Tuesday, 14 July 2026
NewsFeed

ม.แม่โจ้ จัดพิธีลงนาม อนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์เตรียมสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม 2566 อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (MAP) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดให้มีพิธีลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้  กับ บริษัท อุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานและกล่าวต้อนรับ โดยมี รองศาสตราจารย์จักรพงษ์ พิมพ์พิมล รักษาการรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวรายงาน ณ Co-Working Space สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้

รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “การลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย ภายใต้แนวคิดโดยการนำนวัตกรรมไปใช้ในเชิงธุรกิจ โดยการเชื่อมโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาจากผลงานวิจัยให้สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการประกาศเกียรติคุณสำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการที่มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้มีนำผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปสู่ภาคธุรกิจอย่างมีศักยภาพ  ขอขอบคุณ บริษัท อุตสาหกรรม เทคโนโลยีซีวภาพ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เห็นถึงคุณค่าของผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนักวิจัยที่ร่วมทุ่มเทสร้างงานวิจัยคุณภาพ จนได้เข้าร่วมลงนามในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ ที่ภาคเอกชนนำไปต่อ

ยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และการแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากบริษัทที่จะถูกผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดต่อไปในอนาคต  ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยินดีที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและประชาชนในรูปแบบอื่นอีก หลากหลายช่องทางเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนให้มีความเข้มแข็งต่อไป”

ด้าน รองศาสตราจารย์จักรพงษ์ พิมพ์พิมล รักษาการแทนรองอธิการบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า “พิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ โดยความรู้และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน มีการกระจายรายได้ไปสู่สังคมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ให้มีความเท่าทันต่อโลกสมัยใหม่ ซึ่งการลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับบริษัท อุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 3 สัญญา เป็นการต่อยอดงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ตลาดต่อไป  เวทีนี้จึงเป็นการสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงกันระหว่างภาครัฐภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

 ผลงานวิจัยที่จะเข้าร่วมลงนามอนุญาตใช้สิทธิในผลงานครั้งนี้มี จำนวน 3 สัญญา ได้แก่ เรื่อง กระบวนการผลิตถั่วเหลืองหมักด้วยหัวเชื้อ

ผลงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะนุช  เนียมทรัพย์  สังกัด คณะวิทยาศาสตร์

มูลนิธิรักษ์ไทยและมูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันสตรีสากล (International Women’s Day)

มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิเพื่อนหญิง จับมือร่วมกับกรุงเทพมหานคร ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม และพันธมิตรภาคธุรกิจเป็นภาคีในการจัดงานวันสตรีสากล (International Women’s Day 2023) โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การเสริมสร้างพลังผู้หญิงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Women Empowerment and Sustainable Development) การสร้างความเท่าเทียม และ ยุติความรุนแรง (Gender Equality and Stop Violence) ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ลานควอเทียร์อเวนิว ในวันที่ 8 มีนาคม 2566  เวลา 10:00-20:00 น. 
ในการนี้มูลนิธิฯ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมกับ คุณอรธิรา  ภาคสุวรรณ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์  คุณสุพรทิพย์ ช่วงรังษี กรรมการมูลนิธิรักษ์ไทย พร้อมทั้งร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ ได้แก่ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์, คุณแอนนา เสืองามเอี่ยม (Miss Universe Thailand 2022), 

คุณแอนชิลี สก๊อต-เคมมิส (Miss Universe Thailand 2021), คุณญดา นริลญา (เจ้าของรางวัล Thailand National Film Association 2021), การสาธิตสอนศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่า โดย พ.ต.อ.หญิง กัญญา แดนมะตา, ทพญ. กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ กรรมการและผู้ก่อตั้ง Ooca application ที่เป็น platform สำหรับปรึกษานักจิตวิทยาและจิตแพทย์แห่งแรกในไทย และปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังของไทย นำโดย คุณพรีน รวิสรารัตน์ และ คุณที วง Jetset’er โดยมีพิธีกรมากความสามารถอย่างคุณนาขวัญ รายนานนท์ มาสร้างสีสันบนเวทีตลอดทั้งงาน

