Monday, 6 July 2026
NewsFeed

อัปเดตราคา ‘หมู-เนื้อ-ไก่’

อัปเดตราคาอาหารสดวันนี้ มาดูกันว่าตามท้องตลาด ราคาอาหารสด ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2565 จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาไก่ ราคาไข่ไก่ รวมไปถึงราคาผักสด เช็กกันเลย..

‘บิ๊กตู่’ ยันตามติด!! ไม่ปล่อยน้ำท่วมทุ่งนาน พร้อมเทงบ 504 ล้าน ดูแล 16 โครงการ

นายกฯ ยันรัฐบาลไม่ปล่อยน้ำท่วมทุ่ง ระบุไม่นิ่งนอนใจสั่งเร่งระบายน้ำออกทันที พร้อมจัดสรรงบบริหารจัดการในพื้นที่ 16 โครงการ วงเงิน 504 ล้าน

เมื่อ (24 ต.ค. 65) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ซึ่งได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาการระบายน้ำ และรัฐบาลได้ดูแลจัดสรรงบประมาณแผนงาน โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ปี 65 มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 16 โครงการ วงเงิน 504 ล้านบาท ประชาชนได้รับประโยชน์ 3,476 ครัวเรือน และพื้นที่ได้รับการป้องกัน 6,569 ไร่ ตัวอย่างโครงการ ได้แก่...

1. แก้มลิงลำบางชัน ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี (สำนักชลประทาน) 

2. อาคารป้องกันตลิ่งแม่น้ำน้อย ต.ไม้ดัด อ.บางระจัน (สำนักชลประทาน) 

3. ก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองสิงห์บุรี ระยะที่ 2 (กรมโยธาธิการและผังเมือง) 

4. งานวางท่อขยายเขตจำหน่ายน้ำ ต.ม่วงหมู่ อ.เมืองสิงห์บุรี (การประปาส่วนภูมิภาค) โดยได้กำหนดแผนงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งสำรวจดูแลความเดือดร้อน เพื่อลดและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งเร่งระบายน้ำให้เร็วขึ้น เพื่อลดความเสียหายให้กับประชาชน และมีระบบการแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมให้ทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

เปิดใจฮีโรชั้นประถม ทำ CPR ช่วยเด็กจมน้ำ จนรอดชีวิต ชี้ ลองเข้าใจทฤษฎี การทำ CPR ใคร ๆ ก็ทำได้

เปิดใจ 'น้องหมัด' ปั๊มหัวใจยื้อชีวิตน้อง 6 ขวบพลัดตกน้ำ จนรอดปลอดภัย เผยจดจำการปฐมพยาบาล จากพี่ ๆ มูลนิธิกู้ภัยร่มไทรที่เคยมาอบรมเมื่อไม่นานมานี้ โซเชียลฯ ซูฮก 'กล้าหาญ-มีสติ-ช่วยถูกวิธี-เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชน'

ฮีโรพี่ประถม CPR ช่วยชีวิตน้องอนุบาล

คำกล่าวที่ว่า “ฮีโร ไม่จําเป็นต้องมีพลังวิเศษ” คงเปรียบได้กับเหตุการณ์ที่กำลังถูกแชร์สนั่นโลกออนไลน์ของบ้านเราในขณะนี้ กับเรื่องราวอันน่ายกย่องของหนูน้อยวัยเพียง 12 ปี ผู้เข้าช่วยเหลือเด็กอนุบาล 2 วัย 6 ขวบ ที่ประสบเหตุจมน้ำ ด้วยการทำ CPR (Cardiopulmonary resuscitation) หรือการปฐมพยาบาลด้วยการปั๊มหัวใจ จนเด็กวัย 6 ขวบกลับมาหายใจได้อีกครั้ง

หลังจากที่เรื่องราวถูกส่งต่อออกไป ก็นำมาซึ่งเรียกชื่นชมอย่างล้มหลาม ถึงความกล้าหาญ มีไหวพริบ ความมีสติ และกล้าตัดสินใจในเวลาอันคับขัน ของเด็กชายวัย 12 ปีผู้นี้ ขณะเดียวกันก็มีหลายความเห็นที่บอกว่า ผู้ใหญ่หลายคนยังทำ CPR ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

