Wednesday, 15 July 2026
NewsFeed

แค่ทุบทำร้าย!! ‘เพจดัง’ เผยคลิปไม่ใช่เหตุ ‘สุ่มแทง’ ชี้!!ไม่มีการแทง มีแค่ทุบกับต่อย

เพจ "Drama-addict" เผยอีกมุมในเหตุการณ์ "สุ่มแทงคน" ในประเทศญี่ปุ่น พร้อมนำคลิปจากกล้องวงจรปิดมาให้ดู พบอาจเป็นเพียงหญิงสติไม่ดีไล่ทำร้ายร่างกายคนอื่น อีกทั้งชื่นชมกล้องวงจรปิดชัดแจ๋วจริงๆ

จากกรณีเพจ "ที่นี่เที่ยว ญี่ปุ่น" โพสต์เตือนหลังตนเองพบเหตุการณ์สุ่มแทงคนในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะมีเพจเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่นเพจอื่น ๆ แย้งว่าไม่จริงไม่มีเหตการณ์นั้น สุดท้ายเพจต้นทางได้ทำการลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไป พร้อมกับยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์จริง ๆ

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (14 มี.ค.) เพจ "Drama-addict" ได้ออกมาโพสต์คลิปวันเกิดเหตุลงในเพจ ก่อนจะพบความจริงว่าเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายอาจไม่ได้หนักถึงขั้นใช้อาวุธแทงแต่อาจเพียงแต่ไล่ทุบตีเฉยๆ ทั้งนี้ "Drama-addict" ได้ระบุข้อความว่า

‘เตนล์’ เผยมุมมองส่วนตัวและเรื่องราวในชีวิตบนเส้นทางอาชีพศิลปิน K-POP ภายใต้สังกัด SM Ent.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเทรนด์ทวิตเตอร์ #TENxWOODYFM มาแรงมาก ๆ นั่นเป็นเพราะหนุ่ม ‘เตนล์’ หรือ ชิตพล ลี้ชัยพรกุล สมาชิกวงบอยแบนด์จากค่ายยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้ อย่าง SM Ent. ที่ได้ให้สัมภาษณ์เดี่ยวครั้งแรก ผ่านรายการ WOODY FM โดยมีพิธีกรชื่อดังอย่าง วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งออนแอร์ทางออนไลน์ไปเมื่อวานที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา

โดยในรายการเตนล์ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของตนเอง ตั้งแต่การตัดสินใจเลือกเดินทางในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ อาการบาดเจ็บ รวมถึงคติ แนวคิดของตัวเอง

>> อุปสรรคที่ยากที่สุดในชีวิต คือ ‘การผ่าตัดขา’ 
เตนล์: “ถ้าขาไม่หาย จะเต้นได้มั้ย แต่ก็โชคดีที่ขาหายเป็นปกติ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่พลิกของเตนล์มากเหมือนกัน เพราะก่อนที่จะผ่าตัดขาซ้อมเต้นอย่างเดียว ไม่ค่อยได้ซ้อมร้องเพลง แต่หลังจากมีการผ่าตัดที่ขา อยู่ดี ๆ ผมต้องเรียนรู้ทุกอย่างเลยเตรียมตัวไว้ก่อน ถ้าเต้นไม่ได้งั้นเราต้องร้องให้ได้ เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดแต่เป็นช่วงที่ได้อะไรมาเยอะที่สุด”

คำพูดดังกล่าวทำเอาแฟนคลับทั้งนอกด้อมในด้อมต่างปล่อยโฮ เพราะได้เห็นถึงความอดทน และความพยายามอย่างหนักกว่าจะมาเป็นเตนล์ที่ทุกคนรู้จัก

หากใครได้ติดตามเตนล์จะเห็นได้ถึงความโดดเด่นด้านการเต้น ที่ถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับในหมู่แฟนคลับ แล้วก็ยังได้รับการยอมรับจากพี่ ๆ ในวงการและนักเต้นมืออาชีพอีกด้วย 

