Saturday, 6 June 2026
Lite

8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 นิสิตนักศึกษา 8,000 คนรวมพลังเดินขบวน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสได้เข้ามาคุกคามสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) และยึดดินแดนไปถึง 5 ครั้ง รวมพื้นที่กว่า 467,500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน ทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนไปกว่าครึ่งประเทศ เหตุการณ์นี้ฝังใจคนไทยมาหลายยุคสมัย จนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) นิสิตนักศึกษาจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์กว่า 8,000 คน ได้เดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามให้เรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม ประชาชนกว่า 50,000 คนก็รวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง แสดงพลังสนับสนุนแนวคิด “เอาดินแดนคืน” อย่างล้นหลาม

รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสคืนดินแดน แต่ถูกปฏิเสธและถูกยิงปืนใหญ่ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในไทย รวมถึงการรุกล้ำน่านฟ้า กองทัพไทยจึงเตรียมพร้อมตอบโต้และเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่ดินแดนเดิมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 การสู้รบดำเนินไปในหลายสมรภูมิ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะยุทธนาวีเกาะช้างซึ่งไทยมีชัยเหนือฝรั่งเศส และสามารถยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่ง เช่น หลวงพระบาง จัมปาศักดิ์ พระตะบอง และเสียมราฐ

ต่อมา ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จนมีการลงนามสัญญาพักรบที่ไซ่ง่อน และการเจรจาสันติภาพที่กรุงโตเกียวในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2484 ซึ่งผลสุดท้าย ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย รวมพื้นที่ราว 90,000 ตารางกิโลเมตร โดยจัดตั้งเป็น 4 จังหวัดใหม่ ได้แก่ พระตะบอง พิบูลสงคราม นครจัมปาศักดิ์ และลานช้าง ถือเป็นชัยชนะทางทหารและการทูตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่เสียชีวิตในการรบ รัฐบาลได้สร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ณ กรุงเทพมหานคร เปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 เพื่อเชิดชูวีรชน 160 นาย ที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินและเกียรติยศของชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ชัยชนะในการกู้เอกราชคืน” และจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตราบจนทุกวันนี้

12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ‘โรงเรียนประณีตศิลปกรรม’ ยกฐานะเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’ สถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เมื่อปี 2476 เพื่อสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมแก่ข้าราชการและนักเรียนไทยโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปกรรมเต็มรูปแบบ

ในปี 2478 โรงเรียนได้รวมกับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากร” โดยมีผลงานของนักเรียนถูกนำไปจัดแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญ จนได้รับความสนใจจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมอบหมายให้ศาสตราจารย์ศิลป์ และลูกศิษย์สร้างผลงานประติมากรรมประดับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งกลายเป็นผลงานศิลปะสำคัญของชาติ

ต่อมา รัฐบาลประกาศ “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พุทธศักราช 2486” ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเพื่อฟื้นฟูศิลปกรรมของชาติ และเพาะศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิในแขนงต่าง ๆ อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ และโบราณคดี โดยพระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

การยกฐานะครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของวงการศิลปะไทย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลให้การยอมรับว่า “ศิลปะคือศาสตร์แห่งชาติ” ที่มีคุณค่าทัดเทียมกับวิชาการระดับอุดมศึกษา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยศิลปากรมีชื่อเสียงในด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดี และขยายการเรียนการสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชาใน 3 วิทยาเขตทั่วประเทศ

10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขา พระราชนาม ‘อานันทมหิดล’ พระนามแห่งเจ้าฟ้ารัชกาลที่ ๘

วันนี้ในอดีต 10 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เป็นวันที่ “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล” พระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (เจ้าฟ้ามหิดล) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้รับพระราชทานพระนามจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า “อานันทมหิดล” (Ananda Mahidol) ซึ่งต่อมาพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี

พระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น มาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่มีไปถึง หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพระนัดดา “ได้รับพระราชทานนามแล้ว” พร้อมระบุการสะกดชื่ออย่างถูกต้องว่า Ananda Mahidol

พระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งระบุว่า “เจ้าวรรณไวทยากร เธอโทรเลขไปยังลูกแดงด้วยว่า เดี๋ยวนี้ลูกของลูกแดงได้รับพระราชทานชื่อแล้วว่า ‘อานันทมหิดล’ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า ‘Ananda Mahidol’ ดังนี้ ให้โทรเลขเป็นคำตรงกับชื่อที่สะกดมานี้ มิฉะนั้นจะผิดไป โทรเลขส่งไปวันจันทร์...” โดย “ลูกแดง” ในที่นี้หมายถึง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แม้จะทรงครองราชย์ในวัยเยาว์ แต่ทรงได้รับความรักและเคารพจากพสกนิกรทั่วแผ่นดินในฐานะ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินไทย”