ฮีโรหนุ่มน้อยผู้นี้คือ ด.ช.ศิราพัช ศรีงาม หรือ น้องหมัด นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนศาลาคู้ เขตมีนบุรี

น้องหมัดได้เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ขณะที่กำลังเล่นอยู่ที่บ้านเพื่อน บริเวณซอยราษฎร์อุทิศ 70 เขตมีนบุรี ก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือว่ามีเด็กจมน้ำ ก่อนจะทราบว่าเด็กที่ประสบเหตุนั้นตนเองก็รู้จัก เพราะเป็นน้องที่อาศัยอยู่ละแวกบ้านใกล้เคียงกัน

“เหตุการณ์วันนั้นเป็นวันเสาร์ (22 ต.ค.65) ประมาณตอนเที่ยง ผมมาเล่นที่บ้านเพื่อน แล้วก็มีคุณลุงคนหนึ่งเห็นเหมือนเด็กเล่นน้ำ แต่ไม่ใช่ เขามาจอดดูซักพักนึงเห็นเด็กจมลงไป แล้วเขาก็ลงไปช่วย

เสร็จแล้วเขาขึ้นมา ผมก็ได้ยินว่า "ช่วยด้วย ๆ" ผมก็เลยเดินมาดู ถ้าผมลงไปช่วยเองผมก็น่าจะจมเหมือนกันครับ ผมก็เห็นน้องเขาหมดสติ”

โชคดีที่น้องหมัดอยู่บริเวณนั้น จึงใช้ความรู้เรื่องการทำ CPR ปั๊มหัวใจช่วยเหลือเบื้องต้น จนหนูน้อยวัย 6 ขวบได้สติ ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร นำส่งโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ในเวลาต่อมา

“ผมก็เลยเริ่มทำ CPR ตรง 1 ส่วน 4 ของร่างกายก็คือช่วงหัวใจ ตรงกลาง ตรงอก แล้วก็เอามือมาประกบกันแบบที่เคยเห็นกัน ผมก็ปั๊มไปเรื่อย ๆ ประมาณ 4-5 นาที ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าถ้าเราช่วยได้เราก็ดีใจครับ

หลังจากนั้นน้องเขาลืมตาแต่หายใจยังไม่ค่อยคล่องครับ เพราะสำลักน้ำ แล้วก็มีคนโทร.ตามกู้ภัย ตอนนั้นน้องเขาลุกได้แล้วครับ ก็ดีใจครับที่ได้ช่วย เป็นครั้งแรกเลย(ที่ได้ช่วยชีวิตคน)

จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติจริง “ทำ CPR ใคร ๆ ก็ทำได้”

ถามถึงความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ฮีโรชั้นประถมก็กล่าวว่า เรียนรู้มาจากการจัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR@AED ที่โรงเรียนของเขาจัดขึ้น ร่วมกับมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร

อีกทั้งยังเป็นความบังเอิญอย่างมาก ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้มาให้ความช่วยเหลือ นำส่งน้องวัย 6 ขวบผู้ประสบเหตุจมน้ำไปยังโรงพยาบาล ก็เป็นหนึ่งในทีมวิทยากรจากมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร ที่ไปทำการฝึกอบรมให้กับโรงเรียนศาลาคู้ในวันนั้นอีกด้วย

ในเวลาเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์หลังจากนั้น ใครจะไปคิดว่า จะมีนักเรียนได้นำความรู้เรื่องของการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานมาใช้จริง จนสามารถช่วยชีวิตคนได้

