Friday, 5 June 2026
KTC

KTC ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพ งานวิ่ง Gyeongju Marathon ดึงนักท่องเที่ยวกว่าหมื่นร่วมงาน นิยมท่องเที่ยวเชิงเวลเนสมากขึ้น KTO จัดงานวิ่งต่อเนื่องที่เกาะเชจู

KTC และ KTO ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสายสุขภาพ
หลังความสำเร็จของงานวิ่ง Gyeongju Marathon รับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) สำนักงานประเทศไทย ตอกย้ำกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

งานวิ่งระดับนานาชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการเดินทางตามความชื่นชอบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวคิม เซฮี ผู้อำนวยการ KTO ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางที่เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งมองหาการผสานแนวคิดด้านเวลเนสเข้าไว้ในทุกการเดินทาง ซึ่งเมืองคยองจูสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งส่งเสริมเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคในปี 2026

นางสาวอรินชยา เลิศวัชรชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ KTO ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะงานระดับนานาชาติอย่างชัดเจน จากแรงส่งดังกล่าว KTO มีแผนจัดกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไปที่เกาะเชจูในเดือนตุลาคมนี้ โดยใช้จุดเด่นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และต่อยอดตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววริษฐา พัฒนราชตา หัวหน้าฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ประเทศเกาหลีใต้ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในหมู่สมาชิกบัตร KTC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสายแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 41% ขณะที่หมวดกีฬาเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสมาชิก KTC ในทุกช่วงของทริป พร้อมตอกย้ำบทบาทของ KTC ในฐานะพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ ที่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างราบรื่นและครบวงจร

KTC และ KTO จะเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ผสานไลฟ์สไตล์ เวลเนส และสิทธิพิเศษเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่แสวงหาการเดินทางที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
https://ktc.promo/KTO-2026
หรือติดต่อ KTC PHONE ที่หมายเลข 02 123 5000 และติดตามโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ KTC ได้ที่
https://www.ktc.co.th

ผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC สามารถคลิกที่
https://ktc.today/apply-card
หรือเยี่ยมชมสาขา “KTC TOUCH” ทั่วประเทศ

หมายเหตุ: โปรดใช้บัตรเครดิตอย่างรับผิดชอบ และชำระคืนเต็มจำนวนภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี

เกาหลีปั้นทริปฮีลใจ เทรนด์ Wellness Travel โตขึ้น พ็อตก็อตช่วยรีเซ็ตอารมณ์ได้จริง ปูซาน–คยองจูจุดหมายฮีลใจใหม่ ‘วิ่ง–เที่ยว’ ผสมสุขภาพและประสบการณ์

“พ็อตก็อต” ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูป

เทรนด์ “เที่ยวฮีลใจ” ดันเกาหลีขึ้นลิสต์ปลายทางยอดนิยม

หลายคนอาจมองว่าการไปชม Cherry Blossom หรือ “พ็อตก็อต” (Beot-kkot) คือ “ทริปถ่ายรูป” แต่ในมุมของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ การเดินทางลักษณะนี้กำลังสะท้อนเทรนด์ที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “Wellness Travel” หรือการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

งานวิจัยด้านจิตวิทยาระบุว่า สีโทนพาสเทลอย่างสีชมพูของพ็อตก็อต สามารถช่วยลดความเครียดและกระตุ้นความรู้สึกผ่อนคลายได้จริง ทำให้การเดินทางไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็น “การรีเซ็ตอารมณ์” ในรูปแบบที่จับต้องได้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของประสบการณ์” มากขึ้น โดยเฉพาะทริปที่ผสานทั้งการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง จาก “ดูดอกไม้” สู่ “ดูแลใจ”

หนึ่งในปลายทางที่สะท้อนเทรนด์นี้ได้ชัดคือ เมืองปูซานและคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงจุดชมพ็อตก็อตยอดนิยม แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และจังหวะชีวิตที่ช้าลง

ปูซาน: เมืองที่เติมพลังผ่านสีและจังหวะชีวิต

Gamcheon Culture Village (หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน) หมู่บ้านสีพาสเทลที่ตัดกับพ็อตก็อต ช่วยสร้างความรู้สึกสดใสและกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับการ “รีเซ็ตอารมณ์” อย่างรวดเร็ว

Maekdo Ecological Park (อุทยานเชิงนิเวศแมคโด) อุโมงค์ซากุระที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินช้า ๆ ปล่อยใจให้พักจากความเร่งรีบของชีวิตเมือง