>> ชอบการเต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
เตนล์: “ประมาณอายุ 13 ครับ ตอนเด็ก ๆ จะเป็นคนที่ไม่ชอบร้อง ไม่ชอบเต้น ไม่ชอบอยู่หน้ากล้อง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอยู่ในโทรทัศน์ แต่อยู่ดี ๆ ก็ดูเรื่อง Step Up ดูเสร็จอาม่าก็ถามว่าอยากลองเต้นไหมก็เลยลองไปเรียนเต้น ร้องเพลงตอนนั้นก็ยังขี้อายอยู่ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ชอบการเต้นการร้องมากเลย”

>> จุดเริ่มต้นที่รู้สึกว่าอยากเป็นศิลปิน
เตนล์: “ความรู้สึกมันสะสมไปเรื่อยๆ ครับ สมัยเด็กๆ ทุกคนอยากจะเป็นคนที่เท่ห์อยู่ในโรงเรียนคุณอยากที่จะโดดเด่น เพราะตอนเด็ก ๆ ชอบเข้าสังคมมาก การเต้นเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้จักคนมากขึ้นครับ”

>> ชีวิตหลังจากตัดสินใจไปเป็นเด็กฝึกที่เกาหลีใต้
เตนล์: “หลังจากตัดสินใจไปเกาหลีทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะ อาจจะเป็นนิสัยที่ก่อนหน้านี้เหมือนทุกอย่างสบาย ๆ อิสระ แต่หลังจากที่ไปเกาหลีไม่ใช่ว่าไม่อิสระ แต่ด้วยตารางการซ้อม ต้องตรงต่อเวลา ซึ่งทุกอย่างไม่ต้องสมบูรณ์แบบแต่ต้องมีความพยายาม”

>> ความรู้สึกช่วงเวลาในการเป็นเด็กฝึกภายใต้ค่ายใหญ่ SM Ent.
เตนล์: “จะไม่พูดว่าเหนื่อย เพราะเราเป็นคนเลือกที่จะมา และตอนนั้นก็อุทิศตนว่าเราจะต้องเดบิวต์ ถ้าตัดสินใจไปแล้ว เหนื่อยไม่เหนื่อยต้องพุ่งไปอย่างเดียว มองไปข้างหน้าอย่างเดียว เตนล์จะไม่มองย้อนกลับไป แต่คิดว่าเป็นข้อที่ไม่ดีเพราะบางครั้งเราตัดสินใจไปข้างหน้าแล้วก็ต้องย้อนกลับมามองบ้าง ครึ่ง ๆ”

>> มีความสำเร็จในทุก ๆ วัน ได้ตื่นมาและทำสิ่งเหล่านี้ มีความสุขกับมันไหม?
เตนล์: “เตนล์มีความสุขครับ ดีใจที่ได้ทำ เพราะเป็นสิ่งที่เตนล์อยากจะทำอยู่แล้ว แต่ผมจะเป็นคนที่สนุกมากในช่วงเตรียมงาน ตอนซ้อม ถ่ายมิวสิควิดีโอ อัดเสียง เป็นช่วงที่เตนล์สนุกที่สุดเหมือนเราได้ทำสิ่งใหม่ ๆ ได้ท้าทายตัวเองกับอะไรที่เราไม่รู้ว่าจะทำออกมาได้ดีหรือไม่ดี พยายามเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ครับ เพราะว่าชีวิตมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลา”

‘ผบ.ตร’ สั่งลุย!! ยกระดับแก้ปัญหาฝุ่น ‘PM 2.5’ วอนปชช. เลี่ยงใช้รถควันดำ-งดเผาในที่โล่งแจ้ง

‘ผบ.ตร.เอาจริง’ สั่งตำรวจคุมเข้มยกระดับแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เร่งบังคับใช้กม. รถควันดำ ลักลอบเผา โรงงาน การก่อสร้าง ที่ก่อเกิดมลพิษ เน้นบูรณาการร่วมทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาทุกมิติ ตามนโยบายรัฐบาล

(14 มี.ค.66)  พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการความห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต่อประชาชนกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) เกินมาตรฐานที่เกิดขึ้น โดยให้ทุกหน่วยบูรณาการยกระดับร่วมกันแก้ไขปัญหาทุกมิติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ขานรับนโยบาย สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ตร.ยกระดับเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) เกินมาตรฐาน ที่มีมาจากหลายสาเหตุทั้ง การคมนาคมขนส่ง การเผาในที่โล่งแจ้ง การเกิดไฟป่า ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และหมอกควันต่างๆ ผบ.ตร.ได้มีวิทยุสั่งการ ไปยังทุกหน่วยให้ดำเนินการดังนี้