“วันที่ 5 ต.ค.65 ทางโรงเรียนเขาจัดงานเข้าค่ายลูกเสือ แล้วเขาก็ไปเชิญทางมูลนิธิกู้ภัยร่มไทรมาฝึกสอนทำ CPR ครับ ผมก็ตั้งใจจำสิ่งที่สอน ก็รู้สึกสนุกแล้วก็มีความสุข แล้วพี่ที่เขามาสอนเขาก็มาที่เกิดเหตุ มานำตัวส่งน้องโรงพยาบาลครับ ตอนนี้น้องก็ปลอดภัยแล้วครับ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานมูลนิธิกู้ภัยร่มไทรมีนบุรี ก็กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ชื่นชมฮีโรตัวน้อย พร้อมฝากถึงภาครัฐในการสนับสนุนการฝึกอบรมลักษณะนี้ให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้วย

“ต้องขอแสดงความชื่นชมยินดีกับการจัดอบรมการทำ CPR และ AED ให้กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะต้องยินดีกับนักเรียนโรงเรียนศาลาคู้ ที่ได้ผ่านการอบรมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2565 โดย ด.ช.ศิราพัช ศรีงาม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนศาลาคู้

'ทิพานันท์' เผย 'บิ๊กตู่' พลิกโฉมนวัตกรรมการเงินไทย โชว์ล้ำธุรกรรมการเงินระหว่างชาติ เอื้อ 'ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริการ'

'ทิพานัน' เผยรัฐบาล 'พล.อ.ประยุทธ์' สร้างภูมิทัศน์ใหม่พลิกโฉมนวัตกรรมการเงินไทย โชว์ความก้าวหน้าธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ หนุนการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและบริการ ชี้ไทยได้ประโยชน์ 4 เรื่อง จากนโยบายนวัตกรรม 'การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน' ชูเป็นต้นแบบให้สมาชิกเอเปค 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตามที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ส่งเสริมและมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลโดยเร็ว ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงพัฒนากับธนาคารกลางอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนร่วมกันผลักดันโครงการ ASEAN Payment Connectivity ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้บริการชำระเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคมีความสะดวก ปลอดภัย และต้นทุนต่ำ ผลสำเร็จที่เห็นชัดคือ ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ (cross-border payment) สองรูปแบบคือ (1) การชำระเงินด้วย QR payment และ (2) การโอนเงินระหว่างประเทศ ผ่านบัญชีอย่างสะดวกและรวดเร็ว จนประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนจากการมีจำนวนการเชื่อมโยงด้านการเงินมากที่สุด

“ในปัจจุบันมี 6 ประเทศนำร่อง การโอนเงินระหว่างประเทศกับไทย (Cross-border QR Payment) คือ ญี่ปุ่น, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าการใช้บัตรเครดิต วิธีการง่าย ๆ เพียงสแกนไทยคิวอาร์โค้ด ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ 5 ธนาคารพาณิชย์ ได้แก่กรุงเทพ, กสิกรไทย, กรุงไทย, ไทยพาณิชย์ และกรุงศรีอยุธยา” น.ส. ทิพานัน กล่าว

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ซึ่งความสำเร็จนั้น เป็นการต่อยอดมาจากการพัฒนา Thai QR payment ภายใต้ระบบ PromptPay ของรัฐบาล พล.อประยุทธ์ จนทำให้ไทยมี QR code ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ และได้กลายมาเป็นบริการชำระเงินที่คนไทยคุ้นเคยในทุกวันนี้ จากโครงการที่ประสบผลสำเร็จทั้งทางด้านนวัตกรรมการเงินดังกล่าว ไทยจึงเสนอแนวปฏิบัติการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างเขตเศรษฐกิจ ภายใต้ชื่อ "APEC Policy Considerations for Developing Cross-Border Payments and Remittances” ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา รวมทั้งยังได้จัดแสดงนวัตกรรมการชำระเงินทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Payment) ประกอบด้วย Cross-border QR Payment และ Digital Supply Chain Solution  เพื่อเป็นแนวทางให้กับสมาชิกเอเปคอื่น ๆ นำนวัตกรรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับประเทศสมาชิกเอเปคในอนาคต  ซึ่งการนำเสนอนวัตกรรมการเงินดิจิทัลนี้ จะทำให้คนไทยและธุรกิจไทยได้ประโยชน์ 4 เรื่องคือ...