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมยังได้รับความรู้และความสนุกสนานจากนิทรรศการ SHE IS ME ในการสร้างแรงบันดาลใจจากพลังผู้หญิง 

รวมถึงการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ลดการเลือกปฏิบัติ และสร้างความเท่าเทียม ยุติความรุนแรง เสริมสร้างพลังผู้หญิงเพื่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ในสังคมไทย พร้อมทั้งสามารถสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนผู้หญิง ที่มูลนิธิรักษ์ไทย และ มูลนิธิเพื่อนหญิงร่วมสนับสนุน พัฒนา และเคียงข้าง สร้างสังคมเท่าเทียมมาตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี 

ทั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมยังได้เพลิดเพลินกับจับจ่ายซื้อของ และ ได้รับผลิตภัณฑ์จากกิจกรรมในบูธอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น บูธจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร แบรนด์กระเป๋าไทยชื่อดังอย่าง NaRaYa แบรนด์ชุดชั้นใน Wacoal  บริษัท ทิพยประกันภัย สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ที่มูลนิธิฯได้ทำการสนับสนุนและช่วยเหลือ และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์คช็อปจากชุมชนและครอบครัวหญิงสาวชาวบ้านที่มูลนิธิรักษ์ไทยร่วมเคียงข้าง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผ้าเขียนเทียน ต.ป่ากลาง อ.ปัว / กลุ่มวิสาหกิจชมชน บ้านดอนมูล ต.คู่ใต้ อ.เมืองน่าน การทำใบไม้ยัดนุ่น / กลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านกูยิ ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่ง้อ จ.บุราธิวาส

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ฯ จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัล โครงการประกวดทำคลิป 'สัญจรดี วิถีไทย' ปีที่ ๓ มอบโล่เกียรติยศ-เงินรางวัลรวมกว่า 8 แสน บาท แก่เยาวชน

(วันที่ ๙ มีนาคม ๖๖ เวลา ๑๓.๓๐) นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลโครงการประกวดทำคลิป 'สัญจรดี วิถีไทย ปีที่ ๓ จอดรถให้ถูกที่ ขับขี่ให้ถูกทาง' เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป ตระหนักถึงการใช้มารยาทไทยและรักษาวินัยจราจร สร้างวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนให้สังคม โดยมีนางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหาร ซึ่งมีผู้ส่งคลิปเข้าประกวดประเภทบุคคลและประเภททีมเข้ารับรางวัลโดยพร้อมเพรียง ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 

นายโกวิท ผกามาศ อธิดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานมอบรางวัล กล่าวว่า โครงการประกวดทำคลิป 'สัญจรดีวิถีไทย' นี้ ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ ๓ แล้ว เป็นการทำคลิปวิดีโอในการส่งเสริมให้เกิดวินัยจราจรการขับขี่อย่างปลอดภัย การใช้ความคิดสร้างสรรค์จากการทำคลิปวิดีโอ ถือเป็นอีกปี ที่น้อง ๆ ทั้งในระดับอุดมศึกษา และมัธยมศึกษา ได้ส่งผลงานเข้ามาประกวด ในหัวข้อ “จอดรถให้ถูกที่ ขับขี่ให้ถูกทาง” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากน้อง ๆ ทั่วประเทศจำนวนถึง ๒๗๔ ผลงาน ที่แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ความตั้งใจ ในการทำคลิปเพื่อที่จะรณรงค์การขับขี่ให้ปลอดภัย มีสำนึกที่ดีต่อสังคม โดยผลงานคลิปที่ได้รับรางวัล จะได้รับการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และเครือข่าย  จึงขอชื่นชมทุกคนและทุมทีมที่ส่งผลงานเข้าประกวด และขอแสดงความยินดีกับคลิปที่ได้รางวัล ที่จะสร้างความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจต่อไปในการศึกษาเรียนรู้ การเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นอนาคตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ด้าน นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า โครงการประกวดทำคลิป 'สัญจรดี วิถีไทย' ปีที่ ๓ หัวข้อ 'จอดรถให้ถูกที่ ขับขี่ให้ถูกทาง' ครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนให้สังคม แก้ไขปัญหา ปลุกจิตสำนึกการใช้รถใช้ถนน นำความเป็นไทย สร้างวินัยจราจรให้สังคม เร่งจัดทำแนวทางกิจกรรมการรณรงค์ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ประชาชนตระหนักและเห็นคุณค่าในการใช้รถใช้ถนนด้วยความปลอดภัย มีจิตสำนึก รับผิดชอบ มีน้ำใจ และเอื้ออาทรให้แก่กัน มีมารยาทที่ดีในขับขี่ ควบคู่กับการรักษาวินัยจราจร ซึ่งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ต้องอาศัยกำลังจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงจะสำเร็จผลอย่างยั่งยืน สวธ.จึงขอขอบคุณสถาบันการศึกษาที่ได้สนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษาส่งผลงานร่วมประกวด พร้อมทั้งขอบใจเด็ก ๆ ทุกคน ที่สร้างสรรค์ส่งผลงานอันมีคุณค่าเข้าประกวดในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มารยาทไทย สามารถใช้ในการขับขี่ การใช้รถใช้ถนนร่วมกันได้เป็นอย่างดี มารยาททางสังคม เป็นวัฒนธรรมของคนไทยควรยึดมั่นและปฏิบัติ เพื่อให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น 

