องชาวระยองมีรายได้ต่อหัว 1.1 ล้านบาทต่อปี ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่เมื่อไปคุยกับชาวบ้านบางส่วน บอกว่าเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น ดังนั้นขอให้พี่น้องที่มีรายได้ไม่ถึง 2 หมื่นบาท ตกลงปลงใจมาจับมือกับพรรคพท. เราจะสร้างรายได้ให้พี่น้องเกิน 2 หมื่นบาท วันนี้เราขออาสาพาพี่น้องออกจากไอซียู คือคุณหมออิ๊งค์ แพทองธาร และคุณหมอเศรษฐา วันนี้คนไทยที่เปรียบเหมือนคนไข้ หัวใจกำลังหยุดเต้น ดังนั้นคุณหมอของเราจะเอาเครื่องมือทางเศรษฐกิจมากระตุกหัวใจ

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า พี่น้องให้กระเป๋าตุงด้วยดิจิทัล วอลเล็ต เราต้องรวมใจ เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนให้พี่น้องชาวระยองมาเลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรคให้ยกจังหวัด มาร่วมเปลี่ยนประเทศไปด้วยกัน เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ชนะทั้ง 5 เขตในระยอง และเราไม่ชนะทั้งประเทศอย่างถล่มทลายแบบแลนด์สไลด์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลังเลือกตั้งเราจะตั้งรัฐบาลไม่ได้

“ตอนนี้ 250 เสียงไม่ห่วง เรามั่นใจว่าได้ ส.ส.250 เสียงขึ้นไป แต่ยังชนะไม่เด็ดขาด ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพรรคพวกจะแย่งตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เอา พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกฯ พี่น้องจะเอาหรือ ดังนั้น 310 เสียงคือเป้าหมาย เขาจะไม่แย่งเราตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคอื่น ๆ จะมาร่วมเลือกนายกฯ ในสภาฯ กับเรา มั่นใจว่าเลือกตั้ง 14 พ.ค. โอกาสเป็นของเราแล้ว นอกจากเอาประยุทธ์ออกไป ปิดสวิตช์ ส.ว.แล้ว ยังได้นโยบายที่กินได้และประชาธิปไตยที่จับต้องได้ เราไม่มีพรรคพี่พรรคน้อง พรรคญาติหรือพรรคลุง ขอให้เลือก พท.เพียงพรรคเดียว” นพ.ชลน่าน กล่าว 

นายเศรษฐา กล่าวว่า นโยบายพรรคพท.โดนใจประชาชนมาตลอด มีสองนโยบายที่อยากกล่าวซึ่งโดนใจแน่นอน หากพรรคพท.เป็นรัฐบาล เราจะใช้บล็อกเชน ทำดิจิทัล วอลเล็ตใส่เงินให้คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป นอกจากนี้เราจะสำรวจอย่างรวดเร็ว ครอบครัวไหนมีรายได้ไม่ถึง 2 หมื่นบาท เราจะเติมเงินให้ทันที ถือเป็นโยบายที่โดนใจ แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนประเทศโดยเริ่มจากระยอง รอบนี้เรามีผู้สมัครที่มีคุณภาพ เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เราไม่มีพรรคพี่ พรรคน้อง พรรคสาขา อย่าให้ใครเอาเรื่องนี้มาพูด เรามีนโยบายเด็ดๆ ขอให้พี่น้องเลือกผู้สมัครระยองทั้ง 5 เขตของพรรคพท.หากเลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ 310 เสียง เราทำนโยบายได้อย่างแน่นอน

'ชัยวุฒิ' ทวนความจำ '30 บาท' ยุค พปชร. ตอบโจทย์ อุดรอยรั่ว '30 บาท' ยุครบ.เสียอำนาจ ที่เอาแต่เคลม

'ชัยวุฒิ' ซัด บางพรรคย้อนอดีต เกลียดปฏิวัติ เหน็บ เพราะเสียอำนาจ เย้ย '30 บาท ตายทุกโรค' ทำวุ่น เคลม รัฐบาลปัจจุบัน ปลดล็อกได้