9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 13 ของไทย ถึงแก่อสัญกรรม สิริรวมอายุ 84 ปี

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ สิริรวมอายุ 84 ปี ท่านเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิรอบด้าน ทั้งนักเขียน นักคิด นักการเมือง และศิลปิน ผู้ฝากผลงานระดับตำนานไว้ให้คนไทยมากมาย อาทิ สี่แผ่นดิน, หลายชีวิต, ไผ่แดง, มอม และ สามก๊กฉบับนายทุน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโอรสของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ และหม่อมแดง บุนนาค ทรงได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ด้วยเหตุที่ร้องไห้เสียงดังในวัยทารก จึงได้ชื่อว่า “คึกฤทธิ์” ท่านเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และพรรคกิจสังคม ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2518

ชีวิตของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เต็มไปด้วยสีสัน ท่านเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ The Ugly American (1963) คู่กับมาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) และเป็นที่รู้จักในฉายา “ซือแป๋ซอยสวนพลู” หรือ “เสาหลักประชาธิปไตย” ด้วยความกล้าพูด กล้าวิจารณ์ และยืนหยัดเพื่อบ้านเมือง หลังถึงแก่อสัญกรรมในปี 2538 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอชื่อท่านต่อองค์การยูเนสโกในปี 2550 ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” เพื่อเชิดชูเกียรติผลงานอันเป็นคุณูปการต่อประเทศไทยและวงวรรณกรรมโลก

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดรัชสมัยกว่า 70 ปี พระองค์ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรกว่า 4,000 โครงการ และได้รับการยกย่องด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับ รางวัลเกียรติยศ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award จากเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน ทรงเป็นที่จดจำและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ‘วันมหาวิปโยค’ เลือดนิสิตพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย มหาประชาชนโค่นบัลลังก์เผด็จการทหาร

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการเมืองไทย เมื่อประชาชน นิสิต และนักศึกษาทั่วประเทศลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากที่รัฐบาลจับกุมอาจารย์และนักศึกษา 13 คน ซึ่งออกมาเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้เกิดกระแสต่อต้านทั่วกรุง

การชุมนุมเริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม โดยมีผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับ แต่เมื่อครบกำหนดเที่ยงวัน รัฐบาลยังนิ่งเฉย กลุ่มนักศึกษาและประชาชนจึงเคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์ไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อชุมนุมกดดันรัฐบาล

รุ่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม การชุมนุมได้บานปลายเป็นเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง รัฐบาลใช้กำลังและอาวุธเข้าสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมอย่างรุนแรง และทำให้รัฐบาลจอมพลถนอมหมดความชอบธรรม ต้องลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และเป็นก้าวสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในยุคใหม่

6 หนุ่ม CIR*CRL แซม เลออน พาย พี ติวเตอร์ เบ็น ส่งซิงเกิ้ลแรก 'WANT IT NOW' ให้ฟังแล้วทุกแพลตฟอร์ม

เพลง 'WANT IT NOW' พร้อมทีมสร้าง MV ระดับ South East Asia*
เปิดตัวเดบิวต์อย่างเป็นทางการสำหรับ 6 หนุ่ม แซม - พฤฒิชัย รวยฟูพันธ์ ,เลออน -เลออน เซ็ค , พาย - ฐิติกร วัฒนะบวรพัฒน์ , พี - พีรดนย์ ชื่นอารมย์ ,ติวเตอร์ - วีรฤทธิ์ มานะประเสริฐศักดิ์ และ เบ็น - ภัทรกิจ ตั้งมงคลกิจการ ในนาม CIR*CRL(เซอร์-เคิ่ล) เป็นศิลปิน T-POP น้องใหม่ตัวจริงภายใต้คอนเซ็ปต์ DIFFERENT STANDS , SAME GOAL การถือกำเนิด การเกิดใหม่ของพวกเขาทั้ง 6 คน พร้อมส่ง SINGLE DEBUT เพลงแรกกับเพลง “WANT IT NOW“ มาให้ทุกคนได้ฟังเพลงได้แล้ววันนี้ทุก สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทุกช่องทาง พร้อมชมมิวสิควิดีโอ เพลง “WANT IT NOW“ ได้แล้วทาง YouTube  MchoiceMusic