รองอธิบดีสวธ. เปิดเผยต่อว่า โครงการประกวดทำคลิป 'สัญจรดี วิถีไทย ปีที่ 3 จอดรถให้ถูกที่ ขับขี่ให้ถูกทาง' มีเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท แบ่งการประกวดเป็น 2 ระดับ เป็นรายบุคคล หรือทีม สมาชิกในทีมไม่เกิน ๓ คน ประกอบด้วย ระดับมัธยมศึกษา ๑ - ๖ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า และระดับอุดมศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า โดยทีมที่ส่งผลงานเข้าร่วมทั้งหมดในปีนี้ มีจำนวน ๒๗๔ ทีม ซึ่งมีการคัดเลือกทีมที่ผ่านเข้ารอบมาทั้งหมด 26 ทีม ซึ่งทั้ง 26 ทีม ได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) จากผู้บริหารของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์ และ Youtuber ชื่อดัง เพื่อให้ผู้ประกวดที่ผ่านเข้ารอบ สามารถต่อยอดความรู้ เพิ่มความสามารถในการผลิตงาน และปรับปรุงพัฒนางานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยผลงานของผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 2 ทั้ง 2 ระดับ จะได้เผยแพร่ผลงานทางสื่อ Social Media สู่สาธารณะในวงกว้าง ต่อไป

ศรชล.จัดกิจกรรม “รักษ์ทะเลไทย ไปกับ ศรชล.ภาค 3 เก็บขยะชายหาด” จังหวัดสตูล เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ศรชล. ประจำปี 2566

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จังหวัดสตูล /ผอ.นก.พตต.ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3/ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล ร่วมกับ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล กองสารนิเทศ สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 3 ร่วมกันจัดกิจกรรม “รักษ์ทะเลไทย ไปกับ ศรชล.ภาค 3 เก็บขยะชายหาด” จังหวัดสตูล เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ศรชล. ประจำปี 2566 ณ ชายหาดทะลดาว (บ้านบ่อเจ็ดลูก) หมู่ที่ 1 ต.ปากน้ำ อ.ละงู จังหวัดสตูล โดยมี น.อ.แสนย์ไท บัวเนียม รอง ผอ.ศรชล.จว.สต.ฯ/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค 3 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมฯ และ น.ส.อรุณี  แสงหยัง ผอ.ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมฯ

ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดสตูล ประกอบด้วย ศรชล.จว.สต. ศคท.จว.สต. ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล ทัพเรือภาคที่ 3 ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล สำนักงานประมงจังหวัดสตูล สถานีเรือละงู ด่านศุลกากรสตูล สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสตูล สถานีตำรวจน้ำสตูล ศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดสตูล อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา สถานีเรือละงู องค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านบ่อเจ็ดลูก และประชาชนในพื้นที่ จำนวน 200 คน สำหรับการจัดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย

การให้ความรู้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

‘นครพนม’ เดือด!! ‘ณพจน์ศกร’ ร้องทุกข์!! ‘เพื่อไทย’ โดน ‘ไอ้โม่ง’ ตระเวนกรีดป้าย ชี้!! เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเอาอย่าง เร่งตามตัวดำเนินคดี

