คนไทย IQ เจ๋ง!! ติดอันดับ 15 ของโลก
‘จีน’ ยังยืนหนึ่ง ค่าเฉลี่ย IQ สูงที่สุดในโลก ขณะที่ ‘ไทย’ ไม่น้อยหน้า ติดเข้ามาในอันดับที่ 15 จากผลสำรวจของ ‘thecaliforniacourier’
‘จีน’ ยังยืนหนึ่ง ค่าเฉลี่ย IQ สูงที่สุดในโลก ขณะที่ ‘ไทย’ ไม่น้อยหน้า ติดเข้ามาในอันดับที่ 15 จากผลสำรวจของ ‘thecaliforniacourier’
(6 ก.ย. 68) หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ในจำนวนเด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 15 ปีพบการเสียชีวิตอันดับ 1 มาจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 1,234 คน หรือวันละ 3 – 4 คน ระหว่างปี 2546 - 2556 หรือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มียอดเสียชีวิตรวมถึง 14,789 ราย เป็นการเสียชีวิตในแหล่งน้ำธรรมชาติมากที่สุด 49.4 % และมักจะจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันหลายๆ คน
นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 4 กรกฎาคม จนถึง 4 กันยายน 2568 ครบ 60 วันแรก ที่ตนและทีมงานได้เร่งดำเนินการทุกๆ นโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องแรงงานและประชาชนชาวไทย ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยทัดเทียมนานาประเทศ โดย 6 ผลงานเด่น ประกอบด้วย
1.เปิดตัว Fit4Work พลิกโฉมหลักสูตรแรงงานตรงใจนายจ้างลดปัญหาว่างงาน เพิ่มรายได้ โดยจับมือกับ GSPA NIDA ยกระดับทักษะแรงงานยุคดิจิทัล ช่วยสร้างแรงงาน ยุค AI ที่พร้อมทำงาน ตรงความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผลักดันประเทศก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน
2.ผลักดันโครงการ Learn to Earn เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ ต่อยอดอนาคตแรงงานไทย ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง มีรายได้เสริม ช่วยลดภาระครอบครัว และแก้ปัญหา การว่างงานของนักศึกษาจบใหม่
3.จัดทำหลักสูตรด้าน AI และ DATA Center ร่วมกับ ผู้ประกอบการระดับโลก อาทิเช่น Dell Microsoft Huawei
4. ผลักดันให้ ม.หอการค้าไทย-กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน-หอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนาทักษะดิจิทัลร่วมมือกันยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล
5.แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยผ่อนผันให้แรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดน (Border Pass) ทำงานบริเวณชายแดน ผลักดันให้มีการจ้างแรงงานประเทศอื่นเพิ่มเติม เช่น แรงงานศรีลังกา รวมถึง พิจารณาให้คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาทั้ง 9 แห่งใน 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งกรมการปกครองได้จัดทำทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาต โดยขณะนี้อยู่ระหว่าง การดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ประกาศกระทรวงแรงงาน และประกาศกระทรวงมหาดไทย)
6.ตั้งคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. …. เพื่อคุ้มครองแรงงานอิสระ พร้อมรับฟัง แรงงานอิสระทุกกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ และปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องและเอื้อประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมในทุกมิติ และมุ่งไปสู่การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ
นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตนได้ขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ด้วยการ ลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตนพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำที่มั่นคง และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นธรรม และผมขอขอบคุณพี่น้องแรงงานทุกคน เพื่อนข้าราชการ และทุกภาคส่วน ที่ได้เสียสละและมุ่งมั่นช่วยกันทำให้เกิดโครงการดีๆ ซึ่งหลายโครงการไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่เน้นการบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก ทั้งภาคการศึกษา และภาคเอกชน