โดยเพลง 'WANT IT NOW' นี้ได้มีการทำงานร่วมกันจากทีมงานหลากหลายประเทศ ที่เรียกได้ว่ารวมตัวท็อปของ South East Asia เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ในส่วนของเพลง และ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ในส่วนของ MUSIC VIDEO ซึ่งเนื้อหาจะพูดถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่ม 6 คนที่มีพลังวิเศษที่ได้แรงบันดาลใจตัวละคร maneto ในเรื่อง x-men ที่แต่ละครจะมีเรื่องราวและ SYMBOLIC ตามพลังวิเศษที่แตกต่างกัน และ มารวมตัวกันจึงถือกำเกิดขึ้นเป็น CIR*CRL ที่พร้อมจะสร้างโลกใหม่พร้อมปรากฏการณ์ใหม่ให้กลับโลกใบนี้  ถ้าใครที่ได้เข้าไปดู MV แล้วจะเข้าใจถึงเนื้อหาเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว 

และในส่วนมิวสิควิดีโอ ยังได้ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงที่เรียกได้ว่ากวาดเรียบแทบจะทั้งวงการ T-POP อย่าง คุณจีน คำขวัญ ดวงมณี (DIRECTOR & PRODUCED BY BIRKIN VISUAL) ที่จับมือกับ ผู้กำกับตัวท็อปฝั่งเวียดนาม คุณ PHUONG VU (ANTIANTIART) และสุดยอด DIRECTOR OF PHOTOGRAPHY คุณKELVIN CHEW WEI ZHONG ที่เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น billie eilish , Jackson Wang รวมถึง Jisoo BLACKPINK และ คุณMatthew ที่เป็นผู้ทำ COLORIST ให้กับ MV 'WANT IT NOW' ก็เคยผ่านงานการทำสี MUSIC VIDEO ให้ศิลปินอย่าง Fujii Kaze และศิลปินท่านอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็น MEGA PROJECT ของทาง MCHOICE และ MCHOICE MUSICE ที่ได้รวบรวมคนมากฝีมือในฝั่ง South East Asia มาร่วมกันช่วยทำ SINGLE DEBUT เปิดตัวเพลง WANT IT NOW ให้กับวงน้องใหม่อย่าง CIR*CRL แบบยิ่งใหญ่ ไม่แพ้เมืองนอกกันเลยทีเดียว และในส่วนของ ART WORK โลโก้วง และ ตัว SYMBOLIC ต่างๆ ก็ได้สุดยอด  CREATIVE & ART DIRECTOR  ชื่อดังของเมืองไทยอย่าง คุณอ๊อด สุพิชาน โรจน์วณิชย์ ที่เคยทำให้กับศิลปินดังๆ ต่างๆ มากมาย มาร่วมรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ด้วย 

สามารถเป็นกำลังใจและ ติดตามความเคลื่อนไหวอัปเดตข่าวสาร บอยกรุ๊ป วง CIR*CRL (เซอร์-เคิ่ล) ผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ของ MCHOICE ได้ทุกช่องทาง  พร้อมชมมิวสิควิดีโอ เพลง 'WANT IT NOW' ได้แล้วทาง YouTube  MchoiceMusic และฟังเพลงได้แล้ววันนี้ทุก สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทุกช่องทาง

ช่องทางติดตาม
Youtube (Official Channel) MchoiceMusic
Instagram: cir.crl
TikTok: @cir.crl
X (Twitter): @CIRCRL
linktree: https://linktr.ee/cir.crl

‘อาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า’ เปิดตัว!! คอนเสิร์ตใหญ่ รวมศิลปิน เพื่อนพ้อง จุดไฟ!! กลางขุนเขา อีกครั้ง

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68)  ที่ร้าน “กระเทียมพริกไทยดำ” เลียบคลองสอง กรุงเทพฯ ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวคอนเสิร์ตใหญ่ “คืนสู่ไร่ แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า: พี่ เพื่อน น้อง ร้องเพลงรัก” โดย อาจารย์ไข่ – คฑาวุธ ทองไทย หัวหน้าวงมาลีฮวนน่า นำทีมศิลปินรุ่นใหญ่และศิลปินรับเชิญ มาร่วมพูดคุยถึงความตั้งใจในการจัดงานดนตรีครั้งนี้

ภายในงานแถลงข่าวเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมรับฟังแนวคิดจากศิลปินที่ร่วมเวที ไม่ว่าจะเป็น จิระนันท์ พิตรปรีชา, โอ้–โอฬาร พรหมใจ จาก The Olarn Project, ติ๊ก ชิโร่ และ คุณมะลิ น้องสาวของอาจารย์ไข่ ที่มาร่วมเล่าถึงความหมายของ “คืนสู่ไร่” ในครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ตกลางแจ้งธรรมดา แต่คือกิจกรรมที่ต้องการใช้พลังของเสียงเพลงและบรรยากาศธรรมชาติ เยียวยาหัวใจผู้คน