‘นครพนม’ ส่อเดือด! ‘เพื่อไทย’ โดนแล้ว ‘ไอ้โม่ง’ ตระเวนกรีดทำลายป้ายนับสิบจุด

(10 มี.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนม ว่า นายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 นครพนม พร้อมทีมงานเดินทางไปยัง สภ.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยนำหลักฐานภาพถ่ายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.กังวาน โคตรตะวงศ์ สว. (สอบสวน) หลังถูกผู้ไม่หวังดีป่วนทำลายป้ายแนะนำตัว และป้ายของ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย ได้รับความเสียหายหลายจุด

จุดแรกเป็นป้ายนายณพจน์ศกร ถ่ายคู่กับ น.ส.แพรทองธาร ติดตั้งไว้ริมถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2033 สายหนองญาติ-นาแก ป้ายนี้คาดว่าคนร้ายใช้มีดคัตเตอร์หรืออาจเป็นสปาร์ตากรีดทำลายตรงภาพจนเสียหาย , จุดที่สองอยู่ริมถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 2276 สายหนองฮี-ปลาปาก , จุดที่สามอยู่หน้าตลาดชุมชน ต.หนองฮี โดนทำลายถึง 2 ป้าย และจุดที่สี่อยู่ปากทางเข้าวัดป่าเมธาวิเวก รวม  6 ป้าย

จากนั้นนายณพจน์ศกร เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.บรรจบ แสนศรี รอง สว.(สอบสวน) สภ.พระซอง อ.นาแก แจ้งความเอาผิดกับผู้ทำลายป้ายที่ปักไว้ริมถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 2031 สายพระซอง-เรณูนคร จุดแรกหน้าโรงสี ส.อำนวยค้าข้าว , จุดที่สองหน้าโรงเรียนมัธยมพระซองสามัคคี และจุดที่สามบริเวณสามแยกบ้านนาเหนือหน้าวัดศรีสว่าง ป้ายตรงจุดนี้ถูกมือดียกป้ายแนะนำตัวอันตรธานหายไป 3 ป้าย และเป็นที่น่าสงสัยคือมีป้ายแนะนำตัวของนายณพจน์ศกร ซึ่งติดตั้งอยู่ใกล้ๆกับเทศบาลตำบลพระซอง ก่อนหน้านี้ได้ถูกคนร้ายยกหายไปแล้ว พอวันนี้ป้ายดังกล่าวถูกนำมาปักไว้คืนที่เดิม

จากนั้นนายณพจน์ศกรได้เข้าพบ พ.ต.ท.สังเวียน ศรียศ สว.(สอบสวน) สภ.นาแก หลังป้ายแนะนำตัวถูกทำลาย 1 จุด บริเวณริมถนนบ้านต้นผึ้ง ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 223 สายนาแก-ธาตุพนม รวมเสียหายทั้งหมด 10 ป้าย มูลค่าความเสียหายรวมค่าติดตั้งป้ายละ 700 บาท รวมเป็นเงิน 7,000 บาท  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

สำหรับป้ายแนะนำตัวของนายณพจน์ศกร ที่ถ่ายคู่กับ หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ตรวจสอบพบว่าคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุครั้งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยใช้คัตเตอร์ หรือมีดสปาต้า กรีดสับที่ใบหน้าของ น.ส.แพทองธาร และนายณพจน์ศกร จนไม่เห็นโครงป้าย โดยที่หน้าโรงเรียนมัธยมพระซองสามัคคี คนร้ายถึงขนาดถอดป้ายไวนิลไป เหลือแต่โครงไม้ให้ดูต่างหน้า ส่วนที่พบว่าหนักสุดคือจุดหน้าตลาดชุมชนหนองฮี เสียหายถึง 6 ป้าย

คอกาแฟเฮ!! ผลวิจัย ชี้ ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว ทั้ง 'ใส่-ไม่ใส่' น้ำตาล เลี่ยงการเสียชีวิตได้ลดลง 30% จากทุกสาเหตุ

(10 มี.ค.66) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ 'คอกาแฟได้เฮ ชีวิตอยู่ยาว?' ว่า...

