Friday, 5 June 2026
IMF

สหรัฐฯ ประกาศพร้อม ‘ทำทุกวิถีทาง’ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ‘อาร์เจนตินา’ ให้รอดพ้นวิกฤต

(23 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศพร้อม “ทำทุกทาง” เพื่อพยุงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา หลังตลาดหุ้นทรุดหนัก ค่าเงินเปโซดิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือหลายรูปแบบ ทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตรากับธนาคารกลาง การเข้าซื้อเงินสกุลดอลลาร์ รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ออกเป็นเงินดอลลาร์

สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รายละเอียดแผนช่วยเหลือจะชัดเจนภายหลังการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีฮาเวียร์ ไมเล ของอาร์เจนตินาในนิวยอร์ก โดยย้ำว่า “อาร์เจนตินาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และยังเป็นพันธมิตรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ทำให้ค่าเงินเปโซ หุ้น และพันธบัตรของอาร์เจนตินาฟื้นตัวขึ้นชั่วคราว ขณะที่ ‘ไมเล’ แสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังพรรคของไมเลพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดบัวโนสไอเรส สร้างแรงกดดันต่อการเลือกตั้งกลางสมัยเดือนหน้า (midterm election) ซึ่งเขาหวังใช้เป็นโอกาสขยายอำนาจทางการเมืองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อาร์เจนตินายังคงมีหนี้ IMF กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และอยู่ในภาวะวิกฤตที่สั่นคลอนมาหลายทศวรรษ

เสียงเตือนจาก IMF ต่อเศรษฐกิจไทย ชี้อนาคตไทยโตได้!! ถ้าเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘บริการสมัยใหม่’

(25 ก.ย. 68) นาย ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…ประเทศแถบบ้านเราเคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็น “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออกเกินครึ่งของโลก แต่ IMF เตือนว่า ก้าวต่อไปที่จะทำให้เราโตได้จริง คือการ เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสู่บริการที่มีผลิตภาพสูง (Modern Services)

ไทยวันนี้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “อุตสาหกรรม” มีบทบาทสูงเหมือนกับจีน อินโดนีเซีย และเกาหลี แต่หากมองตามประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว สุดท้าย “ภาคอุตสาหกรรม” จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และการเติบโตจะมาจากบริการแทน

ปัจจุบันคนทำงานในภาคบริการในเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด (จากเพียง 22% ในปี 1990) และการขยายตัวของบริการสมัยใหม่ เช่น การเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ Business Outsourcing จะเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้มากขึ้น

สิ่งที่ไทยต้องคิดคือ:
• Productivity) ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยใกล้เคียงกับผู้นำโลกแล้ว แต่ภาคบริการของเรายังตามหลังมาก → ช่องว่างนี้คือ “โอกาสการเติบโต”
• บริการสมัยใหม่ มีศักยภาพสูง เช่น Productivity ในภาคการเงินสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 4 เท่า
• การเปิดกว้างมากขึ้นในภาคบริการ (ที่วันนี้ยังถูกกีดกัน) จะช่วยเร่งการเติบโต
• แรงงานไทย ต้องถูกเตรียมทักษะใหม่ โดยเฉพาะ Digital และ AI ไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่บริการสมัยใหม่จะไม่เกิด

IMF ชี้ชัดว่า ในช่วงที่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย การเร่ง Productivity ผ่าน “บริการสมัยใหม่” คือกุญแจสำคัญของอนาคต

สำหรับไทย นี่คือสัญญาณเตือนว่า การยึดติดอยู่กับความสำเร็จในฐานะประเทศอุตสาหกรรมอาจไม่พออีกต่อไป ต้องรีบก้าวไปสู่บริการที่มีคุณค่าและผลิตภาพสูง มิฉะนั้นเราจะติดอยู่ตรงกลางของเส้นโค้งการเติบโต

IMF เผย GDP เวียดนามพุ่งแรงแตะ 484 พันล้าน ส่วนไทยยังครองอันดับสูงกว่าอยู่ที่ 558 พันล้าน แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลัง World Bank ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนถูกแซง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คำถาม “เวียดนามโตกว่าไทยจริงไหม?” กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขล่าสุดจาก IMF และ World Bank สะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทยในแง่ อัตราการเติบโต แม้ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าในภาพรวม

