Saturday, 6 June 2026
MONEY_CASH_BACK

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน'

(21 ส.ค.68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax) โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน 8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา 

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน 

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท

เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

'Warroom IAC' ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อายัดเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำคืนให้แก่ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK' ได้อีก 5 ราย กว่า 2 ล้านบาท

(29 ส.ค. 68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. แถลงผลการปฏิบัติของ “Warroom IAC” ในการกวาดล้างเครือข่าย ระงับบัญชี ติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ตามปฏิบัติการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง ณ ห้อง “Warroom IAC” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการปฏิบัติการของ “Warroom IAC” จะบูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วนในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ภายใน 3 เดือน พบว่าตั้งแต่เปิด “Warroom IAC” วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปราบปรามเห็นผลชัดเจนขึ้น และสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายทั้งบัญชีธนาคารและคริปโตเคอเรนซี ได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ โดยตั้งแต่วันที่ 4 - 28 สิงหาคม 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 426 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 225,093,192 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 201 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 75,246,769 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 170 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 92,145,130 บาท

ทั้งนี้ จากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่ง ทำให้ “Warroom IAC” สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 234 ล้านบาท และล่าสุดสามารถติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพิ่มเติมได้อีก จำนวน 5 ราย จำนวน 2,058,920 บาท เพื่อนำคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย

กรณีที่ 1 : ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้ใช้งานเฟซบุ๊ก พบบัญชีแฟนเพจของคนร้าย ชื่อ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” ที่ลงข้อมูลแอบอ้างเป็น อาจารย์ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนชื่อดัง โดยเพจดังกล่าวได้ลงโฆษณาเชิญชวนให้เล่นหุ้น ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อเพจดังกล่าวไป ต่อมาได้แอดไลน์ และได้สนทนากับผู้ใช้ชื่อไลน์ว่า “มาย” ที่อ้างว่าเป็นเลขาของ อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้ากลุ่ม “SET Up 17” โดยในกลุ่มจะบอกราคาหุ้น จากนั้นให้ผู้เสียหายย้ายกลุ่มไปยังอีกกลุ่ม ชื่อ “Class A SET UP” เป็นกลุ่มเกี่ยวกับการเล่นหุ้น ต่อมา คนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเล่นหุ้น ผ่านโปรแกรมชื่อ “Macquaie Prime” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง โดยได้กำไรจริงในช่วงแรก ต่อมาคนร้ายจึงชักจูงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมความเสียหายทั้งหมด 4,719,820.58 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้นำกำลังสืบสวนจนทราบว่า นายภาคภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด ได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปส่งหมายเรียกดังกล่าว ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายภาคภูมิฯ ไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท อายัดได้ทันเต็มจำนวน 500,000 บาท โดยผู้ต้องหาไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : ผู้เสียหายเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายของสถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น แจ้งให้ผู้เสียหายรอรับโทรศัพท์จาก DSI จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI โทรมาหา แจ้งว่าผู้เสียหายยักยอกเงินของทางราชการ และได้หลอกให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE หลังจากพูดคุยคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ จากการทำธุรกรรมในบัญชีดังกล่าว จากนั้นคนร้ายข่มขู่ให้ผู้เสียหายแจ้งทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่ให้คนร้ายทราบ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบต่อการรับราชการของผู้เสียหาย และคนร้ายจะให้การช่วยเหลือกรณีดังกล่าว ต่อมาคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายให้โอนเงินทั้งหมดให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปจำนวน 497,900 บาท จากนั้นคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 100,000 บาท ต่อมาคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 170,000 บาท แต่ผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงไม่ได้โอนไปให้ รวมความเสียหายที่ถูกหลอกลวงไปทั้งสิ้น จำนวน 767,900 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายอนุชิต ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 497,900 บาท ซึ่งภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายอนุชิต ฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถอายัดได้ทันทั้งหมด จำนวน 497,900 บาท 

กรณีที่ 3 : ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการรายหนึ่งได้ถูกหลอกลวง โดยมิจฉาชีพติดต่อมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งว่ามีเอกสารที่ยังไม่ได้เซ็นรับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจ่าหน้าซองว่าถูกส่งมาจากกรมบัญชีกลาง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ตามคำแนะนำ โดยคนร้ายใช้ชื่อบัญชีไลน์ว่า“กลุ่มผู้เกษียณอายุ” และ “กนกรัตน์ หิรัญบูรณะ” ต่อมาคนร้ายได้ให้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำ กระทั่งได้ถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร รวมความเสียหายกว่า 768,020 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาววรรณนิษาฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 411,010 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 411,010 บาท