คยองจู: ความสงบที่ทำให้เราอยู่กับตัวเองมากขึ้น

Daereungwon Tomb Complex (คอมเพล็กซ์สุสานโบราณแทรึงวอน) พื้นที่สีเขียวเรียบง่ายตัดกับพ็อตก็อต สะท้อนความงามของกาลเวลาและการใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ

Bulguksa Temple (วัดพุลกุกซา) สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ให้ความรู้สึกสงบและมั่นคง เหมาะกับการพักใจ

Bomunho Lake (ทะเลสาบโพมุนโฮ) เส้นทางรอบทะเลสาบที่โอบล้อมด้วยพ็อตก็อต ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงเครียดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“วิ่ง–เที่ยว–ฮีลใจ” เทรนด์ใหม่ของนักเดินทาง

ในช่วงเดียวกัน เมืองคยองจูยังเป็นเจ้าภาพงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon” ที่ดึงดูดนักวิ่งจากทั่วโลก สะท้อนเทรนด์ “Active + Wellness Travel” ที่ผู้คนต้องการทั้งสุขภาพและประสบการณ์ในทริปเดียว การเดินทางจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่กลายเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน สำหรับสายวิ่งในเดือนตุลาคมนี้เตรียมวางแผนสัมผัสสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีกับงานวิ่งนานาชาติที่ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี

เมื่อการท่องเที่ยวคือการลงทุนกับความรู้สึก

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ “จุดหมายปลายทาง” ไม่ได้แข่งขันกันแค่ความสวยงาม แต่แข่งขันกันที่ “ความรู้สึก” ที่นักท่องเที่ยวได้รับกลับไป ผู้บริโภคยุคใหม่จึงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง การได้อยู่กับธรรมชาติ หรือการได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างมีคุณภาพ

เคทีซีมองว่าเทรนด์ดังกล่าวจะยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเดินทางในรูปแบบที่ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความหมายของประสบการณ์ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ใช่แค่ “ไปให้ถึง” แต่เป็น “การได้กลับมารู้สึกดีอีกครั้ง”

ลดจริงหรือหลอกให้ซื้อ? จากคำว่า ‘ลด’ สู่การจ่ายเกินจำเป็น รู้ทันกับดักความคุ้มยุคช้อปออนไลน์ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ปัจจัย ชวนตั้งคำถามก่อนกด "ซื้อ"

ลดราคา หรือหลอกให้ซื้อ? เมื่อความคุ้มอาจไม่คุ้มอย่างที่คิด

ในวันที่เราคิดว่าประหยัดขึ้นจากการซื้อของลดราคา ความจริงอาจเป็นวันที่เราใช้เงินเก่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะทันทีที่มีคำว่า “ลด” เข้ามาอยู่ในสมการ เราจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า “คุ้มไหม” แทนการถามว่า “จำเป็นไหม” ทั้งที่บางครั้งเราไม่เคยอยากได้ของสิ่งนั้นตั้งแต่แรก เคทีซีมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้เงินที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการ แต่ขับเคลื่อนด้วยคำว่าเสียดาย

ข้อมูลจาก ShopeePay ระบุว่า ยอดการชำระเงินผ่าน AirPay บน Shopee เพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ภายใน 1 ชั่วโมงแรกของแคมเปญ 12.12 Birthday Sale เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

กลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ คือ “Anchoring Effect” ที่ทำให้สมองยึดราคาเดิมเป็นจุดอ้างอิงในการประเมินความคุ้มค่า เช่น จาก 1,990 บาท เหลือ 590 บาท เราจะรู้สึกว่ามันถูกลงมาก ทั้งที่ในความจริง เราอาจไม่เคยคิดจะซื้อของชิ้นนี้ที่ราคา 1,990 บาทเลยด้วยซ้ำ สอดคล้องกับ แดเนียล คาห์เนแมน นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้บุกเบิกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่อธิบายว่า การตัดสินใจของมนุษย์มักถูกอิทธิพลจากจุดอ้างอิงตั้งต้น (anchor) ทำให้การประเมินความคุ้มค่าในสถานการณ์จริง อาจเบี่ยงเบนไปจากเหตุผลที่ควรจะเป็น