(19 มี.ค.66) ที่สนามกีฬาสมโภชน์ 700 ปี จ.เชียงใหม่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวปราศรัยตอนหนึ่ง ว่า บางพรรคพูดถึงผลงานตัวเองเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พูดแต่เรื่องเก่า เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค สมัยก่อนมีปัญหามากแถวบ้านตนเรียก 30 บาท ตายทุกโรค เพราะโรงพยาบาลและรัฐบาลเจ๊ง เงินไม่พอ กว่าจะแก้ปัญหามาได้เหนื่อยมาก แต่รัฐบาลนี้ทำมาแล้ว ไม่ต้องไปดูป้ายหาเสียงพรรคไหน เพราะ พรรคพปชร.ทำมาแล้ว 

‘สาวใหญ่’ หลงคารมหนุ่มสายบุญ ให้ยืมเงิน-ซื้อรถป้ายแดง สุดท้ายโดนชิ่ง เจอหมายศาลยึดทรัพย์ ส่งถึงหน้าบ้าน

กำลังถูกยึดทรัพย์ หลงคารมหนุ่มสายบุญ เจอหมายศาลถึงบ้าน โทรไปถามแถไม่หยุด

(19 มี.ค.66) นางเอ (นามสมมติ) อายุ 57 ปี พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ ได้นำเอกสารหลักฐาน และหมายศาลที่ถูกฟ้องยึดทรัพย์ มาร้องขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าว หลังถูก นายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 42 ปี พ่อค้าขายเครื่องราง หลอกยืมเงิน 2 แสนบาท และยังหลอกให้เช่าซื้อรถป้ายแดงให้ สุดท้ายกำลังจะถูกยึดทรัพย์

นางเอ เล่าว่า ตนรู้จักกับ นายเอ็ม เพราะชอบเข้าวัดทำบุญเหมือนกัน ก่อนนับถือเป็นพี่น้อง จากนั้นเมื่อปี 64 นายเอ็ม มาขอยืมเงินตน 200,000 บาท และต้นปี 2565 ก็หลอกให้ใช้ชื่อเช่าซื้อรถยนต์ป้ายแดงให้ โดยอ้างว่าชื่อตัวเองติดแบล็กลิส เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพิษโควิดทำให้ขายของไม่ได้ จนถูกยึดรถยนต์ที่มีอยู่ ทั้งประสบปัญหาขาดทุนขายของไม่ได้ครอบครัวเดือดร้อนไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกน้อยกิน

ด้วยความสงสารจึงยอมให้ยืมเงินและใช้ชื่อเช่าซื้อรถให้ ทั้งเห็นว่าเป็นคนชอบทำบุญจึงเชื่อใจ ประกอบกับ นายเอ็ม รับปากว่าจะรีบหาเงินมาคืนและผ่อนจ่ายค่างวดโดยไม่ให้มีปัญหาแน่นอน แต่เมื่อเดือน พ.ย.65 ก็ได้รับหมายศาลจังหวัดนางรอง เนื่องจากถูกธนาคาร และบริษัทที่ตนใช้ชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ยื่นฟ้องเรียกรถยนต์คืน หากไม่มีรถคืนก็ให้จ่ายเป็นเงินแทน เนื่องจาก นายเอ็ม ที่หลอกให้ตนใช้ชื่อเช่าซื้อรถยนต์ราคาเกือบล้านบาท ไม่ยอมชำระค่างวด หากตนไม่มีรถไปคืนบริษัทหรือหาเงินไปชำระตามหมายศาล ก็จะถูกยึดทรัพย์

‘กานต์ ชนนิกานต์’ สาวงามเชียงใหม่ คว้ามงกุฎ ‘นางสาวไทย ประจำปี 2566’

(20 มี.ค. 66) เวทีประกวดนางสาวไทย 2566 จัดการประกวดรอบตัดสิน (Final Competition) ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ

ผลปรากฎว่า MT 09 ชนนิกานต์ สุพิทยาพร หรือ กานต์ จาก จ.เชียงใหม่ นางงามจากจังหวัดเชียงใหม่ คว้าตำแหน่ง 'นางสาวไทย คนที่ 54' ประจำปี 2566 สวยสง่า ทรงพลัง และเฉลียวฉลาด (Sweet Strong Smart) ตรงคอนเซปต์ 'The Ultimate Precious' หรือ 'ที่สุดแห่งความล้ำค่า' พร้อมกันนี้ ยังคว้ารางวัลรางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน ไปครองด้วย

ทั้งนี้ นางสาวชนนิกานต์ กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บรรยากาศการประกวดรอบไฟนอลเป็นไปอย่างคึกคัก ด้วยเสียงเชียร์จากเหล่าแฟนคลับนางงามที่มาร่วมลุ้นและให้กำลังใจตลอดการประกวด

โดยการประกวดฯ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเหล่าสาวงามทั้ง 46 คนเปิดตัวด้วยการแสดงชุด 'โนรา สืบสานงามศิลป์ มรดกแผ่นดิน จากท้องถิ่นสู่สากล' จากจังหวัดพัทลุง

ก่อนที่เวทีจะเพิ่มองศาความลุ้นด้วยการประกาศผลผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และเพิ่มความแซ่บใน 'รอบชุดว่ายน้ำ' โดยในรอบนี้ คณะกรรมการได้ประกาศผลผู้ผ่านเข้าสู่รอบ TOP 10 โดยพิธีกรประกาศ ผู้ชนะรางวัล 'Vincent Clinic Fast Track' ซึ่งเป็นรวบรวมมาจากผลคะแนนโหวตของแฟนนางงามทั่วประเทศ และ ผู้ชนะรางวัล ได้แก่ MT 04 กำแพงเพชร

สาวงาม 10 คนสุดท้าย ได้เผยโฉมในรอบชุดราตรีที่สวยสง่าสะกดทุกสายตา ก่อนประกาศ Top 5 โดยทั้ง 5 คน ได้แสดงไหวพริบปฏิภาณในการตอบคำถามกันอย่างเฉียบขาดภายใต้เวลา 30 วินาที

จากนั้นประกาศ รองอันดับ 4 นางสาวไทย ประจำปี 2566 MT 47 อำนาจเจริญ สุพรรษา วัฒนานุสิทธิ์

รองอันดับ 3 นางสาวไทย ประจำปี 2566 MT 21 พระนครศรีอยุธยา กนกพร พยุงวงษ์

ต่อมาเข้าสู่รอบตอบคำถาม 3 คนสุดท้าย และพักความตื่นเต้นด้วยการอำลาตำแหน่งของ มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ นางสาวไทย ประจำปี 2565

วินาทีสุดท้ายที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อพิธีประกาศชื่อ MT 09 นางสาวชนนิกานต์ สุพิทยาพร จากจ.เชียงใหม่ หรือ กานต์” นางงามจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ครองตำแหน่ง “นางสาวไทย คนที่ 54” ประจำปี 2566 ด้วยความสวยเก๋ มีเสน่ห์ เต็มเปี่ยมด้วยเชาว์ปัญญาและความมั่นใจ นอกจากนั้น เธอยังได้สะท้อนความรักนวัตกรรมและความเป็นไทยตลอดการแข่งขันอีกด้วย

รองอันดับ 1 มาริษา พลธิราช MT 35 จาก จ.สกลนคร
รองอันดับ 2 อะราเบล่า สีตานัน เกรโกรี่ MT 23 จากจ.พัทลุง
รองอันดับ 3 กนกพร พยุงวงษ์ MT 21 จาก จ.พระนครศรีอยุธยา
รองอันดับ 4 สุพรรษา วัฒนานุสิทธิ์ MT 47 จาก จ.อำนาจเจริญ