1.เพิ่มความเข้มตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดกับผู้ที่นำรถยนต์ที่มีลักษณะปล่อยพิษควันดำมาใช้บนถนน ออกคำสั่งห้ามใช้รถที่ก่อให้เกิดมลพิษ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับขนส่ง หน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน สนับสนุนด้านเครื่องมืออุปกรณ์ เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

2.เพิ่มมาตรการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย กับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยมลพิษทางอากาศ และการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่น

3.ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาพืชไร่และพื้นที่เพาะปลูก การเผาในที่โล่งแจ้ง และกิจการที่ก่อให้เกิดอันตราย

วิเคราะห์!! ธนาคารดังยุโรปจะแห่ล้มตาม SVB หรือไม่? ในวันที่หลายแบงก์มะกัน เชื่อ!! ไม่เกิด Bank Run ซ้ำรอย

(14 มี.ค.66) World Maker ได้ตั้งคำถามถึงวิกฤตสภาพคล่องธนาคาร ว่าจบลงหรือยัง? แล้วธนาคารดังในยุโรปจะล้มตาม SVB หรือไม่? ซึ่งถือเป็นคำถามสำคัญที่สุดของภาคการเงิน ณ วินาทีนี้เลยก็ว่าได้ หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมามีรายงาน ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารเกือบทั้ง Sectors ยังคงโดนเทขายร่วงลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Commerzbank AG ของยุโรปที่ร่วงเกือบ -13% ในคืนนี้

ขณะเดียวกัน สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญและกลายเป็นข่าวใหญ่ก็คือการที่ Credit Default Swap หรือ CDS ของ Credit Suisse ซึ่งเป็นตราสารอนุพันธ์ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อบริษัทเสี่ยงที่จะผิดชำระหนี้ ได้พุ่งทำระดับ All Time High ใหม่สูงกว่า 452 หน่วยหลังเปิดตลาด พร้อมกับราคาหุ้นที่ร่วงลงเกือบ -6%

นั่นเป็นการบ่งชี้ว่า นักลงทุนกำลังกลัวว่า Credit Suisse จะไม่สามารถชำระหนี้ได้? หรืออาจถึงขั้นล้มละลาย? ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ ว่าความเสี่ยงนั้น 'มีจริง' แต่ต้องเข้าใจด้วยว่านี่ไม่ได้เป็นการการันตีแต่อย่างใดว่าธนาคารจะล้มจริงๆ เพราะในช่วงปลายปี 2022 ก็เคยมีข่าวว่า Credit Suisse จะล้มและ CDS ดีดทำ All Time High เช่นกัน แต่สุดท้ายธนาคารก็รอดวิกฤตครั้งนั้นมาได้โดยไม่ล้มละลาย ดังนั้นครั้งนี้จึงต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะล้มหรือไม่?

ทั้งนี้ Credit Suisse ยังถือว่ามีเรื่องฉาวในภาคการเงินมานานหลายปี และอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่หลังจากราคาหุ้นร่วงยับ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนจะกังวลเกี่ยวกับบริษัทนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีวิกฤตสภาพคล่องของ SVB เข้าไปเสริม จึงไปกระตุ้นให้นักลงทุน Bet ว่าบริษัทจะไม่สามารถชำระหนี้ได้และทำให้ CDS พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงเผชิญการเทขายจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง (สอดคล้องกับราคาหุ้นที่ร่วงลงในระยะสั้น) แม้รัฐบาลสหรัฐฯ และ FED จะก้าวเข้ามาอุ้มเงินฝากภายใน SVB แล้วก็ตาม แต่อย่างที่ World Maker บอกไปว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาแยกกับอารมณ์ (Sentiment) ของตลาดและราคาหุ้น ซึ่งเคลื่อนไหวเป็นอิสระและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอุ้มของหน่วยงานกำกับดูแล