1. ระบบการชำระเงินไทย จะมีโครงสร้างพื้นฐานและมีโอกาสขยายฐานไปสู่สมาชิกเอเปค ทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ด้านการชำระเงิน ที่สอดรับกับการพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจการเงินได้รวดเร็ว มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ รองรับการใช้ประโยชน์จากผู้ประกอบการที่หลากหลาย ก่อให้เกิดนวัตกรรมบริการชำระเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และมีโครงสร้างธรรมาภิบาลด้านการชำระเงินที่เหมาะสม รวมทั้งมีการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น มีประสิทธิผลและเท่าทันความเสี่ยงใหม่ในยุคดิจิทัล

เปิด 8 ผลกระทบ ส่งฝนกระหน่ำหนักไทยครึ่งปีหลัง 65 ภายใต้การกู้สถานการณ์เร็ว ลดสูญเสียหนัก จากรบ. 'บิ๊กตู่'

นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศ เกิดร่องมรสุม และพายุอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีปริมาณฝนตกเป็นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยมีสถิติฝนตกสูงมากกว่าปกติ และในบางจังหวัดทุบสถิติฝนตกมากที่สุดในรอบ 30 ปี

ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีดังนี้...

1. ร่องมรสุมพัดพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 2 - 8 สิงหาคม 

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย หลายพื้นที่ในภาคเหนือ, ตะวันตก, ตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่า 125  มิลลิเมตร (125 ลิตรต่อตารางเมตร) ในหลายพื้นที่

2. พายุดีเพรสชัน มู่หลาน ระหว่างวันที่ 11 – 13 สิงหาคม

ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมแทบจะทุกภูมิภาคของประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดน่านตอนบนที่ รองลงมาคือเชียงรายและเชียงใหม่, กาญจนบุรี, สระแก้ว และปราจีนบุรี 

ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร (100 ลิตรต่อตารางเมตร)

3. ร่องมรสุมพัดพาดผ่านภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม

ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดยโสธร, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, น่าน, พังงา และระนอง รองลงมาคือจังหวัด สกลนคร, อุดรธานี, พิษณุโลก, จันทบุรี และตราด 

ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร (100 ลิตรต่อตารางเมตร)

4. พายุดีเพรสชัน หมาอ๊อน ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม

ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดปราจีนบุรี, ลำปาง, พังงา และภูเก็ต รองลงมาคือจังหวัดลพบุรี, นครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี และกระบี่ 

ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร (100 ลิตรต่อตารางเมตร)

5. ร่องมรสุมกำลังแรงพัดพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 5 – 9 กันยายน

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือกรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, เลย, ตาก, นครสวรรค์, พิษณุโลก, ระนอง, พังงา และสุราษฎร์ธานี รองลงมาคือจังหวัดปราจีนบุรี, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, มหาสารคาม, เชียงใหม่, เชียงราย และ กำแพงเพชร

บางพื้นที่มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่า 200 มิลลิเมตร (200 ลิตรต่อตารางเมตร)

6. ร่องมรสุมพัดพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 6 – 11 กันยายน

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือกรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, สระแก้ว, ปราจีนบุรี, นครราชสีมา, เลย, อุดรธานี, หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, นครสวรรค์, เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, ลำปาง, ระนอง และพังงา

บางพื้นที่มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่า 300 มิลลิเมตร (300 ลิตรต่อตารางเมตร)

7. พายุดีเพรสชัน โนรู ระหว่างวันที่ 28 – 30 กันยายน

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดอุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์, ลพบุรี, ระนอง, พังงา. สุราษฎร์ธานี และสตูล รองลงมาคือจังหวัดเลย, อุดรธานี, ตาก และชุมพร

รัฐบาลไทยโชว์ศักยภาพหนุน EV บนเวทีโลกอีกครั้ง จัดรถ BMW i7 ใหม่ล่าสุด EV 100% รับส่งผู้นำเอเปค