โดย 'ชนนิกานต์ สุพิทยาพร' ได้นั่งเก้าอี้นางสาวไทย พร้อมกับรองทั้ง 4 ท่ามกลางการแสดงความยินดีจากบรรดาเพื่อนนางงามอย่างท้วมท้น

หลังจากนี้ นางสาวไทย คนที่ 54 ประจำปี 2566 จะร่วมปฏิบัติภารกิจสาธารณะกุศลมากมาย เพื่อเป็นตัวแทนหญิงไทยแห่งยุคสมัยใหม่ ในฐานะภูมิปัญญาแห่งอนาคต รวมถึงเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม ส่งเสริมและยกระดับการศึกษาให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสทางศึกษา และเป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอีกด้วย

สำหรับการประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2567 จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประกวด ร่วมให้กำลังใจนางสาวไทย

สำหรับ รางวัลพิเศษ ประกอบด้วย

'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' นายกฯ หญิงคนเดียวของประเทศ กับวิบากกรรม 'จำนำข้าว'

ย้อนเวลาไป 12 ปีก่อน การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนมากกว่า 15 ล้านเสียง ได้ส.ส. 265 จาก 500 คน เกินครึ่งของที่นั่งในสภา แต่ที่สำคัญกว่าการชนะเลือกตั้ง คือการผลักดัน 'นายกรัฐมนตรีหญิง' คนแรกของไทยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง เธอคือ 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' โดยเป็นการพิสูจน์และเปิดประตูความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่บทส่งท้าย ของประวัติศาสตร์หน้าสำคัญนี้ กลับกลายเป็นความผิดพลาด เกิดวิบากกรรมทางการเมืองที่ทำให้เจ้าตัวยังไม่กลับประเทศไทยจนถึงวันนี้ 

กล่าวถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เธอเป็นบุตรสาวของนายเลิศ ชินวัตร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ โดยในบรรดาลูกๆ ทั้ง 10 คนของนายเลิศ หลายคนเดินตามรอยของบิดาในการก้าวเข้าสู่สนามการเมือง ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณ นางเยาวลักษณ์ นางเยาวเรศ นางเยาวภา และนายพายัพ ชินวัตร ส่วนลูกสาวคนสุดท้อง 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' เดิมไม่สนใจการเมืองแต่มุ่งหน้าเติบโตในสายธุรกิจ 

จนเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ในราวปลายปี 2551 เข้าสู่ยุคของพรรคเพื่อไทย 'ยิ่งลักษณ์' เป็นทางเลือกแรกของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่จะให้เป็นหัวหน้าพรรคแต่ยังถูกปฏิเสธ ด้วยไม่อยากเข้าสู่การเมืองและสนใจทำธุรกิจเท่านั้น ต่อมาปี 2554 ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมือง หลังได้รับการร้องขอให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน 'ดร.ทักษิณ' พี่ชาย โดยนำทัพพรรคเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และใช้เวลาเพียง 49 วัน พาเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง กรุยทางสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ในวัยเพียง 44 ปี 

นอกจากกระแสความนิยมในตัว 'ดร.ทักษิณ' ที่นำพา 'ยิ่งลักษณ์' ก้าวขึ้นสู่อำนาจแล้ว หากลองดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยในช่วงปีนั้นก็ถือว่า หลายนโยบายที่ใช้หาเสียงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจที่เรียกคะแนนนิยมจากการเลือกตั้งด้วย ทั้งนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท , จบปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท , โครงการรถยนต์คันแรก , ลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก , แจกแท็บเลตให้เด็กนักเรียนให้เข้าถึงคอมพิวเตอร์และการเรียนออนไลน์ รวมถึงนโยบายที่ให้ทั้งคุณและโทษกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นั่นคือ 'โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด' 