มนุษย์โลกได้รับทราบสรรพคุณของกาแฟมาเนิ่นนาน เช่นเดียวกับคนไทยและคนทำงานที่ไม่เป็นเวลา เป็นกะกลางวันบ้าง กลางคืนบ้าง ทั้งอาชีพยาม อาชีพหมอ ที่ต้องพึ่งกาแฟเป็นอาจิณ นัย ว่า เป็นกลายๆ ทำงานติดกัน 36 หรือไม่ก็ยาวถึง 48 เกือบ 72 ชั่วโมงก็มี ใช้วิธียืนหลับ นั่งหลับ และได้กาแฟเป็นที่พึ่ง

สรรพคุณของกาแฟนั้น หมอดื้อได้เคยเล่าให้ฟัง ในคอลัมน์สุขภาพหรรษา มา ก่อนหน้านี้ และมีการศึกษาในเรื่องของการดื่มกาแฟและทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้นหรือความเสี่ยงในการตายน้อยลง  เช่น การศึกษาในกลุ่มประเทศยุโรป 10 ประเทศ รายงานในวารสาร สมาคมอายุรแพทย์ของอเมริกา (Ann Intern Med) ในปี 2017 และในปีเดียวกันนั้นเอง ในวารสาร เดียวกัน แต่เป็นการศึกษาในคนที่ไม่ใช่ผิวขาว และจนกระทั่งการศึกษาที่เกี่ยวพันกับภาวะสุขภาพ และการเกิดโรคหัวใจ มะเร็ง และนิ่วในถุงน้ำดีรวมทั้งโรคต่าง ๆ ในวารสารทางด้านโภชนาการของยุโรปในปี 2022 ก็พบว่ามีประโยชน์คล้ายกัน

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของกาแฟ ยังเป็นเรื่องที่มีผู้คนอยากรู้ว่า จะดื่มกาแฟแบบไหนดี ชนิดคั่ว หรือต้ม แบบชนิดกรองหรือไม่กรอง  และประการสำคัญก็คือ ถ้าใส่น้ำตาลหรือน้ำตาลเทียมลงไปจะลดความดีของกาแฟลงหรือไม่

โดยที่มีการประเมินในปี 2022 ว่าคนอเมริกันดื่มกาแฟวันละ 517 ล้าน แก้ว และเมื่อสอบถามเป็นรายตัวก็ยังพบว่า 66% รายงานว่าเมื่อวานก็ยังดื่มกาแฟอยู่

กาแฟนั้น มีสารที่มีคุณประโยชน์อยู่หลายชนิด และทั้งนี้ เชื่อว่ากลไกในการทำให้สุขภาพดีต่อสู้โรค มีส่วนเกี่ยวพันกับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ที่ได้จากคาเฟอีน และ chlorogenic acids และยังมีคุณสมบัติในการต้านเลือดข้น โดยผ่านกลไกทางเกร็ดเลือด

ดังนั้น น่าจะช่วยอธิบายที่กาแฟนั้น ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหรือลิ่มเลือดอุดตันต่าง ๆได้ และแม้กระทั่งในปัจจุบัน กาแฟเป็นอีกตัวหนึ่งที่มีการศึกษาว่าจะสามารถป้องกันโรคสมองเสื่อมได้หรือไม่

อยากเป็นเถ้าแก่ต้องรู้!! 5 กลยุทธ์พื้นฐาน คว้าโอกาสทางธุรกิจ

1.การแข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง
2.การแข่งขันด้วยความแตกต่าง
3.การแข่งขันด้วยต้นทุนและตลาดเป้าหมายจะแคบลง
4.การแข่งขันที่มุ่งเน้นคุณค่าให้ลูกค้าเหนื่อกว่าคู่แข่ง
5.การแข่งขันด้วยต้นทุนผสมกับความแตกต่าง


ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 

วาระแห่งชาติ ‘บิ๊กตู่’ สั่งเข้ม!! ทุกหน่วยงาน แก้ไขปัญหา PM 2.5 แนะปชช. เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง-สวมหน้ากากอนามัย

นายกฯ กระตุ้น ทุกหน่วยงาน เข้ม แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ขอประชาชนดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง 