เอเปกครั้งนี้ ประเทศไทยเน้นรายละเอียดจริง ๆ ขนาดรถของผู้นำยังเป็น THE NEW BMW i7 ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าล้วน 100 % สำหรับใช้ต้อนรับผู้นำจากทุกประเทศอีกด้วย

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก BMW Thailand ได้โพสต์ภาพ คาราวาน THE NEW BMW i7 ที่ส่งตรงมาจากประเทศเยอรมนี เพื่อรับหน้าที่ “The Official Mobility Partner for APEC 2022 Leaders” สำหรับผู้นำคนสำคัญจากเขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก ภายใต้ธีม “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล หรือ Open. Connect. Balance.” ในวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 โดย THE NEW BMW i7 จะให้ความสะดวกสบายในทุก ๆ การเดินทาง เพื่อความสมบูรณ์แบบของการประชุม APEC 2022 ครั้งนี้

แน่นอนว่า การเลือกใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) 100% สำหรับใช้เป็นยานพาหนะอย่างเป็นทางการ ตลอดระยะเวลาการประชุมสัปดาห์ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ทำให้ประเทศไทยได้โชว์ศักยภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในด้านการสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเทรนด์รักษ์โลกยุคปัจจุบันอีกด้วย

'ทะลุแก๊ส' ถล่ม 'ทักษิณ' ขุดสังหารหมู่ตากใบ การบังคับใช้แต่กม. จนปราศจากการยื่นมืออันอบอุ่น

'ทะลุแก๊ส' ถล่ม 'ทักษิณ' ขุดสังหารหมู่ตากใบ ประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยบังคับอยากให้ลืม

(25 ต.ค. 65)กลุ่มทะลุแก๊ซ – Thalugaz @thalugazzz ทวิตข้อความว่า 18 ปี #สังหารหมู่ตากใบ ประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยบังคับอยากให้ลืม หลายคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในวันนั้นต้องกลายเป็นผู้พิการ เพราะอวัยวะถูกกดจากการนอนทับกัน 4-5 ชั้นหลายชั่วโมงในรถทหาร อยู่ในสภาพหายใจแทบไม่ออก ปัสสาวะและอุจจาระราด

กรณีตากใบ เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านจำนวน 6 คนที่ถูกจับกุมตัว มีชาวบ้านในพื้นที่นั้นมามุงดูนับพันคนจนทหารต้องทำการปิดล้อมพื้นที่และสลายการชุมนุม มีผู้เสียชีวิตในพื้นที่ชุมนุม 6 คน

จากนั้นจึงมีการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 1,370 คน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 คน และถูกจับกุมประมาณ 1,300 คน นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากนั้น 8 ปี ว่า “เสียใจที่เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และก็จำไม่ค่อยได้เพราะนานมาแล้ว”

นายทักษิณ ยอมรับว่าการอยู่มานานก็เริ่มใช้อำนาจมากไป ความจริงตามหลักของรัฐศาสตร์ต้องใช้ทั้ง 2 อย่าง อย่างมือ 2 ข้าง มือหนึ่ง เขาเรียกกำปั้นเหล็ก ใช้กฎหมาย แต่มืออีกข้าง ต้องเป็นถุงมือกำมะหยี่ คอยดูคอยให้ความอบอุ่น

“ผมอยู่ในอำนาจนานเข้าเรื่องมันเยอะ ผมจึงบังคับใช้แต่กฎหมาย ไม่ดีเลย ถ้าผมอยู่ต่อไป ต้องใช้ถุงมือกำมะหยี่ มืออบอุ่นให้มาก กฎหมายให้ใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อย”

แต่คำขอโทษอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ออกแถลงการณ์ว่า “ผมขอโทษแทนรัฐบาลชุดที่แล้ว และขอโทษแทนรัฐบาลนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมมาขอโทษแทน ผมอยากยื่นมือออกไปแล้วบอกว่าผมเป็นคนผิด ผมขอกล่าวคำขอโทษด้วยด้วยใจจริง”