โดยเฉพาะ First Republic ซึ่งร่วงมากกว่า -70% ในช่วง Premarket วันนี้ รวมไปถึง Charles Schwab ที่ร่วงเกือบ -20% หรือแม้แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ใน Wall Street ของสหรัฐฯ เช่น JPMorgan, Goldman Sachs, Citigroup, Well Fargo, Bank of America, Morgan Stanley ล้วนร่วงกันหมดยกแผงคืนนี้ แม้จะไม่หนักเท่ากับธนาคารเล็กๆ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม First Republic ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุน โดยกล่าวว่าได้รับสภาพคล่องเพิ่มเติมจาก JPMorgan และ Federal Home Loan Bank มาอย่างน้อย 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ไม่น่าจะเกิด Bank Run ซ้ำรอย SVB แต่ทั้งนี้ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าภาคการเงินของสหรัฐฯ-ยุโรป มีความเชื่อมโยงถึงกัน และกำลังช่วยกันดูแลสภาพคล่องในตลาด รวมไปถึงการได้รับแรงหนุนจากภาครัฐและธนาคารกลางที่ดูเหมือนจะไม่อยากให้เกิด Domino Bank Run เหมือนในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตสภาพคล่องจะจบที่ SVB แล้ว เพราะยังไม่มีอะไรการันตีเลยว่าจะเป็นเช่นนั้น ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนยังคงเทขายหุ้นธนาคารหรือเข้าสู่โหมด Risk-Off อย่างที่เราเห็นว่า Bond Yield ปรับตัวร่วงลงพร้อมกับราคาพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงทองคำที่พุ่งทะลุ 1900 $/Oz ไปในวันนี้

อนึ่ง นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Bank ใหญ่ๆ ระดับ Top ของสหรัฐฯ ไม่น่าจะเกิดวิกฤต Bank Run อย่าง SVB หรือธนาคารเล็กๆ อื่นๆ เนื่องจากยังมีงบดุลค่อนข้างแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปี 2008 นั้นมีความแตกต่างกันอย่างหลาย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เช่นกันที่ผลกระทบของ Bank Run ครั้งนี้จะเป็นลูกโซ่แค่ในวงจำกัด?

และถึงแม้ว่าธนาคารต่างๆ จะยังมีการขาดทุนค้างพอร์ตจากหลักทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงพันธบัตรอยู่สูงถึง -21.5 ล้านล้านบาทหรือ -6.2 แสนล้านดอลลาร์ แต่สามารถกล่าวได้ว่า การขาดทุนเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นจริง ตราบใดที่รัฐบาลและ FED เสริมสภาพคล่องให้ธนาคารมากเพียงพอที่พวกเขาจะ Run ระบบต่อไปได้โดยไม่ต้องขายหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ก่อนครบกำหนด

อย่างไรก็ตามการล้มของ SVB ก็ได้ทำให้ตลาดมีแรงสะเทือนไปบ้างแล้วในหลายจุด โดยเฉพาะการคาดการณ์เรื่องดอกเบี้ยของ FED ที่ถูกปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แม้ว่า FED เองจะยังไม่ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดก็คาดการณ์ไปแล้ว ดังนั้นจึงมีกรณีที่ต้องระวังอยู่บ้าง เพราะถ้าอยู่ๆ ในการประชุมวันที่ 21-22 มีนาคมนี้ FED ยืนยันจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก ตลาดก็อาจมีการ Risk-Off มากกว่าเดิมได้

ที่น่าจับตามองต่อไปจากวิกฤต Bank Run ก็คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากวิกฤตของ SVB นั้นมีสาเหตุหลักอย่างหนึ่งมาจากผลกระทบด้านดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ธนาคารที่เข้าไปถือพันธบัตรอยู่สูงมากต้องยอมเทขายหลักทรัพย์ออกมาในราคาขาดทุน เมื่อลูกค้าแห่ถอนเงินจนมีเงินสดไม่เพียงพอจะไปชำระคืน

ดังนั้น ภาคอสังหาฯ ที่มีการลงทุนในพันธบัตรอย่างเช่น Mortgage Backed-Secuirty หรือ MBS ซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงถือว่ามีความเสี่ยงโดยตรง ขณะที่ตลาดอสังหาฯ ก็เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัวไปแล้ว หลังราคาบ้านพุ่งสูงลิ่วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนไปถึงระดับที่หลายคนเอื้อมไม่ถึง

และเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น จึงทำให้ภาระของผู้ผ่อนบ้านหนักหนาสาหัสเข้าไปอีก ดังนั้นหากเกิดวิกฤตสภาพคล่องในตลาดอสังหาฯ ก็อาจคล้ายคลึงกับลักษณะของ Bank Run ที่จะต้องมีการเทขายหลักทรัพย์ออกมา ซึ่งก็รวมถึงตัว MBS หรือตัวบ้าน อพาร์ตเมนต์ คอนโด หรืออื่นๆ

โดยเฉพาะพวกกองทุนอสังหาฯ อย่าง REIT ซึ่งมีการกู้ยืมเงินและระดมทุนจากนักลงทุนไปพัฒนาโครงการอสังหาฯ หรือแม้แต่การนำไปเก็งกำไรราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งแม้ว่าการใช้ระดับ Leverage จะไม่สูงและแพร่หลายเท่ากับในช่วงวิกฤตการเงินโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการใช้ Leverage เลย ดังนั้นมันจึงถือเป็นความเสี่ยงที่ปฏิเสธไม่ได้

เจริญชัย หนุน ENTEC ” ร่วมวิจัยนวัตกรรม นำเทคโนโลยี AI สร้างมูลค่าเพิ่ม น้ำมันปาล์ม สู่ น้ำมันหม้อแปลง เกรด พรีเมียม สู่ตลาด BCG ที่แรกของโลก

บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ร่วมมือวิจัยนวัตกรรมกับ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์ม และนำร่องการทดสอบภาคสนามเชิงบูรณาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy Model)


ดร. บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าว  ขอขอบคุณทางบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ที่ร่วมโครงการวิจัยครั้งนี้และขอขอบคุณความร่วมมือจากผู้ร่วมทุนในหลายภาคส่วนที่เป็นองค์กรหลักในอุตสาหกรรมน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า ตั้งแต่ผู้ที่มีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ ผู้ใช้งานหลักของหม้อแปลงไฟฟ้าของประเทศอย่างการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมทั้งหน่วยงานจัดทำมาตรฐานสินค้าของประเทศ  เรียกได้ว่าเป็นการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยและผลักดันให้เกิดการใช้งานผลิตภัณฑ์น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพจากน้ำมันปาล์ม   เชิงพาณิชน์อย่างแพร่หลายภายในประเทศของเรา ความร่วมมือนี้จะส่งผลให้การดำเนินวิจัยเป็นไปอย่างครบวงจร มีแผนและผลการดำเนินงานที่ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีแนวทางการขับเคลื่อนผลการวิจัยให้สามารถไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างครบวงจร


ดร.ศุภกิตติ์  โชติโก อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ การวิจัยและส่งเสริมการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์ม นำร่องการทดสอบภาคสนามเชิงบูรณาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน จะช่วยยกระดับให้ผลผลิตทางการเกษตรถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ รวมทั้งช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ทางด้านสนับสนุนเกษตรกรปาล์มน้ำมัน และเป็นแนวทางหลักที่สามารถนำพาปาล์มน้ำมันไทยไปสู่จุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy Model) โดย สร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของประเทศต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการส่งเสริมการใช้งานภายในประเทศและ  การทำตลาดในต่างประเทศ อีกทั้งยัง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้มีศักยภาพในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมาตรฐานคุณภาพและมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมเดิมจากพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ก่อให้เกิดความยั่งยืนทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย 

‘เศรษฐา’ โชว์ ‘เพื่อไทย’ ใส่ใจเสรีภาพการประกอบอาชีพ ชี้!! ‘อาชีพทหาร’ ต้องเป็นด้วยความสมัครใจ-ไม่ถูกบังคับ

(14 มี.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ทวิตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ Srettha Thavisin (@Thavisin) ว่า เมื่อวานนี้ขอบคุณน้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่จากพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียงที่สละเวลามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแชร์ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และหลายๆ ประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งทาง #พรรคเพื่อไทย จะรวบรวมข้อเสนอและความคิดเห็นต่างๆ เพื่อประกอบจัดทำเป็นนโยบายต่อไป

เรื่องหนึ่งที่น้องๆ ถามคือการเกณฑ์ทหาร เรามองถึงสิทธิเสรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพอันเป็นสิทธิพื้นฐานของเยาวชน ดังนั้นนโยบายเราชัดเจนว่า ต้องเป็นทหารด้วยความสมัครใจและจะต้องไม่ถูกบังคับ