Anchoring Effect จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ส่งผลให้เรายอมซื้อของที่ไม่ใช่ตัวเรา เราอาจไม่ได้ชอบสีนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะหาของชิ้นนั้น หรือไม่ได้มีแผนจะใช้มันเลย แต่เมื่อรวมกับส่วนลดที่ทำให้เรารู้สึกคุ้ม การซื้อจึงเกิดได้ง่ายและไวขึ้น จนหลายครั้งเราไม่ทันได้หยุดถามตัวเองว่าจำเป็นกับชีวิตจริงไหม และสุดท้ายของเหล่านั้นก็มักจบอยู่ในมุมห้องมากกว่าถูกใช้งานจริง แต่ถ้ายังอยากให้ส่วนลดเป็นความคุ้มจริงไม่ใช่แค่ความรู้สึก อาจลองถามตัวเอง 3 ข้อก่อนซื้อว่า

  1. “ถ้าไม่ลดราคา ยังซื้อไหม” เพื่อแยกความอยากได้สำหรับใช้งานจริงออกจากความอยากได้เพราะส่วนลด
  2.  “ของนี้จะถูกใช้เมื่อไร” เพราะของที่จำเป็นจริง มักมีช่วงเวลาที่ต้องใช้งานอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่รู้สึกว่ามีไว้ก็ดี
  3.  “ถ้าไม่ซื้อ จะเสียอะไร” เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังตัดสินใจจากความจำเป็น หรือจากความรู้สึกเสียดาย

บางครั้งหากลองตัดคำว่า “ลด” ออกจากสมการ คำตอบที่ได้จะบอกเราทันทีว่าเรากำลังจะซื้อด้วยเหตุผลอะไร เพราะส่วนลดไม่เคยทำให้ของชิ้นนั้นจำเป็นขึ้น และของที่ไม่ได้ใช้ ต่อให้ราคาถูกแค่ไหน ก็ยังแพงอยู่ดี

ออกข่าวในนาม :   สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

เพิ่มเติม : เจนจิต ลัดพลี             โทรศัพท์ 02 828 5736 

              ภารดี เทศรัตนวงศ์     โทรศัพท์ 02 828 5049

              ชนิกานต์  กำเนิด       โทรศัพท์ 02 828 5402

อีเมล : [email protected]

HYROX ดันเทรนด์ลงทุนสุขภาพ ลงแข่งขันฟิตเนสเรซ ลงทุนเฉลี่ย 2-6 หมื่น เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ฟิตเกมชีวิตต้องวินัยการเงิน

HYROX กับการเดินทาง 90 วัน สู่ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ได้เริ่มจากการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการกดสมัครเพียงครั้งเดียว สำหรับใครหลายคน การเข้าร่วมการแข่งขันฟิตเนสเรซอย่าง HYROX Bangkok 2026 อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งกิจกรรมในปฏิทินชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับลึกซึ้งกว่านั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ได้มีแค่ร่างกาย แต่รวมถึง “วิธีใช้ชีวิต” ในทุกวันก่อนถึงเส้นชัย

90 วันที่ไม่ใช่แค่การเตรียมตัว แต่คือการกลับมาใส่ใจตัวเอง
ระยะเวลา 8-12 สัปดาห์ก่อนวันแข่งขัน คือ ช่วงที่หลายคนเริ่มจัดระเบียบชีวิตใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป การตื่นเช้าอาจไม่ใช่เรื่องฝืนอีกต่อไป การเลือกอาหารกลายเป็นเรื่องที่ตั้งใจมากขึ้น และเวลาหลังเลิกงานเริ่มถูกใช้ไปกับการดูแลตัวเอง แทนที่จะปล่อยผ่านไปอย่างเร่งรีบ และเริ่มจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้  ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “การฝึกซ้อม” แต่คือการสร้างวินัยเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

การกลับมาของการแข่งขันฟิตเนสเรซระดับโลก HYROX Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีทดสอบความฟิต แต่กำลังสะท้อนเทรนด์ใหม่ของคนเมือง ที่เปลี่ยน “การออกกำลังกาย” ให้กลายเป็น “โปรเจกต์ชีวิต” ที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างจริงจัง ฟิตจริง…ก็ต้องจ่ายจริง เบื้องหลังการลงแข่ง 1 ครั้ง ไม่ได้มีแค่ค่าสมัคร แต่คือการลงทุนกับตัวเองแบบครบวงจร ตั้งแต่คอร์สเทรนเนอร์ อุปกรณ์กีฬา โภชนาการ ไปจนถึงบริการฟื้นฟูร่างกาย