ที่มา: https://www.thaipost.net/x-cite-news/248882/

'อลงกรณ์' ชี้ 2565 จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ยุคใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation (WCF) บรรยายพิเศษ หัวข้อ 'ศักยภาพของโครงการบลู คาร์บอนในประเทศไทย' (Potential for blue carbon projects in Thailand) ในการประชุมนานาชาติจัดโดยมูลนิธิ Worldview International ที่กรุงเทพมหานครวันนี้ โดยแสดงวิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทยในการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Nation) เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases:GHGs) อย่างจริงจังตามพันธกรณีที่นายกรัฐมนตรีของไทยประกาศเป้าหมายในการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์

'เพื่อไทย' งัด 8 ตราบาปตอกหน้า 'ประยุทธ์' ชี้!! ยิ่งอยู่นาน ประเทศยิ่งเสื่อม แนะควรสำนึกได้แล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ (25 ต.ค. 65) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่กระแสความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตกต่ำอย่างสุดขีด แทนที่พล.อ.ประยุทธ์จะรู้ตัวและแก้ไข กลับส่งคนออกมาโต้ ล่าสุดถึงขนาดให้คนของตัวเองออกมาอวยว่าทำได้ดี ทิ้งมรดกความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ ซึ่งต่างกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงอยากให้ข้อมูลความจริงที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ทิ้งมรดกที่เหมือนกับตราบาปของคนไทยไว้ 8 เรื่องดังนี้ 

1.) ช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ ไทยพัฒนาน้อยที่สุด จากตัวเลขการเจริญเติบโตที่ต่ำมาตลอด ไทยได้ฉายาเป็นคนป่วยของเอเชีย ถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงทุกด้าน เป็นมรดกความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

2.) เป็นช่วงที่ประเทศก่อหนึ้มากสุดแต่ไม่พัฒนา มีหนี้สาธารณะทะลุ 10 ล้านล้าน กู้เงินมากที่สุด แต่เศรษฐกิจขยายต่ำสุด ลูกหลานต้องมาใช้หนี้กว่า 5 ล้านล้านบาท หรือกว่า 50 ปีกว่าจะใช้หนี้หมด และยังต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงสุดด้วย ประชาชนก็มีหนี้ครัวเรือนสูงสุดประมาณ 15 ล้านล้านบาท หนี้เสียและหนี้นอกระบบสูงที่สุดด้วย เป็นมรดกหนี้ล้นทะลัก

นายพิชัย กล่าวต่อว่า 3.) ค่าครองชีพแพงสุด ทั้งราคาสินค้าและบริการ น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้าแพงที่สุด เงินเฟ้อมากสุด แต่รายได้ของคนไทยไม่เพิ่มแถมลดลง เป็นมรดกสินค้าแพง

'กอบศักดิ์' ชี้ ญี่ปุ่นเลือกกดดอกเบี้ย-ค่าเงิน หวังทำสงครามกับนักเก็งกำไร ปลายทางมักจบไม่สวย

(25 ต.ค. 65) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ โพสต์ข้อความ ผ่านเฟสบุ๊ก Kobsak Pootrakool ระบุว่า

หนทางสู่วิกฤตของญี่ปุ่น !!!!

ถ้าทางการญี่ปุ่นยังเลือกที่จะเดินตามแนวทางปัจจุบัน

กดดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไว้ให้ต่ำ เพื่อช่วยรัฐบาลที่มีหนี้มาก

กดค่าเงินไว้ไม่ให้อ่อนไปกว่านี้

ทั้งหมด คงจบลงด้วยการเกิดวิกฤต

ที่จะเป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์ 3 สิ่งที่อยู่ด้วยกันแล้วจะเป็นเรื่อง ก็คือ ค่าเงินที่คงที่ ดอกเบี้ยที่เลือกกำหนดตามใจฉัน และเงินทุนที่ไหลอย่างอิสระ (Free Flow of Capital)