ข้อมูลปี 2024–2025 ชี้ว่า เวียดนามมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจริง (Real GDP Growth) ราว 7% ในปี 2024 และคาดว่าปี 2025 จะอยู่ในช่วง 5.8–6.6% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 1.8–2.0% ต่อปี ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า “เวียดนามโตเร็วกว่า” ไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่ “ขนาดเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเฉลี่ย” ไทยยังคงนำอยู่ โดยคาดว่า GDP รวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ราว 558.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าเวียดนามที่ 484.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,345 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4,717 ดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว” แม้เวียดนามจะขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนามให้โตเร็วกว่าคือการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกภายใต้แนวโน้ม “China+1” ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาประชากรสูงวัย การลงทุนต่ำ และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ฉุดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

ด้านความเหลื่อมล้ำ ไทยยังมีคะแนนดัชนีจีนี (Gini) ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย คือ 33.5 เทียบกับ 36.1 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกว่าในภาพรวม แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอย่างเห็นได้ชัด โดยภาพรวมแล้ว เวียดนาม “โตกว่า” ไทยในความหมายของความเร็วการเติบโต ขณะที่ไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว”

 

 

มุมมอง ‘ดวงฤทธิ์’ ชี้ประเทศติดกับดัก “หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม” โครงสร้างการเมือง–การเงินปิดทาง FDI โต คนไทยแบกหนี้ต่อหัว 2.4 แสนบาทไร้ทางออก ตั้งคำถามรัฐบาลหน้า แก้โจทย์นี้ได้จริงหรือไม่?

(18 พ.ย. 68) นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบชาวไทย และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Duangrit Bunnag ระบุว่า

เศรษฐกิจของไทย ง่อยเปลี้ยเสียขามาหลายปี ตั้งแต่สมัย 11 ปีก่อน มาจนถึงสมัยปัจจุบัน มีพื้นฐานมาจากเรื่องง่ายๆ สามเรื่อง

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม
เรื่องหนี้เยอะนี่คุยมาหลายรอบ หนี้สาธารณะเราทั้งระบบน่าจะประมาณ 16 ล้านล้านบาท เท่ากับคนไทยทุกคนเริ่มต้นชีวิตด้วยการลืมตาดูโลกก็แบกหนี้ไว้ประมาณ 240,000 บาท เป็นคนเมือง 10 ล้านคน ก็ยังพอเห็นทางไป แต่กับที่เหลืออีก 50 กว่าล้านคนในท้องที่ห่างไกล ก็ดูเหมือนแต่ละชีวิตที่เกิดมา มันจะไม่ค่อยมีความหวัง 

ช่วงเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศที่หนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงคือช่วงสมัยนายกทักษิณ (ค.ศ. 2002-2006) หนี้สาธารณะลดลงจาก 54.9% เหลือ 39.2% ซึ่งรับตัวเลข 54.9% มาจากหลังช่วงที่เข้าสู่ IMF หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงคุณสมัครและคุณสมชายลดไปได้อีกนิดหน่อย ได้ลงไป 34.9% หลังจากนั้นก็ทยอยขึ้นมาเรื่อยจนถึงปี ค.ศ. 2019 หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ 41.1% ของ GDP หนี้สาธารณะเราเพิ่มขึ้นสูงสุดในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ปี 2014 ถึง 2022 บวกรวบไป 20 จุด เพิ่มเป็น 61.5% ทำสถิติสูงสุดในบรรดานายกรัฐมนตรีทุกคน ถ้าไม่นับตอนวิกฤตค่าเงินช่วงนายกชวน ที่ลบรวมกันไปเกือบ 40 จุด 

มาจนถึงวันนี้ก็มีแนวโน้มแต่หนี้จะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีทางเยียวยา คนล่าสุดที่ออกมาพูดเรื่องนี้คืออดีตนายกทักษิณคนเดิม ที่ออกมาพูดเรื่องซื้อหนี้ออกจากระบบทั้งหมด 13 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ขนาดพูดแล้วก็รัฐบาลตอนนั้นยังคิดตามไม่ทัน กว่าจะคิดทันก็มีอันเป็นไปทางการเมืองเสียก่อน คนไทยทุกคนก็ต้องแบกหนี้ 240,000 บาทก้อนนี้กันต่อไป