คอนเสิร์ต “คืนสู่ไร่” ครั้งนี้ ยังถือเป็นการกลับมาจัดงานกลางแจ้งในรูปแบบ “แคมป์ไฟดนตรี” อีกครั้งของมาลีฮวนน่า โดยรวมเอาศิลปินจากหลากหลายแนว ทั้งป๊อปร็อก เพื่อชีวิต และกวีร่วมสมัย มาร่วมแสดงอย่างอบอุ่นท่ามกลางสายลมหนาว ขุนเขา และบทเพลงที่คุ้นหูของแฟน ๆ ตลอดหลายทศวรรษ

แฟนเพลงเพื่อชีวิตและผู้รักเสียงดนตรีเตรียมสะพายกีตาร์ขึ้นรถ แล้วเดินทาง “คืนสู่ไร่” เพื่อพบกันอีกครั้งท่ามกลางไฟแคมป์ กลิ่นไอของมิตรภาพ และเสียงเพลงที่ไม่เคยลืม

🎤 รายละเอียดคอนเสิร์ต
📅 วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568
📍 ไร่หุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
⏰ ตั้งแต่หกโมงเย็นยันหกโมงเช้า — เต็มอิ่มทั้งคืนไม่มีพัก!

ร่วมขับกล่อมเสียงเพลงกับศิลปินเพื่อชีวิตขวัญใจมหาชน
✨ มาลีฮวนน่า
✨ The Olarn Project
✨ ติ๊ก ชิโร่
✨ ไก่ กะละมังส์
✨ วงพริกไทย

🎟️ บัตรราคา 1,900 บาท (พร้อมเก้าอี้สนาม Limited Edition!)
จำกัดเพียง 1,500 ใบเท่านั้น! อย่าช้า...!!

📌 ช่องทางจำหน่ายบัตร
เพจ Maleehuana Official
ร้าน ครัวกระเทียมพริกไทยดำ (เลียบคลองสอง) ☎️ 090-015-8243
ร้าน ครัวกระเทียมพริกไทยดำ (ไร่หุบกะพง ชะอำ) ☎️ 094-407-1440

📞 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท มาลีฮวนน่า อาร์ตเร็คคอร์ด
โทร. 094-407-1440, 032-427-557, 095-340-0035

🌙 เสียงกีตาร์จะดังขึ้นอีกครั้งกลางไร่หุบกะพง
“คืนสู่ไร่” ครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เพลง...แต่มีความทรงจำของเพื่อชีวิตทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ที่จะกลับมาจุดไฟหัวใจให้ลุกโชนอีกครั้ง

เพลงพระราชนิพนธ์ ในมุมมอง ‘3 ลุง เฉลียง’ พบกับความงดงาม!! ที่มากกว่า ‘เสียงดนตรี’

(13 ต.ค. 68) 🎶 เปิดรายการตอนแรกอย่างอบอุ่นใจ... กับ “ถูกทุกข้อ”
ชวนคุณมานั่งฟังเรื่องราวสุดพิเศษจาก ‘3 ลุงเฉลียง’

พี่แต๋ง พี่เจี๊ยบ และพี่ดี้ ที่จะพาเราย้อนรำลึกถึง

‘เพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๙’

ผ่านสายตา...และหัวใจของคนทำดนตรีมืออาชีพ
🎹✨
เรื่องราวของพระราชอัจฉริยภาพทางดนตรีที่ไม่ได้แค่ ‘ไพเราะ’ 
แต่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ

📌 พรุ่งนี้ (14 ตุลาคม) | เวลา 19.00 น.
อย่าพลาด! รายการ “ถูกทุกข้อ” ตอนแรก
รับชมพร้อมกัน ที่ ‘เฉลียง 3 ลุง’ ตามลิงก์ข้างล่างนี้  

https://www.youtube.com/@Chaliang3Lung  

15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ เปิดอย่างเป็นทางการ อนุสรณ์แห่งการสละชีพเพื่อประชาธิปไตย

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงประกอบพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476 ซึ่งเป็นการลุกฮือของกลุ่มทหารที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลคณะราษฎร

หลังเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้จัดพิธีฌาปนกิจวีรชนทั้ง 17 อย่างสมเกียรติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2477 ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นครั้งแรกที่จัดพิธีศพสามัญชนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยอัฐิของผู้เสียชีวิตถูกบรรจุไว้ในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลืองก่อนนำกลับมาฝังภายในอนุสาวรีย์เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบโดย “หลวงนฤมิตรเรขการ” อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งยึดหลักอุดมการณ์ 5 ประการของรัฐบาลในขณะนั้น ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของราษฎรไทยในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย

แม้อนุสาวรีย์แห่งนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากพื้นที่จริงในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์และเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชนยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นการเสียสละของประชาชนรุ่นแรกที่ยืนหยัดปกป้องรัฐธรรมนูญ และสัญลักษณ์สำคัญของยุคคณะราษฎรที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยจนถึงวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top