นายพงศ์กวิน เน้นย้ำว่า แม้ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่จะไม่ยาวนานนัก แต่มั่นใจว่ากระทรวงแรงงานได้บ่มเพาะต้นกล้าทางความคิดในการเปลี่ยนแปลงจาก 'กระทรวงจับกัง' สู่การเป็น “กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ” เพื่อประโยชน์แก่พี่น้องแรงงานทุกระดับอย่างแท้จริง
(13 ต.ค. 68) ไทยครองแชมป์ ‘ประเทศที่มีอาหารดีที่สุดในโลก’ ประจำปี 2025 ด้วยคะแนนสูงสุด 98.33 จากผลโหวตของผู้อ่านทั่วโลก มีร้านอาหารในกรุงเทพฯ ถึง 7 แห่งติดอันดับท็อป 35 ของโลก ไทยมีความหลากหลายรังสรรค์รสชาติแปลกใหม่ไม่ซ้ำ และตลาดกลางคืนที่คึกคักทำให้การลิ้มรสแบบไม่มีวันหยุด ไทยโดดเด่นในการรังสรรค์อาหารรสเลิศที่เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนอาหารไทยหรือไม่ ชามก๋วยเตี๋ยว แกง และซุป ทำให้คุณตกหลุมรัก โดยเฉพาะเมื่อเสิร์ฟโดยคนท้องถิ่นที่เป็นมิตร
รางวัลรามอน แมกไซไซ หรือ รางวัลแมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award) ก่อตั้งขึ้น เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1957 โดยคณะกรรมการของกองทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ บราเธอร์ส (Rockefeller Brothers Fund) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาโดยการสนับสนุนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ รางวัลแมกไซไซนั้น ถือเสมือนหนึ่งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเอเชีย
ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษที่ผ่าน มีคนไทยและองค์กรในไทยได้รับรางวัลนี้มาแล้วถึง 25 ครั้ง และหนึ่งในนั้นมี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ นักสิทธิมนุษยชนคนดัง เคยได้รับรางวัลดังกล่าวด้วยเช่นกัน
เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน
ในอดีต “Formula 1” หรือ F1 เคยถูกมองว่าเป็นกีฬาของผู้ชาย — สนามแข่ง, เครื่องยนต์, เสียงคำรามของม้าเหล็ก, และตัวเลขทางวิศวกรรมที่คนทั่วไปเข้าใจยาก แต่ในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง เพราะตอนนี้… ผู้หญิงทั่วโลกกำลังกลายเป็นพลังใหม่ของวงการ F1 ทั้งในฐานะแฟนคลับ ครีเอเตอร์ และผู้ชมหลักในสื่อออนไลน์
1. จาก “ความเร็วของรถ” → สู่ “เรื่องราวของคน”
ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนหลัง Netflix เปิดตัวสารคดีชื่อดัง Drive to Survive ในปี 2019 ซีรีส์นี้ไม่ได้เล่าถึงเครื่องยนต์ แต่เล่าถึง “มนุษย์” — การแข่งขันภายในทีม ความสัมพันธ์ของนักแข่ง แรงกดดันในชีวิตจริง และดราม่าที่เกิดหลังพวงมาลัย ผู้ชมรู้สึกอิน เข้าใจ และเห็นอีกมุมของฮีโร่ในสนามแข่ง ผลสำรวจของ Nielsen ชี้ว่า หลังซีรีส์ออกอากาศ สัดส่วนผู้ชม F1 เพศหญิงเพิ่มขึ้นกว่า 30% ภายใน 5 ปี
2. Fandom ใหม่: “ดูเพราะคน” มากกว่า “คะแนน”
ใน TikTok และ X (Twitter) กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า F1 Fangirl Culture — แฟนผู้หญิงดู F1 เพราะหลงใหลในบุคลิก มิตรภาพ และเคมีระหว่างนักแข่ง คอนเทนต์แนว “F1 Boyfriend Ranking” หรือ “Paddock Fashion Review” มียอดวิวหลายสิบล้านครั้ง และนักแข่งรุ่นใหม่อย่าง Lando Norris หรือ George Russell กลายเป็นไอคอนขวัญใจแฟนทั่วโลก
3. F1 กลายเป็นแฟชั่นวีคของวงการกีฬา
Monaco GP, Miami GP หรือ Singapore GP ไม่ได้เป็นแค่สนามแข่ง แต่คือเวทีแฟชั่น Luxury Lifestyle เต็มรูปแบบ ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกปรากฏใน Paddock Club เช่น Jennie BLACKPINK, Rosie Huntington-Whiteley, Chiara Ferragni แบรนด์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton × Ferrari และ TAG Heuer × Red Bull Racing ก็ใช้ F1 เป็นเวที Collaboration