กรณีที่ 4 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้สั่งซื้อของออนไลน์ เมื่อโอนเงินไปแล้วปรากฎว่าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ต่อมาได้มีคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ติดต่อมาหาอ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนให้ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ คนร้ายได้แล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “DDos ชุดที่ 88” จากนั้นได้เริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินครั้งแรกเป็นค่าเข้ากลุ่ม ต่อมาคนร้ายได้ใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อเป็นค่าดำเนินการในการติดตามเงินค่าสินค้าคืน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3,691,061.54 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาวสุนีย์ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 370,010 บาท

กรณีที่ 5 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ใช้งานแอปพลิเคชัน facebook ต่อมาได้ถูกชักชวนจากในโซเชียลให้นำเงินไปลงทุนในแพลตฟอร์ม vips-psl .com ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินลงทุน ต่อมาไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง ความเสียหายรวม จำนวน 4,315,000 บาท

จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน
ในสังกัด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ จนสามารถออกหมายจับได้แล้วหลายราย โดยล่าสุดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ติดตามจับกุม นายสิทธิศักดิ์ฯ อายุ 42 ปี หนึ่งในขบวนการได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร เจ้าตัวสารภาพว่าได้ถูกว่าจ้างให้เปิดบัญชี โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายสิทธิศักดิ์ฯ ไว้ได้ จำนวน 280,000 บาท 

โดยวันนี้ “Warroom IAC” หรือ ศกค. นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ศกค. ได้นำเงินจำนวน 2,058,920 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ตามปฏิบัติการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

Warroom IAC ปฏิบัติการ 'MONEY CASH BACK' ต่อเนื่อง ล่าสุดตามอายัดบัญชีม้าได้อีกกว่า 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย 2 ราย

(26 ก.ย. 68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. และผู้เกี่ยวข้อง แถลงผลปฏิบัติการของ Warroom IAC แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการตามอายัดบัญชีม้าได้อีกกว่า 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย 2 ราย ตามปฏิบัติการ 'MONEY CASH BACK' ณ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (Warroom IAC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การปฏิบัติการของ Warroom IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 26 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 716 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 429.6 ล้านบาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 328 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 143.4 ล้านบาท สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอน “MONEY CASH BACK” รวมจำนวนเงินกว่า 250 ล้านบาท และล่าสุดได้ปฏิบัติการติดตามอายัดเงินคืนผู้เสียหาย 2 กรณี ดังนี้ 1,009,949 บาท

กรณีที่ 1 : เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ได้มีผู้เสียหายรายหนึ่งพบบัญชีเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อว่า “animal frames” ได้ลงโฆษณาเกี่ยวกับการซื้อขายรูปภาพสัตว์เลี้ยง ผู้เสียหายสนใจจึงได้สมัครแล้วส่งภาพสัตว์ไปให้เพจดังกล่าว ปรากฎว่าได้รับค่าตอบแทนจริง ต่อมาเพจดังกล่าวได้ชักชวนให้ผู้เสียหายทำกิจกรรมโดยโอนเงินเพื่อลงทุน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 418,226 บาท ต่อมา กก.2 บก.สอท.4 ได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับและสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวได้แล้วบางส่วน และสามารถจับกุม นายรัฐภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในขบวนการ พร้อมทั้งประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายรัฐภูมิฯ ที่ผู้เสียหายได้โอนเข้าเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง เป็นเงิน 140,000 บาท โดยหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายรัฐภูมิฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ได้มีมิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหาย แจ้งว่าจะทำการคุ้มครองเงินฝากให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพบอก โดยเริ่มจากการเข้าไปในแอปพลิเคชัน ของธนาคาร เปลี่ยนการตั้งค่าเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นให้ผู้เสียหายสแกนคิวอาร์โค้ดและสแกนใบหน้า โดยมิจฉาชีพ จะคอยบอกและควบคุมผู้เสียหายให้ทำตามทีละขั้นตอน แต่ภายหลังผู้เสียหายรู้สึกเอะใจ จึงเข้าไปตรวจสอบยอดเงินในธนาคาร จึงทราบว่าเงินของตนเองถูกโอนออกไป จำนวน 1,435,250 บาท ชื่อบัญชี นายณัฐวุฒิฯ ต่อมา ว่าที่ พ.ต.อ.วิศรุตม์ จันทร์สุวรรณ ผกก.1 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนในสังกัดรวบรวมพยานหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก นายณัฐวุฒิฯ มาพบและถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายณัฐวุฒิฯ ไว้ได้จำนวน 994,760 บาท เบื้องต้นเจ้าตัวรับสารภาพว่าได้นำบัญชีไปให้ผู้อื่นใช้งาน โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนผู้ต้องหารายอื่นอยู่ระหว่างการสืบสวนจับกุม

โดยวันนี้ Warroom IAC โดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผบ.ศกค. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท./ที่ปรึกษา ศกค. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินทั้งหมด จำนวน 1,134,760 บาท มอบคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top