ชาวสุยเฟินพบ ‘กวางโรเผือก’ บาดเจ็บ ตัวติดคาอยู่ที่รั้ว ชี้ เป็นสัตว์หายาก จนท.รุดช่วยชีวิต-ปล่อยคืนสู่ป่า

(20 มี.ค. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทั้งน่าสงสารและน่าเอ็นดูสำหรับเจ้ากวางโร (Roe deer) เผือกตัวหนึ่งในเมืองสุยเฟินเหอ มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่ไม่นานมานี้มีชาวบ้านพบเห็นมันบาดเจ็บขณะตัวติดคาอยู่ที่รั้ว ก่อนจะประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือ หลังจากรักษาแผลให้มันจนหายดีแล้วเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยมันคืนสู่ป่าตามเดิม

'ประชาธิปัตย์' พรรคการเมืองที่ไม่เคยห่างหายไปจาก 'การเมืองไทย'

ใกล้เลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ หากสำรวจข้อมูลพรรคการเมืองจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่อัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 8 มีนาคม 2566 พบว่ามีพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 88 พรรค   

ใน 88 พรรค มีอยู่เพียงแค่พรรคเดียว ที่อายุยืนยาวที่สุด เป็นพรรคเดียวที่จัดตั้งในยุคแรกและยังคงดำเนินการจนถึงวันนี้ ไม่เคยห่างหายไปจากการเมืองไทย  เดาไม่ยาก ว่าพรรคการเมืองที่ว่านั้นคือ พรรคประชาธิปัตย์

ย้อนกลับไป ในช่วงเวลาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีแนวคิดจัดตั้งพรรคการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เป็นรูปเป็นร่างได้ ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี 2488  บรรยากาศประชาธิปไตยในไทยเปิดกว้างมากขึ้น พรรคการเมืองไทยยุคแรกจึงก่อตัวขึ้นในยุคนั้น

ปี 2489  พรรคประชาธิปัตย์ถูกก่อตั้งขึ้นโดย 'พันตรีควง อภัยวงศ์' คณะราษฎรสายพลเรือน พร้อมกับขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก โดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เลขาธิการพรรคคนแรกนำพรรคก้าวหน้าของตนมารวมกับพรรคประชาธิปไตยของ ดร.โชติ คุ้มพันธ์ แล้วให้ชื่อว่า 'พรรคประชาธิปัตย์'

จนถึงวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว  8 คน ในจำนวนนี้ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 คน คือ พันตรีควง อภัยวงศ์ , ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช , นายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนอีก 4 คน ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ คือ พ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ , นายพิชัย รัตตกุล , นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 

ยุคทองของพรรคประขาธิปัตย์ ซึ่งถือว่ารุ่งเรืองที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ถึงขั้นมีวลีที่ว่า "ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครยังชนะ" และ "คนใต้กรีดเลือดมาเป็นสีฟ้า" นั้น ก่อตัวและเกิดขึ้นในยุคของผู้นำพรรคที่ชื่อ 'ชวน หลีกภัย' 

จุดเริ่มต้นการสั่งสมความนิยมในภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ เกิดขึ้นในปี 2523 ที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจาก พลเอกเปรม ซึ่งพื้นเพเป็นคนสงขลา ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีความซื่อสัตย์ สุจริต ทำให้ได้รับความนิยมชมชอบจากประชาชนสูง

พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้จำนวนมาก จึงเริ่มสร้างความนิยมในภาคใต้อย่างแนบแน่นในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากพลเอกเปรม กระทั่ง ปี 2531 กระแสฟีเวอร์ นายชวน หลีกภัย ซึ่งได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อจากนายพิชัย รัตตกุล เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ 

ต่อมามีการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง และนายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้นมีการรณรงค์หาเสียงชูประเด็น 'นายกฯ คนใต้' ตามรอยพลเอกเปรม นับตั้งแต่นั้นมานายชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้สร้างความนิยมให้เกิดขึ้นแก่พรรคประชาธิปัตย์ในหมู่คนภาคใต้จนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top