สรุปสถานการณ์ตลาดน้ำมันสัปดาห์ที่ 6 - 10 มี.ค. 66 จับตาปัจจัย ‘บวก - ลบ’ ชี้ แนวโน้ม 13 - 17 มี.ค. 66

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent และ NYMEX WTI ยังสามารถยืนเหนือระดับ 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ 75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ แม้เกิดสถานการณ์วิกฤตการเงินในสหรัฐฯ จากปัญหา Silicon Valley Bank (SVB) ประกาศล้มละลายหลังประสบปัญหาสภาพคล่อง และธนาคาร Signature Bank ถูกสั่งปิดกิจการตามคำสั่งของหน่วยงานด้านการกำกับกิจการประจำรัฐนิวยอร์ก เพื่อป้องกันวิกฤตการธนาคารลุกลาม ล่าสุด ประธานาธิบดี Joe Biden แถลงการณ์ยืนยันให้ผู้ฝากเงินที่ธนาคาร SVB และ Signature Bank สามารถถอนเงินได้ในวันจันทร์ที่ 13 มี.ค. 66 หลังจากที่กระทรวงการคลังประกาศคุ้มครองเงินฝาก นับเป็นการล่มสลายของสถาบันการเงินใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008

ด้านตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ดีกว่าที่คาดการณ์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานยอดจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในเดือน ก.พ. 66 เพิ่มขึ้น 311,000 ราย จากเดือนก่อนหน้า (นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 205,000 ราย) อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี ในเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3.6% ตลาดจับตามองมติการประชุมนโยบายทางการเงิน (FOMC) ครั้งต่อไปในวันที่ 21-22 มี.ค. 66 โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามีโอกาส 42.5% ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% และมีโอกาส 57.5% ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ล่าสุด Goldman Sachs คาดว่าสถานการณ์ความปั่นป่วนในขณะนี้ อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 21-22 มี.ค. นี้ นับว่าพลิกผันเป็นอย่างมากจากที่เดิมตลาดคาดการณ์ว่าจะขึ้น 0.25% และระยะหลังคาดว่าจะขึ้นแรงถึง 0.5%

ทางเทคนิคสัปดาห์นี้คาดการณ์แนวโน้มราคา ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 80-85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากที่ก่อนหน้านี้ทดสอบระดับแนวรับจิตวิทยาสำคัญที่ 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำให้สามารถ Rebound ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 84, 85, และ 87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ กอปรกับ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลักของโลกปิดตลาดวันที่ 10 มี.ค. 66 ลดลง 0.73 จุด อยู่ที่ 104.58 จุด ลดลงต่อเนื่องวันที่สอง

>> ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ
•หน่วยงานศุลกากรของจีน (General Administration of Customs) รายงานปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ในช่วง ม.ค.-ก.พ. 66 ลดลง 1.3% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 10.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

‘จีน’ เตรียมออกวีซ่า ให้ชาวต่างชาติ 15 มี.ค.นี้ หลังปิดพรหมแดนนานกว่า 3 ปี

จีนเริ่มออกวีซ่าให้ชาวต่างชาติใหม่อีกครั้ง ดีเดย์ 15 มี.ค.นี้

สถานเอกอัครราชทูตจีนในสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ระบุว่า จีนจะเริ่มออกวีซ่าประเภทต่าง ๆ ให้กับชาวต่างชาติอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมนี้ หลังจากที่มีการปิดพรมแดนนานเกือบ 3 ปีภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มงวด

แถลงการณ์ของสถานทูตจีนในสหรัฐระบุว่า จีนจะยกเลิกข้อจำกัดด้านวีซ่าสำหรับสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงเกาะไห่หนานและเรือสำราญที่แล่นผ่านท่าเรือเซี่ยงไฮ้ นอกจากนี้ การเดินทางเข้ากวางตุ้งโดยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติจากฮ่องกงและมาเก๊าก็จะกลับมามีผลใช้อีกครั้งหนึ่งด้วยเช่นกัน
จีนได้ยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ในเดือนธันวาคมปีก่อน และเปิดพรมแดนในเดือนมกราคม ซึ่งทำให้มีการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำประเทศได้ส่งสัญญาณถึงชัยชนะเหนือการแพร่ระบาดของโควิด-19