ทฤษฎีนี้เรียกว่า Impossible Trinity หรือ “สามเป็นไปไม่ได้” ซึ่งถูกคิดค้นโดย Robert Mundell นักเศษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และ John Fleming เมื่อช่วงปี 1960-1963

ประเทศไหนก็ตามที่พยายามจะทำใน 3 สิ่งนี้พร้อม ๆ กัน ปัญหาก็จะตามมา

โดยประเทศที่มีค่าเงินคงที่ แต่อยากจะกดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เงินจะไหลออกจากประเทศ จากดอกเบี้ยต่ำ ไปหาประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า นำมาซึ่งเงินสำรองที่จะร่อยหรอลงจนสุดท้าย ก็เกิดวิกฤตค่าเงิน

หรือประเทศที่กดดอกเบี้ยไว้ต่ำกว่าคนอื่น แต่อยากตรึงค่าเงินไว้ ณจุดใดจุดหนึ่ง สุดท้ายก็จะประสบปัญหาเดียวกัน คือเงินไหลออก นำไปสู่แรงกดดันต่อค่าเงินที่ตรึงไว้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สุดท้ายเงินสำรองก็ร่อยหรอ และสุดท้ายก็ไม่สามารถคงค่าเงินไว้ได้ กลายเป็นวิกฤตเช่นกัน

สิ่งที่ทางการญี่ปุ่นทำขณะนี้ ก็คือเรื่องนี้

1. โลกที่ญี่ปุ่นอยู่ คือโลกของเงินที่ไหลเวียนอย่างอิสระ

2. อีกด้าน การที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้ภาครัฐเยอะมาก สูงถึง 264% ของ GDP ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่ เป็นหนี้ในประเทศ ทำให้ทางการญี่ปุ่นซึ่งขาดดุลการคลังอยู่แล้วถึง 8% ของ GDP และมีภาระดูแลสังคมผู้สูงวัย อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศอย่างยิ่ง

ไม่น่าแปลกใจ ที่แบงก์ชาติญี่ปุ่นจึงมีหน้าที่พิเศษอีกอย่าง ก็คือ ต้องพยายามช่วยกดดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของญี่ปุ่นเอาไว้ โดยดูแลดอกเบี้ยใน Yield Curve ของญี่ปุ่นที่อายุช่วง 7-10 ปีลงมา ให้ปรับตัวขึ้นไม่มาก เพียงแค่ 0.25% เท่านั้น ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แบงก์ชาติญี่ปุ่น ได้ประกาศโครงการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ต้องประกาศ Emergency Bond Buying Program อีก 2.5 แสนล้านเยน

3. ค่าเงิน จากเดิมที่ญี่ปุ่นเคยปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แต่เนื่องจากช่วงนี้ค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลงต่อเนื่อง อ่อนสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 30 กว่าปี ทางการญี่ปุ่นจึงเริ่มกังวลใจ และเริ่มเข้าแทรกแซงค่าเงินไม่ให้อ่อนไปกว่านี้ ซึ่งตอนนี้ พยายามขีดเส้นไว้ที่ประมาณ 150 เยน/ดอลลาร์

ซึ่งในเรื่องนี้ หากทางการญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการตรึงค่าเงินไว้ที่ 150 เยน/ดอลลาร์ ตามที่ตั้งใจได้ ระบบค่าเงินเยนก็จะทำตัวเหมือนอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือใกล้เคียงกับระบบดังกล่าว

ทั้งหมดจะทำให้ญี่ปุ่นเข้าเงื่อนไขของทฤษฎี “สามเป็นไปไม่ได้” หรือ Impossible Trinity

และหมายความต่อไปว่า ถ้ายังคงเดินไปตามทางนี้ เงินดอกเบี้ยต่ำในญี่ปุ่น ก็จะไหลออกไปหาเงินดอกเบี้ยสูงในสหรัฐ โดยมีทางการญี่ปุ่นช่วยดูแลความเสี่ยงเรื่องค่าเงินให้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top