เมื่อการดูแลสุขภาพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด
ข้อมูลจาก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมลักษณะนี้มีการลงทุนกับตัวเองในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การฝึกซ้อม ชุดกีฬา อุปกรณ์ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 20,000–60,000 บาทต่อครั้ง และที่สำคัญ เงินก้อนนี้ไม่ได้จ่ายในวันเดียว แต่ค่อย ๆ กระจายตัวตลอดช่วง 8–12 สัปดาห์ หรือประมาณ 90 วันก่อนวันแข่ง ตัวเลขนี้อาจไม่ได้สะท้อนแค่ “การใช้เงิน” แต่สะท้อนถึง “การให้คุณค่ากับตัวเอง” ในรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภค จากการใช้จ่ายเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น สู่การใช้จ่ายที่มีเป้าหมาย และสอดคล้องกับชีวิตที่อยากเป็น

มากกว่าการเข้าเส้นชัย คือการเข้าใจตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจของ HYROX ไม่ใช่เพียงการแข่งขันในวันจริง แต่คือการที่สร้างจุดหมายให้กับชีวิตช่วงหนึ่ง  “วิธีคิด” ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจใช้เงินเพราะอยากลองหรืออยากได้ วันนี้หลายคนเริ่มใช้เงินแบบมีเป้าหมาย เช่น อยากทำเวลาให้ดีขึ้น อยากฟิตขึ้น หรืออยากพิชิตเส้นชัยให้ได้ เมื่อมี “เดดไลน์” จากวันแข่ง การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งการกิน การนอน การซ้อม และแน่นอน…การใช้เงิน นี่คือรูปแบบการใช้จ่ายที่เรียกว่า “การใช้จ่ายตามเป้าหมาย (Goal-based Spending)” ที่ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่วคราว แต่เกิดจากความตั้งใจระยะยาว ฟิต = ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนเมือง

ในมุมของเคทีซี เทรนด์นี้สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” โดยในปี 2568 หมวดใช้จ่ายด้านกีฬาของเคทีซีเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น ฟิตเนสเรซ มาราธอน และไตรกีฬา เพื่อตอบรับพฤติกรรมนี้ เคทีซีได้พัฒนาแนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being – เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน” ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่ปลายทาง แต่คือ “การเดินทาง” ที่เริ่มได้ทุกวัน แต่ฟิตอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ฟิตการเงิน” ด้วย แม้การลงทุนกับตัวเองจะเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้จ่ายล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นก่อนวันแข่งจริง หากไม่มีการวางแผน อาจกระทบกับสภาพคล่องในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น นอกจากวินัยในการซ้อมแล้ว “วินัยการเงิน” ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องมาคู่กัน เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่กลายเป็นภาระในระยะยาว

จากวันแข่ง…สู่การเปลี่ยนชีวิต
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ HYROX หรือกิจกรรมลักษณะนี้กำลังสร้าง อาจไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนจากการใช้เงินเพื่อ “ความสุขระยะสั้น” สู่การใช้เงินเพื่อ “ผลลัพธ์ระยะยาว” เพราะวันนี้ คนไม่ได้จ่ายเพื่อแค่ “วันแข่ง” แต่จ่ายเพื่อ “เวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง” และบางครั้ง การตัดสินใจกดสมัครเพียงครั้งเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทั้งร่างกาย ชีวิต…และวิธีใช้เงินไปพร้อมกัน

“เคทีซี” ลุยยกระดับความเป็นธรรม ขับเคลื่อน ESG มุ่งสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพิ่มความรู้แรงงานผ่านเวทีพนักงานและหัวหน้า สร้างวัฒนธรรมเปิดโอกาสเท่าเทียมกัน ผลักดันโค้ชและพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

เคทีซียกระดับ “ความเป็นธรรมในที่ทำงาน” ขับเคลื่อน ESG สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้และความสุข

ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน (ESG) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติสิ่งแวดล้อมหรือผลประกอบการ “การดูแลและพัฒนาคน” กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็น “ความเป็นธรรมในที่ทำงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของความไว้วางใจ วัฒนธรรมองค์กร และศักยภาพของบุคลากร