‘บุญยอด สุขถิ่นไทย’ ลา ‘ปชป.’ ย้ายเข้า ‘รทสช.’ ทิ้งท้าย ‘ชาติ-ปชช.’ อยู่เหนือผลประโยชน์พรรค

(14 มี.ค.66) นายบุญยอด สุขถิ่นไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่าได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีรายละเอียดว่า “กราบขอบพระคุณ บนถนนการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ตลอด 15 ปีกว่าที่ผ่านมากราบขอบพระคุณ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่เป็นผู้เปิดทางเข้าพรรคฯ กราบขอบพระคุณท่านหัวหน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดห้องรับแขกคุย 10 นาที ก็รับเป็นสมาชิกพรรค ปชป. 24 กันยายน 2550

ผมได้รับโอกาสลงสมัคร ส.ส. 3 ครั้ง ได้เป็น ส.ส. 2 สมัย (2550-2556) และได้เป็นคณะทำงาน รมว.จุติ ไกรฤกษ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เกือบ 4 ปี (2562-2566)

กราบขอบพระคุณ ท่านชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านหัวหน้าจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าฯองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าฯ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ท่านพนิช วิกิตเศรษฐ์ และพี่ๆ น้องๆ ชาว ปชป. ทั้งในสภา และนอกสภา ที่ร่วมต่อสู้ทางการเมืองทั้งเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล อย่างเข้มแข็ง

ผมไม่เคยลืมการหาเสียงตั้งแต่วันแรก ที่ร่วมกัน “บุญยอด-อรรถวิชช์-สกลธี/ทีมพญาไท จตุจักร หลักสี่ บางซื่อ” ที่พี่น้องได้ร่วมส่งนักการเมืองรุ่นใหม่ทั้ง 3 คนเข้าสภา จะไม่ลืมบุญคุณของทุกท่าน ทุกคะแนนที่เคยสนับสนุน เพราะเรายังมีภารกิจร่วมกันอีกต่อไป ระบอบการเมืองเลวร้ายยังไม่จบ เราจะอยู่เฉยได้อย่างไร?

ผลประโยชน์พรรค อยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชน อยู่เหนือประโยชน์พรรค!!! บุญยอด สุขถิ่นไทย อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 14 มีนาคม 2566
 

จนท. สกัดจับ โจรขโมยรถ จยย. 2 คัน ก่อนใช้ความมืดวิ่งหนี ข้ามไปฝั่งกัมพูชา

(14 มี.ค.66) เมื่อเวลา 04.00 น. พล.ต.สราวุธ ไชยสิทธิ์ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้สั่งการให้ พ.อ.ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ ผบ.ชค.กรม.ทพ.12 (ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่12) จัดกำลังพล กองร้อยทหารพรานที่ 1204 ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่112 ออกทำการลาดตระเวนป้องกันเข้มสกัดกั้นการลักลอบนำรถ จยย.ที่ถูกโจรกรรมมาจากท้องที่อื่นมาลักลอบข้ามตะเข็บชายแดนช่องธรรมชาติ บริเวณชายแดนด้าน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว อย่างเข้มงวด
.
ต่อมาขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมฯร้อย ทพ.1204ฯ และ ฉก.ร.112 ลาดตระเวนร่วมมาถึงบริเวณด้านหลังตลาด จุดตรวจ จต.ส.40 ท้ายหมู่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัยเป็นชาย 2 คนกำลังเข็นรถ จยย.2 คัน ออกมาจากท้ายหมู่บ้านฯท่ามกลางความมืด ลัดเลาะตามพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน มุ่งหน้าจะข้ามตะเข็บชายแดนช่องทางธรรมชาติจากฝั่งไทยออกไปฝั่งกัมพูชา ห่างจากถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นถนนเลียบแนวชายแดนประมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมเพื่อควบคุมตัวแต่ชายทั้ง 2 คนคาดว่าเป็นโจรเขมร ไหวตัวทัน ได้ทิ้งรถ จยย.ทั้ง  2คันไว้ข้างทางแล้วอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีข้ามออกไปฝั่งกัมพูชาได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top