4. Community ของผู้หญิงใน F1 ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกกีฬา
แฟนหญิงไม่ได้เป็นแค่ผู้ชม แต่สร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง เช่น เพจ TikTok @womensgrid หรือพอดแคสต์ Two Girls 1 Formula ที่พูดเรื่อง F1 ในมุมผู้หญิงอย่างสนุกและเฉียบ ผลลัพธ์คือการเกิด “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้หญิงที่ชื่นชอบกีฬาเดิมทีถูกครอบครองโดยผู้ชาย
5. สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน: F1 กับพลังหญิง
หลายทีมเริ่มผลักดันนักแข่งหญิงผ่านโครงการ F1 Academy ที่เปิดทางให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ในอนาคต ผู้หญิงจึงมอง F1 ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น “เวทีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกกีฬา” จากสนามแห่งอำนาจชาย สู่พื้นที่แห่งความเท่าเทียม
สรุป
จากสนามแข่ง สู่ซีรีส์ จากซีรีส์ สู่แฟชั่น และจากแฟชั่น สู่การสร้างคอมมูนิตี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ F1 กลายเป็นกีฬาที่ “ผู้หญิงอยากอยู่ในนั้น” — ไม่ใช่แค่ดู แต่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง F1 ไม่ใช่แค่เสียงเครื่องยนต์ แต่มันคือเสียงของยุคสมัยใหม่ที่ผู้หญิงก็ขับเคลื่อนได้
อ้างอิงข้อมูล
- Nielsen Global Fan Survey 2024
- Formula 1 Official Fan Insights 2025
- The Guardian, FT, Netflix Drive to Survive Series
- TikTok #F1Fangirl #PaddockFashion #DriveToSurvive
(4 พ.ย. 68) นายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.กทม. โพสต์คลิป พาดูสะพานไม้ ข้ามคลองภาษีเจริญ พร้อมระบุว่า เคยขอตอนสส.ให้สร้างเป็นสะพานปูน แต่เมื่องบประมาณไม่มา ก็มาซ่อมให้ จนต้องขอไปอีกเป็นรอบที่ 2 ก็ยังไม่มา กลายเป็นงบซ่อมแซมอีก ล่าสุดงบประมาณมาแล้ว จากการผลักดันของนายนวรัตน์ อยู่บำรุง สก.เขตหนองแขม คุณอาของตน ซึ่งดีใจกับชาวหนองแขมด้วย จะได้สัญจรไปมาและสะดวกสบายมากขึ้น
พร้อมระบุข้อความว่า สะพานข้ามคลองภาษีเจริญจากวัดหลักสามข้ามไปโรงเรียนประชาบำรุงเขตหนองแขมที่ผมเคยขอไว้ในสภาผู้แทนราษฎร บัดนี้ลงมือก่อสร้างแล้วนะครับ งบประมาณ 4,500,000 บาท
จากนั้น น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ได้เข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า โหพี่ สุดยอด หารือครั้งเดียวแล้วไม่สนใจอีกเลย แต่พองบจะมาลงปุ๊บรีบมาเคลมทันที ทำงานเค้าทำกันแบบนี้ ดูไว้นะคะ ถ้าอยากกลับเข้าสภาอีก ลองเอาไปฝึกดู 😃
พร้อมทั้งได้แปะลิงก์ [ ปิดตำนาน “งบกลางผู้ว่า กทม.” เปลี่ยนสะพานไม้ เดินหน้าสร้างสะพานปูน ] https://www.facebook.com/share/p/1DVJfAXAxs/?mibextid=wwXIfr ซึ่งเป็นโพสต์ของทีมรังนกเอาไว้ด้วย
โครงการ ‘คนละครึ่ง’ หนึ่งในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่โดนใจประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดำเนินการต่อเนื่องถึง 5 เฟส จนมาถึงรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ปัดฝุ่นนำมาใช้อีกครั้งในชื่อ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีได้อีกเช่นกัน
เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.68) สำนักพระราชวัง ประกาศแจ้งเรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่า
ตามที่ สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจาก การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00 น.-21.00 น. เริ่มตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไปนั้น
สำนักพระราชวังกำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ใน 4 ช่วงเวลา ดังนั้น ช่วงที่1 เวลา 08.00 น.-10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 น.-16.45 น. ช่วงที่3 เวลา 17.45 น.-18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45 น.-21.00 น.