"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับมิติด้านสังคม (Social) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างองค์กรแห่งความสุขและการเรียนรู้ (Happy & Learning Organization) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ทั้ง Soft Skill และ Hard Skill ควบคู่กับการส่งเสริมความเท่าเทียมและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในทุกระดับขององค์กร ล่าสุด เนื่องในโอกาสวันแรงงานที่กำลังจะมาถึง เคทีซีได้จัดเวทีให้ความรู้แก่พนักงานและหัวหน้างานในหัวข้อ “กฎหมายแรงงานและการบริหารจัดการทีมอย่างเป็นธรรม” เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านสิทธิ หน้าที่ และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โดยได้รับเกียรติจาก นายวรวิทย์ เปรมสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านแรงงานสัมพันธ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และมุมมองเชิงลึก

นายวรวิทย์ กล่าวว่า “ความเป็นธรรมในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่คือสิ่งที่คนทำงานต้องรู้สึกได้จริงในทุกวัน ทั้งความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ การประเมินผลที่โปร่งใสและการสื่อสารอย่างให้เกียรติ เพราะรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ เมื่อพนักงานเข้าใจเป้าหมายของงาน รู้ว่าตนเองถูกประเมินจากผลงานจริง และได้รับการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ”

“ในระดับองค์กร การดูแลสิทธิพนักงานจึงไม่ควรหยุดเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือสวัสดิการพื้นฐาน แต่ต้องยกระดับไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีคุณภาพ ทั้งในมิติของความเป็นธรรม โอกาสในการเติบโต และการทำให้คนทำงานรู้สึกมีคุณค่าในสิ่งที่ทำ เช่น การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และได้รับโอกาสที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”  ขณะเดียวกัน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่เปิดรับความหลากหลาย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าพูด และมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ องค์กรที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน และมองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ จะสามารถปลดล็อกศักยภาพคนได้อย่างแท้จริง และเมื่อคนรู้สึกว่าองค์กรให้คุณค่ากับคนพอๆ กับผลลัพธ์ ความไว้วางใจ ความผูกพัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว”

ด้าน นางสาวปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานทรัพยากรบุคคล "เคทีซี" กล่าวว่า “เคทีซีเชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นจาก ‘คน’ องค์กรที่เติบโตได้อย่างแข็งแรงต้องให้ความสำคัญกับทั้งผลลัพธ์และวิธีการทำงานร่วมกัน เราจึงมุ่งสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกเสียงมีความหมายและได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม หนึ่งในแนวทางที่เคทีซีให้ความสำคัญ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เช่น แนวคิด ‘Junior Speaks First’ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ได้สะท้อนมุมมองก่อนในที่ประชุม รวมถึงการผลักดันวัฒนธรรมในการโค้ช (Coaching Culture) ที่ผู้บริหารทำหน้าที่เป็นโค้ช สนับสนุนการเติบโตของพนักงานในทุกช่วงของการทำงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในมิติทักษะวิชาชีพและทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์” 

ทั้งนี้ เคทีซีมุ่งยกระดับมาตรฐานการดูแลพนักงานให้สอดคล้องกับหลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพขององค์กร” และ “คุณภาพชีวิตของคนทำงาน” โดยเชื่อว่าเมื่อบุคลากรรู้สึกได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีโอกาสพัฒนา และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร จะนำไปสู่ความผูกพัน (Engagement) ที่แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

รายได้พอหรือยัง? จากความมั่นคงในงาน สู่ความมั่นคงทางการเงิน โจทย์ใหม่แรงงานไทยปี 2569 ‘ความยืดหยุ่น’คือกุญแจแก้โจทย์การเงิน

เมื่อ “การมีงาน” ไม่ได้แปลว่า “มั่นคง” อีกต่อไป

เนื่องในเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นวันที่สังคมไทยหันกลับมาให้ความสำคัญกับแรงงานในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน”

ว่างงานต่ำสวนทางความกังวล: เมื่อ ‘ตัวเลขสถิติ’ ไม่เท่ากับ ‘ความรู้สึกมั่นคง’

แม้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังดูแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่อัตราว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำไม่ได้แปลว่าความกังวลของคนทำงานจะลดลงตามไปด้วย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าอัตราว่างงานไทยอยู่ที่ 1.0% ในไตรมาส 3 ปี 2567 และ 0.9% ในเดือนมีนาคม 2568 สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่และค่าครองชีพที่ยังกดดัน ทำให้ความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนไทยยังเป็นโจทย์สำคัญ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5% ซึ่งชะลอลงจากปีก่อน และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.3% 

นิยามใหม่ของความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ ‘ตกงาน’ แต่คือ ‘รายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย’