ทุนน้อย
อันนี้เป็นปัญหาที่ซึมเศร้ามาหลายปี ทุนที่ผมพูดถึงคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ตัวเลขค่าเฉลี่ยของ FDI ต่อ GDP ในช่วง 30 ปีคือประมาณ 1.9% ช่วงที่สูงสุดคือสมัยรัฐบาลทักษิณ(อีกละ) อยู่ที่ 4% (ค่าเฉลี่ยโลกปัจจุบันอยู่ที่ 4.56%) ในขณะที่รัฐบาลประยุทธ์ทำสถิติต่ำสุดคือ 0.86% 

โครงสร้างของประเทศไทยทั้งการเมืองและการเงิน ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศมี FDI ที่เพิ่มขึ้นเลย ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคุมการไหลเข้าของเงินอย่างเข้มงวด ยังไม่ตื่นจากฝันร้ายสมัยต้มยำกุ้ง และทำทุกอย่างเพื่อเสถียรภาพของธนาคารและไม่ใช่เสถียรภาพของประชาชน ในทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้อำนาจปกครองสูงสุดเป็นอำนาจของคณะบุคคลที่เป็นองค์กรอิสระ ที่สามารถสร้างอิทธิพลจากการเลือกสรรเข้าไปได้จากอำนาจทางการเมือง มองมาจากต่างประเทศ ดูยังไงก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ทุนใหญ่ที่จะเข้ามาที่เคยคุยกัน เขาก็กังวลเรื่องนี้ทั้งสิ้น โอกาสที่ทุนต่างประเทศจะเข้ามาเติมเงินให้ระบบก็เหลือน้อยมาก เศรษฐกิจเราก็โตยาก

การควบคุมที่เข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทยนี่เอง ที่เลยเถิดไปถึงการบริหารค่าเงิน ที่ทำให้เงินบาทแข็งต่อเนื่องมาเป็นสิบปี การท่องเที่ยวและส่งออกที่เคยเป็นความหวังในการนำเงินเข้ามาเติมในระบบก็ยิ่งริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลเข้ามาจะแก้ก็เข้ามาได้ช่วงสั้นๆ เพราะรัฐธรรมนูญแบบที่มี ไม่อนุญาตให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้นาน ประเทศไทยเราก็ต้องอยู่กับวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจนี้ต่อไปอย่างไม่เห็นทางแก้

ภาษีอ่วม 
คนไทยทำงานในไทย หนักเบาแค่ไหนก็ต้องโดนภาษี ซื้อของก็โดนภาษี ขายของก็โดนภาษี คนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้าจะเอาเงินกลับเข้าไทย ก็ต้องโดนภาษี ก็เลยไม่เอาเงินกลับเข้ามาดีกว่า เอาไปเก็บไว้ข้างนอกประเทศ ธนาคารต่างประเทศก็เล่นเป็น เก็บเงินไว้นานให้ผลตอบแทนดีกว่า คนก็เก็บเงินไว้เมืองนอก บินไปต่างประเทศไปใช้เงินที่อยู่นอกประเทศ ซื้อบ้านซื้อรถอยู่ต่างประเทศ เงินในไทยก็ยิ่งร่อยหรอไปอีก

คนไทยจ่ายภาษีเฉลี่ยแล้วต่อหัวต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 17% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงกว่าสิงคโปร์ที่ตัวเลขอยู่ที่ 13.6% ราวกับว่าเศรษฐกิจเราดีกว่าสิงคโปร์ ตัวเลขของเวียดนามใกล้เคียงกับเราที่ 16.8% ก็จริง แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ในขณะที่ไทยนั้นเราจ่ายภาษีกันเฉลี่ยอยู่ที่ 14%-15% สมัยนายกทักษิณ (อีกแล้ว) แล้วก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนค่อนข้างนิ่งที่ 17% ไม่มีแนวโน้มลดลง ที่ต้องเก็บภาษีเยอะ เพราะจำนวนข้าราชการต่อหัวประชากรเราเยอะมาก รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะ

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม เป็นเสาหลักสำคัญที่ทำยังไงก็จะกดหัวคนไทยเอาไว้ไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้ เลือกตั้งครั้งหน้าอาสามาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ต้องตอบตรงนี้ให้ได้ว่าจะแก้อย่างไร ไม่ตอบข้อใดข้อหนึ่ง ผมก็ถือว่าปัญหาหลักเศรษฐกิจไม่มีทางแก้ได้ 

หลักฐานตามประวัติศาสตร์มันชี้ชัดว่ามีคนเดียวที่แก้ได้ และตอนนี้แกต้องไปนอนอยู่ในคุกด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ประเทศนี้มันน่าเศร้าแท้ 

#สงสารประเทศไทย

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top