สำหรับการแต่งกายของผู้ที่จะมากราบสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ ทางสำนักพระราชวังได้ของความร่วมมือให้ทุกคนโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ (สีดำ, ขาว) เสื้อคอปก ไม่แขนกุด ชุดชาวเขาสำหรับชาวเขา ชุดลูกเสือสำหรับลูกเสือ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงผ้าหรือผ้าถุงเท่านั้น งดสวมกระโปรงยีนส์ หรือกางเกงยีนส์
การเข้ากราบสักการะพระบรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประชาชนทุกคน เมื่อมาถึงบริเวณท้องสนามหลวง จะต้องผ่านจุดคัดกรอง นั่งรอที่เต็นท์พักคอย ที่ กทม.จัดเตรียมเก้าอี้ไว้ให้นั่งพัก จากนั้นเจ้าหน้าที่จิตอาสาจะพาลงไปที่อุโมงค์หน้าพระลาน บริเวณทางเข้าที่ 1
โดยทุกคนจะต้องผ่านการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ และผ่านเข้าเครื่องสแกนเพื่อถ่ายรูปหน้าเครื่องสแกน เสร็จแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบเรื่องการแต่งกายให้มีความพร้อมตามระเบียบสำนักพระราชวัง
สำหรับสุภาพสตรีที่ไม่ได้สวมต้องสวมกระโปรงผ้าหรือผ้าถุงมา จะต้องเปลี่ยนผ้าถุงที่จุดมีบริการให้ยืมผ้าถุง สำหรับสุภาพสตรี ที่บริเวณอุโมงค์หน้าพระลาน ทางออก 2
โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.ผู้รับบริการยื่นบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ในการลงทะเบียน ณ จุดยืมผ้าถุง อุโมงค์หน้าพระลาน 2.เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและส่งคืนบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ให้ผู้รับบริการ 3.ผู้รับบริการคืนผ้าถุง ณ จุดคืนผ้าถุง บริเวณที่ท่าราชวรดิษฐ์ ทางออกประตูเทวาภิรมย์
จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่พามาที่บริเวณประตูมณีนพรัตน์ พาเดินเลี้ยวซ้าย เลียบกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ผ่านห้องจำหน่ายบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เลี้ยวซ้ายเดินเลียบพระระเบียงวัดฝั่งทิศใต้ ออกประตูศรีรัตนศาสดา
เดินผ่านหมู่พระมหามณเฑียร พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่พระที่ดุสิตมหาปราสาท ด้านกำแพงฝั่งทิศตะวันออก ขึ้นกราบพระบรมศพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง
เสร็จแล้ว เมื่อลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะเดินออกทางกำแพงแก้วฝั่งทิศตะวันตก เดินออกประตูเทวาภิรมย์ ข้ามไปยังท่าราชวรดิษฐ์ โดยมีจะเจ้าหน้าที่จิตอาสาและเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดรถรางไฟฟ้าให้บริการกลับไปส่งที่สนามหลวง
สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้ากราบพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังเวลา 15.30น.จนถึงเวลา 21.00น. เมื่อเข้าประตูมณีนพรัตน์ จะเดินเลี้ยวขวา ผ่านแผนกแพทย์หลวง เลี้ยวซ้ายแยกกองรักษาการณ์วิเศษไชยศรี เข้าถนนจักรีจรัล ผ่านประตูพิมานไชยศรี เลี้ยวขวาหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่พระที่ดุสิตมหาปราสาท ด้านกำแพงฝั่งทิศตะวันออก ขึ้นกราบพระบรมศพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง
เสร็จแล้ว เมื่อลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะเดินออกทางกำแพงแก้วฝั่งทิศตะวันตก เดินออกประตูเทวาภิรมย์ ข้ามไปยังท่าราชวรดิษฐ์ โดยมีจะเจ้าหน้าที่จิตอาสาและเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดรถรางไฟฟ้าให้บริการกลับไปส่งที่สนามหลวง
นอกจากนี้ สำนักพระราชวังแจ้งสำหรับเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจะกลับมาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนอีกครั้ง ระหว่างเวลา 08.30 น.-15.30 น. ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไปนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ให้เข้าประตูมณีนพรัตน์เดินเลี้ยวซ้าย เลียบกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อบัตรที่ห้องจำหน่ายบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เลี้ยวซ้ายเดินเลียบพระระเบียงวัดฝั่งทิศใต้ ออกประตูศรีรัตนศาสดา เดินผ่านหมู่พระมหามณเฑียร พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เลี้ยวขวาออกพระประตูพิมานไชยศรี ไปตามถนนจักรีจรัล เลี้ยวซ้ายแยกศาลาลูกขุน เข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จแล้ว เลี้ยวขวา ออกประตูวิมานเทเวศร์