โจทย์ของมนุษย์เงินเดือนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ตกงาน” แต่คือการอยู่กับรายได้ประจำท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่โตช้ากว่าที่หลายคนคาดหวัง ภาพนี้ทำให้คำว่า “ความเปราะบางทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น แม้ในกลุ่มคนที่ยังมีงานประจำและรายได้สม่ำเสมอก็ตาม

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่คนทำงานต้องบริหารอาจไม่ใช่แค่รายรับรายจ่ายรายเดือน แต่รวมถึง “ความสามารถในการตั้งรับ” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดจากการมีงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าระบบการเงินส่วนบุคคลแข็งแรงพอหรือไม่เมื่อรายจ่ายมาเร็วกว่ารายได้ หรือเมื่อแผนชีวิตต้องเปลี่ยนกะทันหัน

ติดอาวุธ ‘ความยืดหยุ่น’: 3 กลยุทธ์บริหารเงินในยุคเศรษฐกิจโตช้า

สำหรับเคทีซี ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าคนทำงานยุคนี้ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นมากกว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาวินัยเครดิต การจัดการกระแสเงินสดให้ดีขึ้น หรือการใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองในระยะยาว

1. การรักษาเครดิต หนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเพราะประวัติทางการเงินที่ดีไม่ได้มีความหมายเฉพาะเวลาขอสินเชื่อ แต่ยังเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงทางเลือกทางการเงินที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น ช่วยให้คนทำงานมีพื้นที่ในการตัดสินใจมากขึ้นในช่วงเวลาที่สภาพคล่องตึงตัว

2. การบริหารกระแสเงินสด โดยเฉพาะรายจ่ายก้อนใหญ่ที่อาจกระทบเงินสำรองในระยะสั้น การเลือกใช้เครื่องมือที่ช่วยกระจายภาระจ่ายอย่างมีวินัย เช่น โปรแกรมผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ในสินค้าที่จำเป็น สามารถช่วยรักษาสมดุลของเงินสดในมือได้ โดยไม่ทำให้คุณภาพชีวิตสะดุดในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง

3. การลงทุนกับทักษะใหม่ ก็เป็นอีกด้านของความมั่นคงทางการเงินที่สำคัญไม่แพ้กัน ในโลกการทำงานที่การแข่งขันสูงขึ้น ความสามารถด้านภาษา ความรู้เฉพาะทาง หรือการเรียนรู้เพิ่มเติม อาจกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยต่อยอดโอกาสใหม่ทางอาชีพและรายได้ในอนาคต สำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม การนำคะแนนสะสมหรือสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่มาใช้กับการเรียนรู้หรือการซื้อหนังสือ จึงไม่ใช่เพียงการใช้สิทธิ แต่เป็นการเปลี่ยนทรัพยากรเดิมให้กลายเป็นทุนระยะยาว

วันแรงงานปี 2569 จึงอาจไม่ใช่เพียงวันแห่งการตระหนักถึงคุณค่าของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญให้คนทำงานกลับมาทบทวนว่า นอกจากความมั่นคงของงานแล้ว ตนเองได้สร้าง “ความมั่นคงทางการเงิน” ไว้มากพอแล้วหรือยัง เพราะในโลกที่ความเสี่ยงไม่ได้มาในรูปแบบเดิมเสมอไป คนที่พร้อมกว่าอาจไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงที่สุด แต่คือคนที่จัดการเงินของตัวเองได้ยืดหยุ่นที่สุ

ฟังให้ลึกก่อนตัดสิน!! แนวคิดองค์กรยุคใหม่ ลด Blind Spot เพิ่มคุณค่าร่วมทุกฝ่าย ยกระดับบริการเข้าใจลูกค้า สร้างความปลอดภัยทางความคิด

เมื่อ “การฟังที่ดี” ช่วยทั้งคนทำงาน ลูกค้าและสังคม

ในวันที่โลกการทำงานต้องเผชิญความซับซ้อนรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่คาดเดาได้ยากขึ้น “การตัดสินใจที่ดี” ขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า องค์กรสามารถ เข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง ได้มากเพียงใด และหนึ่งในข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นข้อมูลที่…ไม่เคยถูกพูดออกมา

หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กรไทยในวันนี้ คือ “ข้อมูลที่ไม่เคยถูกพูดออกมา” จากคนทำงานหน้างาน ซึ่งมักเกิดจากวัฒนธรรมการทำงานที่รีบตัดสิน จนทำให้พนักงานลังเลที่จะแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความเสี่ยง แนวคิด “We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงกระแสในโลกออนไลน์ แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างขององค์กรยุคใหม่ ที่ต้องสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” (Psychological Safety) เพื่อให้ทุกเสียงมีโอกาสถูกได้ยิน ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว

การฟัง: กลไกสำคัญของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ Soft Skill
สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยการใช้ Coaching มองว่า “การฟัง” ซึ่งเป็นหัวใจของการ Coaching ไม่ใช่เพียงทักษะด้านบุคคล แต่เป็น Business Enabler ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพการตัดสินใจและประสิทธิภาพองค์กรโดยตรง แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนจากความผิดพลาดซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้ในระยะยาว ซึ่งการฟังถูกนำมาใช้ใน 3 ระดับสำคัญ คือ

ระดับทีม: เปิดพื้นที่ให้พนักงานสะท้อนปัญหาและความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น
ระดับองค์กร: เชื่อมข้อมูลจากหลายมุมมอง เพื่อลด Blind Spot ในการตัดสินใจ
ระดับลูกค้า: เข้าใจความต้องการที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ 

เมื่อการฟังสร้างคุณค่าร่วมของทุกฝ่าย (Shared Value)

วัฒนธรรมการฟังที่ดี ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภายในองค์กร แต่ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง “พนักงาน” มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ลดความเครียด และเพิ่มคุณภาพการทำงาน “องค์กร” เห็นปัญหาเร็ว ตัดสินใจแม่นยำ ลดความสูญเสียจากความผิดพลาด “ลูกค้า” ได้รับบริการที่เข้าใจความต้องการจริง ไม่ใช่การคาดเดา “สังคม” ได้องค์กรที่โปร่งใส รับฟัง และเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ตามแนวคิด ESG ในมิติ Social

เริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เปลี่ยนทั้งองค์กร
การสร้างวัฒนธรรม “ฟังโดยไม่ตัดสิน” สามารถเริ่มได้ทันทีในชีวิตการทำงานประจำวัน สำหรับผู้นำเปลี่ยนคำถามจาก “ใครผิด” เป็น “เกิดอะไรขึ้น” ฟังให้ครบก่อนสรุป และแยกปัญหาคนออกจากปัญหาระบบ ใช้การตั้งคำถามเพื่อเปิดมุมมอง แทนการรีบให้คำตอบ สำหรับพนักงาน กล้าสะท้อนเมื่อไม่เข้าใจหรือเห็นความเสี่ยง ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็กสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ รับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร เพื่อให้การฟังนำไปสู่การแก้ไขจริง

“We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงประโยคที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ แต่เป็นหลักคิดที่องค์กรสามารถนำมาใช้ เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพการทำงาน การตัดสินใจ และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพราะในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ฟังได้ลึกกว่า มักสร้างคุณค่าได้มากกว่า ทั้งต่อคนทำงาน ลูกค้า และสังคมในระยะยาว

คนไทยเปลี่ยนวิธีใช้เงิน!! จากซื้อเพื่อตอบสนอง สู่การวางแผนระยะยาว ให้ความสำคัญความคุ้มค่า และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน” สัญญาณใหม่ของการเลือกใช้เงินของคนไทย

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต

ในยุคที่แคมเปญกระตุ้นการซื้อปรากฏแทบทุกชั่วโมง รีวิวแน่นทุกแพลตฟอร์ม และระบบถูกออกแบบให้ “กดซื้อได้ภายในไม่กี่วินาที” คำถามที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาถามตัวเอง กลับไม่ใช่เพียง ซื้ออะไรดี แต่เป็นจำเป็นจริงหรือไม่ ซื้อแล้วได้ใช้จริงหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม จากการซื้อเพื่อครอบครอง สู่การใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

จาก “ซื้อเยอะ” สู่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต”

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย  เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน  การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

ข้อมูลปี 2568 จาก นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการ เลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value Conscious”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ
  • วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย
  • ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

บัตรเครดิตยุคใหม่: จากเครื่องมือซื้อ สู่เครื่องมือบริหารชีวิต

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น  ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น  ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า  บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น  ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

โลกการเงินกำลังขยับจาก “เร่งให้ใช้จ่าย” ไปสู่ “ช่วยให้ใช้เงินอย่างสมดุล”

ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า

“ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top