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.66 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั่วทั้งประเทศ โดยเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ภายใต้ 3 มาตรการสำคัญ คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ เพื่อให้การแก้ไขปัญฝุ่นละอองตามบทบาทของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรมตามแผนที่วางไว้ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและความเดือดร้อนให้กับประชาชน 

นายอนุชา กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุดของศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 10-16 มี.ค. 66 ระบุว่า วันที่ 10 มี.ค. 66 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอาจมีแนวโน้มฝุ่นละอองขึ้นสูงได้ในบางพื้นที่ โดยหลังวันที่ 11 มี.ค. 66 เป็นต้นไป สถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากลมทางใต้ช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตามช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. 66 ยังเป็นช่วงที่ควรเฝ้าระวังของพื้นที่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองข้ามพื้นที่ได้ ขณะที่พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มฝุ่นละอองขึ้นสูงในพื้นที่ภาคเหนือทั้งตอนบนและล่างระหว่างวันที่ 10-14 มี.ค. 66 ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน สถานการณ์ฝุ่นจะค่อย ๆ ลดลง คาดว่าจะยังมีปัญหาอยู่อีก 1-2 สัปดาห์ 

นายอนุชา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ในทุก ๆ มาตรการ เน้นแจ้งเตือนแนะนำข้อปฏิบัติตนแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมใส่หน้ากากอนามัย กำหนดสถานที่พักชั่วคราว หรือ Safety Zone ระบบแจ้งเตือนสถานการณ์และบริการสาธารณสุข เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ เร่งระบายการจราจรไม่ให้ติดขัด ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ตรวจสภาพ/บำรุงรักษายานพาหนะขนส่งสาธารณะ ทำความสะอาดพื้นผิวถนน รวมทั้งควบคุมการเผาในที่โล่ง/พื้นที่เกษตรอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบและควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง 

นายอนุชา กล่าวว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบคุณภาพอากาศ ขยายเครือข่ายแจ้งเตือน สร้างการรับรู้ถึงข้อมูลและสถานการณ์ที่ถูกต้องแก่ประชาชน จัดระเบียบการเผาตามลักษณะพื้นที่ แบ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมให้สอดคล้องตามหลักวิชาการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมความตระหนัก และปรับพฤติกรรมประชาชนในการลดการเผาในที่โล่ง พื้นที่การเกษตร และการเผาขยะในชุมชนหรือเมือง อย่างไรก็ตาม แหล่งกำเนิดฝุ่นละอองมาจากพวกเราทุกคน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

คิดให้ดีก่อนพูด!! ‘พล.ท.นันทเดช’ ท้า!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ เปิดชื่อผู้ต้องหา ‘ม.112’ ลั่น!! เป็นนักการเมือง อย่าพูดให้ตนเองเดือดร้อน

ท้า‘อุ๊งอิ๊ง’ เปิดชื่อผู้ต้องหา‘ม.112’โดนกลั่นแกล้ง สอนมวย ‘คิดก่อนพูด’

(10 มี.ค.66) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) แชร์โพสต์ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยสถาบันวิจัย MAST Center และคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตำหนิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พูดส่งเดชเกี่ยวกับมาตรา 112

9 ขั้นตอนธุรกิจสตาร์ทอัพ ปั้นสินค้าออกสู่ตลาด

>> PRELAUNCH เตรียมพร้อมก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาด
-ตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง
-ทำความเข้าใจลูกค้าและึุณค่าของสินค้า
-เริ่มต้นในตลาดที่เหมาะสม
.
>> PRODUCT LAUNCH STRATEGY กลยุทธ์การนำสินค้าออกสู่ตลาด
-ใช้เครื่องมือและช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
-สื่อสารถึงลูกค้าด้วย STORYTELLING
-ทำให้กลุ่มเป้าหมานสนใจทดลองสินค้า
.
>> AFTER LAUNCH PRODUCT WITH GROWTH MARKETING เร่งการเติบโตด้วยตลาด
-เก็บ FEEDBACK เพื่อนำมาปรับปรุง
- สินค้าเริ่มตอบโจทย์ตลาด วัดจาก ORGANIC GROWTH 
-เร่งการเติบโตด้วย GROWTH MARKETING


ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top